ใจกลางภูผาสูงตระหง่าน 4,000 เมตรล้อมรอบ มีเมืองเล็กๆ ตั้งอยู่ มันตัดขาดจากโลกส่วนอื่นๆ แต่มันก็เป็นโลกใบหนึ่งโดยตัวมันเอง เมืองแห่งนี้ยังมีชายหาดเล็กๆ สำหรับชาวประมงออกไปหาปลา ยามราตรีประดับดาว แหงนเงยมองท้องฟ้า นาฏกรรมแห่งดวงดาวจะสวยงามตราตรึงเพียงใด
แล้วทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อปล่องไฟปล่องแรกผุดขึ้น ผุดขึ้น ผุดขึ้น แล้วก็ผุดขึ้นดังดอกเห็นฤดูฝน ปล่องไฟแต่ละปล่องสร้างแสงสว่างยามราตรีสีเหลืองนวล สร้างไฟฟ้า สร้างอาหาร สร้างสินค้าและบริการที่คนในเมืองต้องการ สร้างความเจริญ สร้างควัน…และขยะ
ณ จุดหนึ่งของกาลเวลา อย่างช้าๆ ไม่มีใครเอะใจ ผืนฟ้าทั้งหมดของเมืองก็ถูกปกคลุมด้วยกลุ่มควันหนาทึบกระทั่งแสงอาทิตย์ยอมพ่ายแพ้ แต่ชาวเมืองก็ไม่เดือดร้อนอะไรเพราะปล่องควันมากมายผลิตแสงสว่างเทียมให้พวกเขาได้ ผันผ่านอีกแสนนาน ชาวเมืองแห่งนี้ก็แยกแยะกลางวันกับกลางคืนไม่ได้อีกต่อไป มันกลายเป็นเมืองแห่งราตรีชั่วนิรันดร์ คนรุ่นต่อๆ มาก็รู้จักเมืองตัวเองในสภาพนี้ แสงแดดและแสงดาวหลงเหลือเพียงนิทานก่อนนอนไว้ฟังเพลินๆ และชาวเมืองต่างเรียกขานเมืองของตนว่า ‘เมืองปล่องควัน’
แต่อย่าลืมว่าเมืองนี้มีทางออกทะเล ชายฉกรรจ์กับเรือประมงของเขาออกทะเลหาปลาเป็นอาชีพ ในค่ำคืนที่เขาล่องเรือออกไปไกลพอเพื่อติดตามฝูงปลา เขาได้รู้ความจริงว่าเหนือศีรษะเขาสูงขึ้นไปบนเวิ้งฟ้ายังมีทะเลแสนดาวอีกผืนหนึ่ง โลกที่เขาอยู่กว้างไกลกว่าผาหินทึบๆ รอบเมือง ผืนควันหนาทึบที่เห็นอยู่ชั่วนาตาปีไม่ใช่ความจริง มันไม่ใช่สิ่งที่นิทานปรัมปราเรียกว่า ก้อนเมฆ
ชาวประมงคนเดียวของเมืองกลับมาเล่าเรื่องก้อนหินเรืองแสงบน ‘ท้องฟ้า’ ให้ชาวเมืองคนอื่นๆ ฟัง ทว่า ไม่มีใครเชื่อเขา เขาเป็นชาวประมงขี้โกหกพกลม มีเพียงลูบิชชีลูกชายของเขาที่เชื่อหมดใจแถมเขายังสอนวิธีดูดาวให้เด็กน้อยด้วย
ฤดูหนาวของปีหนึ่ง ลมมรสุมจมเรือและชีวิตพ่อของลูบิชชี ส่วนชาวเมืองก็ทึกทักกันไปเองว่าในท้องทะเลมีอสูรกายซุกซ่อนอยู่ เมืองปล่องควันจึงไม่มีใครสานต่ออาชีพประมงอีกเลย
ทั้งหมดนี้เป็นจินตนาการของผมเอง ผมเขียนประวัติศาสตร์ให้เมืองปล่องควันที่ นิชิโนะ อาคิฮิโระ (Nishino Akihiro) ผู้สร้างสรรค์ ‘ปูเปลล์ มนุษย์ขยะแห่งเมืองปล่องควัน’ ไม่ได้เล่าไว้
หนังสือเล่มนี้เป็นวรรณกรรมเด็ก เล่าเรื่องด้วยภาพที่วาดอย่างประณีตซึ่งทำให้เมืองปล่องควันเป็นรูปร่างจับต้องได้เสมือนจริง ตัวอักษรน้อยที่หน้าซ้าย แต่สื่อความพอดิบพอดีกับภาพในหน้าขวา เป็นเรื่องเล่าสั้นๆ ที่ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็อ่านจบเล่ม แล้วทิ้งให้คุณจินตนาการ เล่าเรื่อง หรือใคร่ครวญต่อเอาเอง

หลังอ่านจบ ผมนึกถึงอุปมานิทัศน์เรื่องถ้ำอันโด่งดังของเพลโต เมื่อคนคนหนึ่งหลุดจากโซ่ตรวนได้เห็นความจริงภายนอกถ้ำและหวนกลับมาเล่าแก่เพื่อนๆ ในถ้ำฟังด้วยความตั้งใจดี แต่ผลลัพธ์กลับเหมือนกับพ่อของลูบิชชี ไม่มีใครเชื่อ ซ้ำยอมรับโซ่ตรวนและเงาบนผนังโดยไม่ขัดขืนตั้งคำถาม
ค่ำคืนวันฮาโลวีน แมวส่งของจอมสะเพร่าบินข้ามฟากฟ้าของเมืองปล่องควันเผลอทำหัวใจดวงหนึ่งหล่นลงมา
หัวใจดวงนั้นหล่นลงบนภูเขาขยะของเมืองปล่องควัน มันดึงดูดเศษขยะรอบตัวประกอบสร้างร่างกายเป็นสิ่งมีชีวิต ชาวเมืองเรียกขานมันว่า มนุษย์ขยะ ไม่ว่ามันจะเดินไปไหนชาวเมืองล้วนเมินหน้าหนีเพราะกลิ่นเหม็นจากร่างของมัน
ไม่มีใครคบหามนุษย์ขยะ ยกเว้นลูบิชชี เด็กทำความสะอาดปล่องควัน (climbing boys หรือ chimney sweeps) ซึ่งเป็นอาชีพที่มีอยู่จริงในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และถือเป็นอาชีพที่อันตรายและโหดร้ายสำหรับเด็กยุคนั้น
ลูบิชชีตั้งชื่อให้มนุษย์ขยะว่า Poupelle-ปูเปลล์ ด้วยเหตุผลบางอย่าง ปูเปลล์มีกลิ่นที่ลูบิชชีคุ้นเคย เด็กน้อยเดาว่าในร่างของปูเปลล์อาจมีกางเกงในที่เขาทิ้งแล้วปะปนอยู่
ผมคิดว่า อาคิฮิโระนำชื่อนี้มาจากภาษาฝรั่งเศส poubelle (ปูเบล) ซึ่งหมายถึงถังขยะหรือที่ทิ้งขยะ คำนี้มาจากนามสกุลของเออแฌน ปูเบล (Eugène Poubelle) ผู้ว่าการกรุงปารีสสมัยศตวรรษที่ 19 นายปูเบลคนนี้ออกกฎหมายบังคับในปี 1884 ให้เจ้าของอาคารทุกแห่งในปารีสจัดหาถังขยะที่มีฝาปิดสำหรับครัวเรือนและต้องคัดแยกขยะเป็น 3 ประเภทคือขยะอินทรีย์, กระดาษ/ผ้า และแก้ว/เปลือกหอย เรียกว่าเป็นการเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงการจัดการขยะครั้งใหญ่ ทำให้ต่อมาชาวปารีสเรียกถังใส่ขยะว่า boîtes Poubelle หรือบวท ปูเบล แปลว่ากล่องของปูเบล แล้ว poubelle ก็กลายเป็นคำที่ใช้เรียกถังขยะในภาษาฝรั่งเศสถึงปัจจุบัน
ลูบิชชีและปูเปลล์แบ่งปันมิตรภาพและเรื่องราว ความสุขและความเศร้า เวลาและสถานที่แก่กัน ลูบิชชีพาปูเปลล์ขึ้นไปบนยอดปล่องควันที่เขาทำงาน นั่งชมทิวทัศน์ราตรีชั่วนิรันดร์ของเมืองปล่องควันร่วมกัน บนมุมสูงแบบนั้น แสงเหลืองเรืองรองกลมกลืนกับเปลวควันก็ดูสวยดี
ลูบิชชีเล่าเรื่องของพ่อกับก้อนหินเรืองแสงบนท้องฟ้าให้ปูเปลล์ฟัง
มิตรภาพของทั้งสองดำเนินไปด้วยดี จวบจนแก๊งเด็กเกเรขู่ลูบิชชีให้เลิกยุ่งกับมนุษย์ขยะ หัวหน้าแก๊งพูดกับลูบิชชีว่า
“ทำไมแกถึงไปเล่นกับเจ้ามนุษย์ขยะนั่นล่ะ หัดคิดเสียบ้าง แกควรเป็นพวกเราต่างหาก”
การข่มเหงรังแกทำให้ลูบิชชีต้องห่างจากปูเปลล์ด้วยความเศร้า เมื่อไม่มีลูบิชชีข้างกาย ปูเปลล์จึงเดินทางไปทั่วเมืองปล่องควันเพื่อทำภารกิจบางอย่าง และรอคอยวันที่จะได้กลับมาพบลูบิชชีอีกครั้ง
ผมขอหยุดเรื่องไว้ตรงนี้ บทสรุปของเรื่องเป็นภารกิจที่คุณในฐานะผู้อ่านต้องค้นหาเอง
‘ปูเปลล์ มนุษย์ขยะแห่งเมืองปล่องควัน’ เป็นนิทานภาพที่อ่านง่าย ไม่ซับซ้อน แต่แฝงใจความหลายหลากประเด็นในเล่มเดียว…
…เศษเสี้ยวประวัติศาสตร์และเรื่องราวในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษ ยุคที่ยุโรปเรืองรองด้วยความหวังรังรองจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่ต่างกับแสงไฟสีเหลืองนวล ขณะเดียวกันกลับมีเด็กจำนวนมากต้องเสียชีวิตจากอาชีพทำความสะอาดปล่องควัน เช่น ติดในปล่องควันและขาดอากาศหายใจ สำลักควันและเขม่า ตกจากที่สูง หรือทรมานจากมะเร็งถุงอัณฑะในเวลาต่อมา
คุณรู้ไหม? ใครคือเด็กทำความสะอาดปล่องควันคนสุดท้ายในอังกฤษที่เสียชีวิต?
ไม่ใช่ลูบิชชีแน่นอน เด็กชายคนนั้นชื่อ จอร์จ บรูสเตอร์ (George Brewster) เขาติดอยู่ในปล่องควันโรงพยาบาลฟุลบอร์น (Fulbourn) ในปี 1875 แต่อย่างน้อยความตายของเขาก็สร้างความเปลี่ยนแปลง เดือนกันยายนปีเดียวกัน รัฐบาลอังกฤษออกกฎหมาย Chimney Sweepers Act ห้ามใช้เด็กทำความสะอาดปล่องควันอีกต่อไป
…ความเป็นมนุษย์ที่มีทั้งด้านสวยงามและอัปลักษณ์ เราแบ่งแยก-กีดกันแพราะความแตกต่าง ไม่ใช่เฉพาะกับมนุษย์ด้วยกันเอง แต่กับสรรพสิ่งรอบตัว สรรพสิ่งใดๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์ เราเย่อหยิ่งเพราะเรามี ‘หัวใจ’ บ่อยครั้งเราใช้หัวใจในทางที่ผิด และทึกทักเอาเองว่าสิ่งอื่นๆ ไม่มีหัวใจ
…ความมุ่งมั่นของมนุษย์ที่ไม่ยอมละทิ้งความเชื่อ พร้อมกับพยายามพิสูจน์ความเชื่อของตน เพราะหลายครั้งสิ่งที่คนส่วนใหญ่เชื่อไม่ได้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าสิ่งนั้นเป็นความจริง แต่ก็ใช่ว่าความเชื่อของคนส่วนน้อยถูกต้อง เราแค่ต้องพิสูจน์ ไม่ปิดใจของเราให้คับแคบจนไม่รับความเป็นไปได้อื่นๆ
…ถ้าคุณเรียนรู้วิธีเพาะปลูกมิตรภาพ คุณจะพบว่าต้นไม้ชนิดนี้ไม่สามารถถูกกีดกันจากเงื่อนไขใดๆ ที่มนุษย์สมมติขึ้น
และไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อมที่กำลังหายนะหรือชีวิตที่กำลังมืดมัว ถ้ามนุษย์มุ่งมั่นพอ กล้าหาญพอ ไม่ทนเพิกเฉยพอ…
เราอาจยังพอมีหวังว่าจะมีบางสิ่งสุกสว่างอยู่เหนือเปลวควัน



