ถ้าคุณอยู่ในวัย 40+ แสดงว่าคุณต้องเคยผ่านช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังรุ่งโรจน์ มีอนาคตสว่างไสวว่าจะได้เป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชียตามหลังฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และไต้หวัน ประเทศไทยจะเปลี่ยนผ่านจากประเทศกำลังพัฒนาเป็นประเทศพัฒนาแล้ว
แต่ถึงที่สุดแล้ว เราก็ไม่เคยได้เข้าไปต่อแถวเป็นเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย ปี 2540 เรายังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งชนิดหนักหนาสาหัสก่อนจะลามไปทั่วโลก ปี 2551 สหรัฐอเมริกาต้องพบกับหายนะทางเศรษฐกิจจากความละโมบของนักลงทุนเกิดวิกฤตซับไพรม์ที่ส่งผลต่อไทย แม้จะไม่มากเท่าปี 2540 และเราก็ผ่านมันมาได้
ใช่, เราผ่านมันมาได้ แต่คุณแปลกใจไหมว่านับตั้งแต่ทศวรรษ 2530 ถึงตอนนี้ เราก็ยังคงเป็นประเทศ ‘กำลัง’ พัฒนาเหมือนเดิม
ถามว่าบ้านเมืองเราเจริญขึ้นหรือเปล่า? แน่นอนว่าเจริญขึ้นในแง่โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เทคโนโลยีนั่นนู่นนี่พวกเราส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงได้จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีโดยเฉพาะโลกดิจิทัล แล้วทำไมเราถึงยังเป็นประเทศกำลังพัฒนาล่ะ
หรือว่าจริงๆ แล้ว เรากำลังเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า ‘ความเจริญ’ ผิด?
‘ความเจริญไม่เคยเกิดขึ้นเอง’ หรือ ‘POWER AND PROGRESS’ หนังสือที่เขียนโดย Daron Acemoglu และ Simon Johnson ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจจาก MIT เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับความเจริญรุ่งเรืองของมนุษย์ ผู้เขียนทั้งสองยืนยันว่าเราต้องแยกให้ออกระหว่างเทคโนโลยีกับความเจริญ และ…
“สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนจากประวัติศาสตร์นับพันปีจนถึงปัจจุบันคือ เทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ได้นำไปสู่ความเจริญโดยอัตโนมัติ ความเจริญที่เกิดขึ้นล้วนเกิดจากการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองแทบทั้งสิ้น” (หน้า 23) ที่แย่กว่านั้นคือ
“ความเจริญในปัจจุบันนี้ยังคงกระจายอยู่แค่ในกลุ่มนักธุรกิจและนักลงทุน ขณะที่คนส่วนใหญ่ยังคงอับจนไร้หนทาง” (หน้า 15)
ผู้เขียนทั้งสองเผยให้เห็นว่าการที่กลุ่มคนหรือชนชั้นใดในสังคมจะยึดกุมผลพวงของความเจริญไว้กับตนได้ จำเป็นต้องมีพลังในการโน้มน้าวให้สังคมคล้อยตามเสียก่อน มันมาจากการถูกยกให้เป็นผู้เชี่ยวชาญและการตอกย้ำความเชื่อซ้ำๆ ยกตัวอย่างธนาคารยักษ์ใหญ่และเครือข่ายวอลล์สตรีทก่อนวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่กล่อมเกลาว่าธุรกิจยิ่งใหญ่ยิ่งดี ส่งเสริมค่านิยมการทำงานหนัก การประสบความสำเร็จซึ่งหมายถึงการมีรายได้สูง การมีความฝันแบบอเมริกัน และถ้าคุณสามารถสร้างกำรี้กำไรได้มากเท่าไหร่สถานะทางสังคมของคุณก็ยิ่งสูงขึ้น

เมื่อเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ คนกลุ่มนี้กำลังจะล้มละลายก็หันมาบอกว่า พวกเขาใหญ่เกินไปที่จะล้ม (Too Big Too Fail) ดังนั้น รัฐบาลต้องใช้เงินภาษีมาอุ้มพวกตน เสียงของนักธนาคาร นักการเงิน นักลงทุน บวกนักวิชาการดังพอที่จะทำให้รัฐบาลและสังคมจำนวนหนึ่งคล้อยตามเสียด้วย แล้วเรื่องราวต่อมาก็เป็นดังที่เรารู้
“ความคิดที่คนอื่นจะเชื่อนั้นมักดูไม่เห็นแก่ตัว สาเหตุหนึ่งก็เพราะตัวคุณเองจะดูน่าเชื่อถือขึ้นถ้าคุณพูดสนับสนุนสิ่งที่คุณเชื่อจริงๆ จากใจ แล้วจะยิ่งดีถ้าคุณทำให้ตัวเองเชื่อได้ด้วยว่าคุณไม่ได้กำลังทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อทุกคน” (หน้า 112)
ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาเทคโนโลยีโดยตัวมันเองจึงไม่ใช่ ‘ความเจริญ’ ในความหมายที่คนส่วนใหญ่ได้รับผลประโยชน์ เทคโนโลยีดิจิทัล เทคโนโลยีทางการเงิน ผลิตภัณฑ์ทางการเงินมากมายซับซ้อน เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน
ถอยกลับไปนานกว่านั้น ผู้เขียนยกอดีตการพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรจากต้นศตวรรษที่ 11 ในยุโรป เมื่อกังหันน้ำ กังหันลม เกือกม้า เครื่องทอผ้า รถเข็นล้อเดียว ปุ๋ยคอก โลหะชนิดใหม่ ฯลฯ ช่วยให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นกว่าเดิม แต่กลับไม่ได้ทำให้คุณภาพชีวิตชาวนาดีขึ้นตามไปด้วย
“สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว การพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตรในช่วงยุคกลางกลับทำให้พวกเขายากจนยิ่งขึ้น” (หน้า 129)
ในอังกฤษ แม้ผลผลิตจะเพิ่มขึ้น แต่คนส่วนใหญ่มีกินมีใช้น้อยลง คำถามก็คือผลผลิต ‘ส่วนเกิน’ หายไปไหน? ผู้เขียนทั้งสองเฉลยว่า
“ส่วนเกินที่ว่านี้ถูกกลุ่มชนชั้นสูงเพียงหญิงมือยึดไปเพื่อประโยชน์ของตัวเอง…ชนชั้นสูงที่ประกอบไปด้วยคนใกล้ชิดของกษัตริย์ ขุนนาง และนักบวชผู้มีสมณศักดิ์สูง ยังไงก็มีไม่ถึง 5% ของคนทั้งหมด แต่พวกเขากลับเป็นผู้กุมผลผลิตส่วนเกินแทบทั้งหมดเอาไว้ในยุคกลางของอังกฤษ” (หน้า 130) เป็นอย่างนี้มาทุกยุคสมัยจวบจนปัจจุบัน
อย่างไรก็ดี ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าครึ่งหลังของยุค 1800 ในอังกฤษและทั่วยุโรป ค่าจ้างเพิ่มขึ้น อาหารการกินดีขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น ชั่วโมงการทำงานได้รับการปรับปรุง สาธารณสุขก็ดีขึ้น เรื่องดีงามเหล่านี้เกิดขึ้นจากการปฏิรูปทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ผ่านการต่อสู้อย่างยากลำบาก ผู้เขียนระบุว่ามีเงื่อนไข 2 ข้อที่จะทำให้ ‘ความเจริญ’ กระจายไปทั่วถึง ประการแรกคือคนส่วนใหญ่ต้องมีผลผลิตส่วนเพิ่มสูงขึ้น ประการที่สอง แรงงานต้องมีอำนาจการเจรจาต่อรอง โดยเฉพาะช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อโลกตะวันตกร่วมมือกันฟื้นฟูตัวเองจากหายนะ ความเจริญยิ่งกระจายสู่ผู้คนมากขึ้นและมากขึ้นตามลำดับ แต่ก็ใช่ว่าทุกคน เพราะยังมีคนอีก 4 กลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากความเจริญไม่มาก นั่นคือ ผู้หญิง ผู้อพยพ คนที่ไม่ใช่คนขาว และคนที่ไม่ได้อยู่ในทวีปอเมริกาและยุโรปตะวันตก
พอถึงปลายศตวรรษที่ 20 ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน เทคโนโลยีดิจิทัลก้าวเข้ามาเป็นภัยคุกคามใหม่ต่อ ‘ความเจริญ’ มันกำลังจะแย่งงานผู้คนซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการกระจายผลประโยชน์ ขณะที่เจ้าของเทคโนโลยีกลับร่ำรวยขึ้นและฉีกความเหลื่อมล้ำให้กว้างกว่าเดิมหลายเท่า หนังสือเล่มนี้ยกบทที่ 8-10 เพื่ออธิบายภาพมายาคติที่นักเทคโนโลยีสร้างให้สังคมเชื่อเกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัลและเอไอ ซึ่งไม่เพียงก่ออันตรายต่อการกระจายความเจริญ หากยังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการจำกัดสิทธิเสรีภาพของผู้คนด้วย
ผู้เขียนทั้งสองมีข้อเสนอแนะเชิงปฏิรูปเพื่อป้องกันไม่ให้ความเจริญอยู่ในมือคนกลุ่มเล็กๆ บอกตามตรงว่ายากที่จะทำให้ปรากฏ ผมขอพูดถึงเฉพาะหัวข้อโดยไม่ลงรายละเอียด ดังนี้ เงินช่วยเหลือ, แยกชิ้นส่วนบริษัทใหญ่ที่ผูกขาด, ปฏิรูปภาษี, ลงทุนในพนักงาน, รัฐบาลส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา, กฎหมายด้านข้อมูล, ภาษีโฆษณาออนไลน์, ภาษีความมั่งคั่ง, สวัสดิการทางสังคม, การศึกษา, ค่าแรงขั้นต่ำ และการปฏิรูปมหาวิทยาลัย
คุณจะเห็นว่านี่ไม่ใช่ข้อเสนอใหม่ มันถูกพูดถึงมานาน มันถูกพูดถึงในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย และมันก็เกิดขึ้นอย่างยากเย็นหรือไม่มีโอกาสได้เกิด จากภาพที่เราเห็นในทุกๆ แห่ง ชนชั้นนำทางสังคมจับมือกันอย่างเหนียวแน่นเพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงที่จะกระทบต่อผลประโยชน์ของพวกเขา ปลดปล่อยความเจริญออกมาเล็กน้อยในนามของคุณงามความดีให้คนภายนอกรู้สึกตื้นตัน
ดั่งที่หนังสือเล่มนี้เน้นย้ำ ‘ความเจริญ’ ไม่ได้เกิดโดยอัตโนมัติ ตลอดประวัติศาสตร์มันเกิดจากการต่อสู้ของคนที่อยู่ข้างล่าง แล้วมันก็ไม่ใช่แค่มีรถไฟฟ้าวิ่งผ่านหน้าบ้าน เอาเข้าจริง รถไฟฟ้าเป็นอีกภาพหนึ่งของการกระจุกตัวของผลประโยชน์ ถามง่ายๆ คือทำไมรัฐต้องใช้เงินภาษีของคนทั้งประเทศสร้างรถไฟฟ้าให้เฉพาะคนในเมือง ขณะที่จังหวัดอื่นๆ แค่ขนส่งสาธารณะธรรมดายังไม่มี
ข้อสรุปสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้สามารถเขียนออกมาสั้นๆ ได้ว่า
ตราบใดที่อำนาจการตัดสินใจยังอยู่ในมือคนเพียงหยิบมือ เราจะไม่มีวันเจริญ
