ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารทั่วโลกไหลเวียนอย่างรวดเร็ว หลายคนอาจสงสัยว่า การเรียนรู้ ‘ประวัติศาสตร์’ ยังมีความสำคัญแค่ไหนในชีวิตประจำวัน ดร.พรชัย สุจิตต์ นักวิชาการด้านโบราณคดีและมานุษยวิทยา ให้คำตอบที่ชัดเจนผ่านผลงานล่าสุด Timeline ประวัติศาสตร์ไทย มองไกลประวัติศาสตร์โลก หนังสือที่นำเสนอมุมมองใหม่ในการศึกษาประวัติศาสตร์
แทนที่จะมองประวัติศาสตร์เป็นเรื่องราวแยกส่วน ดร.พรชัย เสนอแนวทางการเรียนรู้แบบคู่ขนาน โดยเชื่อมโยงเหตุการณ์สำคัญของประเทศไทยกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลกในช่วงเวลาเดียวกัน การนำเสนอครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ประวัติศาสตร์ยุคใหม่ แต่ย้อนไปไกลถึง 40,000 กว่าปี ครอบคลุมทั้งเรื่องราวของไดโนเสาร์ที่เคยอาศัยอยู่ในดินแดนไทย จนถึงเหตุการณ์สำคัญในยุคปัจจุบัน
สิ่งที่น่าสนใจคือมุมมองของเขาต่อการนำบทเรียนประวัติศาสตร์มาใช้ในปัจจุบัน ดร.พรชัย เชื่อมั่นว่าประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องราวที่ตายตัว แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์และป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ในอดีตเกิดซ้ำในรูปแบบที่อาจสร้างความเสียหายได้

The KOMMON ชวน ดร.พรชัย สนทนาถึงแก่นแท้ของวิชาประวัติศาสตร์ ความสำคัญของหนังสือในยุคที่หน้าจอครองโลก และวิธีการที่ผู้ปกครองสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ สนใจประวัติศาสตร์ได้ เพราะประวัติศาสตร์ไม่ใช่แค่เรื่องราวในอดีต แต่เป็นกุญแจสำคัญในการเปิดประตูสู่อนาคตที่ดีกว่า
อะไรคือแรงบันดาลใจในการทำหนังสือประวัติศาสตร์ในรูปแบบ ‘ไทม์ไลน์เปรียบเทียบ ไทย-โลก’
แรงบันดาลใจหลักมาจากหนังสือ Timelines ย้อนรอยประวัติศาสตร์โลก ที่นานมีบุ๊คส์ แปลออกมาเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ผมเห็นว่าประเทศไทยเราก็มีข้อมูลทางประวัติศาสตร์มากมายและน่าสนใจไม่แพ้กัน จึงคิดว่าน่าจะทำหนังสือไทม์ไลน์ที่ เน้นประวัติศาสตร์ของประเทศไทยควบคู่ไปกับเหตุการณ์สำคัญของโลก
หนังสือเล่มนี้มีจุดเด่นหรือความแตกต่างจากหนังสือประวัติศาสตร์ทั่วไปอย่างไรบ้าง
สำหรับข้อมูลในประเทศไทย หนังสือเล่มนี้จะพาผู้อ่านย้อนกลับไปไกลกว่า 10,000 ปี ไปจนถึง 40,000 กว่าปีที่แล้ว นอกจากนี้ยังครอบคลุมตั้งแต่การเกิดโลก สิ่งมีชีวิต และที่สำคัญคือ เรื่องราวของไดโนเสาร์ ซึ่งผมเชื่อว่าเด็กๆ น่าจะสนใจ เราพบหลักฐานไดโนเสาร์ในประเทศไทยเยอะมากทีเดียว
เนื้อหาจะไล่ลำดับเรียงเหตุการณ์สำคัญทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกไปพร้อมๆ กัน ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงเวลาที่อียิปต์กำลังสร้างพีระมิดอันยิ่งใหญ่ เราอยากให้คนรู้ว่าในบ้านเราเกิดอะไรขึ้น สร้างอะไรกันอยู่ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเปรียบเทียบและเห็นภาพรวมของโลกได้ในเวลาเดียวกัน
ทำไมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในลักษณะคู่ขนาน หรือการเปรียบเทียบเหตุการณ์ไทยกับโลกไปพร้อมกันจึงสำคัญ
การเรียนรู้แบบนี้จะช่วยให้เราตั้งคำถามว่า เกิดอะไรขึ้น และสิ่งนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไรในสมัยนั้น สิ่งนี้พัฒนาทักษะการคิด ไม่ใช่แค่การท่องจำ เมื่อเราคิดได้แล้วก็จะนำไปสู่การวิเคราะห์และวิจารณ์เหตุการณ์ในอดีตได้ การเข้าใจภาพรวมและเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆ จะทำให้เรามีความเข้าใจสังคมและความเป็นไปของโลกได้มากขึ้น

การทำหนังสือประวัติศาสตร์ที่ครอบคลุมหลายหมื่นปี และต้องสื่อสารให้คนทั่วไปเข้าใจง่าย มีความท้าทายอย่างไรบ้าง
ความท้าทายคือการเลือกและคัดสรรข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับคนทั่วไป ไม่ใช่ข้อมูลเชิงวิชาการที่ซับซ้อน โชคดีที่ผมเรียนมาด้านนี้ จึงมีพื้นฐานข้อมูลอยู่แล้วว่าอะไรอยู่ที่ไหน และสามารถดึงข้อมูลที่คิดว่าน่าสนใจมานำเสนอได้
ในมุมมองของอาจารย์ แก่นสำคัญของการเรียนรู้ประวัติศาสตร์คืออะไร
แก่นสำคัญคือการนำบทเรียนในอดีตมาวิเคราะห์ เราควรนำข้อมูลในอดีตมาดูว่ามีอะไรผิดพลาดไปบ้าง เพื่อที่เราจะไม่ทำผิดพลาดซ้ำรอยเดิม ทั้งในปัจจุบันและอนาคต หัวใจสำคัญที่หลายคนอาจยังเข้าใจผิดกันอยู่คือ ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องตายตัว เพราะเมื่อมีหลักฐานใหม่ๆ เกิดขึ้น ก็สามารถลบล้างหรือสนับสนุนแนวคิดเดิมได้เสมอ
อาจารย์พอจะยกตัวอย่าง ‘บทเรียนจากประวัติศาสตร์’ ที่เราควรเรียนรู้ได้ไหม
ได้ครับ มี 2 ตัวอย่างที่สำคัญ เรื่องแรกคือการเสียดินแดน ผมได้ทำไทม์ไลน์เกี่ยวกับการเสียดินแดนของประเทศไทย 14 ครั้ง ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 9
กรณีล่าสุดคือ การเสียปราสาทพระวิหารให้กับกัมพูชา ซึ่งเกิดขึ้นเพราะเราไปยอมขึ้นศาลโลก บทเรียนคือถ้าเราไม่ยอมขึ้นศาลโลก ก็จะไม่มีใครบังคับเราได้
อีกเรื่องคือการให้ต่างชาติสร้างฐานทัพ เคยมีข่าวลือว่าอเมริกาจะมาขอสร้างฐานทัพที่พังงา เราควรย้อนดูบทเรียนในอดีตที่เคยให้อเมริกามาสร้างฐานทัพที่อู่ตะเภา สิ่งที่เกิดขึ้นคืออเมริกาใช้ฐานทัพเราไปทิ้งระเบิดที่เวียดนาม ทำให้เวียดนามไม่พอใจและเกิดปัญหาตามมา ประเทศอื่นๆ ที่มีฐานทัพต่างชาติก็พยายามขับไล่ออกไป เราจึงต้องระมัดระวังและเรียนรู้จากเหตุการณ์เหล่านี้
อาจารย์คิดว่าสังคมไทยเรียนรู้บทเรียนจากประวัติศาสตร์มากน้อยแค่ไหน
ผมมองว่า คนไทยมักจะลืมเรื่องที่เกิดขึ้นไปเร็ว ไม่ค่อยพยายามจดจำและนำมาวิเคราะห์สำหรับเหตุการณ์ในปัจจุบัน ถ้าเราทำได้ จะช่วยให้เรามองเห็นแนวโน้มของอนาคตได้ชัดเจนขึ้น
ถ้าอย่างนั้น ประวัติศาสตร์มัน ‘ซ้ำรอย’ จริงๆ ไหม
ประวัติศาสตร์อาจไม่ซ้ำรอย 100% แต่อาจมีรูปแบบที่คล้ายกัน (History doesn’t repeat itself, but it often rhymes.) ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และขึ้นกับว่าเราจะปล่อยให้มันเกิดซ้ำหรือไม่
ถ้าเราไม่ทันเกม หรือปล่อยให้เกิดข้อผิดพลาดอีก มันก็อาจจะซ้ำรอยได้ เราต้องวิเคราะห์ให้ดี
ในยุคดิจิทัลที่ผู้คนใช้หน้าจอมากขึ้น หนังสือยังคงมีความสำคัญและความจำเป็นอยู่ไหม
หนังสือยังคงสำคัญครับ หลายคนยังอยากได้หนังสือที่เป็นเล่ม ที่จับต้องได้ และสามารถหยิบขึ้นมาดูทบทวนเมื่อไหร่ก็ได้ นอกจากนี้ ในหนังสือยังมีส่วนของการอ้างอิงที่สามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมทางเว็บไซต์ เพื่อให้ผู้อ่านที่สนใจสามารถ ค้นคว้าต่อยอดได้ด้วยตัวเอง ทั้งรูปภาพและเสียง สิ่งนี่แสดงให้เห็นว่าสื่อใหม่ๆ ก็มีประโยชน์เช่นกัน สามารถใช้ควบคู่กันได้
นอกจากประวัติศาสตร์เปรียบเทียบแล้ว อาจารย์มีความสนใจด้านประวัติศาสตร์แขนงหรือหัวข้ออื่นๆ อีกไหม
ผมยังคงช่วย วารสารเมืองโบราณ เขียนบทความเกี่ยวกับมานุษยวิทยาและโบราณคดี ซึ่งเป็นสาขาที่ผมเชี่ยวชาญโดยตรง ผมชอบทำเรื่องราวที่คนอื่นไม่ค่อยทำกัน (หัวเราะ)
อย่างตอนทำปริญญาเอก ผมเลือกศึกษาเรื่อง ‘เหล็ก’ แทนที่จะเป็น ‘สำริด’ ที่คนส่วนใหญ่สนใจกันมาก เพราะถึงแม้เหล็กจะไม่สวยงามหรือเป็นสนิมง่ายเหมือน‘สำริด’ แต่เหล็กมีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำเครื่องมือและอาวุธ ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงมากในยุคนั้น
นอกจากนี้ ผมยังสนใจศิลปะถ้ำยุคก่อนประวัติศาสตร์ของไทย และเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่อาจมีความคิดคล้ายกัน โดยที่ไม่ได้มีการติดต่อกันเลย
ในโลกยุคปัจจุบันที่ข้อมูลมีอยู่มากมายและบางครั้งก็ขัดแย้งกัน อาจารย์มองว่าประวัติศาสตร์มีคำตอบเดียวหรือคำตอบที่ถูกต้องที่สุดไหม
ประวัติศาสตร์ไม่มีคำตอบตายตัว สิ่งที่เราอ่านมาไม่จำเป็นต้องยอมรับทั้งหมด ขึ้นอยู่กับหลักฐาน หากพบหลักฐานใหม่ ก็อาจจะลบล้างหรือเปลี่ยนแปลงแนวคิดเดิมได้เสมอ ดังนั้น ผู้อ่านหรือผู้เสพสื่อเองก็ต้องมีใจที่เปิดกว้าง อย่าไปยึดติดอะไรให้ตายตัว
แล้วในมุมของคนทั่วไป เราควรพัฒนาวิธีคิดและรับมือกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์อย่างไร
เราต้องพัฒนาความคิดของเรา เมื่อมีข้อสงสัยหรือความคิดที่แตกต่าง ต้องนำหลักฐานที่มีมาวิเคราะห์ ว่าอะไรจริงอะไรไม่จริง และเมื่อวิเคราะห์แล้วก็ต้องสามารถวิจารณ์ได้ อย่าเพิ่งยอมรับทุกอย่างที่ได้ยินมาในทันที ต้องตั้งคำถามว่า “ที่เขาว่าอย่างนี้ เขาเอามาจากไหน” แล้วไปค้นคว้าเพิ่มเติม
การศึกษาประวัติศาสตร์ช่วยให้เกิดกระบวนการคิดแบบนี้ นอกจากนี้วิทยาศาสตร์ก็เข้ามาช่วยอธิบายและยืนยันข้อมูลในประวัติศาสตร์ได้ เช่น การใช้หลักวิทยาศาสตร์ในการหาอายุของวัตถุ ประวัติศาสตร์และวิทยาศาสตร์ต้องพึ่งพากัน ไม่จำเป็นต้องแยกส่วน-แยกศาสตร์กันเสมอไป

ในฐานะนักวิชาการและนักเขียน อาจารย์เคยเจอการโต้แย้งหรือกระแสเชิงลบจากงานที่เขียนไหม และมีวิธีรับมืออย่างไร
ไม่ถึงกับโต้แย้งโดยตรง แต่ผู้คนมักจะสงสัยและถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น บางเรื่องก็เป็นเรื่องอ่อนไหว โดยเฉพาะเรื่องการเมือง ซึ่งอาจทำให้เกิดประเด็นได้ การนำเสนอหลักฐานใหม่ที่ขัดแย้งกับสิ่งที่คนส่วนใหญ่เรียนรู้มานาน อาจทำให้เกิดกระแสต่อต้านได้
ในสถานการณ์แบบนี้ เราอาจต้องให้ข้อคิดหลายๆ ด้าน ให้เขาได้รู้ว่ามีข้อมูลหรือแนวคิดเหล่านี้อยู่ ส่วนจะพูดหรือแย้งได้แค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางสังคม ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย
สุดท้ายแล้ว อาจารย์คิดว่าการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ยังจำเป็นแค่ไหนในยุคปัจจุบัน
ผมคิดว่าสำคัญมาก เราควรดูบทเรียนจากข้อมูลที่มีในประวัติศาสตร์ เพื่อนำมาวิเคราะห์และไม่ทำผิดพลาดซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเสียดินแดน หรือเหตุการณ์อื่นๆ ในอดีต การศึกษาประวัติศาสตร์ช่วยให้เราประเมินสถานการณ์ปัจจุบันและมองเห็นแนวโน้มของอนาคตได้
นอกจากนี้ การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ยังช่วยให้เราคำนึงถึงรากเหง้าอันยาวนานของประเทศชาติ ประเทศไทยนับว่าโชคดีที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายพันปี ไม่เหมือนประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศที่ประวัติศาสตร์สั้นกว่ามาก
เราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใครเลย ในขณะที่ประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดนกันหมด การเข้าใจว่าบรรพบุรุษสร้างอะไรไว้ให้เรา ทำให้เราเห็นคุณค่า และควรจะรักษาไว้ สิ่งสำคัญคือการถอดบทเรียนจากประวัติศาสตร์อันยาวนานนี้ เพื่อนำมาคิดวิเคราะห์สำหรับปัจจุบันและอนาคตของเรา
ในมุมของพ่อแม่ผู้ปกครอง จะมีวิธีสนับสนุนให้เด็กๆ สนใจประวัติศาสตร์ได้อย่างไรบ้าง
ผู้ปกครองควรสนับสนุนให้เด็กๆ อ่านหนังสือประวัติศาสตร์ อาจพาไปงานสัปดาห์หนังสือฯ หรือซื้อหนังสือให้ หลายคนที่ผมรู้จักก็ซื้อหนังสือของผมไปให้หลานๆ ดู และเด็กๆ ก็ชอบเรื่องไดโนเสาร์มาก (หัวเราะ)
การที่เด็กๆ เกิดความสนใจ อาจทำให้เขาอยากไปดูสถานที่จริง เช่น อุทยานไดโนเสาร์ นี่เป็นการสร้างความตระหนักและอยากหาความรู้เพิ่มเติมให้กับเด็ก สิ่งสำคัญคือให้โอกาสเด็กเลือกเอง อย่าบังคับ เพราะเด็กอาจไม่ชอบ แค่บอกว่ามีเรื่องราวแบบนี้ให้ดู แล้วให้เขาตัดสินใจเลือกเอง
