เคยไหม ที่อาศัยใช้ชีวิตในเมืองใหญ่มาหลายสิบปี แต่เมื่อเงยหน้ามองไปรอบๆ กลับรู้สึกแปลกแยกกับเมืองนั้นมาเสมอ
ทำไมบางเวลา เราไม่อาจทำใจมองว่าเมืองคือบ้าน แต่กลับรู้สึกว่าเป็นคนแปลกหน้า เมืองเป็นเพียงผู้พำนักชั่วคราวในฤดูกาลหนึ่งของชีวิต ที่วันหนึ่งอยากจะผละหนีไปหากเงื่อนไขในชีวิตอนุญาต
นั่นอาจเป็นเพราะเราอยู่ในพื้นที่ซึ่งเติมเต็มด้วยสิ่งปลูกสร้าง แต่ยังร้างไร้กิจกรรมปลูกสายสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน เราอาจเดินสวนทางกับผู้คนเป็นร้อยเป็นพันในหนึ่งวัน แต่ไม่มีปฏิสัมพันธ์เกินกว่านั้น เราปรากฏตัวอยู่ในที่เดียวกันแต่กลับไม่ได้อยู่ด้วยกัน
แนวคิดการสรรค์สร้างสถานที่ หรือ Placemaking คือวิถีทางหนึ่งในการพัฒนาและสร้างสรรค์เมือง ออกแบบเมืองโดยมุ่งความสนใจไปที่ผู้คนซึ่งมาร่วมใช้พื้นที่หนึ่ง มากกว่าทุ่มความสนใจไปที่สิ่งปลูกสร้างทางกายภาพหรืออาคาร อย่างที่แนวคิดกระแสหลักในการออกแบบเมืองเคยเป็นมา

เปลี่ยนพื้นที่เป็นสถานที่
การสรรค์สร้างสถานที่ นิยามให้เราเห็นความแตกต่างระหว่าง พื้นที่ (space) กับ สถานที่ (place) สองคำที่มองผ่านๆ ในภาษาไทยแล้วอาจใกล้เคียงจนใช้แทนกันได้ในหลายบริบท แต่แท้จริงมีความหมายต่างกัน
ในขณะที่ “พื้นที่” นั้นว่างเปล่า แต่ “สถานที่” บรรจุความหมายของกิจกรรมและการใช้เวลาของผู้คนในที่แห่งนั้น เมื่อเราพูดถึงสถานที่ มันมาพร้อมกับเป้าประสงค์ในการที่คนคนหนึ่งไปอยู่ในที่แห่งนั้น ซึ่งหัวใจหลักของการสรรค์สร้างสถานที่ คือเปลี่ยนพื้นที่ว่างเปล่าให้มีความหมาย ที่สำคัญไม่ได้สร้างเพียงสถานที่ที่ใช้ประโยชน์ได้ แต่เป็นสถานที่เชื่อมร้อยคนในชุมชนเข้าด้วยกัน
เห็นอย่างนี้แล้ว หลายคนอาจนึกภาพตามได้ว่า การสรรค์สร้างสถานที่ ไม่ใช่แค่เรื่องของสถาปนิกผู้ประกอบวิชาชีพ แต่ยังต้องอาศัยการมีส่วนร่วมและวิสัยทัศน์ของคนในละแวกนั้น นำมาก่อร่างร่วมกันเพื่อออกแบบสถานที่ดังกล่าว เพราะการให้ความหมายต่อสถานที่หนึ่งๆ ไม่ใช่สิ่งที่คนนอกจะเข้ามานิยามและตัดสินได้ตามใจชอบ
“สำหรับผมแล้ว การสรรค์สร้างสถานที่ คือการที่บรรดาผู้คนอันหลากหลายเข้ามารวมตัวกันเพื่อร่วมกันสร้างสถานที่ที่หนึ่งขึ้น และทำให้มันเหมือนเป็นบ้าน ได้เจอคนที่แตกต่างไปจากเรา เพื่อที่เราจะได้แลกเปลี่ยนความคิดกัน” Levente Polyak นักพัฒนาเมือง นักวิจัย และที่ปรึกษาด้านนโยบายจากฮังการี เล่าแนวคิดนี้ผ่านมุมมองของเขา
ทุกวันนี้ แม้แนวคิดการสรรค์สร้างสถานที่จะเริ่มได้รับความสนใจจากนักวางผังเมืองและนักนโยบายมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อแปลงโฉมพื้นที่สาธารณะให้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง แต่น่าเสียดายตรงที่ยังมีช่องว่างในการนำไปปรับใช้จริง เพราะหลายครั้งแนวคิดถูกหยิบจับไป แต่ยังขาดการมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่น ผิดฝาผิดตัวจนแทนที่จะสรรค์สร้างกลับทำลายพื้นที่นั้น เช่น การทำให้เป็นย่านผู้ดี (gentrification) การทำให้เป็นย่านการค้าจนเกินไป ผลก็คือที่ดินราคาสูงขึ้น กลุ่มชุมชนที่อยู่มานานไม่อาจใช้ชีวิตหยั่งรากต่อไปได้ และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจยิ่งถ่างกว้าง ผลักไสคนที่มีรากและประวัติศาสตร์แน่นแฟ้นกับพื้นที่นั้นให้ต้องผละจากไปอย่างน่าเสียดาย ความหมายที่เคยลึกซึ้งในสถานที่กลับกลายเป็นความฉาบฉวย
ไม่ใช่แค่นั้น การสรรค์สร้างสถานที่ไม่ได้จดจ่อแต่เรื่องเชิงพาณิชย์ เพราะแม้กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะช่วยทำให้พื้นที่สาธารณะคึกคักขึ้นจริง แต่หากมากไปก็สุ่มเสี่ยงจะทำให้ผู้พัฒนาพื้นที่ไปสนใจแต่เรื่องทำกำไรมากกว่าความต้องการของคนในชุมชน แล้วพานไปลดทอนพื้นที่ทางสังคมและวัฒนธรรมซึ่งอันที่จริงล้ำค่าไม่แพ้กัน สุดท้ายพื้นที่นั้นก็ไม่ใช่อะไรนอกจากห้างร้านสำหรับนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคกระเป๋าหนักที่เข้ามาหาความบันเทิงแล้วจากไป
การสรรค์สร้างสถานที่จึงเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ และต้องไม่ใช่เพียงภาวะแทรกแซงชั่วครู่ยาม แต่ตั้งใจให้คงอยู่และผสานเป็นเนื้อเดียวกับชุมชนนั้นต่อไป การสรรค์สร้างสถานที่ตั้งต้นจากความต้องการและเป้าหมายเฉพาะของคนในชุมชน บางโครงการอาจเป็นนิทรรศการศิลปะสาธารณะ หรือบางโครงการก็เป็นเพียงการเพิ่มจำนวนที่นั่งและแสงไฟในสวนหรือลานจัตุรัส เรียกได้ว่าเป็นได้ตั้งแต่รายละเอียดปลีกย่อยไปจนถึงโครงการใหญ่ๆ ที่สำคัญคือต้องไม่ใช่แค่องค์ประกอบสร้างบรรยากาศ แต่ควรก่อเกิดกิจกรรมที่ผู้คนได้ทำร่วมกันจริงๆ

เครือข่ายสรรค์สร้างสถานที่แห่งยุโรป
ดังที่กล่าวไปข้างต้นในว่าคอนเซปต์ Placemaking เริ่มแพร่หลายและถูกใช้โดยนักพัฒนาเมืองมากมาย ในยุโรป มีกลุ่มคนที่ทุ่มเทส่งเสริมการนำแนวคิดสรรค์สร้างสถานที่ไปปฏิบัติจริงอย่างกว้างขวาง พวกเขาคือ Placemaking Europe หรือ เครือข่ายสรรค์สร้างสถานที่แห่งยุโรป
เครือข่ายที่ว่านี้ประกอบไปด้วยเหล่าผู้บุกเบิกแนวคิดสรรค์สร้างสถานที่ซึ่งพยายามช่วยกันผลักดันให้แนวคิดนี้นำไปสู่การสร้างชุมชนที่แข็งแรงและเปิดรับความหลากหลาย เพื่อกลายเป็นที่รักของคนที่อยู่ในชุมชนแห่งนั้น เป้าหมายหลักของพวกเขา คือเปลี่ยนพื้นที่ที่ผู้คนอาศัยให้กลายเป็นสถานที่ที่ผู้คนเหล่านั้นหลงรัก (“To make the spaces we live into places we love.”) เพราะพวกเขาเชื่อว่าการสร้างพื้นที่สาธารณะด้วยการผสานคุณค่าและความปรารถนาร่วมกันของคนในชุมชน ถือเป็นลู่ทางในการสร้างโลกที่เท่าเทียมและยั่งยืนให้อยู่รอดต่อไปได้
ขึ้นชื่อว่าเครือข่ายก็ย่อมต้องมีคณะทำงานที่หลากหลายและพันธมิตรครอบคลุม คณะผู้บริหารของ Placemaking Europe ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายประเทศในยุโรป และมีพันธมิตรเป็นเมืองต่างๆ ในยุโรปถึง 15 เมือง ในจำนวนนี้มีทั้งเมืองที่ใครๆ รู้จักกันดีอย่างรอตเทอร์ดาม เฮลซิงกิ สตราสบูร์ก และเฮก นอกจากนี้ยังมีพันธมิตรเครือข่ายความรู้อย่างสหภาพยุโรป สมาพันธ์กีฬาและวัฒนธรรมนานาชาติ ศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางสังคม เป็นต้น
โครงการที่ Placemaking Europe สนับสนุนหรือเข้าไปมีส่วนร่วม มีทั้งโครงการระดับใหญ่ ครอบคลุมหลายเมืองทั่วยุโรปและหลายย่านทั่วโลก เพื่อขยายรากฐานความเข้าใจแนวทางสรรค์สร้างสถานที่ รวมทั้งโครงการในระดับประเด็นที่นำแนวคิดนี้ไปรับมือปัญหาเฉพาะด้าน บางโครงการให้ผลผลิตออกมาเป็นคู่มือที่พร้อมให้นักปฏิบัตินำไปศึกษาและปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทย่านของตนเอง
ไม่จบแค่นั้น ยังมีเทศกาลประจำปีที่พาคนที่สนใจเรื่องการสรรค์สร้างสถานที่มาพบปะและแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และบทเรียนจากการปฏิบัติจริงกันด้วย

ลงหลักปักฐานด้วยโครงการเรือธง
แม้แนวคิดสรรค์สร้างเมืองจะได้รับความนิยมขนาดไหนในโลกยุคนี้ แต่ความท้าทายของแนวคิดนี้ คือ ‘ทำอย่างไรให้บุคลากรระดับปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่รัฐ หรือหน่วยงานสาธารณะ ซึ่งมีอำนาจจัดการเมือง ได้เปิดใจ ใฝ่หาความรู้ และนำแนวคิดนี้ไปปรับใช้ เปิดทางให้คนทั่วไปในชุมชนเมืองได้เข้ามาสู่กระบวนการสรรค์สร้างสถานที่ร่วมกันแท้จริง’
Cities in Placemaking
ตัวอย่างโครงการใหญ่ๆ เหล่านี้เช่น Cities in Placemaking ซึ่งเป็นโครงการเรียนรู้สำหรับบุคลากรภาครัฐในยุโรปที่ทำงานด้านเมือง เป็นโครงการที่ผสานความร่วมมือเพื่อให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่รัฐระดับท้องถิ่นภายใต้กรอบระยะเวลาสองปีซึ่งดำเนินการมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายก็เพื่อปลุกปั้นเหล่าตัวแทนจากเมืองต่างๆ ให้ตระหนักและมีความรู้ในเชิงปฏิบัติเกี่ยวกับแนวทางสรรค์สร้างสถานที่ มุ่งเน้นนวัตกรรมและการแก้ปัญหา เพื่อเข้าไปมีส่วนช่วยเปลี่ยนแปลงเมืองเหล่านั้น ผลลัพธ์ก็คือเหล่าเจ้าหน้าที่รัฐท้องถิ่นที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสรรค์สร้างเมือง เข้าไปนั่งทำงานและมีส่วนตัดสินใจเชิงนโยบายโดยอาศัยความรู้จากการอบรมภายใต้โครงการที่ว่านี้
สิ่งที่พวกเขาทำร่วมกันระหว่างร่วมโครงการ ได้แก่ ทำงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกรณีศึกษาในหน่วยงานปกครองท้องถิ่นแต่ละแห่ง การทลายระบบการทำงานแบบไซโลหรือแยกส่วนที่ผ่านมา และผลักดันการนำแนวคิดสรรค์สร้างสถานที่ไปใช้ในหน่วยงานท้องถิ่น สุดท้ายคือร่วมร่างโรดแมพเพื่อนำแนวคิดสรรค์สร้างสถานที่ไปใช้
Omar Mirza เจ้าหน้าที่จากเทศบาลเมืองเทรนชินในสโลวะเกีย ผู้เข้าร่วมโครงการบอกว่า “ผมว่าที่ผ่านมาเทรนชินก็เคยทำสิ่งที่เรียกว่าการสรรค์สร้างสถานที่ เพียงแต่เรา หรือเหล่าผู้คนที่ทำสิ่งนี้อาจไม่รู้ว่ามันมีชื่อเรียก การเข้าร่วมโครงการนี้ก็ทำให้เราได้เครื่องมือและคำแนะนำดีๆ เพื่อนำไปพัฒนาสิ่งนี้ต่อไป”
หลังการทำงานร่วมกับเมืองนำร่องทั้ง 12 เมืองในปี 2023-2024 ก็ได้ออกมาเป็นข้อตกลงนำแนวคิดสรรค์สร้างสถานที่ไปใช้อย่างเป็นระบบ (Agenda for Making Placemaking Systemic) ที่มีนายกเทศมนตรีของเมืองต่างๆ ร่วมลงนาม ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำหลักคิดการสรรค์สร้างสถานที่ไปใช้ตัดสินใจเรื่องต่างๆ เพื่อพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

Districts in Placemaking
อีกโครงการที่ใหญ่และขยับประเด็นให้เจาะจงลงไปในระดับย่าน คือ Districts in Placemaking โครงการเสริมสร้างศักยภาพย่านซึ่งโดดเด่นด้านวัฒนธรรม ย่านนวัตกรรม ย่านการศึกษา ซึ่งอันที่จริงก็เป็นโครงการที่ต่อยอดมาจากความสำเร็จของโครงการ Cities in Placemaking แม้ประเด็นจะเจาะจงลงลึกกว่า แต่คราวนี้โครงการไม่ได้จำกัดเพียงเมืองในยุโรป แต่แผ่ขยายไปครอบคลุมทั่วโลก
โครงการ Districts in Placemaking ซึ่งมีชื่อย่อว่า DiP เป็นโครงการในกรอบเวลาสองปีเช่นเดียวกัน เป็นพื้นที่ให้เหล่าผู้นำระดับโลกมารวมตัวกัน มุ่งเน้นที่การออกแบบและจัดการพื้นที่สาธารณะ เป้าหมายไม่ใช่เพียงส่งเสริมความร่วมมือของชุมชนเพื่อสร้างพื้นที่สาธารณะที่มีกิจกรรมคึกคักและตอบโจทย์กลุ่มคนที่หลากหลาย แต่ยังผลักดันนวัตกรรมเพื่อระบบนิเวศด้วย
จุดประสงค์การดำเนินโครงการนี้มีสามส่วนหลัก ได้แก่
- สร้างความร่วมมือกับชุมชนต่างๆ ในท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ทุกคนมีส่วนร่วมและเสริมอัตลักษณ์ของชุมชนให้แข็งแกร่ง
- ส่งเสริมการจัดการพื้นที่สาธารณะ ด้วยการพัฒนา คัดสรร และรักษาความคึกคักของพื้นที่สาธารณะเอาไว้ เพื่อตอบโจทย์ที่แตกต่างหลากหลายในแต่ละพื้นที่ สุดท้ายก็เพื่อให้สายสัมพันธ์ทางสังคมของคนในย่านดังกล่าวแน่นแฟ้นขึ้น
- เปลี่ยนผ่านสู่การรักษาระบบนิเวศ ด้วยการใช้แนวทางที่ยั่งยืนและนวัตกรรมสีเขียว เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการวางผังและการดำเนินการในย่านต่างๆ
ในขณะที่ Cities in Placemaking มุ่งเน้นบุคลากรภาครัฐ โครงการ Districts in Placemaking เปิดรับสมัครผู้นำย่านต่างๆ จากทั่วโลก ไม่ว่าจะสังกัดหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชน เพียงเข้าข่ายผู้นำย่านวัฒนธรรม นวัตกรรม ฯลฯ ก็สามารถเข้ามาร่วมโครงการนี้ได้

Tooltest Day Initiative
โครงการอื่นๆ ที่เป็นการขยายผลในระยะยาวที่น่าสนใจ เช่น Tooltest Day Initiative โครงการแลกเปลี่ยนเครื่องมือและนำมาประเมินผลทดสอบโดยกลุ่มคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญ
เหล่าเครือข่ายที่คิดค้นและสร้างสรรค์เครื่องมือเพื่อการสรรค์สร้างสถานที่แบบต่างๆ ขึ้นมาจะนำเครื่องมือที่ว่านี้มาเผยแพร่เพื่อให้ผู้สนใจสามารถนำไปปรับใช้ริเริ่มโครงการสรรค์สร้างสถานที่ในย่านของตัวเองได้สะดวก ตัวอย่างเช่น การตกแต่งอุโมงค์ข้ามถนนให้เป็นมิตร กิจกรรมแลกเปลี่ยนต้นไม้และเมล็ดพันธุ์ การตั้งคาเฟ่ขนาดย่อมชั่วคราวกลางแจ้ง การตั้งแคมป์สังเกตการณ์ในเมือง เครื่องมือหลายแบบดูสนุกและน่านำไปทดลองใช้ มีเอกสารให้ดาวน์โหลดเพื่อนำไปศึกษาและทำตามได้
เรียกว่าเป็นคลังบรรจุไอเดียที่นำไปลอกเลียนได้ ไม่ว่า แต่ไม่จำเป็นต้องทำตามทุกรายละเอียด เพราะย่านแต่ละย่านก็มีโจทย์ไม่เหมือนกัน

สรรค์สร้างสถานที่เพื่อรับมือรายประเด็น
นอกจากโครงการระยะยาวในภาพใหญ่ Placemaking Europe ยังทำโครงการที่รับมือกับรายประเด็น ทั้งประเด็นร้อนแรงและประเด็นสนุกสนานเปี่ยมสีสัน
InclusiveCity
บางครั้งแนวคิดดีๆ ก็ยังต้องการการทบทวนและคิดใหม่ จึงเป็นที่มาของโครงการ InclusiveCity ซึ่งมุ่งเน้นการนำแนวคิดการสรรค์สร้างสถานที่และแนวคิดเมือง 15 นาที มาทบทวนความหมายใหม่ ผ่านแว่นความหลากหลายและโอบรับผู้คนทุกกลุ่มในสังคม ออกมาเป็นโครงการนำร่อง 5 โครงการในแต่ละประเทศในยุโรป ได้แก่ บูดาเปสต์ ออสโล โรม รอตเทอร์ดาม และเวียนนา เรียกโครงการเหล่านี้ว่า Urban Living Labs ซึ่งจะนำผู้มีส่วนได้ส่วนเสียระดับท้องถิ่น ชุมชน และผู้เกี่ยวข้อง มาสำรวจความท้าทายของชุมชน วิจัยและสร้างนวัตกรรมภายใต้หลัก SDG นำไปสู่การออกแบบนโยบายและการพัฒนาเครื่องมือ จนได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นคู่มือชื่อเรียกน่ารักๆ ว่า The Inclusive Placemaking Inspirational Cookbook
คู่มือนี้ได้นำเสนอชุดเครื่องมือต่างๆ เพื่อนำไปสร้างชุมชนที่โอบรับความหลากหลาย เช่น เครื่องมือ Time Machine ที่ชวนคนเฒ่าคนแก่ในชุมชนมาเล่าทบทวนเรื่องราวในอดีตของย่านนั้น เพื่อนำเรื่องราวดังกล่าวมาเป็นฐานในการสรรค์สร้างสถานที่อีกที
หรือเครื่องมือ Mapping: Micro-stories of Care/migration ที่ชวนเหล่าผู้ทำหน้าที่ดูแลคนป่วยหรือผู้สูงอายุมาวาดรูป สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ชีวิตของพวกเขากับภูมิทัศน์และพื้นที่สาธารณะในเมือง นำไปสู่การพัฒนาพื้นที่ให้สนับสนุนการทำงานของพวกเขาได้ดีขึ้น

Innovation for recovery
แม้แต่เรื่องเร่งด่วนอย่างภัยพิบัติ ก็นำแนวคิดนี้ไปใช้จัดการได้ โครงการ Innovation for recovery (Innovació per a la recuperació) โครงการริเริ่มที่ตั้งต้นมาจากความพยายามฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยในวาเลนเซีย แต่ในขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามที่ใหญ่กว่านั้นในระดับโลก คือคำถามที่ว่า แนวคิดการฟื้นฟูเมืองหลังภัยพิบัติควรเป็นอย่างไร ในเมื่อโลกทุกวันนี้กำลังประสบสภาวะอากาศแปรปรวนและมีภัยพิบัติเกิดขึ้นถี่กระชั้นและครอบคลุมหลายพื้นที่ในโลกมากขึ้นแล้ว
บางทีการฟื้นฟูเพื่อให้เมือง “กลับไปเป็นดังเดิม” อาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป แต่ภัยพิบัติโหดร้ายเหล่านี้คือสัญญาณเตือนให้เราเริ่มคิดใหม่ตั้งแต่การวางผังและออกแบบเมือง จัดวางบทบาทหน้าที่ของสถาบันต่างๆ ใหม่ และให้คุณค่ากับความรู้และประสบการณ์จริงของพลเมือง
Innovation for recovery คือโครงการที่ทดลองทำเพื่อให้เห็นความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ระหว่างกระบวนการฟื้นฟูเมืองและผู้คนในเมืองนั้น แทนที่พวกเขาจะทำได้เพียงตั้งตารอคอยการฟื้นฟูเมืองที่กระทำโดยรัฐเพียงฝ่ายเดียว คราวนี้จะได้เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่ม
โครงการตั้งเป้าหมายในสามระดับ ได้แก่ การรับฟังความเห็นจากพลเมืองโดยตรงว่าจัดลำดับความสำคัญในการฟื้นฟูเมืองไว้อย่างไร การสนับสนุนบรรดาหน่วยงานภาครัฐส่วนท้องถิ่นและภาคประชาสังคมที่ได้มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูอยู่ก่อนแล้ว และการเรียนรู้จากภูมิภาคหรือเมืองอื่นๆ ว่าเมืองเหล่านั้นฟื้นฟูจากภัยพิบัติจากสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงมาได้อย่างไร
แนวคิดของการฟื้นฟูภายในโครงการนี้จริงไม่ใช่แค่การซ่อมสร้างทางกายภาพ แต่คือการฟื้นฟูสังคม วัฒนธรรม และการเมืองที่สะบักสะบอมให้ผ่านพ้นภัยพิบัติไปพร้อมกัน

Regreeneration
ถ้าพูดถึงการพัฒนาเมืองในยุคนี้ แนวคิดการฟื้นฟูเมืองเพื่อความยั่งยืนคงจะขาดไปไม่ได้
ขยับจากเรื่องเฉพาะหน้าอย่างภัยพิบัติ มาสู่การพัฒนาเมืองแบบคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกันด้วยโครงการ Regreeneration
จากเดิมที่เราสรรค์สร้างสถานที่โดยมีหัวใจอยู่ที่ผู้คน คราวนี้ต้องไม่ลืมด้วยว่าผู้คนก็อยู่อาศัยและเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
Regreeneration คือการจับมือกันของเมืองทั้ง 9 แห่งในยุโรป มาร่วมสร้างสรรค์จินตนาการของย่านชุมชนในเมืองแบบใหม่ ใช้วิธีการแก้ปัญหาบนฐานรากของธรรมชาติไปพร้อมกับการมองผู้คนเป็นหัวใจสำคัญ สิ่งที่ใส่ใจไม่ใช่แค่ระยะทาง แต่นำระยะเวลามาคำนวณการเคลื่อนที่และใช้ชีวิตของผู้คน
เกิดเป็นการสร้างสรรค์เมืองนำร่องที่เผชิญความท้าทาย 4 แห่ง ได้แก่ ปารีสในฝรั่งเศส บูคาเรสต์ในโรเมเนีย บาร์เซโลนาในสเปน และอัลแวร์กาในโปรตุเกส ปรับให้เมืองที่เคยมีรถยนต์เป็นใหญ่และคนชายขอบถูกผลักออกไป ให้กลายมาเป็นเมืองที่ใครก็เข้าถึงสาธารณูปโภคและพื้นที่สีเขียวได้ง่ายดายภายในละแวกบ้าน ทั้งเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเขตเมือง เพิ่มคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี และสร้างสังคมชุมชนที่กลมเกลียวกัน
ผลการทดลองในเมืองนำร่องทั้ง 4 เมืองที่มีโจทย์แตกต่างกันในรายละเอียด ได้นำไปสานต่อในเมืองเกนต์ในเบลเยียม ลูบลิยานาในสโลเวเนีย โรมและเซกราเตในอิตาลี และลาปเปนรันตาในฟินแลนด์

PARK
ประเด็นน่าคิดอีกประเด็นในโลกยุคใหม่คือ ทำอย่างไรให้คนได้ทำกิจกรรมทางกายภาพในเมืองเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงและคุณภาพชีวิตที่ดี
โครงการ Placemaking for Active Recreation Kit (PARK) จับกลุ่มนักออกแบบเมืองรากหญ้า นักสรรค์สร้างสถานที่ องค์กรกีฬาระดับรากหญ้ามาร่วมออกแบบสถานที่เพื่อการออกกำลังกาย มีตัวแทนจากประเทศเนเธอร์แลนด์ มัลตา เดนมาร์ก สเปน โรมาเนีย และบัลแกเรีย ได้ออกมาเป็นงานวิจัย ข้อเสนอเชิงนโยบาย เครื่องมือเพื่อนำไปปรับใช้เพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ฯลฯ

และหนึ่งในโครงการต่อยอด คือ Park(ing) Day for Fitness ซึ่งนำแนวคิด Park(ing) Day หรือการทวงคืนพื้นที่ช่องจอดรถหนึ่งช่อง ซึ่งปกติมีไว้เพียงเพื่อใช้จอดรถหนึ่งคัน มาสร้างสรรค์ความหมายใหม่ลงไป ทำให้เห็นศักยภาพพื้นที่ที่แม้จะมีขนาดเล็กแต่สร้างความหมายยิ่งใหญ่กับผู้คนในเมืองได้มากกว่าที่เคยเป็น และ Park(ing) Day for Fitness คือการเน้นสร้างสรรค์กิจกรรมทางกายลงไปในพื้นที่นั้น จุดประกายไอเดียการเพิ่มพื้นที่ให้ผู้คนได้ออกกำลังกายอย่างปลอดภัยในเมือง
จากพื้นในกรอบผืนผ้าที่มีไว้ให้รถจอดนิ่งๆ กลายเป็นพื้นที่ที่คนได้เข้ามาขยับร่างกายเพื่อสุขภาพกายและใจที่ดีในต้นทุนที่ถูกแสนถูก

สานต่อโมเมนตัมด้วยเทศกาลประจำปี
เมื่อแนวคิดการสรรค์สร้างสถานที่ไม่ใช่ทฤษฎีที่มีคัมภีร์ตายตัว แต่ต้องอาศัยการเรียนรู้ แลกเปลี่ยน และสร้างสรรค์ร่วมกันจากคนหลายๆ กลุ่มในย่านและเมืองที่มีบริบทต่างกัน เพื่อพัฒนาแนวคิดและเครื่องมือใหม่ จึงได้เกิดเป็นเทศกาล Placemaking week เทศกาลการสรรค์สร้างสถานที่ซึ่งใหญ่ที่สุดของยุโรป เป็นโอกาสที่นักสรรค์สร้างสถานที่ นักพัฒนาเมือง ผู้บริหารเมือง และผู้นำชุมชนทั่วยุโรป รวมทั้งทวีปอื่นๆ กว่า 400 คนมารวมตัวกันทุกปีเพื่อแบ่งปันความรู้ เรียนรู้ และสร้างเครือข่าย งานเทศกาลจะเวียนไปจัดในเมืองเจ้าภาพในแต่ละประเทศ เช่น อัมสเตอร์ดัม สตอกโฮล์ม วาเลนเซีย โปนเตแบดรา ฯลฯ
แนวคิดของเทศกาลคือการเป็นแหล่งให้ผู้คนได้มาแลกเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติที่น่าทำตาม สร้างความร่วมมือข้ามพรมแดน และได้มีโอกาสสัมผัสสถานที่และโครงการริเริ่มต่างๆ ภายในเมืองเจ้าภาพด้วยตัวเอง
ความรู้และประสบการณ์ไม่ได้จบลงในวงผู้ร่วมเทศกาลเท่านั้น เพราะในบางปี มีการนำเนื้อหามาเผยแพร่ผ่านสื่อในวงกว้าง เช่น เทศกาลในปี 2024 ที่รอตเทอร์ดาม พอดแคสต์ Urbanistica ได้ผลิตเนื้อหาถึง 37 ตอนโดยมีเหล่านักสรรค์สร้างเมืองจาก 24 ประเทศมาร่วมแบ่งปัน ในปีนั้น มีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 700 คนจากทั่วโลก มีกิจกรรมมากถึง 171 กิจกรรม เช่น วงเสวนา 28 รายการ และเวิร์กช็อป 39 รายการ รวมทั้งมีการนำชมเมืองด้วย
ทั้งหมดนี้คือความพยายามของ Placemaking Europe ที่จะผลักดันแนวคิดการสรรค์สร้างสถานที่ให้กว้างและลึกลงไป คือทั้งแผ่ขยายให้ผู้คนนำไปปฏิบัติทั่วโลก และลึกซึ้งลงไปถึงประเด็นและความเฉพาะตัวของแต่ละพื้นที่เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายได้จริง
ที่มา
บทความ “Back to projects Finished project Innovation for recovery: a place-led initiative for reconstruction after flooding in Valencia” จาก placemaking-europe.eu (Online)
บทความ “THE TIME MACHINE, A JOURNEY THROUGH TIME” จาก thecityateyelevel.com (Online)
บทความ “MICROHISTORIAS DE CUIDADO” จาก urbanismovivo.com.ar (Online)
วิดีโอ “Shaping Cities Together: Stories from the Cities in Placemaking Programme” จาก youtube.com (Online)
วิดีโอ “Placemaking 101 – An Introduction to Placemaking, Presented by Placemaking Europe” จาก youtube.com (Online)
เว็บไซต์ Placemaking Europe (Online)
เว็บไซต์ Placemaking for active recreation (Online)
เว็บไซต์ ReGreeneration (Online)
Cover Photo: Placemaking Europe


