ปนิธิตา เกียรติ์สุพิมล กับ จดหมายฉบับที่ 10 P.S. เราจะเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตเสมอ

464 views
7 mins
December 16, 2025

          วันนี้ฤดูร้อนแล้วนะ ดอกไม้สะพรั่งบานหลายเฉดสีเลยล่ะ

          จุ๋ม-ปนิธิตา เกียรติ์สุพิมล เจ้าของสำนักพิมพ์ P.S. Publishing เธอยิ้มเป็นคำทักทายกับบ่ายคล้อยเคลื่อนมาถึง และตลอดบทสนทนาแววตาของเธอเปี่ยมไปด้วยพลัง เมื่อเรื่องราวของซองจดหมายเล็กๆ ถูกเปิดอ่านทีละฉบับ จากความทรงจำ

          เธอเล่าว่าสิ่งที่เธอทำมาจากความชอบ อยากทำหนังสือเล่มเล็กๆ เนื้อหาไม่หนักอึ้งทึ้งหัวสมอง มองเข้าไปในเนื้อหายังคงความงามของภาษาและมีเรื่องราวถึงความสัมพันธ์ อันเป็นแก่นสำคัญที่คอยสื่อสารกับหัวใจของคนอ่าน 

          “ก็เหมือนเขียนจดหมาย” เธอนิ่งคิด

          “มันคือวิธีการสื่อสารระหว่างคนกับคน ซึ่งเป็นเรื่องที่สื่อสารอารมณ์ความรู้สึก เพื่อจะส่งไปหาอีกคนหนึ่ง เลยคิดว่า P.S. เนี่ยแหละเป็นชื่อของสำนักพิมพ์”

          นับจากนั้น จดหมายฉบับที่ 1 ก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 2015 เดินทางด้วยความชอบ กลายเป็นงานอดิเรก ใช้โชคช่วยในการขายหนังสือ หยิบต้นทุนที่สั่งสมจากการเป็นนักออกแบบสิ่งพิมพ์มาปรับใช้กับธุรกิจ ศึกษาหาความรู้จากประสบการณ์การตัดสินใจที่ทั้งผิดและถูก 

          ก่อนจะพบว่า จดหมายฉบับที่ 10 ของเธอ คือการได้เติบโตเคียงข้างกับใครสักคนที่เริ่มหยิบหนังสือ P.S. ขึ้นมาอ่าน

          เพื่อเห็นคุณค่าเล็กๆ ที่เขาเหล่านั้นมีอยู่ในตัวเอง

ปนิธิตา เกียรติ์สุพิมล กับ จดหมายฉบับที่ 10 P.S. เราจะเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตเสมอ

ปฐมบทอันปัจเจก

          ถ้าจะหาคำมาบอกเล่าถึงหนังสือของจุ๋ม คงไม่มีคำบรรยายใดๆ เพื่อแสดงความละเมียดละไมละเอียดอ่อนงดงามให้เป็นเสียงสะท้อนถึงเรื่องราวของชีวิตอันหลากหลายเท่าเสียงของเราเอง ไม่มีคำอธิบายไหนที่ต้องมาชี้ สั่ง ให้เราใช้ชีวิตตามเสียงของใครสักคนบนโลก เว้นเพียงแต่เสียงของความรู้สึกนึกคิดที่มีแค่เราเป็นเจ้าเรือน

          “เรามองเห็นคนอ่านของเราตั้งแต่วันแรกว่า เป็นผู้หญิงอายุประมาณ 18-35 ปี แล้วก็ชอบอ่านอะไรที่ไม่ได้ยาวมากเกินไป ชอบอ่านอะไรสั้นๆ เพราะว่าตัวผู้หญิงคนนี้มีไลฟ์สไตล์อื่นๆ ที่เขาจะต้องไปทำ มีสังคม มีเพื่อน มีการงาน มีคอนเสิร์ต มีหนังที่ต้องดู คือไม่ใช่ผู้หญิงที่คงแก่เรียน แล้วไม่ใช่คนที่เป็นหนอนหนังสือ อันนี้คือสิ่งที่เราเห็นว่าคนอ่านของเราเป็นแบบนี้ แล้วก็อีกอย่างหนึ่งคือเรายืนยันว่าเราทำเรื่องความสัมพันธ์”

          พอย้อนกลับไปจุดเริ่มต้น จุ๋มเล่าว่าเธอเติบโตมากับหนังสืออ่านนอกเวลาอย่าง หยก บูรพา อยู่กับก๋ง วรรณกรรมไทยอันเปี่ยมไปด้วยความเข้มข้นอันหนักอึ้งของเรื่องเล่า

          “แต่เราไม่ได้เป็นสายอ่านงานแบบซีเรียสขนาดนั้น เราเป็นน้องน้อยผู้หญิงที่ชอบความรัก ชอบอารมณ์ อย่างเมื่อก่อนจะมีสำนักพิมพ์ใยไหมที่เขียนกลอน ‘น้ำตาหยดนี้คือคำตอบ’ อะไรที่เป็นอารมณ์ อะไรที่น้อยใจ อะไรที่ทำไมรักของฉันไม่สมหวัง เราจะเป็นสายอ่านแบบนั้นมากกว่า บวกกับเรามีความสนใจในเรื่องประเด็นทางสังคม การเมือง ซึ่งมันหล่อหลอมมาจากการอ่านงานหนังสือนอกเวลา”

          สิ่งนั้น เธอเลยค้นพบว่า P.S. Publishing จะเป็นสำนักพิมพ์หลอมรวม 2 สิ่งเข้าด้วยกัน คือความเข้มข้นของวรรณกรรม และความสัมพันธ์อันปัจเจกที่มีความรู้สึกต่อเหตุการณ์ของสังคม ท่ามกลางเสียงของผู้หญิงและความหลากหลาย 

          “เราเขียนโดยมุ่งที่อารมณ์ส่วนตัวของปัจเจก ที่มีความสัมพันธ์กับสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ณ ขณะนั้น ที่มันกระทบกับคนหรือว่าความรู้สึกของผู้หญิงบางคน”

          “อย่างเมื่อ 10 ปีก่อนคำว่า Beauty Standard มันอาจจะยังไม่ได้ถูกใช้เหมือนตอนนี้ แล้วนักเขียนยุคแรกของ P.S. ที่เราเอามาพิมพ์ก็เริ่มตั้งคำถามว่า ความแตกต่างของฉัน ความพึงพอใจกับตัวฉันเองมันจะไปอยู่ตรงจุดไหน เช่น เราไม่ได้เป็นคนผิวขาว เรามีเซลลูไลต์ มีหน้าท้อง เราไม่ได้หุ่นดี เราเป็นคนที่เปิดกว้างกับเรื่องทางเพศนะ เราสามารถพูดเรื่องเพศได้ในที่สาธารณะ บอกความต้องการของเรากับคู่ของเราได้ โดยที่ไม่ต้องกระมิดกระเมี้ยนอีกต่อไป

          “ตอนนั้นน่ะ เราก็โดนโจมตีนะว่าสิ่งที่เราทำมันหมกมุ่นอยู่กับตัวเอง มันคิดถึงเรื่องตัวเองเยอะ แต่เราก็ตั้งคำถามกลับไปว่า ในวงการหนังสือตอนนี้มันก็มีเรื่องที่พูดถึงประเด็นทางสังคมอยู่แล้ว มีสำนักพิมพ์ที่ทำงานวรรณกรรมที่เข้มข้น แข็งแกร่งก่อนหน้าที่เราจะทำอยู่แล้ว แต่ว่ามันยังขาดเสียงของผู้หญิงที่พูดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิต”

ปนิธิตา เกียรติ์สุพิมล กับ จดหมายฉบับที่ 10 P.S. เราจะเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตเสมอ

ปนิธิตา เกียรติ์สุพิมล กับ จดหมายฉบับที่ 10 P.S. เราจะเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตเสมอ

ปนิธิตา เกียรติ์สุพิมล กับ จดหมายฉบับที่ 10 P.S. เราจะเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตเสมอ

แรงปะทะของความไม่สมบูรณ์

          การเปล่งเสียงเพื่อบอกตัวตนของเราว่าสำคัญนั้นเป็นเรื่องที่สังคมลืมใส่ใจ การเข้ามาของ P.S. เสมือนมาทำลายกำแพงเรื่องเพศทางวรรณกรรมไทย และยืนยันถึงเรื่องราวของมนุษย์ เช่นเดียวกับสิ่งที่จุ๋มเห็นในวงการนี้ แม้จะมีเสียงของผู้หญิง และผู้ชายแบ่งขาดกันชัดเจน

          “แต่ช่องว่างตรงกลางมันไม่มี

          “ตอนนั้นช่องว่างที่เรามองเห็น คือ มันไม่มีงานวรรณกรรมไทยที่พูดถึงน้ำเสียงของผู้หญิง และไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงของผู้หญิง แล้วเราก็รู้สึกว่า เราเป็นวัตถุทางเพศอยู่เสมอ เวลาอ่านวรรณกรรมไทยของนักเขียนชายรุ่นกลางๆ รวมถึงรุ่นใหญ่ 

          “เรารู้สึกว่าผู้หญิงในวรรณกรรมของนักเขียนชาย มักจะเป็นผู้หญิงที่มี Beauty Standard บางอย่างที่เรามองไม่เห็นในตลาดทั่วไป มองไม่เห็นในเพื่อนเรา มองไม่เห็นในตัวเรา คือ มันเป็นนางฟ้า ผิวขาวอมชมพู หัวนมสีชมพู อวบ แต่เอวเล็ก ขาเล็ก มีความบอบบาง ร่างบอบบาง แต่นมใหญ่”

          “เราเลยมองว่าเวลาที่เราเขียนนิยายวรรณกรรมเราควรจะเขียนอะไรที่มันยึดโยงกับความเป็นจริง เขียนอะไรที่มันทำให้คนธรรมดาทั่วไปรู้สึกว่าอ่านแล้วมีเพื่อน รู้สึกมั่นใจ รู้สึกว่าใครๆ เขาก็เป็นกัน”

          นี่คือสิ่งที่นักเขียน P.S. เขียนถึง “คือความไม่สมบูรณ์แบบ มันเลยเป็นแรงปะทะที่เอาไปโต้แย้งว่ามันไม่ใช่แบบนั้น”

          แบบที่สังคมกระแสหลัก มองไม่เห็นความไม่สมบูรณ์แบบในชีวิตมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งเป็นเสียงเล่าที่มีความหมายและสำคัญกับทุกๆ เรื่องราวที่เกิดขึ้น จุ๋มเล่าต่อว่าเวลาทำงานวรรณกรรมสักอย่าง เราควรทำให้ทัศนคติบางอย่างที่ถูกส่งต่อมาอย่างยาวนานของสังคม ถูกแก้ไข เบาบางลง หรือแม้แต่ถูกทำลาย เพื่อสร้างทัศนคติแบบใหม่

          “เราคิดว่าเรื่องราวบางอย่างหรือเรื่องเล่าบางเรื่องที่มันถูกเล่าในวรรณกรรม มันตอบโจทย์ ณ สภาวะสังคมปัจจุบันต่อตอนนั้น พอเวลาผ่านไปมันอาจจะเป็นเรื่องที่ผิด อาจจะเป็นเรื่องที่สังคมไม่ยอมรับแล้วก็ได้ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ใช่ว่ามันจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ มันแค่บันทึกเสียงของใครสักคนหนึ่งที่รู้สึกต่อเหตุการณ์หนึ่ง ณ เวลานั้น และสิ่งที่เขาคิดและแสดงความคิดเห็นออกไปมันสำคัญ”

          “เรามองว่าไม่มีเรื่องอะไรที่มันไม่สำคัญหรอก รวมถึงนักเขียนผู้ชายเขียนเรื่องที่มันสำคัญมากๆ ใส่ใจสังคมสุดๆ ก็สำคัญ ส่วนเราถูกตีกลับมาว่างานเขียนของ P.S. มันกระจุ๋งกระจิ๋งเป็นเสียงที่ดูไร้สาระมากๆ ถูกมองว่ามันเป็นเรื่องไม่สำคัญ 

          “เราคิดว่ามันไม่มีเสียงไหนที่ไม่สำคัญเลย เพราะมันต้องสำคัญ แล้วมันก็ต้องถูกรับฟังด้วย”

ปนิธิตา เกียรติ์สุพิมล กับ จดหมายฉบับที่ 10 P.S. เราจะเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตเสมอ

วันที่หัวใจเต้นแรง

          เสียงกระซิบกระซาบจับใจความไม่ได้ เมื่ออยู่ไกลก็ไม่มีใครได้ยิน แต่ถ้าเสียงเหล่านั้นขยับใกล้เข้ามากันมากขึ้น มันก็ย่อมมีความสำคัญในเสียงเหล่านั้นเสมอ จนทำให้ใครบางคนต้องอยากเงี่ยหูฟัง อยากรู้ความหมาย และอยากเห็นด้วยตาว่าเสียงนั้นสื่อสารอะไรกับหัวใจเขาบ้าง

          เช่นเดียวกับงานของ P.S. จากจุดเริ่มต้นที่เห็นนักอ่านเป็นผู้หญิงวัยรุ่นจนถึงวันทำงาน ออกตามหาเพื่อนร่วมทางในความไม่สมบูรณ์ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปจากเดิมในปีที่ 10 ที่เจ้าของสำนักพิมพ์มองเห็น 

          “คนอ่านของเราตอนนี้ ไม่ต้องเป็นนักอ่านแล้วด้วยซ้ำ แค่ใครก็ได้ที่อ่านหนังสือภาษาไทยออก

          “คุณอาจจะไม่เคยอ่านหนังสือหรือไม่ชอบอ่านหนังสือก็ได้ ตั้งใจไปซื้ออะไรก็ตามใน TikTok แต่เลื่อนฟีดแล้วเห็นสำนักพิมพ์ P.S. ทำคอนเทนต์ แล้วมีแค่ 1 ประโยคในหนังสือ ที่คุณฟังแล้วรู้สึกว่า เฮ้ย ประโยคนั้นมันทำงานกับหัวใจว่ะ จนทำหัวใจเต้นแรงขึ้น รู้สึกดีใจ เสียใจ หรือฟังแล้วร้องไห้ ฟังแล้วรู้สึกนึกถึงความหลังบางอย่าง ประโยคนั้นมันทำงานกับคุณ แล้วคุณอยากได้หนังสือเล่มนี้ ทั้งๆ ที่คุณไม่เคยอ่านหนังสือเล่มไหนมาก่อนเลย แล้วคุณอยากอ่าน

          “เรายินดีมากๆ ที่เราจะได้เป็นส่วนหนึ่ง เป็นหนังสือเล่มแรกของคนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ

          “แล้วเราก็พบว่าตั้งแต่เราเปลี่ยนมามองหากลุ่มคนอ่าน แบบใครก็ได้ที่อ่านหนังสือออกเนี่ย มันทำให้เราเจอนักอ่านใหม่ๆ เยอะมาก เราสร้างนักอ่านใหม่ๆ จากเดิมที่เราสามารถนับได้ด้วยนิ้วมือ กลายเป็นตอนนี้เรานับไม่พอแล้ว

          “แต่เราไม่ได้คิดไปเองว่าเราเจอนักอ่านกลุ่มนั้นแล้ว เพราะว่าหลายครั้ง นักอ่านเหล่านั้นก็แท็ก IG มาว่า เขาจากคนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ ได้อ่านเล่มนี้เป็นเล่มแรกแล้วชอบมาก จะขออ่านเล่มอื่นต่อไปของสำนักพิมพ์

          “แล้วตั้งแต่ต้นปีมานี้ เราเจอกรณีนี้บ่อยมากใน TikTok หรือเจอใน IG เราจะชอบแคปส่งไปบอกน้องๆ ในทีมว่าแบบเนี่ยคนอ่านหน้าใหม่ของเรามาแล้ว (หัวเราะ) ซึ่งมันดีแบบมันดีมากๆ มันดีกว่าการที่คนเป็นหนอนหนังสือมาอ่าน แล้วรีวิวใน Goodreads ให้เรา เรารู้สึกว่าแบบธรรมดามากหัวใจไม่เต้นเลย

          “แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเจอคนแบบที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ แล้วมาชอบอ่านหนังสือเรา แล้วอยากจะอ่านอีก เรารู้สึกว่าหัวใจเราเต้นแรงมาก”

ปนิธิตา เกียรติ์สุพิมล กับ จดหมายฉบับที่ 10 P.S. เราจะเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตเสมอ

แนวกว้างแนวลึก

          ไม่เพียงแค่นักอ่านที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย การสร้างรายได้จากหนังสือก็ต้องครอบคลุมในทุกมิติ เพื่อทำในสิ่งที่รักและทำในสิ่งที่ต้องทำ แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่เธอได้สร้างสรรค์ยังคงเป็นสิ่งที่เธอตั้งใจทำจากการหล่อหลอมในวัยเยาว์

          “ตลอดเวลาในการทำงาน เราคิดว่าเราไม่ได้ทำถูกทุกอย่าง เราตัดสินใจผิดพลาด เราไม่รอบคอบ แต่ว่าในทุกๆ การทำงานมันคือการที่เราค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพัฒนาไปเรื่อยๆ

          “ตอนที่หนังสือเล่มแรกๆ ออก มีคนบ่นว่า อ่านแบบนี้ อ่านสเตตัส Facebook ก็ได้ ซึ่งมันเป็นเหมือนเสียงบ่นๆ ของนักเขียนมากกว่า คือมันไม่ได้มีคุณภาพมากพอที่จะเป็นหนังสือ เราก็เอามาวิเคราะห์ คือตอนนั้นถามว่านอยด์ไหม ก็นอยด์ เราทำหนังสือไม่มีคุณภาพเหรอ หรือเราทำหนังสือที่ไร้สาระหรือเปล่า

          “เราคิดว่าเราค่อนข้างมั่นใจในตัวเองแล้วก็เชื่อเซนส์ของตัวเอง เลยเอาเสียงพวกนั้นมาเป็นวัคซีนมากกว่า เหมือนภูมิคุ้มกัน แล้วมันก็ทำให้เราค่อยๆ ชิน ค่อยๆ ทำให้เรารับฟัง แล้วเราก็เอาบางอย่างมาปรับ บางอย่างก็ยังเชื่อเซนส์ของตัวเองอยู่คงเดิม

          “เสียงวิจารณ์เหล่านั้นเราก็มาปรับปรุงกับวิธีการทำงาน แบ่งหนังสือให้เป็นตัว T ตามแนวกว้างด้านบน และแนวลึกลงมา หมายความว่าเราจะหาโปรดักต์ที่เป็นแนวกว้าง เพื่อให้ขายกลุ่มคนที่ไม่ได้ชอบอ่านหนังสือ กับโปรดักต์ที่เป็นแนวลึก ก็คือหนังสือที่มีโครงสร้าง มีความเป็นวรรณกรรมแบบที่คนอ่านใน Goodreads อยากได้ 

          “เราก็ทำหนังสือ 2 แบบนี้ควบคู่กันไป โดยที่ก็ต้องบอกตามตรงว่าหนังสือที่เป็นตัว T แนวกว้าง มันเป็นหนังสือที่สร้างรายได้ให้ P.S. แต่หนังสือตัว T แนวลึกมันเป็นหนังสือที่เรามีไว้เพื่อเอาไว้สร้างความภูมิใจให้กับตัวเอง

          “เพราะในขณะที่เราอ่าน อยู่กับก๋ง หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว เล่มหนาขนาดนี้ เวลาเราทำงานจริงๆ เราก็อยากทำวรรณกรรมแบบนั้นบ้าง อยากทำวรรณกรรมที่มันสร้างแรงสั่นสะเทือนบางอย่างให้คนอ่าน รวมทั้งทำให้เขาเปลี่ยนทัศนคติบางอย่างที่อยากจะลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง หรือว่ามองเห็นความไม่ถูกต้องในสังคม เพราะแนวกว้าง มันเป็นอะไรที่เบาๆ มาก พูดถึงเรื่องตัวเอง พูดถึงผีเสื้อที่บินในท้อง พูดถึงสีสัน พูดถึงการคลั่งรัก แต่มันสร้างคนอ่านหน้าใหม่ได้

          “ในขณะเดียวกัน เราก็ยังอยากทำงานวรรณกรรมที่มันทำให้เรารู้สึกมีความภูมิใจในตัวเอง คือเราได้ทั้ง 2 ทางเลย คือได้ทั้งยอดขาย แล้วก็ได้ทั้งความภูมิใจในตัวเอง ที่เราไม่รู้สึกลอยเกินไป บางครั้งคนทำงานก็ต้องชอบในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่นะ ไม่งั้นเราทำไม่ได้หรอก และเราก็จะอยู่กับมันไม่ได้ในระยะยาว

          “แน่นอนว่า มันก็มีบางสิ่งที่เราไม่ได้ชอบขนาดนั้นเพราะเราโตขึ้นจากวันแรกที่ทำสำนักพิมพ์ แต่ว่ามีคนอ่านที่ชอบมันมาก แปลว่าเราใช้รสนิยมตัวเองตัดสินไม่ได้แล้ว ต้องดึงข้อมูลทางการตลาดมาตัดสินใจ หนังสือแนวกว้างมันทำให้ธุรกิจไปต่อได้ มันก็เป็นสิ่งสำคัญ มันเป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้เรายังผลิตหนังสือที่เราชอบได้”

ปนิธิตา เกียรติ์สุพิมล กับ จดหมายฉบับที่ 10 P.S. เราจะเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตเสมอ

จดหมายฉบับที่ 10

          คงไม่ใช่เรื่องง่ายถ้านำความรัก ความชอบ และความจำเป็น มายึดโยงเข้าด้วยกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่ใช้พลังมหาศาลเพื่อให้เป็นไปตามหัวใจต้องการ โดยเฉพาะกับตัวเธอเมื่อชวนกลับไปสะท้อนถึงตัวเองผ่านสายตาของตัวเอง

          “มีคำถามข้อหนึ่ง เราคิดว่าคำถามข้อนี้คิดเก่งมาก แล้วไม่เคยมีคนถามเรามาก่อน มันเป็นคำถามที่ว่าคุณจุ๋มเห็นคุณจุ๋มเป็นใครในสายตาของคุณจุ๋มเอง 

          “เรากลับมานั่งคิด แล้วคำตอบข้อเนี้ยมันก็ลิงก์กับวิธีการทำงานของเราด้วย เราขอตอบว่าจุ๋มเป็นคนที่ชอบทำงาน ชอบความท้าทาย ชอบเอาชนะ ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ชอบหาอะไรใหม่ๆ มาทำให้ชีวิตมันปวดหัว ไม่ชอบอะไรง่ายๆ ชอบอะไรยากๆ มั่นใจในตัวเอง แล้วก็ไม่ค่อยกลัวความล้มเหลว หรือความผิดพลาด แล้วก็เชื่อมั่นในสัญชาตญาณตัวเอง

          “เราคิดว่าการตัดสินใจที่จะให้ P.S. ไปเจอคนอ่านที่ไม่ใช่หนอนหนังสือ เป็นการตัดสินใจที่ถูกมากในปีที่ 10 ของการทำสำนักพิมพ์ เพราะว่าไม่งั้นเราจะเป็นสำนักพิมพ์ที่อยู่เท่าเดิม บูทเราจะไม่ใหญ่ขึ้น คนอ่านของเราจะไม่มากขึ้น ยอดขายหนังสือของเราจะไม่สูงขึ้น ทีมเราจะทำงานหนักเหมือนเดิม ทีมเราจะไม่สามารถรับคนเข้ามาเพิ่ม เพื่อให้การทำงานมันเบาลง

          “แล้วขนาดของสำนักพิมพ์เราก็จะเท่าเดิม แล้วก็อาจจะล้มหายตายจากไปในวันใดวันหนึ่ง 

          “แต่ว่าในปีที่ 9 กับปีที่ 10 พอเราตัดสินใจเรื่องนี้ ว่าเราไม่อยากได้คนอ่านเดิมๆ อีกแล้ว เราอยากออกไปหาปลาในน่านน้ำใหม่ เรารู้สึกว่าเราทำกับคนอ่าน P.S. มาระยะเวลาหนึ่งเขารู้แล้ว เขาอ่านแล้ว แต่มันมีอีกจำนวนมากที่ไม่รู้จัก ไม่อ่านหนังสืออะไรด้วยซ้ำ

          “เรารู้สึกว่าเราพร้อมที่จะเป็นตัวเลือกแรก เป็นเล่มแรกของคุณ การตัดสินใจตรงนี้ มันทำให้ฐานคนอ่านของเรามันกว้างขึ้นมากๆ”

          ความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในเรื่องความหลากหลายมีมากขึ้นกว่าที่เคยเป็น เสียงของผู้หญิงที่เธอตั้งใจให้มีพื้นที่ก็เด่นชัดมากขึ้นกว่าเดิม ตามกาลเวลา และยุคสมัยได้นำพาเรามาไกลเกินกว่าจะหวนกลับ เช่นเดียวกันที่จดหมายฉบับที่ 10 นั้นยังคงยืนยันในเรื่องความสัมพันธ์ตั้งแต่ฉบับแรก

          “ปีนี้ปีที่ 10 ถามว่า P.S. เปลี่ยนไปยังไงบ้าง เราก็มีความเปลี่ยนแปลงตรงที่ว่า เราเป็นหนังสือที่จะอยู่เป็นเพื่อนคุณทุกช่วงเวลาของความสัมพันธ์

          “ไม่ว่าตอนนั้นคุณจะอยู่ในความสัมพันธ์ไหน จะแอบรักแอบชอบเพื่อนสนิท กำลังตกหลุมรัก รู้สึกว่าผีเสื้อบินในท้อง หรือว่ากำลังกระอักกระอ่วนใจในการที่จะตัดสินใจเรื่องอะไรสักอย่างหนึ่ง”

          “หรือแม้แต่ทะเลาะกับแม่ มีปัญหากับเพื่อนที่โรงเรียน ครูที่โรงเรียนลงโทษบ่อยมาก ไม่รู้ทำไมจะต้องเป็นเรา ไม่ว่าคุณกำลังจะผิดหวัง ตัดสินใจไม่ได้ที่จะคบหรือจะเลิก หรือว่าตกอยู่ในฐานะมือที่ 3 ถูก Gaslight หรือว่าตัดสินใจแล้วว่าเลิกแล้วจะกลับมารักตัวเอง P.S. จะเป็นหนังสือที่จะอยู่เคียงข้างคนอ่านทุกช่วงเวลาของความสัมพันธ์

          “ตั้งแต่แรกเริ่มจนปลายทาง หรือว่าจะสุดท้ายปลายทางก็ยังวนลูปกลับมา ไม่เป็นไร เราก็จะเป็นหนังสือที่จะค่อยๆ ผ่านช่วงเวลาที่คุณมีความสุข มีความทุกข์ เจ็บปวด อดทนต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง กำลังอิจฉา โทษตัวเองอยู่ รู้สึกผิด ร้องไห้ หรือหัวเราะ อะไรก็ได้

          “เราจะเป็นหนังสือที่เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตของคนอ่านเสมอ”


เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือ ‘Readtopia 3 ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศการอ่านของไทย’ (2568)

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

PDPA Icon

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก