เป็นเวลากว่าหลายทศวรรษที่หน้าข่าวช่วงวันหยุดเทศกาลเต็มไปด้วยภาพผู้คนแบกกระสอบข้าว ถือพัดลม กอดตุ๊กตา ระหว่างขึ้น-ลงรถที่หมอชิต พวกเขาคือแรงงานพลัดถิ่นที่ใช้บริการขนส่งสาธารณะเพื่อกลับบ้าน ข่าวแบบนี้มักเกิดขึ้นเพียงสองครั้งต่อปี จากนั้นเรื่องราวเหล่านี้ก็จะหายไปจากหน้าสื่อ หากไม่ใช่ผู้ที่ต้องเดินทางเองก็จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างระหว่างเดินทาง
จนกระทั่ง เนรเทศ นิยายโดย ภู กระดาษ ปรากฏขึ้นในปี 2558
นี่คือหนังสือที่นำเอาเรื่องราวการเดินทางของคนอีสานมาตีแผ่ให้เห็นมหากาพย์ของชั่วโมงทรหดในการรอรถโดยสารและการเดินทางที่พวกเขาต้องระหกระเหินจากบ้านเพื่อมาใช้แรงงานในกรุงเทพฯ หรือแหล่งอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก
ระหว่างเส้นทางอันยาวไกล ภู กระดาษ หรือ ถนัด ธรรมแก้ว ยังพาผู้อ่านเดินทางข้ามเวลาสำรวจประวัติศาสตร์การปกครองของประเทศที่ทำให้เกิดอาการชะงักทางการเมืองไม่มีที่สิ้นสุด ส่งผลมาถึงชีวิตติดๆ ขัดๆ ในการเดินทางของคนอีสานจนถึงทุกวันนี้
หากนับเป็นภาพยนตร์ เนรเทศ ก็คือ road trip ที่ค่อยๆ พาคนอ่านทำความเข้าใจการเชื่อมต่อระหว่างการเมืองและชีวิตผู้คนที่การเลือกทำอะไรบางอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนมีอำนาจ โดยถ่ายทอดด้วยสุ้มเสียงแห่งความเป็นคนอีสาน ด้วยการใช้ภาษาบ้านเกิดเกือบทั้งหมด ทำให้ เนรเทศ มีรสชาติชีวิตขมอ่ำหล่ำปะปนไปกับการเมืองรสชาตินัวลึกเข้าไปด้วย
หนังสือที่รสชาติกลมกล่อมเช่นนี้ทำให้ภู กระดาษได้รับเลือกจากโครงการ English PEN Awards ในปี 2022 เพื่อแปล เนรเทศ เป็นภาษาอังกฤษ นอกจากนี้เขายังมีผลงานอีกหลายเล่ม ทั้ง ไม่ปรากฏ, ดั่งเรือนร่างไร้องคาพยพ, ชั่วโมงก่อนพิธีสวนสนาม, ปกรณัมความปวกเปียก, 24-7/1 และอื่นๆ
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพียงเพราะต้องการแสดงถึงความแตกต่างในแวดวงวรรณกรรมเท่านั้น แต่เขาต้องการให้การเขียนรับใช้อุดมการณ์เบื้องหลังที่ภู กระดาษยึดถือเอาไว้มาหลายทศวรรษ

ก่อนหน้าที่คุณจะเขียนเรื่องเนรเทศ คุณมีความสัมพันธ์กับการเขียนอย่างไรบ้าง ?
ผมน่าจะเริ่มจากการเขียนเพลงก่อน ตอนเด็กๆ ฟังเพลงในวิทยุแล้วไม่มีอะไรทำก็อยากเขียนเพลงเองบ้าง พอเข้ามัธยมผมก็อ่านหนังสือมากขึ้น จนเข้ามหาวิทยาลัยก็อยู่ชมรมวรรณศิลป์กับเพื่อน เพราะชอบอ่านหนังสือ แต่ผมเรียนภาควิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตร ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคณะที่สอนวรรณกรรมเลย
ช่วงปี 1 กำลังขึ้นปี 2 ผมก็ได้เขียนเรื่องสั้นบ้าง เพื่อนในชมรมชวนทำหนังสือทำมือไปวางขายในวันรับปริญญาของรุ่นพี่ ผมเขียนเรื่องสั้นที่วิพากษ์เรื่องรับน้องโซตัส พอรุ่นพี่รู้ก็เอาหนังสือไปเผา
พอเรียนจบมหาวิทยาลัย ผมกำลังรอไปเกณฑ์ทหาร ก็เลยอยากลองเขียนเรื่องสั้นลงหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจจุดประกาย กับ เนชั่นสุดสัปดาห์ ปรากฏว่าได้ตีพิมพ์ทั้งสองเรื่อง
ดีใจมาก ตอนนั้นได้ค่าเรื่อง 800 เลยนะ แต่พอเขียนจากสองเรื่องนี้แล้วผมก็ไม่ได้เขียนอะไรต่อเลย ประเด็นคือ ความรู้เรายังน้อยไป
ทำไมคุณถึงคิดว่าความรู้น้อยแล้วทำให้เขียนไม่ได้ ?
จะพูดยังไงดี ผมจะตั้งเกณฑ์ไว้ว่าถ้าเราจะเขียนหนังสือ เราต้องมีความรู้ มีความคิดอยู่พอสมควรถึงเขียนหนังสือ อย่างที่ผมส่งไปกรุงเทพธุรกิจ กับ มติชนสุดสัปดาห์ คือผมเคยอ่านมาประมาณหนึ่ง ผมรู้ว่าเขียนประมาณไหนถึงได้ตีพิมพ์ ผมถึงส่งไปได้
นอกนั้นผมรู้ว่าตัวเองยังความรู้น้อย ผมก็ไม่ได้ เขียนอะไรต่อเป็นชิ้นเป็นอัน ทำอยู่อย่างเดียวคือ อ่านหนังสือ จนกระทั่งช่วงรัฐประหารปี 2006 เกิดขึ้น ตอนนั้นแหละที่ผมคิดว่า ผมต้องเขียนอะไรบางอย่าง
ทำไมรัฐประหารถึงผลักดันให้คุณถึงขั้นต้องอยากเขียนอะไรสักอย่าง
ผมเกิดคำถามว่าทำไมประเทศมันเป็นแบบนี้ ทำไมกลับไปวนลูปเดิมอีกแล้ว เราน่าจะผ่านการรัฐประหารเพื่อพัฒนาไปข้างหน้าได้แล้ว
ผมไม่อยากให้ประเทศเป็นแบบนี้ ผมก็คิดว่ามันมีอะไรที่เราทำได้บ้าง ผมไม่ใช่นักกิจกรรม ผมอยู่ชลบุรีออกไปประท้วงไม่ได้ อีกอย่างคือเรายังเป็นลูกจ้างเอกชน ต้องทำงาน ต้องใช้หนี้ มีเรื่องที่ต้องรับผิดชอบ แล้วเราทำอะไรได้บ้างภายใต้เงื่อนไขเหล่านี้ ผมก็นึกได้ว่า มีอันเดียวนี่แหละที่พอจะทำได้ คือ เขียนหนังสือ
แต่เขียนหนังสือแล้วยังไง มันต้องมีคนอ่าน เพราะต่อให้เรามีเรื่องที่อยากเล่า อยากพูด แต่พื้นที่ ในการเผยแพร่ไม่เยอะ จะทำยังไงดี ตอนนั้นผมคิดด้วยโจทย์นี้คือ มันไม่สำคัญว่าเนื้อหาที่คุณพูดเป็นอะไร แต่มันสำคัญที่ใครเป็นคนพูด ฉะนั้น ต่อให้เราพูดมีสาระแค่ไหน ถ้าไม่มีคนฟังก็ไม่เกิดประโยชน์ เราก็ต้องหาพื้นที่ทำให้ชื่อเราพูดออกมาได้ ซึ่งในวงการวรรณกรรมยุคสมัยนั้น ทางลัดที่จะไปได้คือ ได้รางวัล
ผมก็เลยเริ่มส่งต้นฉบับไปประกวดรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ และนายอินทร์อวอร์ด ซึ่งก็ทำให้ผมได้รางวัลรองชนะเลิศ และได้ตีพิมพ์หนังสือ ถึงจุดนี้ก็มีคนเริ่มชวนไปเขียนนู่นเขียนนี่ เช่น ปี 2009 เริ่มมีชุมนุมคนเสื้อแดง ผมเขียนกวีลงเฟซบุ๊ก ก็มีน้องมาชวนรวมกวีตีพิมพ์เป็นหนังสือกับสำนักพิมพ์ชายขอบ ชื่อว่า ไม่ปรากฏ จากนั้นผมก็เริ่มเขียนมาเรื่อยๆ และออกผลงานเรื่อยๆอย่างที่เห็น

การเขียนในช่วงรัฐประหารกับการเขียนเมื่อตอนส่งต้นฉบับให้หนังสือพิมพ์ต่างกันไหม ?
ต่างกันเยอะมาก ตอนที่ส่งหนังสือพิมพ์ ผมยังวัยรุ่นก็จะคิดอีกแบบหนึ่ง มีทักษะ อ่านหนังสือมา มีวิธีเล่าเรื่อง ฉันเขียนออกไปตามความคิดสร้างสรรค์ อยากทำเพราะมันเป็นงานศิลปะที่ถนัด อยากเล่าเรื่องยังไงให้ซ่อนเงื่อน ซ่อนสัญญะ มุ่งไปสู่ความเป็นเลิศทางวรรณศิลป์ คือผมมองเป็นงานอดิเรกที่ผมเอาจริงเอาจัง เพราะผมมีเวลาว่างที่จะทำอะไรช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไปได้ และผมสนใจว่าตอนนี้ผมคิดอะไร และผมจะไปถึงจุดที่เขียนอะไรก็ตามได้อย่างที่คิดไหม
ในขณะที่การเขียนช่วงรัฐประหาร ผลิตขึ้นมาเพื่อต่อสู้ทางอุดมการณ์ ถ้าคุณเขียนประวัติศาสตร์เช่นนั้น ผมก็จะเขียนประวัติศาสตร์ของผมในรูปแบบนี้เหมือนกัน
แสดงว่าคุณอินกับการเมืองมานานมากแล้วถึงทำให้คุณอยากใช้การเขียนทำงานนี้มากๆ ?
ผมสนใจการเมืองก่อนที่จะมาเขียนหนังสือเลยก็ว่าได้ เพราะหมู่บ้านผมอยู่ชายแดน ซึ่งเจอกับภาวะสงครามตลอดเวลา ทั้งการปราบปรามคอมมิวนิสต์ การรบกันกับประเทศเพื่อนบ้าน ตอนเด็กๆ ครูต้องให้พ่อแม่ไปสร้างบังเกอร์หลบด้านหลังตึกโรงเรียนให้ เวลามีเรื่องอะไร ครูจะเคาะระฆังให้เราวิ่งออกจากตึกไปหลบภัย ตอนกลางคืนผมก็ต้องนอนบังเกอร์ที่บ้านด้วย
พอใช้ชีวิตแบบนี้ มันทำให้คิดมาตลอดว่าทำไมเป็นแบบนี้ มีทหารอยู่ในหมู่บ้านตลอด หรือไฟฟ้าเข้ามาให้ชาวบ้านใช้เร็วมาก ถนนที่นี่ก็ดีกว่าหมู่บ้าน อื่น ผมก็ไปอ่านหนังสือจากหลายๆ คน ซึ่งก็ช่วยตอบคำถามหรือพูดแล้วเห็นสภาพแวดล้อมที่ผมโตมา แต่ช่วงแรกๆ ผมก็ไม่ได้รู้อะไรมากนะ งูๆ ปลาๆ ไป ต้องสะสมมาอีกหลายปีถึงลงลึกกับมัน
ดูเหมือนสิ่งที่คุณเผชิญจะอยู่ในนิยายของคุณด้วยทำไมถึงอยากหยิบฉากชีวิตคนอีสานมาเล่าเรื่องการเมือง ?
หนึ่งคืออีสานเป็นพื้นที่ของการต่อสู้ทางการเมืองอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ด้วยเพราะถูกทำให้เป็นอื่นมายาวนาน สองคือเรื่องประวัติศาสตร์ที่เราต่างรู้ดี ผ่านไปเป็นร้อยปี สองร้อยปีแล้ว ประเด็นการต่อสู้ยังอยู่ที่เดิม พูดง่ายๆ ว่าจากกบฏผู้มีบุญมาสู่เสื้อแดง หรือจากสมัยสยามไปตีเวียงจันทน์รอบแรกก่อนรัชกาลที่ 1 และรอบสองในช่วงรัชกาลที่ 3 ก็ยังเป็นประเด็นเดียวกันกับสิ่งที่เสื้อแดงเจออยู่จนปัจจุบัน
สามคือ ผมคิดว่าผมรู้จักคนเหล่านี้มากที่สุด และผมก็เป็นคนในที่ได้มองจากข้างนอกด้วย ผมเลยคิดว่าใช้เรื่องนี้แหละเป็นพล็อตเดินเรื่อง โดยไม่ได้คิดเรื่องประเด็นคนชายขอบหรืออะไรเลย ผมมองในฐานะชะตากรรมอันหนึ่งของชีวิตมนุษย์ที่ใช้ชีวิตในสังคมหนึ่ง โดนอะไรหลายๆ อย่าง และพยายามดิ้นรนเพื่อจะอยู่รอด
แล้วพอหนังสือมาจากแรงผลักดันของรัฐประหาร ผมก็พยายามจะเล่าเรื่องจากแนวคิดที่ว่า ‘ทำไมมันไม่ไปไหนมาไหนสักที’ ซึ่งมันทำให้ผมนึกถึงตอนที่ผมใช้รถสาธารณะ จะกลับบ้านทีต้องเดินทางมาราธอนมาก ผมก็เลยหยิบเอามาเล่าเรื่องเวลาและการเดินทางที่ไม่ก้าวไปไหน ซึ่งก็เหมือนปัญหารถในไทยนี่แหละ
จริงๆ หนังสือเนรเทศคือการพูดถึงคน 99% ของประเทศที่กำลังเผชิญกับการตัดสินใจบางอย่างของคน 1% มันคือการพูดถึงคนในฐานะพลเมืองโดยส่วนใหญ่
ผมใช้เวลาคิดกับเล่มนี้นานมาก ผมมีไอเดียของเรื่องการเดินทางและความไม่ไปไหนมาไหนของรัฐประหารแล้ว กว่าผมจะเขียนจริงๆ คือผ่านมา 2-3 ปี แล้วเหตุการณ์ทางการเมืองมันก็เปลี่ยนไปเยอะ

ทำไมคุณใช้เวลาคิดนาน ?
มันคือกระบวนการคิดเพื่อเขียน ผมมีสองส่วนแล้วคือไอเดียเรื่องการเดินทางและจุดมุ่งหมายของรัฐประหาร แต่ผมยังไม่มีพาร์ตเนื้อหาการเมือง พอดีได้เข้าไปอ่านวิทยานิพนธ์ของอาจารย์ณัฐพล ใจจริง เรื่อง การเมืองไทยสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม และความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ มันทำให้เป็นแรงบันดาลใจของผมในการเขียน เนรเทศ ออกมาให้ได้
ทีนี้วิทยานิพนธ์ก็เนื้อหาหนักและเยอะ ผมก็ต้องค่อยๆ เรียงไทม์ไลน์ แล้วสร้างพล็อตตัวละครให้เชื่อมโยงกับเรื่อง ซึ่งพาร์ตนี้แหละที่ยาก เพราะต้องเอาทฤษฎีการเมืองมาเขียนให้สะท้อนในชีวิตประจำวันของคน ผมเลยใช้เวลากับมันนาน ปั้นพล็อตให้ตรงไทม์ไลน์ ใครจะทำอะไร เกิดช่วงเวลาไหน เผชิญกับอะไรบ้าง จังหวะไหนเราจะเล่นกับช่วงจังหวะสะดุด จะเดินไปข้างหน้า แต่ไม่ได้ไปไหนสักที กระบวนการคิดช่วงนี้เลยสำคัญ แล้วผมก็ตั้งใจเอาข้อมูลประวัติศาสตร์มากางให้เห็นชัดโดยไม่ต้องมีชั้นเชิงอะไรเลย เพราะตั้งใจว่าจะเอาเนื้อหานี้ยื่นให้เห็นเลยว่า มันมีประวัติศาสตร์อีกแบบที่คนไม่ค่อยพูดถึงกัน
คุณดูเป็นคนที่ตั้งโจทย์กับการทำงานแล้วถึงค้นหาคำตอบและเขียนออกมา แต่มีบ้างไหมที่ผลไม่ได้เป็นอย่างที่คิดจนต้องเปลี่ยนจุดมุ่งหมายใหม่ ?
มีๆ แต่แกนจะยังอยู่ อย่างเช่นก่อนหน้าจะเป็นเล่ม 24-7/1 ผมร่างโครงสร้างมันก่อนจะเกิดรัฐประหารปี 2014 ตั้งใจว่าจะเขียนนิยายสั้นๆ เกี่ยวกับการเมืองสะท้อนให้เห็นผ่านตัวละครคู่รักที่ไม่เปิดตัว แต่เนื้อในจะพูดถึงประเด็นสังคมตอแหล ไม่กล้ายอมรับว่ามีเรื่องอะไรบางอย่าง เหมือนเป็นผู้ดี แต่จริงๆ คุณไม่ได้เป็นผู้ดี
เขียนไปได้ 30 หน้า รัฐประหารปี 2014 มาอีกแล้ว ผมเลิกเขียนไป 3-4 ปีเลย เลิกจริงๆ หมดอาลัยตายอยาก ทุกเย็นเลิกงาน ผมต้องไปนั่งมองน้ำนิ่งๆ ให้เวลามันผ่านไปวันๆ หนึ่ง
เกิดอะไรขึ้นกับความรู้สึกคุณในตอนนั้น ทำไมรัฐประหารครั้งนี้ทำให้คุณรู้สึกแย่กว่าเดิม ?
ผมไปที่ไหนผมก็พูดคำนี้ รัฐประหารปี 2006 ทำให้ผมอยากเขียนหนังสือ มีพลังระเบิดกระจุยกระจายออกมาทำงาน ในขณะที่รัฐประหาร ปี 2014 ทำให้ผมอยากเลิกเขียนหนังสือไปเลย
ผมพบว่าแปดปีที่ผ่านมา สิ่งที่ผมพยายามทำ เขียนหนังสือ ให้สัมภาษณ์ พูดอะไรบางอย่างออกไป แสดงจุดยืน มันก็ไม่ได้เกิดการพัฒนาอะไรเลย คนก็ไม่ได้ฟังอยู่ดี สิ่งที่อยากให้เปลี่ยนก็ไม่เปลี่ยน ผมหวังในตัวเองมากด้วยแหละ ผมถามตัวเองว่า แล้วมึงจะทำไปทำไมวะ ประเทศไทยก็ได้เท่านี้แหละ
แต่ทีนี้มันก็ยังมีอะไรคิดในหัว แล้วผมคิดได้ว่า ถ้าเขายังอยู่กันได้ เราจะไปท้อทำไม สู้ต่อสิวะ ถ้าเขาอยู่ได้ เราก็อยู่ได้
ผมก็เอาเรื่องสั้นที่เขียนไว้มาขยายพล็อตเรื่องไปอีก ทีนี้ยาว 700 หน้าเลย แล้วผมก็ใส่เรื่องเศรษฐกิจเข้าไป ไล่มาตั้งแต่ระบบเศรษฐกิจโลก ยุคกำเนิดทุนนิยมมาจนถึงปัจจุบัน เพราะว่าผมตั้งใจทำเป็นเซต คือ เล่ม เนรเทศ พูดถึงการเมือง เล่ม 24-7/1 พูดเรื่องเศรษฐกิจ แล้วต่อไปจะมีเล่มที่พูดเรื่องสังคม แล้วถ้ามีแรงอีก ผมก็จะเขียนหนึ่งเล่มใหญ่ๆ ที่พูดถึงการเมือง เศรษฐกิจ สังคมผ่านชีวิตคนวัย 70-80 ปี

ตั้งแต่เขียนหนังสือมา มีเล่มไหนไม่ตรงกับความคาดหวังว่าเราจะไปให้ถึงสิ่งที่เราคิดเอาไว้ไหม ?
ไม่มีเลย ผมเป็นคนที่ยอมรับอย่างหนึ่งว่า ในวัยเท่านี้ ผมมีความคิดเและสติปัญญาผมมีเท่านี้ จะให้มากกว่านี้เป็นไปไม่ได้ ฉะนั้น ผมก็ทำมันได้บนความคาดหวัง ณ วันนั้นเท่าที่ความรู้มี ถ้าใครอยากวิจารณ์หรือติชมอะไรบอกได้เลย ผมน้อมรับหมด เดี๋ยวผมเอาไปแก้เล่มหน้า เพราะผมจะผ่านชีวิตอีกช่วงมาแล้ว ผมก็จะค่อยๆ เรียนรู้ไป
ถ้าย้อนกลับไปอ่านงานที่เคยทำมา มีอะไรที่ยังเซอร์ไพรส์คุณจนถึงตอนนี้ไหม ?
มีๆ บางครั้งกลับไปเปิดอ่านก็สงสัยว่า เราเขียนแบบนี้ได้ด้วยเหรอ บางอันไม่น่าเชื่อว่าเราจะทำได้ เราคิดอะไรในตอนนั้นวะ ถ้าให้เขียนอีกตอนนี้คงทำแบบนั้นไม่ได้แล้วนะ มันเหมือนกดดันตัวเอง นี่แหละคือสิ่งที่ผมกลัวที่สุด คือทำยังไงผมจะกลับไปเขียนได้เหมือนเดิม หรืออาจจะมากกว่านี้ด้วย
อะไรที่ทำให้รู้สึกกลัวว่าจะทำได้ไม่เหมือนเดิม ?
การเขียนหนังสือเกี่ยวข้องกับสมาธิ ภวังค์ ความเข้มข้นในการจดจ่อ ผมจะแบ่งการเขียนหนังสือเป็นหลายสเตจ อันแรกคือมีหน่อไอเดียในหัวก่อน อยากเขียนอะไร อยากพูดอะไร แล้วต่อไปจะเป็นสเตจของการปั้น รีเสิร์ชข้อมูล วางพล็อต สเตจที่ 3 คือเริ่มตุนวิธีการเล่าเรื่องด้วยการไปดูหนัง ดูซีรีส์ อ่านเรื่องแต่ง ที่อ่านนี้ก็เพื่อไม่ให้เหมือนคนอื่นและเหมือนคนอื่น หมายความว่าดูเป็นตัวอย่างว่าทำได้ แต่ก็ทำในแบบของเราด้วย มันคือการอ่านถอดรหัสตลอดเวลา แล้วจากนั้นผมถึงจะเริ่มเขียน
เรื่องพวกนี้มันใช้พลังมาก มันทำให้ผมกลัวว่าผมจะพาตัวเองไปสู่จุดที่เข้าสู่ภวังค์นั้นได้ไหม เพราะถ้าเครื่องติดแล้วมันจะไปต่อได้เรื่อยๆ เลย ถ้าเป็นหมอลำเขาจะเรียกว่า ‘สินมาแล้ว’ คืออารมณ์ที่อยากปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ แต่ผมจะทำยังไงให้สินมา นี่แหละคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด ผมกลัวจริงๆ
อีกหนึ่งจุดที่ทำให้คนอ่านรู้สึกว่างานคุณมีเอกลักษณ์คือ การใช้สำเนียงอีสานในการเล่าเรื่อง คุณวางเป้าหมายในการเขียนงานวรรณกรรมด้วยภาษาอีสานอย่างไร ?
มันเริ่มจากว่า เวลาผมอ่านวรรณกรรมคนอีสานในยุคหนึ่ง การใช้ภาษาอีสานถูกมองให้เป็น exotic ความเป็นอัตลักษณ์ที่ส่วนกลางชื่นชอบ ซึ่งผมไม่ชอบแนวทางนี้ เพราะบางครั้งเขียนไปแล้วต้องมีคำอธิบายบริบทของคนอ่านว่าหมายถึงอะไร อีกทั้งยังมีเรื่องของไวยากรณ์ ภาษาอีสานไม่ได้ขึ้นต้นประธาน กริยา กรรมแบบไทย แล้วภาษาอีสานในงานวรรณกรรมยุคหนึ่งใช้ไวยากรณ์ไทย ฉะนั้น ผมก็เลยคิดว่ามันยังเป็นภาษาอีสานที่เอาใจคนส่วนกลาง ไม่ใช่ภาษาอีสานที่ผมพูด
แต่ผมก็ไม่ได้ต้องการแสดงอัตลักษณ์ความเป็นอีสานจ๋าอะไรแบบนั้นนะ ผมออกแนวกวนๆ และบ่อนทำลายอัตลักษณ์ของภาษามากกว่า เพราะว่าผมไม่ได้เชื่อเรื่องอัตลักษณ์ทางการเมือง เวลาที่เราจัดหมวดหมู่ว่าอะไรคือภาษาอีสาน อะไรคือภาษาไทย ภาษาเขมร มันก็คือการจัดกลุ่มว่าเราเป็นแบบนี้ ถ้ามีอย่างอื่นเข้ามาแสดงว่าไม่ใช่ มันก็คือการกดขี่ข่มเหงอีกกลุ่มอยู่ดี
ฉะนั้น ถ้าคนอีสานมาอ่านหนังสือผมก็จะบอกว่า นี่ไม่ใช่ภาษาอีสาน เพราะว่าบางคำผมใช้ภาษาเขมรด้วย ผมตั้งใจสร้างโครงสร้างใหม่ ไม่มีคำอธิบาย กวนๆ เรื่องอัตลักษณ์ โครงสร้างภาษาในหนังสือเลยมีทั้งภาษาลาว ภาษาเขมร ภาษาไทย และภาษาอังกฤษรวมๆ กันอยู่ในนั้น และไวยากรณ์ก็ไม่ได้เป็นแบบไทยทั้งหมด

นับเป็นความกล้าหาญในการทำลายภาพจำเดิมๆ และนำเสนอน้ำเสียงใหม่ๆ ในวรรณกรรมร่วมสมัยไหม ?
ไม่นะ ผมคิดแค่ว่าผมถนัดแบบนี้ นี่คือภาษาที่ผมใช้ ผมสนุกที่ได้ทำ ไม่ได้คิดว่าเป็นผู้บุกเบิกหรืออะไรเลย เอาเข้าจริง ผมโชคดีอย่างหนึ่งคือ มีคนจำนวนมากที่เขียนหนังสือมาก่อนผม ผมเพิ่งมาเริ่มเขียนตอนที่เขาเลิกเห่อเป็นนักเขียนกันไปแล้วด้วยซ้ำ ฉะนั้น ผมมีตัวอย่างให้ดูเยอะมากๆ มีสิ่งที่ผมอยากเป็นและไม่ได้อยากเป็น แล้วก่อนจะเป็นเราแบบนี้ เราก็รับสื่อ รับวัฒนธรรมจากหลากหลายมาก่อน ผมเลยไม่ได้คิดว่าตัวเองบุกเบิกอะไร
สมมติว่าถ้าไม่มีประเด็นการเมืองหรือเรื่องทางสังคม คุณกับงานเขียนจะมีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างไร ?
ผมคงเขียนเพื่อทดลอง อยากรู้ว่าเราจะเขียนได้เท่าที่คิดไหม มันเป็นงานอดิเรกที่ผมจริงจัง ผมไม่ได้อยากดัง ไม่ได้ยึดเป็นอาชีพ ไม่ได้ต้องการแฟนคลับหรือชื่อเสียงอะไร ผมทำเอาสนุกเท่านั้น อาจเพราะว่าผมไม่ได้คิดว่าแนวทางที่ผมเขียนมันจะตอบโจทย์กับตลาดได้ขนาดนั้นด้วย ผมก็เลยไม่คาดหวังอะไรเลย
แต่ถามว่าให้ผมเขียนเพื่อ ‘ขายให้ได้’ ได้ไหม ผมว่าผมทำได้ ผมมีทักษะที่จะเขียน แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากจะเล่า ถ้าผมยึดมันเป็นอาชีพ ผมก็ต้องเล่าในสิ่งที่ตลาดอยากฟัง เพราะตลาดควบคุมเรา แต่ผมไม่ได้อยากทำแบบนั้น ผมอยากเล่าในสิ่งที่ผมอยากเล่า ฉะนั้น ถ้าไม่มีการเมือง ผมก็มองมันเป็นงานอดิเรกที่ผมอยากทำ
คุณเป็นคนยึดมั่นในหลักการทั้งการทำงานและการเมืองมายาวนาน อะไรคือสิ่งที่คุณได้เรียนรู้จากการมั่นคงในความคิดเหล่านี้ ?
ผมรู้สึกว่าผมเป็นคนนอกตลอดเวลา เป็นคนนอกทุกวงการ เช่น พูดเรื่องการเมือง ผมก็มีแนวคิดและวิธีการต่างจากคนส่วนใหญ่ พูดง่ายๆ ตอนรัฐประหารมา คนที่ไม่เห็นด้วยก็ถูกกีดกันให้อยู่วงนอก รัฐบาลเพื่อไทยมาสมัยนี้ ผมไม่เห็นด้วยก็ถูกผลักไสออกมา
พอผมยึดมั่นในหลักการสังคมประชาธิปไตย ไม่ใช่เสรีประชาธิปไตย มันทำให้ผมกลายเป็นคนนอกตลอดเวลาด้วย นี่คือสิ่งที่ผมเรียนรู้มาตลอด ฉะนั้น ถ้าผมเลือกแบบนี้มันก็จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ถามว่าพอใจไหม บางครั้งก็พอใจและไม่พอใจ แต่จะทำยังไงได้ มันเป็นสิ่งที่เราเลือกแล้ว
แล้วคุณเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างมีความหวังในสังคมที่ไม่ได้เป็นไปตามความคาดหวังของคุณอย่างไร ?
จากตอนรัฐประหารปี 2014 ตอนนั้นผมไม่มีหวังอะไรจนไม่ยอมทำอะไรเลย แล้วผมมาค้นพบว่า ชีวิตต้องมีหวังก่อนอันดับแรก หวังอะไรก็ได้เล็กๆ น้อยๆ เช่น หวังให้เขียนหนังสือจบหนึ่งเล่ม
ทุกวันนี้ผมคิดแค่นี้ว่า ไม่ว่าจะถูกหรือผิด ประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่ถ้ามีความสุขที่ได้ทำหรืออย่างน้อยได้ลงมือทำอะไรบางอย่าง เท่านี้ก็พอใจแล้ว เพราะที่ผ่านมา ผมคิดว่าผมทำครบแล้วนะ ทุ่มเทแรงกายแรงใจลงไป โอเคแหละ มันก็ไม่ได้ดังเปรี้ยงปร้าง หรือได้รางวัลใหญ่โต แต่ผมก็ทำเท่าที่จะทำได้แล้ว ที่เหลือจากนี้มีความสุขจากการที่ได้ทำเรื่อยๆ มีความหวังเล็กๆ ไป อนาคตมันไม่อยู่แบบเดิมหรอก คนรุ่นใหม่ๆ ก็จะลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง ฉะนั้น ผมก็จะคิดว่า ถ้าตอนนี้อยากทำอะไรก็ทำ ได้เท่าไหร่ก็อีกเรื่อง ผมไม่คาดหวังความสำเร็จเท่าคาดหวังว่าได้ลงมือทำหรือยัง ขอให้ได้ทำเท่าที่เราทำได้ ทุกวันนี้ผมใช้วิธีนี้แล้ว



