ยุงมีอายุขัยเฉลี่ยประมาณ 2–4 สัปดาห์ แมวประมาณ 12–18 ปี ฉลามประมาณ 20–70 ปี แต่บางสายพันธุ์ก็อาจมีอายุยืนมากกว่า 250–400 ปี วาฬประมาณ 30–90 ปี วาฬหัวคันศรบางตัวก็มีอายุได้มากกว่า 200 ปี ส่วนมนุษย์โดยเฉลี่ยทั่วโลกมีอายุขัยประมาณ 70–75 ปี
ดวงอาทิตย์ของระบบสุริยจักรวาลจะตายในอีกประมาณ 5 พันล้านปี ทางช้างเผือก กาแล็กซีที่มนุษย์อาศัยอยู่จะเปลี่ยนรูปในอีกประมาณ 4–5 พันล้านปีและใช้เวลาอีกล้านล้านปีกับการเสื่อมสลายในระดับลึก ส่วนเอกภพอีกประมาณ 10100 ปีหรือ 1 ตามด้วยศูนย์ 100 ตัว ไม่มีใครจินตนาการถึงเวลายาวนานขนาดนี้ได้
และเอาเข้าจริงๆ เราแทบไม่มีความจำเป็นต้องสนใจด้วยซ้ำว่า จักรวาลจะแตกดับเมื่อไร เพราะถ้าเทียบอายุขัยระหว่างมนุษย์กับจักรวาล ชีวิตของเราจะสั้นยิ่งกว่าการกะพริบตา อีกทั้ง ณ จุดนั้นอาจไม่มีเผ่าพันธุ์มนุษย์เหลืออยู่แล้วก็ได้
แต่สำหรับนักฟิสิกส์ นักวิทยาศาสตร์ นักดาราศาสตร์ นักเอกภพวิทยา และรองศาสตราจารย์ ดร.ปิยบุตร บุรีคำ อาจารย์จากภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้แปลหนังสือ ‘อวสานวิทยา THE END OF EVERYTHING’ ที่เล่าเรื่องราวจุดจบของจักรวาล (Eschatology) ซึ่งเขียนโดยเคที แม็ค (Katie Mack) จุดจบอันแสนไกลของจักรวาลช่างน่าสนใจ น่าตื่นเต้น และน่าค้นหาคำตอบ
มันหมายถึงจุดจบของทุกสรรพสิ่ง บ้าน ประเทศ ภูเขา มหาสมุทร ดาวเคราะห์ ศาสนา ความเชื่อ ลัทธิทางการเมือง ฯลฯ
กล่าวกันว่าความตายทำให้ชีวิตมีความหมาย ถ้าอย่างนั้นจุดจบของเอกภพให้ความหมายอะไรกับเราหรือเปล่า อาจจะปราศจากความหมายใดๆ เพราะมันยาวนานเกินกว่าข้อจำกัดและความเข้าใจของมนุษย์ หรือมีความหมายเล็กๆ บางอย่างให้เราใคร่ครวญ นั่นเป็นสิ่งที่แต่ละคนต้องเลือกเอาเอง
ปิยบุตรจะเล่าให้ฟังว่า จุดจบของเอกภพมีความเป็นไปได้กี่แบบ สำหรับเขาแล้วจะทำอะไรกับจุดจบที่เลี่ยงไม่ได้นี้
เรื่องหนึ่งที่คุณควรรู้ มีจุดจบแบบหนึ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกขณะหรืออาจเกิดขึ้นแล้วในจักรวาลอันไกลโพ้นและกำลังเดินทางมาหาเรา…
จากเนื้อหาของหนังสือ ‘อวสานวิทยา’ หรือ ‘The End of Everything’ ของ Katie Mack สรุปว่าเอกภพจะมีจุดจบที่เป็นไปได้ 4 แบบ
Katie Mack เป็นนักเอกภพวิทยา Cosmologist เขาก็ผ่านมาหลายๆ ด้าน เคยไปเล่นใน Lab Experimental Particle Physics ฟิสิกส์อนุภาคการทดลอง ลงเอยกับเอกภพวิทยาทางทฤษฎี ในเอกภพวิทยาในปัจจุบันอิงกับทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปซึ่งบอกว่าอวกาศกับเวลาหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันเรียกว่า Space-Time หรือกาลอวกาศ แล้วเอกภพเป็นก้อนใหญ่ๆ ของกาลอวกาศซึ่งพอเราแก้สมการสนามไอน์สไตน์ เราพบว่าเอกภพมีการขยายตัวนั่นก็แสดงว่าเอกภพน่าจะมีจุดตั้งต้นที่เรียกว่า Big Bang
คราวนี้คำถามที่ตามมาก็คือจุดสิ้นสุดของมันจะเป็นอย่างไร ในมุมมองเอกภพวิทยาตามประวัติศาสตร์เริ่มต้นที่แบบ Big Crunch คือยุบตัวลงใหม่ แล้วก็บี้รวมลงไปเป็นจุด ซึ่งจะเกิดขึ้นในกรณีที่สสารพลังงานในเอกภพมีมากพอ ตอนแรกเริ่มที่ไอน์สไตน์เสนอแบบจำลองเอกภพเมื่อประมาณปี 1910 กว่าๆ ตอนนั้นยังไม่มีไอเดียของสสารมืดกับพลังงานมืดมากนัก ต่อมาสสารมืดเริ่มมี แต่เรายังไม่เคยเจออะไรที่ขยายตัวแบบมีอัตราเร่ง เราก็เลยคิดว่าพอขยายไปถึงจุดหนึ่งสมการสนามไอน์สไตน์ที่บรรยายการขยายตัวของเอกภพบอกว่ามันจะต้องหยุดขยายแล้วก็ค่อยๆ ยุบตัวไปเรื่อยๆ และในที่สุดอาจจะกลายเป็นจุดที่เรียกว่าภาวะเอกฐาน นี่คือแบบแรกที่เราคิดว่าเอกภพน่าจะเป็นหลังเกิดสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ คือเกิด Big Crunch แต่หลัง Crunch แล้วจะเกิดเป็นอะไรยังไม่แน่ใจ
ถ้าผมเสริมหน่อยก็คือ ในหนังสือของ Mack จริงๆ มี 5 แบบ แล้ว Crunch ไปซ้อนทับกับแบบที่ 5 ก็คือแบบเอกภพเด้งกลับหรือ Bounce คือยุบและเด้ง มันคือแบบจำลองเฉพาะเจาะจงที่บอกว่ามันไม่ได้หยุดที่ Crunch แต่มันยังเด้งกลับ
ลองมาไล่ตามลำดับที่ Mack เขาเขียนในหนังสือ อันดับแรกเป็น Crunch ต่อมาก็จะเป็น Heat Death ก็คือเอกภพขยายตัวไปเรื่อยๆ อันนี้เกิดขึ้นตามประวัติศาสตร์ หลังจากเราค้นพบว่าเอกภพมีการขยายตัวแบบมีอัตราเร่ง ถ้ามีสสารพลังงานอยู่ไม่มากพอ พอเอกภพขยายตัวไปเรื่อยๆ มันจะเย็นตัวลงด้วยเรียกว่า Heat Death แต่จริงๆ มันคือ Frozen Death คือเย็นตัวลง จนความร้อนไม่มีการถ่ายเทอีกแล้วในเอกภพ มันจะผ่านหลายเฟส ตอนแรกอาจจะผ่านเฟสที่กาแล็กซีหรือสสารต่างๆ ยุบตัวเป็นหลุมดำใหญ่ๆ แล้วค่อยๆ แยกตัวไป แต่ในที่สุดหลุมดำจะต้องแผ่รังสีฮอว์กิงตามการคำนวณของฮอว์กิง เวลาผ่านไปนานมากๆ มันก็จะเหลือแต่รังสีที่แผ่ออกมาจากหลุมดำ รังสีนั้นก็จะเจือจางไปมากๆ จนเอกภพขยายตัวไปไกลแสนไกล ขนาดของมันใหญ่มากๆ แล้ว ก็เลยทำให้ไม่เหลืออะไรอยู่เลย อันนี้เรียก Heat Death

คำว่า ไม่เหลืออะไรอยู่เลย หมายความว่ายังไง ถ้าคิดภาพตาม พอเอกภพขยายตัวไปเรื่อยๆ สุดท้ายแล้วความร้อนที่มีอยู่ในจักรวาลก็ค่อยๆ เย็นตัวลง ก็จะนึกถึงภาพดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์ต่างๆ ลอยนิ่งๆ ไม่มีชีวิตอะไรแบบนั้นหรือเปล่า
มันไปไกลกว่านั้นครับ คือดาวฤกษ์ถึงจุดหนึ่งจะใช้เชื้อเพลิงหมด เชื้อเพลิงดาวฤกษ์คือปฏิกิริยานิวเคลียร์ Fusion มันจะ Fuse ธาตุเบา ปล่อยพลังงานออกมาส่องสว่างกลายเป็นธาตุมวลปานกลาง แล้วก็หนักขึ้นเรื่อยๆ ไปหยุดที่เหล็ก พอ Fusion หลังจากเหล็กมันจะไม่เกิดแล้ว พวกดาวที่ตายแล้วก็จะกลายเป็นเศษซาก อาจจะเป็นดาวแคระขาวบ้าง ดาวแคระน้ำตาลบ้าง เหมือนเป็นดาวก้อนหิน แล้วก็ประกอบมาจากก๊าซรังสีอยู่เต็มไปหมด สักพักพวกนี้ ด้วยแรงดึงดูดมันก็อาจจะถูกหลุมดำดูดเข้าไป
เวลาผ่านไปนานมากๆ Hawking Radiation ของหลุมดำที่ใหญ่ๆ จะยิ่งน้อยมาก แต่มันจะเกิดไปเรื่อยๆ ถ้าเราคอยไปเรื่อยๆ เชื้อเพลิงในเอกภพสิ้นแล้ว ไม่มีโอกาสเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบรวมตัว (Fusion) ได้แล้ว มันก็จะเหลือแต่รังสี แล้วก็เหลือแต่หลุมดำ อาจจะมีก๊าซอะตอมไฮโดรเจนฟุ้งกระจายไปทั่ว แต่เนื่องจากเอกภพขยายตัวมาก อัตราการเกิดดาวก็จะลดลงต่ำจนที่สุดจะหายไป นี่เราพูดถึงเวลาที่เป็น 10 ยกกำลัง 100 ปี คือนานมากๆ แล้วในที่สุดแม้กระทั่งหลุมดำก็จะระเหยเป็นรังสีไปหมด แต่พอถึงจุดนั้น ถ้าพลังงานมืดมีพฤติกรรมเหมือนเดิม คือเร่งเอกภพให้ขยายตัวต่อไปเรื่อยๆ ในที่สุดทุกอย่างจะถูกแยกออกจากกันหมด แล้วก็จะเหลือแต่รังสีที่มีความหนาแน่นน้อยมากๆ และไม่มีโครงสร้างอะไรเหลืออยู่เลย อันนี้คือ Heat Death
แต่ก็มีความน่าจะเป็นเชิงควอนตัมที่อาจจะเกิดการกระเพื่อมได้ครับ แต่ความน่าจะเป็นนี้จะน้อยมาก เนื่องจากรังสีพื้นหลังที่เหลืออยู่แทบจะไม่มี การกระเพื่อมจึงน่าจะน้อยมากจนไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ แต่ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าในทางควอนตัม แม้ความน่าจะเป็นจะน้อยขนาดไหนก็ตาม ถ้าเรารอนานพอ มันต้องเกิดขึ้นมา ในแบบ Heat Death พอรอนานจริงๆ แล้วจะมีความน่าจะเป็นที่จะมี Quantum Fluctuation แล้วอยู่ๆ ดาวฤกษ์กระโดดออกมาหรือสมองคนกระโดดออกมา คือในทางทฤษฎีมันเป็นไปได้ ถึงความน่าจะเป็นจะน้อยมากๆ แต่ถ้าเวลาที่เราคอยมันนาน มันก็อาจจะเกิดขึ้นมาได้ อันนี้ก็มีไอเดียที่ยังอภิปรายกันอยู่
แบบที่ 3 คือ Big Rip Rip คือฉีก มีการค้นพบทางทฤษฎีประมาณ 20 ปีที่ผ่านมาว่ามีความเป็นไปได้หนึ่งที่นักทฤษฎีเคยมองข้ามมาก่อน คือถ้าพลังงานมืดมีพฤติกรรมที่เรียกว่าเป็นแบบปีศาจ มันไม่ได้ขยายตัวแบบมีอัตราเร่งอย่างเดียว แต่มันยังขยายในแบบที่ในที่สุดแล้วภายในเวลาจำกัดในอนาคต มันจะทำให้ก้อนกาลอวกาศของเราหรือลูกโป่งกาลอวกาศของเราแตก เขาใช้คำว่า Fabric of Space-Time คือเหมือนสายใยที่ทอกันเป็นกาลอวกาศมันแตกไปเลย ในทางคณิตศาสตร์คือตัวฟังก์ชันที่บอกสเกลจะกลายเป็นอนันต์ (Infinity)
ในเวลาจำกัดในอนาคต ถ้ามีพลังงานมืดแบบที่เราเรียกว่าปีศาจหรือ Phantom อยู่จริง ผลสังเกตการณ์หลายสิบปีที่ผ่านมามีอยู่ตลอดเวลาว่าพลังงานมืดมีความเป็น Phantom อยู่ประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ เพียงแต่ว่ามันยังอยู่ใน Error Bar ซึ่งหมายความว่ามันมีขอบเขตความไม่แน่นอนในการที่เราจะวัดปริมาณ พวกเขาก็ยังไม่แน่ใจกัน เพียงแต่ว่ามันมีความเป็นไปได้ที่เป็น Phantom ถ้าคำนวณตัวเลขออกมาเอกภพอาจจะแตกในเวลา 10-20 เท่าของอายุเอกภพปัจจุบันซึ่งก็คือ 13,800 ล้านปี กรณีที่มันแตกแบบนี้ คือพอเราคอยต่อไปเอกภพจะขยายตัวเร็วขึ้นๆ จนในที่สุดแม้กระทั่งอะตอมก็แพ้แรงฉีกของ Phantom หรือปีศาจตัวนี้ซึ่งแทรกซึมทั่วไปหมด แต่จริงๆ เรายังไม่แน่ใจเกี่ยวกับธรรมชาติของพลังงานมืด อันนี้เราพูดตามที่เราทราบปัจจุบัน
ส่วนความเป็นไปได้ที่ 4 คือที่ว่างสลายตัว (Vacuum Decay) อันนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน หลังการค้นพบฮิกส์ที่ LHC (เครื่องชนอนุภาคแฮดรอนขนาดใหญ่: Large Hadron Collider เป็นเครื่องเร่งอนุภาคที่ใหญ่ที่สุดในโลก สร้างขึ้นโดยองค์การวิจัยนิวเคลียร์แห่งยุโรปหรือ CERN) ฮิกส์มีมวลประมาณ 126 กิกะอิเล็กตรอนโวลต์ (GeV) มวลโปรตอนคือ 1 GeV ดังนั้น มวลฮิกส์ก็ประมาณ 120 กว่าเท่าของมวลโปรตอน ในแบบจำลองมาตรฐานของอนุภาค พอเรารู้มวลฮิกส์ เราก็จะรู้มวลอนุภาคตัวอื่น เช่น อนุภาค Tau, W Boson, Z Boson มันมีหลายอนุภาคที่จะมีอันตรกิริยากับฮิกส์ ตัวฮิกส์เองพิเศษตรงที่มันมีอันตรกิริยากับตัวเอง แล้วสร้างสิ่งที่เรียกว่าพลังงานสถานะพื้นให้กับเอกภพ มันเป็นตัวเซตบอกว่าพลังงานสภาวะพื้นที่สุด สถานะที่พลังงานน้อยที่สุดที่เป็นไปได้ของเอกภพควรจะเป็นเท่าไหร่ สิ่งที่เรียกว่า Potential หรือพลังงานศักย์ที่เกิดจาก Interaction กับตัวเองของฮิกส์ เราพบว่ามีความเป็นไปได้ที่สถานะพื้นที่เราอยู่ในเอกภพปัจจุบันอาจจะไม่ใช่สถานะพื้นจริง
ลองนึกภาพว่า Potential แทนที่จะเป็นโค้งลง แล้วพลังงานต่ำสุดอยู่ตรงนี้ มันกลับมี 2 เว้า คือมีพลังงานต่ำสุด 2 ที่ มีความเป็นไปได้ว่าที่ที่เราอยู่ปัจจุบันมีพลังงานต่ำสุดเมื่อเทียบกับโค้งใกล้ๆ ก็จริง แต่พลังงานต่ำสุดจริงมันอยู่ก้นเหวตัวนี้แทน ในทางฟิสิกส์ ถ้ามีสถานะอย่างนี้เกิดขึ้นเราเรียกว่าสถานะพื้นที่เราอยู่เป็นสถานะกึ่งเสถียร (Metastable) มันไม่เสถียรจริงๆ เพราะมันไม่ต่ำสุดจริง มันจะมีความน่าจะเป็นในทางควอนตัมที่สถานะพื้นจะสลายตัว คือที่ว่างที่เราอยู่ ที่เราคิดว่าเป็นที่ว่าง ซึ่งเรานิยามว่าเป็นสถานะที่มีพลังงานต่ำสุดที่เราจะหาได้ จริงๆ มันอาจจะมีอะไรที่ว่างกว่าคือพลังงานต่ำกว่า ที่ว่างกึ่งเสถียรของเราจะเกิดการสลายตัวเชิงควอนตัม ปลดปล่อยเป็นพลังงานรังสีในรูปแบบอนุภาคต่างๆ และกระโจนไปอยู่ในสถานะพื้นจริงๆ ที่มีพลังงานต่ำกว่า
พอเกิดแบบนี้ขึ้นมา ในทางฟิสิกส์ Mack เขียนไว้ในหนังสือว่า สมมติว่าบริเวณหนึ่งมันเกิดการกระโดดแบบนั้น ที่ว่างสลายตัว มันก็จะเกิดฟอง (Bubble) ของการเปลี่ยนสถานะของที่ว่าง ผิวฟองจะขยายตัว เปลี่ยนสถานะไปด้วยอัตราเร็วแสง แล้วก็กินไปเรื่อยๆ จนกินอาณาบริเวณทั้งหมดที่สัมผัสกับมัน เหมือนคล้ายๆ เบียร์วุ้น เบียร์วุ้นจริงๆ มันอยู่ในสถานะกึ่งเสถียรคือเราทำให้เบียร์เย็นมากๆ จนต่ำกว่าจุดที่มันจะเปลี่ยนสถานะไปสู่ของแข็ง เพียงแต่เรายังใช้วิธีบางอย่างไม่ทำให้มันเปลี่ยนสถานะ มันจะอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า Supercool พอเราเอาเบียร์วุ้นมาเคาะหรือหยอดเอาผลึกของน้ำแข็งลงไปในเบียร์วุ้น บริเวณนั้นก็จะเหนี่ยวนำให้เกิดการเปลี่ยน Phase ไปสู่สภาวะที่เป็นที่ว่างจริงหรือสภาวะพลังงานต่ำสุดของมัน เบียร์ก็จะเปลี่ยนเป็นวุ้นๆ เหมือนกันเป๊ะเลย เพียงแต่ว่าความเร็วในการเปลี่ยนสถานะของที่ว่างในเอกภพมันเป็นอัตราเร็วแสง อันนี้คือแบบที่ 4 ที่ว่างสลายตัว

นึกภาพตามไม่ออกว่าสภาวะที่ว่างสลายตัวเป็นยังไง
เคยมีคนถามว่าจะเหมือนตอนธานอสดีดนิ้วแล้วมันสลายแบบนั้นไหม จริงๆ ไม่ใช่ มันดราม่ากว่านั้นคือทุกอย่างข้างหน้าผมมันเริ่มสลายตัว อันดับแรกเลย โมเลกุลอากาศที่อยู่ตรงนี้จะเปลี่ยนปุ๊บกลายเป็นรังสีอนุภาคที่มีพลังงานสูงมาก เนื่องจาก E=MC² พลังงานมันจะมหาศาล มันก็จะวาบเลย พลังงานพอไปถึงตัวผม ยกตัวอย่างนะ ก็เริ่มประมาณ 10-20 กิกะอิเล็กตรอนโวลต์ พลังงานมหาศาลเทียบเท่าระเบิดนิวเคลียร์ เป็นวาบพลังงานเปลี่ยน พอวาบเปลี่ยนไปปุ๊บ มันจะกลายเป็นที่ว่างใหม่ซึ่งจะมีแต่ Higgs ที่อยู่ในสถานะพลังงานต่ำกว่านั้นอยู่บริเวณนั้น ส่วนรังสีมันพุ่งออกมา แล้วทรงกลมนี้ก็จะขยายตัวไปเรื่อยๆ ด้วยอัตราเร็วแสง กลายเป็นแสงวาบร้อนและพลังงานสูงสุดๆ ขยายไป
เหมือนว่ามันจะเผาผลาญทุกอย่าง?
เหมือนระเบิดครับ เหมือนระเบิดที่มันยิ่งกิน ยิ่งไปถึงสสารพลังงาน ยิ่งตู้มแรงขึ้นไปอีก
แล้วแบบสุดท้ายคือ?
แบบสุดท้ายที่มีในหนังสือก็คือ Bounce คือเด้งลูกบอล ซึ่ง Mack เปรียบเทียบดีมากว่าเป็นเอกภพปรบมือ ไอเดียนี้มาจากอาจารย์ที่ปรึกษาปริญญาเอกของเขา ชื่อ Paul Steinhardt กับ Neil Turok สองคนนี้เคยเสนอแบบจำลองนี้เหมือนเอกภพปรบมือ โดยที่มือแต่ละมือคือสิ่งที่เรียกว่า BRANE ซึ่งเป็นแผ่นผืนของกาลอวกาศ 4 มิติ แบบจำลองของเขามีที่มาจากทฤษฎี String หรือ Supergravity ที่มีความเป็นไปได้ทางทฤษฎีว่าเอกภพอาจจะมีมากกว่า 4 มิติ ถ้ามี BRANE 2 ผืน มาวางอยู่ใน Extra Dimension คือมิติที่ 5 ด้วยแรงโน้มถ่วง มันก็จะดึงดูดกันเพราะมันมีมวล มันก็จะวิ่งเข้าหากันแล้วก็ชนกันตอนปรบมือ สสารพลังงานก็จะถูกสร้างขึ้น แล้วก็ผลักกันออกไป ใน BRANE ที่เราอยู่ก็จะมองเห็นเอกภพมีการขยายตัว คือ BRANE วิ่งออกไปไม่พอ ตัวขนาดของ BRANE ยังขยายออกไปด้วย นี่คือแบบจำลองที่หลังจากการ Crunch เอกภพจะขยาย พอไปสุดถึงที่หนึ่งก็จะกลับมา Bounce ใหม่
คุณบอกว่าเอกภพ 2 ผืน แปลว่ามี 2 เอกภพ?
ใช่ครับ 2 เอกภพ แต่เราอยู่เอกภพอันหนึ่ง
มันเป็นแบบที่ในหนังซูเปอร์ฮีโร่พูดถึงพหุจักรวาลหรือ Multiverse อย่างนั้นหรือเปล่า
อันนี้เป็น Multiverse แบบที่มี BRANE อยู่จริงๆ แล้วมาปรบกัน แต่พวก Avengers หรืออะไรแบบนั้น เขาเรียกว่า Many Worlds หรือหลายโลก อันนี้เกิดจากการตีความปรากฏการณ์เชิงควอนตัมว่าถ้าเราทำการวัดในเชิงควอนตัมแล้ว เอกภพหรือโลกจะแตกเป็นหลายความเป็นไปได้เชิงควอนตัม แบบนั้นจะไม่ใช่ว่ามี BRANE อยู่ แต่จะเหมือนกับว่าเอกภพจริงๆ แล้วมีอนันต์ที่แต่ละเอกภพเองมีรายละเอียดต่างกันอยู่เล็กน้อยแล้วเกิดขึ้นไปด้วยกัน อันนั้นคือไอเดียอีกอันหนึ่งซึ่งแตกต่างไป เขาเรียก Many Worlds เป็นเอกภพที่เกิดจากการตีความแบบหลายโลกของกลศาสตร์ควอนตัม
พหุจักรวาลหรือ Multiverse อิงกับวิทยาศาสตร์จริงๆ
มันมีไอเดียที่อิงกับทฤษฎีอยู่ เพราะมันเป็นหนึ่งในคำทำนายในทฤษฎีสตริง เอกภพควรจะมีหลากหลายความเป็นไปได้มากๆ ถ้าผมจำตัวเลขไม่ผิด 10 ยกกำลัง 500 หรือเลข 1 แล้วมี 0 ต่อไป 500 ตัว ซึ่งมหาศาลมาก แล้วทำไมเราถึงมาอยู่ในเอกภพแบบนี้ที่มีชีวิต เขาก็จะบอกว่ามันเป็นความน่าจะเป็นแบบหนึ่ง จริงๆ แล้วมันมีความเป็นไปได้ที่จะมี Universe อื่นอยู่ทั่วไปเต็มไปหมด

ในบรรดาจุดอวสานของเอกภพ ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าทฤษฎีไหนมีความเป็นไปได้มากที่สุด?
ถ้าดูตามตัวเลขจากผลสังเกตการณ์พบว่าเอกภพมีพลังงานมืดอยู่แล้ว และเร็วๆ นี้มีการค้นพบว่าพลังงานมืดอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (Dynamical) เพียงแต่พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของมันยังอยู่ในช่วงที่เร่งเอกภพให้ขยายตัวเร็วขึ้น ถ้าตอบจากแบบจำลองปัจจุบันที่เป็นไปได้ เราจะบอกว่ามันเป็นแบบ Heat Death คือเอกภพขยายไปเรื่อยๆ จนไม่เหลืออะไรอยู่เลย แต่ต้องระวังว่าระหว่างที่เกิดแบบนั้น ที่ว่างสลายตัวก็เป็นไปได้ตลอดเวลา ถ้าพฤติกรรมของฮิกส์ที่เราตรวจสอบกันอยู่เป็นจริง ที่ว่างของเราจะเป็นกึ่งเสถียรและจะมีความน่าจะเป็นอยู่เสมอที่จะเกิดฟองเปลี่ยนสถานะ (ฟองเบียร์วุ้น) แล้วเอกภพก็จะเปลี่ยน Phase ไปอยู่ในสถานะที่มีพลังงานต่ำกว่า มีความเป็นไปได้อยู่ ถ้าเราสังเกตการณ์ ใช้กล้องส่องไปทั่วท้องฟ้า ถ้าไปเจอบริเวณที่สุกสว่างมากๆ แล้วขยายบริเวณไปเรื่อยๆ ก็คือเจอฟองที่กำลังเปลี่ยนสถานะ แต่ปัจจุบันยังไม่เจอ หลายๆ อย่างมันอาจจะเกิดพร้อมๆ กันได้ หลายๆ แบบจำลองมัน Overlap กันอยู่
มันมีความเป็นไปได้ที่จะมีที่ว่างสลายตัวอยู่เสมอ เพราะที่ว่างสลายตัวเป็นปรากฏการณ์ควอนตัม แม้ในเอกภพแบบเด้ง แบบ Crunch กลับมา สมมติว่า Dark Energy เกิดเปลี่ยนพฤติกรรมกะทันหันจนไม่สามารถเร่งเอกภพได้แล้วทำให้สสารพลังงานโดยรวมมีมากพอที่จะยุบเอกภพใหม่ หรือในกรณีที่เอกภพแบบปรบมือแล้วมันกำลัง Crunch แบบนี้ก็เกิดที่ว่างสลายตัวได้ตลอดเวลาอยู่ดี
ส่วนแบบ Bubble ก็มีความเป็นไปได้ในเกือบทุกแบบจำลอง ส่วน Big Rip อันนี้ขึ้นกับพฤติกรรมของ Dark Energy ยังไม่แน่นอน Heat Death ก็เป็น scenario ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดตราบใดที่เอกภพยังขยายตัวมีอัตราเร่งอยู่
ส่วนที่ว่างสลายตัวสามารถเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้
ใช่ครับ ที่ไหนก็ได้ เกิดขึ้นระหว่างที่เราคุยกันอยู่ก็ได้ และทุกที่ก็น่าจะเกิดขึ้นได้เพราะมันเป็นสถานะพื้นที่เหมือนกันทุกที่ในเอกภพที่เราสังเกตการณ์ได้ มันจึงมีความเป็นไปได้เท่าๆ กันหมด
ตอนนี้ที่ว่างสลายตัวก็อาจจะเกิดขึ้นแล้ว เพียงแต่ว่ามันอาจจะไกลมากๆ แล้วยังมาไม่ถึงเรา
ถูกต้องครับ สมมุติมันไกลมากๆ มันใช้เวลาเป็นหมื่นล้านปีกว่าจะมาถึงเรา อาจจะเป็นพล็อตนิยายวิทยาศาสตร์น่าสนใจนะ สมมติส่องกล้องไปในเอกภพ แล้วไปเห็นบริเวณหนึ่งที่ไกลมากๆ ซัก 2,000 ล้านปีแสง หรือแค่ 100 ล้านปีแสง แล้วเราก็รู้แล้วว่ามันมีฟองเปลี่ยนสถานะเกิดขึ้นมาในเอกภพ
การเกิดที่ว่างสลายตัวจะไม่มีสัญญาณเตือนหรือเปล่า?
ไม่มีครับ ก็วาบออกมาเลย แม้แต่ในบริเวณที่ไม่มีสสารพลังงานอยู่ เนื่องจากมันมีผลต่างของพลังงานที่ว่างมากกับที่ว่างน้อย ต่อให้ไปอยู่ในอวกาศที่ไม่มีอะไรอยู่เลย พอเปลี่ยนมันก็จะวาบออกมาเหมือนกัน ก็คือตัวฮิกส์เองจะปล่อยพลังงานที่มีในตัวเองออกมา แล้วก็กลายเป็นรังสีต่างๆ
ไม่ต้องมีมวล ไม่ต้องมีอะไรเลย
ไม่ต้องครับ แต่คำว่าที่ว่างในทางควอนตัมมีความน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ ที่ว่างไม่จำเป็นต้องไม่มีอะไร มันเป็นบริเวณสถานะที่มีพลังงานต่ำสุดที่เราจะสามารถทำให้มันต่ำได้ เราเรียกว่า ว่าง แต่เมื่อเทียบกับที่ว่างอื่น สถานะพื้นอื่น มันอาจจะมีพลังงานอยู่มหาศาลก็ได้ เหมือนถ้าผมจะเปรียบเทียบกับเบียร์ที่เย็นมากๆ มันดูเหมือนมันไม่น่าจะปล่อยพลังงานอะไรออกมาได้ แต่มันปล่อยได้อะไรแบบนั้น เรียกว่าพลังงานแฝงแล้วกัน คือพอมันเปลี่ยนสถานะปุ๊บ มันเปลี่ยนไปเป็นพลังงานที่เราสังเกตการณ์ได้หรือพลังงานจลน์ พลังงานศักย์ ซึ่งจริงๆ เราไม่รู้ว่าเขามีอยู่เท่าไหร่ เรานึกว่าเขาอยู่นิ่งๆ ไม่สามารถทำอะไรได้ แต่พอเขาเปลี่ยนสถานะหรือตัดสินใจที่จะเปลี่ยนพลังงานศักย์ของตัวเองไปเป็นพลังงานจลน์ คือเกิดกิจกรรมอะไรขึ้นมา เราก็จะเห็นว่ามันมีพลังงานซ่อนอยู่เยอะ ที่ว่างก็เหมือนกัน

ผมเข้าใจว่ามวลกับพลังงานคือสิ่งเดียวกันที่อยู่กันคนละรูปแบบ พอคุณบอกว่ามีพลังงานก็เลยคิดว่าต้องมีมวล
ใช่ครับ สสารกับพลังงานสมมูลกันจริง แต่ปัญหาตอนนี้ที่เราเจออยู่คือพลังงานของที่ว่างคือสถานะพื้นในทางควอนตัมที่เราคำนวณได้ จริงๆ ควรจะเป็นอนันต์ เพราะว่าการกระเพื่อมเชิงควอนตัมเกิดขึ้นได้ในทุกสเกล ยิ่งเล็กยิ่งเยอะ ฉะนั้น พลังงานของที่ว่างควรจะเป็นอนันต์ แต่ถ้าพลังงานเป็นอนันต์ E=MC² แสดงว่ามวลต้องเป็นอนันต์ด้วย ฉะนั้นมันต้องยุบตัวไปเรียบร้อยแล้ว ปัญหานี้ยังเป็นปัญหาปลายเปิด ยังตอบไม่ได้ ยังไม่รู้ว่าจะตอบปัญหานี้ยังไง เป็นปัญหาที่เรียกว่าปัญหาพลังงานที่ว่างก็ได้หรือพลังงานจุดศูนย์ (Zero Point Energy)
อีกนานแค่ไหนที่เอกภพจะจบสิ้น จากที่คุณอธิบาย หมายความว่าอาจจะมีเวลาอีกยาวนานแสนนานจนตอนนั้นมนุษยชาติอาจจะไม่อยู่แล้วหรือมันจะเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้เลยก็ได้
ก็ขึ้นกับที่บอก ถ้าไม่มีที่ว่างสลายตัว เราคิดว่าจะอยู่ไปอีกนาน แต่อารยธรรมมนุษย์อาจจะสลายเมื่อดวงอาทิตย์ขยายตัวเป็นดาวยักษ์ใหญ่ขึ้น หรือถ้ามีเทคโนโลยีก็ขุดไปใต้ดิน หรือพัฒนาอวกาศได้เร็ว สามารถสร้างยานใหญ่มาก หรือส่งมนุษย์ไปแพร่ขยายพันธุ์ตามดาวอื่น แต่ถ้าพูดถึงเฉพาะเอกภพก็อีกนานมาก ถ้าไม่นับที่ว่างสลายตัว
แต่ที่ว่างสลายตัว เราคำนวณความน่าจะเป็นว่ากี่ปีจะเกิดครั้งหนึ่ง มันก็นานมากอีกเหมือนกัน ผมว่า 10 ยกกำลัง 100 ปีขึ้นไปหรือนานอาจจะนานกว่านั้นด้วยซ้ำ ถ้าจะรอให้หลุมดำระเหยไปจนหมดอีกก็คือนานมากๆ กว่าเอกภพมันจะสิ้นสุดแบบ Heat Death เพราะเอกภพขยายตัวในอัตราเร่ง แบบที่ว่างสลายตัวก็อีกนานเหมือนกัน ถ้า Big Crunch อาจจะใกล้กว่านั้นมาก แต่มีเงื่อนไขว่าพลังงานมืดที่เราเห็นว่ากำลังเร่งอยู่ต้องเกิดเปลี่ยนพฤติกรรมแบบดราม่าไปเป็นพลังงานมืด เลิกผลักดันให้เอกภพขยายตัวแบบมีอัตราเร่ง พอทำอย่างนั้นปุ๊บ เอกภพก็จะค่อยๆ ไม่เร่ง แล้วถ้าสสารพลังงานสมมติว่าเปลี่ยนไปเป็นสสารพลังงานได้ ในกรณีแบบนั้น ในที่สุดเอกภพก็จะหยุดแล้วก็อาจจะเกิด Crunch หรือยุบตัวได้
ถ้าเอกภพจะสูญสลายแน่นอน แต่ก็อีกนานมาก คนทั่วไปที่ไม่ได้สนใจวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องใส่ใจเรื่องนี้ไหม หรือปล่อยให้เป็นเรื่องของนักวิทยาศาสตร์
ผมว่ามันแล้วแต่เราเลย มันไม่จำเป็นครับ ถ้าความจำเป็นต่อการดำรงชีพมันไม่มี แต่ถ้าเราสนใจมัน เราก็ไปศึกษาได้ พูดคุยได้ มันไม่จำเป็นต้องจำกัดว่าเรื่องนี้จำเป็นหรือเปล่าที่ต้องเรียนรู้ ถึงเราสนใจแล้วเราไปศึกษาเรื่องพวกนี้ แล้วเราคิดว่านี่คือความจริงของธรรมชาติที่กำลังค่อยๆ เปิดเผยตัวมาให้เรา แล้วความรู้พวกนี้ถึงเราจะรู้ไปแล้วก็ตายไป แต่องค์ความรู้เราก็ค่อยๆ สั่งสมไว้เป็นหิ้งความรู้หรือเป็นคลังความรู้ที่เป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมมนุษย์สืบต่อไปให้มนุษย์ในยุคหลังๆ ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องสั่งสมความรู้ต่างๆ ให้ได้มากที่สุด เพื่อเปิดทางเลือกที่อารยธรรมมนุษย์จะอยู่รอดต่อไปได้
ทำไมนักฟิสิกส์จึงสนใจการจบสิ้นของเอกภพ มันมีความสำคัญอย่างไรในแง่องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ หรือการรู้จุดจบช่วยให้เรารู้อย่างอื่นด้วย
มันเป็นส่วนหนึ่งใช่ครับ คือเราอยากรู้ความจริง อยากรู้ว่าธรรมชาติทำงานยังไง ธรรมชาติคืออะไร แล้วพอรู้ปุ๊บ เราสร้างเรื่องราวได้ พอรู้เรื่องราว เราก็สามารถที่จะคาดเดาถึงตอนจบของเรื่องราวได้ แม้กระทั่ง Mack เองก็บอกว่าสาขานี้ ปัญหานี้ ไม่ค่อยมีคนจับเท่าไหร่ แต่เขาทำให้มันเป็นประเด็นขึ้นมา เขาพยายามรวบรวม แต่จริงๆ ส่วนหนึ่งของการกระตุ้นให้เขาสนใจเพราะว่ามันมีความเป็นไปได้ของที่ว่างสลายตัว จากการค้นพบเมื่อประมาณปี 2012 เป็นตัวกระตุ้นให้คนมาคิดว่าจุดสิ้นสุดของเอกภพมันมีอะไรบ้าง แต่หลักๆ คือเราสนใจความจริงของธรรมชาติมากกว่า
การศึกษาเรื่องการจบสิ้นของเอกภพสามารถนำความคิดหรือทฤษฎีมาใช้ในการสร้างเทคโนโลยีที่ช่วยยกคุณภาพชีวิตหรือเปล่า หรือวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์
เป็นวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ครับ ถามว่าใกล้เคียงกับการนำเอาไปใช้ประโยชน์ไหม ความรู้โดยตรงผมว่ายังห่างไกล แต่ก็อาจจะใกล้กว่าที่คิดก็ได้ สมมติว่าวันพรุ่งนี้มีคนตรวจจับสสารมืดขึ้นมาได้จริงกับเผอิญว่าตรวจจับปรากฏการณ์ที่เป็นพลังงานมืดแบบหนึ่งขึ้นมาได้จริง คราวนี้เรารู้แล้วว่าสสารมืด พลังงานมืดเป็นยังไง แล้วสมมุติว่าสมบัติที่ตรวจจับได้นำไปสู่ Application มันก็อาจจะเปลี่ยนไปชั่วข้ามคืน ไอเดียแบบนี้ก็มีครับ เป็นไอเดียของนักฟิสิกส์ชาวเม็กซิโก เขาค้นพบว่าถ้าเราจัดการกับพลังงานของที่ว่างแบบหนึ่งแล้ว คุณสามารถสร้าง Bubble ของ Space-Time หรือฟองของกาลอวกาศ แล้วฟองตัวนี้ทำให้เราสามารถ Bypass ขีดจำกัดอัตราเร็วแสงได้ ถ้าเราเอาฟองไปครอบสสารไว้ เมื่อมองจากข้างนอก เราจะเห็นเฉพาะเป็นฟองของกาลอวกาศ ซึ่งตัวฟองไม่มีขีดจำกัดของอัตราเร็วสูงสุด
ผมเคยได้ยินว่ามันยังไม่มีอะไรที่เคลื่อนที่ได้เร็วกว่าแสง
ใช่ แต่ถ้าคุณมีฟองของกาลอวกาศ ฟองนี้จะเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าอัตราเร็วแสงได้ ไม่มีขีดจำกัด
เราพูดถึงจุดจบของเอกภพ โดยเซนส์ โดยการใช้เหตุผล เมื่อมีจุดจบก็ต้องมีจุดเริ่มต้นด้วย ก่อนกำเนิดเอกภพคืออะไร แล้วถ้าเอกภพสิ้นสุดไปแล้ว มันจะเหลืออะไร
อันนี้เป็นสิ่งที่เราทุกคนถาม ถ้าตัวเอกภพเองเป็น Space-Time เอกภพที่กำเนิดมาจาก Big Bang ก่อน Big Bang มีอะไรอยู่ ที่ว่างที่เรานิยามตามประสบการณ์ชีวิตเราคือที่ว่างที่ไม่มีสสารพลังงาน แต่ยังมี Space-Time คือยังมีกาลอวกาศอยู่ แต่นี่คือไม่มีกระทั่ง Space-Time แล้วมันคืออะไร มันคือที่ว่างแบบไหน เราไม่รู้ครับ
ตอนนี้เรามีเรื่องราวที่เราสร้างขึ้นมาได้ เราบอกว่าถ้าใน Universe นี้ไม่มี แต่มี Multiverse อื่นอยู่ เพราะฉะนั้น มันก็อาจจะมี Super Space ที่ Multiverse อื่นอยู่ อะไรแบบนี้ อันนี้ก็เป็นอีกความเป็นไปได้หนึ่ง แต่ว่า Super Space แบบนี้เราก็ไม่รู้จักมาก่อน มันจะไม่ใช่ Space-Time แบบที่เรารู้จักกัน ตัว Space-Time เองจริงๆ แล้วคือปรากฏการณ์ที่เกิดมาจาก Quantum Entanglement ของ Quantum Bit ในเครื่องคอมพิวเตอร์ Quantum ของ Super Being ไอเดียแบบนี้ก็มี บางคนอาจจะบอกว่าไอเดียของ Space หรือ Space-Time เป็น Concept ที่ Emergent คือมันไม่ได้เป็นมูลฐาน แต่เกิดขึ้นมาทีหลังจากอันตรกิริยาของอนุภาคที่มีสมบัติเชิงควอนตัม

เวลานักวิทยาศาสตร์พูดคำว่า Super Being คือการเลี่ยงที่จะพูดถึงพระเจ้าหรือเปล่า
มันก็ต่างกันนะ เพราะว่าพระเจ้านี่ละเมิดไม่ได้ แต่ Being เราละเมิดได้ เราไม่ต้องสนใจ พระเจ้ามีนัยทางศาสนาซึ่งมาพร้อมกับการสักการะและศักดิ์สิทธิ์ แต่ Super Being ที่นักวิทยาศาสตร์พูดถึงจะไม่เป็นแบบนั้น จะเป็นเหมือนที่ Simulate เราขึ้นมา
นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องเอกภพมีที่ว่างให้กับความเชื่อเรื่องพระเจ้าไหม
ก็ใครอยากจะเชื่อก็เชื่อ แต่เราจะไม่ใช้พระเจ้า… คือเขาใช้ในเวลาสื่อสารบ่อยมาก ไอน์สไตน์ก็ใช้ ถูกไหมครับ พระเจ้าไม่ทอยลูกเต๋า อะไรอย่างนี้ เขาใช้ในแบบที่ไม่ได้เรียกว่าละเมิดไม่ได้ คนอื่นจะบอกไม่มีเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงแต่ว่ามันเป็นเหมือนคำที่สื่อกับคนได้
ในอนาคตแสนไกล วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีจะทำให้มนุษย์ยังคงมีชีวิตอยู่ได้ไหม แม้ว่าเอกภพจะสิ้นสุดไปแล้ว
โอ้ อันนี้เป็นปัญหาที่ยากมาก ยากต่อการจินตนาการ เพราะว่าถ้าเอกภพสิ้นสุดไปแล้ว แสดงว่าเราต้องสร้างเอกภพของเราเองออกมาให้มันแยกกับเอกภพที่กำลังตายไป จินตนาการถึงความเป็นไปได้ อาจจะเป็นไปได้ว่าเราไปถึงขั้น Manipulate รู้วิธีวิศวกรรมบริหารจัดการที่ว่างกับ Space-Time คือมันเป็น Plot Sci-Fi ที่ดีมาก สมมติยกตัวอย่างว่าเราค้นพบวิธีสร้างลูกโป่งกาลอวกาศของเราเองขึ้นมา แล้วเราก็ใส่ลูกหลานของเราลงไปในนั้น หรือถ้าแม้กระทั่งว่าเราหาทางเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในฟองนั้น หรือว่าเรารู้วิธีสร้างหลุมดำ เราก็สร้างหลุมดำให้กลายเป็นรูหนอน แล้วรูหนอนก็ขยายตัวไปเป็นเอกภพรูปใหม่ เขาเรียก Baby Universe เป็นไอเดียที่มีตั้งแต่สมัยฮอว์กิงว่าถ้าใช้อะไรที่มีพลังงานติดลบเราจะสร้างรูหนอน แล้วเราก็จะสร้าง Baby Universe ขึ้นมาได้
ถ้ารู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องจบสิ้น ชีวิตจะมีความหมายอะไรประมาณนี้ คุณเคยคิดถึงคำถามนี้หรือเปล่า หรือว่าไม่ต้องสนใจเพราะมันอีกนานมาก จนเราไม่จำเป็นต้องมานั่งคิด
ก็คล้ายๆ กับที่เรารู้อยู่แล้วว่าดวงอาทิตย์อีกไม่กี่พันล้านปีจะขยายตัวกลืนโลกเข้าไป เราตายไปก่อนแน่นอนอยู่แล้ว เหมือนว่าไม่ต้องไปคิดหรอก คือไม่ต้องไปกังวลในเชิงความรู้สึก แต่ว่าเราศึกษาได้ในเชิงความรู้ สำหรับผม ผมจะมองแบบนั้น แล้วผมก็จะไม่รู้สึกสิ้นหวังเพราะเรารู้อยู่แล้วว่าชีวิตเราอีกแป๊บเดียวก็ต้องเสื่อมสลาย มันเป็นกฎธรรมชาติ ในทางกลับกัน ผมกลับรู้สึกขอบคุณว่ามีวิทยาศาสตร์ขึ้นมาที่ทำให้เราสามารถจัดการกับธรรมชาติได้ในแบบที่ช่วยให้เรามีอายุยืนขึ้น แล้วก็เอาชนะโรคภัยต่างๆ ได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีมากเมื่อเทียบกับคนในยุคก่อน
ถ้ามองในเชิงวิทยาศาสตร์ เราสามารถรับรู้ได้มากขึ้นเกี่ยวกับเอกภพของเรา หรือแม้กระทั่งสร้างเรื่องราวเราได้ว่าชะตากรรมมันควรจะเป็นยังไง ผมกลับรู้สึกตื่นเต้นด้วยซ้ำ แล้วมุมมองผมใน Stage นี้ของชีวิต ความหมายชีวิตของผมถ้าเรามองไปสู่มุมมองอารยธรรม คือการส่งต่อมรดกตกทอดของเรา มันยิ่งมีความหมายเข้าไปอีก เราอยู่สั้นๆ เวลาที่เราเหลือยิ่งมีความหมาย เราควรจะทำอะไรที่มากกว่านี้ไหม สร้างองค์ความรู้มากกว่านี้ เข้าใจธรรมชาติมากกว่านี้ ให้อะไรกับลูกหลานเรา สังคมเรา และอารยธรรมมนุษย์มากกว่านี้หรือเปล่า
โดยสรุป ไม่ว่าจะตีความความหมายในชีวิตยังไง เมื่อเอามาเทียบกับจุดจบของเอกภพซึ่งเป็นจุดจบของทุกสิ่ง ก็ไม่ต้องกังวลหรอก ใช้ชีวิตอย่างที่รู้สึกว่ามีความหมายต่อไป เพราะว่าคุณจะตายก่อนเอกภพแน่นอน
ใช่ๆ จบแบบนี้ก็ได้


