PEN International องค์กรที่บอกว่า ทำไมการปกป้องเสรีภาพของนักเขียนถึงสำคัญกับโลกใบนี้

290 views
12 mins
December 15, 2025

          PEN International คือองค์กรที่รับประกันเสรีภาพของปลายปากกานักเขียนทั่วโลกมากว่า 100 ปี

          ปี 2017 มีผลงานรวมเรื่องสั้นของนักเขียนไทยคนหนึ่งที่ได้รับคัดเลือกจากสำนักข่าว The Guardian ให้เป็นหนังสือน่าจับตาประจำปี 

          สำนักข่าวแห่งนี้เขียนคำบรรยายว่า “These are evocative, erudite and often very funny stories of Bangkok life” (เรื่องเล่าเหล่านี้ถ่ายทอดชีวิตในกรุงเทพฯ ได้อย่างกระตุ้นอารมณ์ ลึกซึ้ง และบ่อยครั้งก็เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ขัน)

          หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า The Sad Part Was หรือภาษาไทยคือ ‘ความน่าจะเป็น’ โดย ปราบดา หยุ่น แปลโดย มุ่ย ภู่พกสกุ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Tilted Axis Press ในอังกฤษ

          ทำไมเรื่องสั้นของนักเขียนไทยถึงได้รับความสนใจและได้แปลเป็นภาษาอังกฤษ?

          เรื่องคือปี 2016 The Sad Part Was เป็นหนึ่งในหนังสือที่ได้รับทุนจาก English PEN องค์กรที่สนับสนุนและปกป้องเสรีภาพของนักเขียนทั่วโลก หนึ่งในภารกิจของพวกเขาคือ การมอบทุน ‘แปลหนังสือ’ ให้กับนักเขียนและนักแปลที่ยื่นคำขอเข้าไป ซึ่งเปิดโอกาสให้ผลงานของนักเขียนต่างภาษาได้รับการมองเห็นในระดับสากลมากขึ้นเรื่อยๆ

          เช่นเดียวกับที่ผลงานของแดนอรัญ แสงทองเคยได้รับทุน PEN America เพื่อแปลหนังสือ ‘เจ้าการะเกด เรื่องรักแต่เมื่อครั้งบรมสมกัป’ แปลโดย มุ่ย ภู่พกสกุ ในชื่อภาษาอังกฤษ The Understory รวมทั้งหนังสือ อสรพิษ ของแดนอรัญที่ได้รับทุนจาก English PEN ให้แปลหนังสือ Venom แปลโดย มุ่ย ภู่พกสกุ เช่นเคย

          ความน่าตื่นเต้นอีกอย่างของวรรณกรรมไทยในการเปิดประตูไปสู่น่านน้ำสากลคือ ในปี 2022 หนังสือเรื่อง ‘เนรเทศ’ โดยภู กระดาษ หลังจากที่ได้รับทุนแปลหนังสือเป็นภาษาอังกฤษจาก English PEN ในชื่อ Exile แปลโดย ราม ประสานศักดิ์ ในเว็บไซต์ขององค์กรระบุว่า นับเป็นครั้งแรกที่ English PEN ได้มอบทุนแปลให้กับนิยายภาษาลาวอีสานจากไทย

          English PEN และ PEN America เป็นหนึ่งในศูนย์ย่อยขององค์กรนักเขียนใหญ่ที่มีชื่อว่า PEN International พวกเขาเป็นกลุ่มเครือข่ายที่สนับสนุนนักเขียน กวี นักเขียนบทละครจากทั่วโลก ก่อตั้งในปี 1921 ด้วยวิสัยทัศน์ของนักเขียนหญิงชาวอังกฤษอย่าง แคธารีน เอมี ดอว์สัน สก็อตต์ (Catharine Amy Dawson Scott) ที่มองเห็นบรรยากาศสงครามโลกครั้งที่ 1 คุกรุ่นไปด้วยความขัดแย้งของแต่ละชาติ หลังสงครามสิ้นสุดได้ 3 ปี เธอจึงต้องการสานมิตรภาพและสันติภาพหลายๆ ประเทศผ่านเครือข่ายนักเขียนจึงเริ่มจัดตั้งกลุ่มที่ชื่อว่า P.E.N. Club ขึ้นมาในอังกฤษ

          ก่อนที่กลุ่มเล็กๆ ภายในประเทศจะเริ่มสานสัมพันธ์ไปยังประเทศต่างๆ และดำเนินงานในชื่อ PEN International ในที่สุด และได้รับการยกย่องจากสหประชาชาติให้เป็นกลุ่มตัวแทนนักเขียนในระดับสากล และมีนักเขียนชื่อดังเป็นสมาชิก ทั้งมาร์กาเร็ต แอทวูด, โทนี มอร์ริสัน, ซัลมาน รัชดี, จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์, โอลกา โตการ์ชุก ฯลฯ  

          นับจากวันแรกจนถึงตอนนี้ PEN International ดำเนินงานมามากกว่า 100 ปีแล้ว แต่พวกเขาไม่ได้ให้โอกาสนักเขียนเพียงเท่านั้น อำนาจจากปลายปากกาหรือปลายนิ้วจรดแป้นพิมพ์คือสิ่งที่มนุษย์ทั่วโลกพึงระลึกและพึงใช้เพื่อต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของตัวเอง ด้วยภัยคุกคามเสรีภาพและข้อจำกัดที่มีผลต่ออิสระการทำงานของผู้คนทั่วโลก PEN จึงขยายขอบเขตบทบาทขององค์กรด้วยการประกาศปกป้อง ‘เสรีภาพในการแสดงออก’ ของผู้คนที่เผชิญปัญหาด้านการเมือง เชื้อชาติ เพศ และสังคม

          ทำไมจึงต้องมีองค์กรที่ต่อสู้เพื่อนักเขียนแบบ PEN International และทำไมการปกป้องเสรีภาพของนักเขียนถึงสำคัญกับโลกใบนี้ 

PEN International…องค์กรที่บอกว่า ทำไมการปกป้องเสรีภาพของนักเขียนถึงสำคัญกับโลกใบนี้
Photo: © PEN International

องค์กรที่เริ่มจากนักเขียนหญิงชาวอังกฤษผู้อยากร้อยเรียงมิตรภาพนักเขียนนานาชาติ

          “เฉกเช่นที่ปัจเจกบุคคลรวมกันเป็นครอบครัว ครอบครัวนำมาสู่ชุมชน และชุมชนรวมกันเป็นประเทศชาติฉันใด ในที่สุดประเทศชาติก็ต้องรวมพลังกันอย่างสันติเช่นกัน ด้วยศรัทธานี้ ดิฉันจึงก่อตั้ง PEN ขึ้นในเดือนตุลาคม ปี 1921” แคธารีน เอมี ดอว์สัน สก็อตต์ (Catharine Amy Dawson Scott) นักเขียนระบุผ่านรัฐสภาเบอร์ลินในปี 1926 

          บรรยากาศช่วงนั้น คือมนุษย์เพิ่งผ่านสงครามโลกครั้งที่หนึ่งมาได้ 3 ปี 

          ในขณะที่ดอว์สัน สก็อตต์กำลังเขียนนวนิยายเรื่อง They Green Stones ที่คอร์นวอลล์ในฤดูร้อนของปี 1921 เธอก็มีไอเดียที่อยากจะสานสัมพันธ์นักเขียนทั่วโลกเพื่อสันติภาพ ดอว์สัน สก็อตต์เขียนจดหมายถึงลูกสาวที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและมีชีวิตชีวา เพื่ออธิบายถึงโครงการใหม่ที่ชื่อว่า P.E.N. โดยมีจุดประสงค์ให้เป็นพื้นที่ที่ส่งเสริมมิตรภาพและความร่วมมือทางปัญญาให้กับนักเขียนนานาชาติ

          แรกเริ่ม ดอว์สัน สก็อตต์ตั้งชื่อว่า P.E.N. Club โดย P ย่อมาจาก Poet (กวี) Playwright (นักเขียนบทละคร) Editor (บรรณาธิการ) Essayist (นักเขียนเรียงความ) และ Novelist (นักเขียนนิยาย)

          ดอว์สัน สก็อตต์ตั้งใจเปิดองค์กรใหม่นี้ในงานเลี้ยงอาหารค่ำที่ร้าน Florence Restaurant ในย่านโซโฮ กรุงลอนดอน ในวันที่ 5 ตุลาคม ปี 1921 เธอเริ่มติดต่อนักเขียนหลายคน หนึ่งในนั้นคือ จอห์น กัลส์เวิร์ธธี (John Galsworthy) นักเขียนชาวอังกฤษ เจ้าของผลงานไตรภาคชื่อว่า The Forsyte Saga ซึ่งเขาตอบกลับมาว่า 

          “สิ่งใดก็ตามที่ก่อให้เกิดความเข้าใจและสันติภาพระหว่างประเทศย่อมเป็นผลดี” 

          การจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อนัดพบปะนักเขียนนานาชาติครั้งแรกประกอบด้วยนักเขียนกว่า 44 คน ทุกคนยินดีลงทะเบียนเป็นสมาชิก PEN และมีการมอบสมาชิกกิตติมศักดิ์ PEN เป็นครั้งแรก โดยผู้ได้รับมอบคือ โทมัส ฮาร์ดี (Thomas Hardy), แม็กซิม กอร์กี (Maxim Gorky), อนาโตล ฟรองซ์ (Anatole France), คนุต ฮัมซุน (Knut Hamsun) และอื่นๆ (ต่อมาการคัดเลือกสมาชิกกิตติมศักดิ์ PEN ยังเป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมาจนถึงปัจจุบัน แต่หลักเกณฑ์เปลี่ยนไปสู่การมอบรางวัลให้แก่นักเขียนที่ถูกคุกคามทางการเมือง ศาสนา หรือเพศ)

          ใจความสำคัญของ PEN คือ ‘ความเป็นสากล’ ในงานเลี้ยงครั้งนั้นจึงได้มีการตัดสินใจเกี่ยวกับวิธีการติดต่อนักเขียนนอกประเทศอังกฤษเพื่อจัดตั้งศูนย์ PEN 

          ในปี 1922 กลุ่ม PEN ก็ได้รับการเผยแพร่ไปยังนานาชาติตามเป้าหมาย โดยมีการก่อตั้งศูนย์ PEN ในประเทศนอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส อิตาลี โรมาเนีย เบลเยียม คาตาโลเนีย และนิวยอร์ก 

          ปลายปี 1922 ดอว์สัน สก็อตต์และกัลส์เวิร์ธี ซึ่งเป็นนายกสมาคม PEN นานาชาติได้รับความสนใจจากนักเขียนหลายประเทศ จึงได้ตัดสินใจจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำในวันที่ 1 พฤษภาคม 1923 ณ กรุงลอนดอน โดยสมาชิก PEN ในสหราชอาณาจักร สมาชิกกิตติมศักดิ์ และแขกจำนวนหนึ่งจากศูนย์ PEN ในต่างประเทศเข้าร่วม ส่งผลให้การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมนานาชาติครั้งแรก เครือข่ายขององค์กร PEN จึงขยายออกอย่างเป็นธรรมชาติด้วยแนวคิดในตัวของมันเองและปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่เกื้อหนุน ซึ่งต่อมาการประชุมนานาชาติยังได้จัดขึ้นที่นิวยอร์กและปารีส 

          ภายในปลายทศวรรษ 1920 ศูนย์ PEN เพิ่มขึ้นกว่า 40 แห่งอย่างมีนัยสำคัญ

PEN International…องค์กรที่บอกว่า ทำไมการปกป้องเสรีภาพของนักเขียนถึงสำคัญกับโลกใบนี้
แคธารีน เอมี ดอว์สัน สก็อตต์ ผู้ก่อตั้ง PEN
Photo: © Marjorie-Ann Watts/ PEN International

กว่าจะเป็น PEN องค์กรที่ปกป้องเสรีภาพนักเขียนทั่วโลก

          สำหรับ PEN ที่มาขององค์กรและการต่อสู้เพื่อเสรีภาพจากสถานการณ์สงครามและการเมืองคือสิ่งที่เล่าถึงกระบวนการการทำงานในปัจจุบันได้ โดยอาจจะแตกต่างแค่เพียงรายละเอียดเท่านั้น

          เดิมที PEN ตั้งใจที่จะเป็นองค์กรที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่จุดยืนนี้กลับเป็นที่ถกเถียงของสมาชิก PEN ในอดีตอย่างมาก เพราะอะไรคือความหมายและขอบเขตของคำว่า ‘การเมือง’ สำหรับ PEN กันล่ะ? ยิ่งศูนย์ PEN ขยายตัวไปหลายประเทศก็ยิ่งดึงดูดกลุ่มคนที่มีภูมิหลังทางความคิด ความเชื่อ และบริบททางสังคมที่หลากหลาย ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ข้อถกเถียงในวงกว้างจะปะทุขึ้นมาก่อนปรากฏการณ์สำคัญๆ หลายปรากฏการณ์ โดยเฉพาะในช่วงก่อนจะเกิดการปะทุของสงครามโลกครั้งที่ 2 

          ความตึงเครียดใน PEN และศูนย์ในเยอรมนีเริ่มปรากฏให้เห็น เมื่อในปี 1926 มีกลุ่มนักเขียนรุ่นใหม่ชาวเยอรมันได้แสดงความกังวลว่า ศูนย์ PEN เยอรมนีไม่ได้เป็นตัวแทนภาพลักษณ์วรรณกรรมเยอรมันอย่างแท้จริงในการประชุมใหญ่ที่เบอร์ลิน 

          เอิร์นสท์ ทอลเลอร์ (Ernst Toller) นักเขียนบทละครชาวยิว ยืนยันว่า PEN ไม่สามารถเพิกเฉยต่อการเมืองได้ ทว่า ต่อมาเขากลับต้องลี้ภัยในภายหลังเมื่อพรรคนาซีครองอำนาจในปี 1933

PEN International…องค์กรที่บอกว่า ทำไมการปกป้องเสรีภาพของนักเขียนถึงสำคัญกับโลกใบนี้
 เอิร์นสท์ ทอลเลอร์
Photo: Sennacieca Revuo oktobro 1923, Public domain, via Wikimedia Commons

          ในการประชุมของ PEN ที่บรัสเซลส์ในปี 1927 บรรยากาศเรื่องการเมืองเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ คณะกรรมการจึงได้อนุมัติกฎบัตร PEN ซึ่งประกอบด้วย 3 มาตราที่เน้นย้ำว่าวรรณกรรมควรมีลักษณะเป็นกลางทางการเมือง และยังระบุว่า “สมาชิก PEN ควรใช้อิทธิพลที่ตนมีอยู่เพื่อความเข้าใจอันดีและความเคารพซึ่งกันและกันระหว่างประเทศตลอดเวลา”  

          แต่ในยุคสงครามที่สื่อและโฆษณามีอำนาจในการกำกับทั้งความคิดและทิศทางของอุดมการณ์ทางการเมือง สุดท้าย PEN ก็ไม่อาจหลบลี้หนีออกจากการเมืองได้ เพราะเมื่อพรรคนาซีเริ่มมีอำนาจในเยอรมนีมากขึ้น ในขณะที่ลัทธิฟาสซิสต์ก็มีอิทธิพลในสเปนและอิตาลีอย่างหนัก ในปี 1931 คณะกรรมการ PEN ในลอนดอนจึงได้ออกแถลงการณ์ถึงรัฐบาลทุกประเทศเพื่อประท้วงต่อการคุมขังบุคคลด้วยเหตุผลทางการเมืองและศาสนา

          แรงตึงเครียดเข้าสู่จุดสูงสุดครั้งประวัติศาสตร์ในปี 1933 สมาชิก PEN ในพื้นที่ต่างๆ เริ่มถกเถียงถึงพฤติกรรมนาซี ซึ่งนำไปสู่การขับไล่สมาชิกศูนย์ PEN เยอรมนีที่เพิกเฉยต่อการกระทำของนาซี เนื่องจากพวกเขาปฏิเสธข่าวข่มเหงปัญญาชนในประเทศ ล้มเหลวในการประท้วงการเผาหนังสือของนาซี และมีรายงานว่าพวกเขาเผยแพร่แผ่นพับต่อต้านชาวยิว

          สมาชิกศูนย์ PEN เยอรมันไม่สามารถตอบคำถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่สมาชิกคนอื่นโต้แย้งมาได้ ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็พยายามขัดขวางไม่ให้เอิร์นสท์ ทอลเลอร์ นักเขียนบทชาวยิวบรรยายถึงชีวิตที่แท้จริงในเยอรมนี ซึ่งเห็นได้เมื่อ เอชจี เวลส์ (HG Wells) ประธาน PEN นานาชาติในขณะนั้นยอมให้ทอลเลอร์พูดต่อ คณะผู้แทนสมาชิก PEN เยอรมนีจึงเดินออกจากห้องไป 

          วันรุ่งขึ้น พี่สาวและน้องชายของทอลเลอร์ถูกจับเข้าค่ายกักกัน ทอลเลอร์จึงปราศรัยต่อสมาชิก PEN เกี่ยวกับความบ้าคลั่งและความป่าเถื่อนของนาซีเยอรมัน เขาเรียกร้องให้สมาชิก PEN ต่อสู้เพื่อปลดปล่อยมนุษยชาติจากคำโกหกและความอยุติธรรม

          การประชุมครั้งนี้นับเป็นการโต้เถียงครั้งประวัติศาสตร์ของ PEN แม้กระทั่งหนังสือพิมพ์ The Maschester Guardian ยังรายงานเอาไว้ว่า “ช่างน่าขันที่การประชุมของนักเขียนที่ประกาศตัวว่าจะหลีกหนีการเมืองกลับกลายเป็นจุดชนวนให้เกิดการประท้วงทางการเมืองที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง การเผาหนังสือในเยอรมนีและความจริงที่ว่านักเขียนชาวเยอรมันที่มีชื่อเสียงจำนวนมากต้องลี้ภัยอยู่นั้น เป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้สำหรับสมาคมที่มุ่งมั่นส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเสรีผ่านวรรณกรรมมาโดยตลอด”

          เอชจี เวลส์ ประธาน PEN นานาชาติในขณะนั้นต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ หนังสือพิมพ์ The Maschester Guardian ระบุว่า เขาต้องพยายามกีดกันไม่ให้มีเรื่องการเมืองมาเกี่ยวข้อง ด้วยการสงบสติอารมณ์สมาชิกที่กำลังลุกฮือต่อต้านระบอบฮิตเลอร์ แต่ด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม ในที่สุดศูนย์ PEN เยอรมนีก็ถูกขับไล่ออกจากองค์กร (ก่อนจะกลับมาจัดตั้งใหม่ในปี 1948)

          เมื่อสัญญาณสงครามโลกครั้งที่ 2 งวดเข้ามาทุกที นาซีเยอรมันได้รุกรานไปยังหลายประเทศในยุโรป ในปี 1938 PEN ต้องจัดวาระประชุมครั้งใหญ่ในกรุงปรากขึ้นมาอีกครั้งเนื่องจากสถานการณ์ของการข่มเหงชาวยิวในโปแลนด์ โดยจับประเด็นที่การลงมติเพื่อประณามการข่มเหงทุกรูปแบบ รวมถึงการต่อต้านชาวยิว 

          จูลส์ โรแม็งส์ (Jules Romains) กวีชาวฝรั่งเศส ผู้เป็นประธาน PEN นานาชาติคนต่อมาต้องลี้ภัยหลังจากเยอรมนีบุกฝรั่งเศส การมีอยู่ขององค์กรอย่าง PEN จึงถือเป็นเครื่องมือในการแสดงจุดยืนของนักเขียน จากที่เขาได้เขียนแถลงการณ์ที่เน้นย้ำถึงความรับผิดชอบของ PEN เอาไว้ว่า

          “บางครั้งเราก็ถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงการเมือง ช่างเป็นคำกล่าวที่ไร้เดียงสาและกลับกลอกสิ้นดี! เราไม่เคยต้องการสิ่งใดมากไปกว่าปล่อยให้การเมืองเป็นเรื่องของมันเอง ตราบใดที่มันไม่ล่วงล้ำเข้ามาในชีวิตเรา การขอให้เราทำเป็นมองไม่เห็นผลกระทบอันใหญ่หลวงและไม่พูดถึงผลกระทบต่อสิ่งที่เรายึดคุณค่าสูงสุดและมีประโยชน์อันสูงส่ง รวมทั้งการกระทำซึ่งมีรากเหง้าและผลลัพธ์เป็นเรื่องการเมือง นั่นเท่ากับว่าเราถูกทำให้ตาบอดและโง่เขลาเสียยิ่งกว่ามนุษย์คนใดควรจะเป็น”

PEN International…องค์กรที่บอกว่า ทำไมการปกป้องเสรีภาพของนักเขียนถึงสำคัญกับโลกใบนี้
คณะกรรมการ PEN ร่วมประชุมในสภา PEN International ครั้งที่ 11 ในเมืองดูบรอฟนิค ประเทศโครเอเชีย ในปี 1933
Photo: © Croatian PEN Centre 

หากไม่มีใครสู้เพื่อนักเขียน PEN จะช่วยเป็นให้

          การโต้แย้งและประท้วงของสมาชิกในวงกว้าง ทำให้การทำงานของ PEN International เริ่มเข้าสู่โหมดการเมืองมากขึ้น แต่ก็ยังทำงานภายใต้การไม่เลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง 

          ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สองปะทุเต็มรูปแบบ สมาชิก PEN เรียนรู้การทำงานจากสถานการณ์เดือดที่เกิดขึ้นในอดีต จึงเริ่มรวบรวมข้อมูลนักเขียนที่ถูกคุกคาม ส่งเงินและพัสดุอาหารไปให้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ดังนั้นเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 นักเขียนจำนวนมากที่ถูกคุกคามจึงได้ลี้ภัยไปยังลอนดอน ซึ่ง PEN ให้การสนับสนุนทางการเงินและด้านอื่นๆ 

          หนึ่งในความเคลื่อนไหวสำคัญ คือการรณรงค์ให้ปล่อยตัว อาร์เธอร์ เคิสต์เลอร์ (Arthur Koestler) นักเขียนและนักข่าวชาวฮังการี จากเรือนจำในประเทศสเปน ซึ่งประสบความสำเร็จในที่สุดในปี 1937

PEN International…องค์กรที่บอกว่า ทำไมการปกป้องเสรีภาพของนักเขียนถึงสำคัญกับโลกใบนี้
อาร์เธอร์ เคิสต์เลอร์
Photo: Benno Rothenberg /Meitar Collection / National Library of Israel / The Pritzker Family National Photography Collection, CC BY 4.0, via Wikimedia Commons

          ช่วงเวลาระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงเป็นรอยต่อสำคัญที่สร้างรากฐานให้ PEN ได้ทบทวนบทบาทของตัวเอง และในที่สุดก็ได้วางจุดยืนบนโลกในฐานะองค์กรเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องนักเขียน  

          แต่ความท้าทายของ PEN ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มมีแนวคิดที่จะ ‘เอาคืน’ กลุ่มนักเขียนที่ให้การสนับสนุนแนวคิดของนาซีเยอรมนี รวมทั้งระบอบฟาสซิสต์ในประเทศอื่นๆ

          ในการประชุมสมัชชาที่กรุงสตอกโฮล์ม ปี 1946 สมาชิกตัวแทน PEN ในประเทศต่างๆ สนับสนุนข้อเสนอของคณะตัวแทนจากเนเธอร์แลนด์ ที่กำหนดให้ศูนย์ PEN แลกเปลี่ยนรายชื่อ ‘บัญชีดำ’ ของนักเขียนที่เคยร่วมมือกับนาซี แม้ว่าฮีร์มอน อูลด์ (Hermon Ould) เลขาธิการใหญ่ของ PEN จะโต้แย้งว่าการกระทำเช่นนั้นขัดต่อหลักการพื้นฐานของ PEN 

          แต่ท้ายที่สุดแล้ว การประชุมครั้งนั้นสรุปวาระลงด้วยการวางจุดยืนของ PEN ให้สอดคล้องกับสหประชาชาติ (UN) องค์กรระดับสากลที่เพิ่งก่อตั้งขึ้น ณ ขณะนั้น โดยมีการผ่านมติสองฉบับที่ยึดคำมั่นต่อ ’หลักการแห่งความคิดที่ไม่ถูกขัดขวาง’ และ ‘การขจัดความเกลียดชังในเชื้อชาติ ชนชั้น และชาติพันธุ์ รวมทั้งการธำรงไว้ซึ่งอุดมคติของมนุษยชาติที่อยู่ร่วมกันอย่างสันติบนโลกใบเดียวกัน’ 

          สิ่งเหล่านี้ถูกบรรจุไว้ในกฎบัตรของ PEN (PEN Charter) ด้วยความเข้าใจตรงกันว่า องค์กรนี้จะเน้นย้ำถึงสันติภาพ การไม่เลือกปฏิบัติ และปกป้องเสรีภาพในการแสดงออก

          กฎบัตรของ PEN ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับการร่างปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ และในปี 1949 PEN ก็ได้รับสถานะที่ปรึกษาพิเศษในฐานะ ‘ผู้แทนนักเขียนทั่วโลก’ ให้กับสหประชาชาติอีกด้วย

PEN International…องค์กรที่บอกว่า ทำไมการปกป้องเสรีภาพของนักเขียนถึงสำคัญกับโลกใบนี้
ผลงานภาพคอลลาจข้อความกฎบัตร PEN จากหลากหลายภาษา และข้อความจากนักเขียนที่ถูกคุมขังในประเทศต่างๆ จัดทำโดย Sally Howell สนับสนุนโดย PEN Center West สหรัฐอเมริกา
Photo: PEN International

          ความสำคัญและอิทธิพลของ PEN นั้นท้าทายการวางตัวเองในฐานะ ‘องค์กรที่ไม่ฝักใฝ่การเมืองข้างใดข้างหนึ่ง’ เป็นอย่างมาก เพราะแม้พวกเขาจะต้องการสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออกและปกป้องนักเขียนจากการถูกคุกคาม แต่หลายครั้งนักเขียนบางกลุ่มก็ต้องการใช้อิทธิพลของ PEN สนับสนุนวาระทางการเมืองในประเทศเช่นเดียวกัน

          ตัวอย่างชัดเจนคือในช่วงสงครามเย็น นักเขียนจากสหภาพโซเวียตแสดงตัวว่าต้องการเข้าร่วมเป็นสมาชิก PEN ก็จริง แต่พวกเขาต้องการให้ PEN เปลี่ยนกฎบัตรในประเด็นสำคัญ 

          อาร์เธอร์ มิลเลอร์ ประธาน PEN International ในขณะนั้นเยือนสหภาพโซเวียตเพื่อพบนักเขียน และเขียนบันทึกเอาไว้ว่า “พวกเขาไม่มีวันยอมลดทอนการเซ็นเซอร์ในรัสเซีย – ยิ่งการคัดค้านมันไม่ต้องพูดถึง” และตั้งคำถามว่า กลุ่มนักเขียนเหล่านั้นต้องการพรางตัวเข้ามาสอดแนมหรือแทรกแซง PEN หรือไม่ 

          ความพยายามแทรกแซงไม่ได้เกิดขึ้นกับสหภาพโซเวียตเท่านั้น ในปี 1999 ฟรานเซส สโทเนอร์ ซอนเดอร์ส (Frances Stonor Saunders) ผู้เขียนหนังสือ Who Paid the Piper เล่าว่า CIA จากสหรัฐอเมริกาได้ส่งเจ้าหน้าที่อย่างน้อยหนึ่งรายแฝงเข้ามาใน PEN ช่วงทศวรรษ 1960 เพราะพวกเขาตระหนักดีถึงอำนาจทางวัฒนธรรมของ PEN และกังวลว่าโซเวียตจะทำแบบเดียวกัน  

          ดังนั้นเมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นองค์กรที่มีจุดยืนทางการเมือง ความวุ่นวายในการตีความหมายบทบาทองค์กรจึงยังมีการถกเถียงกัน เช่นในปี 2015 เมื่อนิตยสาร Charlie Hebdo ถูกโจมตีในกรุงปารีสจากกรณีที่ชาวมุสลิมไม่พอใจการทำปกล้อเลียนศาสนาของตน ทำให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกและการเคารพสิทธิความเชื่อของผู้อื่น

          PEN ได้รวมสมาชิกจากศูนย์ทั่วโลกออกมาประณามการโจมตีอย่างหนักแน่น และยืนยันจุดยืนขององค์กรในการปกป้องเสรีภาพในการแสดงออก จากนั้น PEN America ก็ได้มอบรางวัลด้านเสรีภาพในการแสดงออกให้แก่ Charlie Hebdo 

          แต่นั่น…ก็ทำให้นักเขียนกว่า 20 คนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า รางวัลนี้เป็นการเชิดชูสื่อที่ล้อเลียนคนกลุ่มหนึ่งในฝรั่งเศส ซึ่งอยู่ในสภาพชายขอบ ถูกต่อต้าน และตกเป็นเหยื่ออยู่แล้ว ซึ่งขัดแย้งกับกฎบัตรที่ต้องการส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงออกเพื่อเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันหรือไม่?

          นั่นอาจจะเป็นสาเหตุที่องค์แบบ PEN จำเป็นที่จะต้องมีกฎบัตรในการแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนและเปิดเผยโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรให้โลกเห็นเท่าที่จะทำได้
          การยืนยันบทบาทองค์กรท่ามกลางความหลากหลายและการถกเถียงมุมมองทางการเมืองในสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ PEN จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการทบทวนการทำงานเชิงนโยบายอยู่เสมอ ทั้งกลุ่มเครือข่ายนักเขียนรุ่นใหม่ Young Writers Committee ที่ก่อตั้งในวาระการประชุมคณะกรรมการ PEN Internatinal ครั้งที่ 90 ที่ออกซ์ฟอร์ด ในปี 2024 โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมในองค์กรอย่างแข็งขันของนักเขียนที่อายุต่ำกว่า 35 ปี และเพื่อให้แน่ใจว่าในกระบวนการตัดสินใจและทำงานร่วมกันในฐานะ PEN International จะมีการรับฟัง ‘เสียง’ ของคนรุ่นใหม่ด้วย

PEN International…องค์กรที่บอกว่า ทำไมการปกป้องเสรีภาพของนักเขียนถึงสำคัญกับโลกใบนี้
Photo: © Katarzyna Kukielka/ PEN International 

PEN International…องค์กรที่บอกว่า ทำไมการปกป้องเสรีภาพของนักเขียนถึงสำคัญกับโลกใบนี้
Photo: © Katarzyna Kukielka/ PEN International 

ภารกิจช่วยเหลือนักเขียนและปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกทั่วโลก

          จะพูดว่าการสนับสนุนนักเขียนต้องกระเสือกกระสนพอๆ กับงานเขียนขุดสมองก็ว่าได้ องค์กรระดับโลกอย่าง PEN แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่ว่าจะในยุคไหน สิทธิเสรีภาพก็ยังเป็นของแข็งสำหรับผู้ถูกกดขี่อยู่เสมอ และกว่าปลายปากกาหรือปลายนิ้ว (ในยุคนี้) จะเซฟใครสักคนไว้ได้ จะระดับโลกแค่ไหนก็ต้องผ่านเลือดผ่านเนื้อและกัดฟันกันมากพอที่จะไปต่อได้ในทางใดทางหนึ่ง 

          และมันอาจจะไม่มีวันสมบูรณ์แบบ สิ่งที่ทำได้จึงเป็นการพัฒนาปรับปรุง และเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีตหรือสิ่งที่โลกกำลังเรียกร้องในปัจจุบัน

          แม้ว่าสถานการณ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จะเป็นต้นแบบให้ PEN ส่งความช่วยเหลือไปยังนักเขียน และแม้กระทั่งในช่วงหลังจากสงครามก็ได้ปฏิบัติธรรมเนียมนี้มาตลอด แต่การทำงานของ PEN ก็ยังไม่มีระบบชัดเจนจนกระทั่งโลกเริ่มคุกรุ่นความขัดแย้งในสงครามเย็นอีกครั้ง

          ช่วงทศวรรษ 1950-1960 PEN จึงเริ่มวางแผนการช่วยเหลือนักเขียนอย่างมีระบบและโครงสร้างชัดเจนมากขึ้น เริ่มจากการก่อตั้ง คณะกรรมการนักเขียนในคุก (Writers in Prison Committee – WiPC) 

          ในการประชุมครั้งแรกของ WiPC ที่นครรีโอเดจาเนโรในปี 1960 คณะกรรมการได้เน้นย้ำหน้าที่ของ WiPC ว่าต้องดำเนินการช่วยเหลือนักเขียนที่ถูกคุกคามเพราะผลงาน  พวกเขาได้ร่วมพูดคุยถึงนักเขียนที่ถูกคุกคามจำนวน 30 รายจากทั่วโลก หลังจากนั้น WiPC ก็ได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนของ PEN ในการเข้าร่วมกับคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนในปี 1989 

PEN International…องค์กรที่บอกว่า ทำไมการปกป้องเสรีภาพของนักเขียนถึงสำคัญกับโลกใบนี้
PEN จัดทำเอกสารบันทึกรายชื่อนักเขียนที่ถูกคุกคามครั้งแรก เรียกว่า Case List ในปี 1960 ที่เมืองริโอ เดอ จานีโร
Photo: © PEN International

          หลังจากนั้น WiPC ก็เป็นต้นแบบให้ PEN ก่อตั้งคณะกรรมการที่คอยดูแลและจัดสรรเรื่องอื่นๆ ในเวลาต่อมา เช่น คณะกรรมการว่าด้วยการแปลและสิทธิทางภาษาศาสตร์ (Translation and Linguistic Rights Committee) คณะกรรมการนักเขียนเพื่อสันติภาพ (Writers for Peace Committee) และคณะกรรมการนักเขียนสตรี (Women Writers’ Committee)

          ในปี 1971 PEN Netherland ได้จัดโครงการทุนสำหรับนักเขียนที่ประสบความยากลำบากที่เรียกว่า PEN Emergency Fund โดยมอบเงินช่วยเหลือให้กับนักเขียนและครอบครัวสูงสุดถึง 2000 ยูโร ครอบคลุมทั้งค่ายา ค่าครองชีพ รวมถึงความช่วยเหลือในการอพยพ

          จากรายงานปี 2023 ภายในปีเดียว PEN International ได้ช่วยเหลือนักเขียนที่ตกอยู่ในความเสี่ยง 74 คน เพิ่มมากขึ้น 35% และจากปี 2022 ให้ความช่วยเหลือนักเคลื่อนไหวและครอบครัวชาวอัฟกานิสถาน 22 ครอบครัว

          ไม่ว่าจะเป็นนักเขียน นักข่าว ผู้จัดพิมพ์ และผู้ที่อยู่ในปาเลสไตน์ เมียนมาร์ หรือยูเครน ผู้ประสบปัญหาด้านการคุมคามของการเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ PEN มอบเงินเพื่อสนับสนุนคนเหล่านี้ (ซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ) โดยในปี 2024 มีนักเขียนและครอบครัวถึง 82 รายที่ได้รับการช่วยเหลือ

          “เมื่อมนุษย์พบว่าเขาต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวในแผ่นดินเกิด และรู้สึกหวาดกลัวในชีวิตและขาดเสรีภาพ เขาคงจะรู้สึกซาบซึ้งใจกับใครก็ตามที่ส่งเสียงเพื่อมอบความช่วยเหลือและการสนับสนุนเล็กๆ น้อยๆ ไปตลอด แม้ว่าจะได้ยินแค่เสียง อย่างน้อยเขาก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวท่ามกลางบททดสอบอันสาหัส ซึ่งคุณเป็นเสียงที่ทำให้ผมยังยืนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความหวังได้อยู่” เสียงจากนักเขียนภูมิภาคตะวันออกกลางผู้ได้รับความช่วยเหลือด้านการเงิน

          ภายใต้คณะกรรมการและบทบาทขนาดย่อยใน PEN International พวกเขาจัดแคมเปญและโครงการช่วยเหลือนักเขียนมากมายในปัจจุบัน เช่น การให้ทุนสนับสนุนแปลหนังสือเป็นภาษาอังกฤษของ English PEN และ PEN America 

วิดีโอที่แสดงให้เห็นว่า PEN International มีการจัดกองทุนฉุกเฉินสำหรับนักเขียนที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยง

          หรือการรวบรวมรายชื่อนักเขียนที่เสียชีวิตในฉนวนกาซาตั้งแต่ปี 2003 ภายใต้ชื่อ War on Writers: A look at writers killed in Gaza ซึ่งเป็นคลังเก็บข้อมูลนักเขียนที่เสียชีวิตในฉนวนกาซาตั้งแต่ปี 2023 และอัปเดตข้อมูลชุดนี้อยู่เสมอ

          นอกจากนี้ยังมีจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมนักเขียนต่างเพศ ต่างวัย ต่างเชื้อชาติ ไปพร้อมกับวันสำคัญต่างๆ เช่น การจัดงาน World Poetry Day ในธีม Take Action For Maung Yu Py นักเคลื่อนไหวชาวเมียนมา, งาน International Mother Language Day 2025 ในธีม Take Action for Andrzej Poczobut นักเคลื่อนไหวชาวเบราลุส หรือล่าสุดในงาน International Women‘s Day 2025 ในธีม Take Action For Amanda Echanis นักเคลื่อนไหวชาวฟิลิปปินส์

PEN International…องค์กรที่บอกว่า ทำไมการปกป้องเสรีภาพของนักเขียนถึงสำคัญกับโลกใบนี้
บรรยากาศการเวิร์กชอป PEN International
Photo: Jwslubbock, CC BY-SA 4.0, via Wikimedia Commons

PEN International…องค์กรที่บอกว่า ทำไมการปกป้องเสรีภาพของนักเขียนถึงสำคัญกับโลกใบนี้
โปสต์การ์ดที่ผู้เข้าร่วม PEN International เขียนให้กับ เนดีม ทือร์เฟนต์ (Nedim Türfent) กวี และนักข่าวชาวเคิร์ด ผู้ได้รับการคุกคามและถูกตั้งข้อหาว่าเป็นสมาชิกองค์กรก่อการร้าย และเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อจากผู้ก่อการร้าย ก่อนจะถูกตัดสินให้จำคุก
Photo: Jwslubbock, CC BY-SA 4.0, via Wikimedia Commons

PEN International…องค์กรที่บอกว่า ทำไมการปกป้องเสรีภาพของนักเขียนถึงสำคัญกับโลกใบนี้
 PEN International กับช่วงสนทนาประเด็นการเซ็นเซอร์สื่อในประเทศตุรกี โดยมีการเว้นเก้าอี้ไว้สำหรับวางภาพแทน เนดีม ทือร์เฟนต์ กวี และนักข่าวชาวเคิร์ดที่ถูกคุมขัง
Photo: Jwslubbock, CC BY-SA 4.0, via Wikimedia Commons

PEN ยุคใหม่

          บทบาทสำคัญของ PEN ที่เราเห็นกันในยุคสมัยใหม่ คือการปกป้องซัลมาน รัชดี นักเขียนผู้ตกเป็นเป้าของผู้นำอิหร่าน หลังจากในปี 1989 อยาตอลเลาะห์ โคไมนี ผู้นำสูงสุดแห่งอิหร่าน ได้ออกคำฟัตวาเรียกร้องให้สังหารเขา เนื่องจากเห็นว่าหนังสือ The Satanic Verses ของรัชดีเป็นการดูหมิ่นศาสนาอิสลาม

          PEN ได้ร่วมรณรงค์กับองค์กรสิทธิมนุษยชนอื่นๆ เพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกคำฟัตวาดังกล่าว พร้อมทั้งให้การสนับสนุนผู้จัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ทั่วโลก ต่อมาความขัดแย้งของนักเขียนกับศาสนาจึงเป็นเป้าหมายหลักที่ PEN ต้องการทำงานในตะวันออกกลาง เอเชีย และบางส่วนของแอฟริกา

          ด้านการถูกเซ็นเซอร์งานในประเทศตัวเองของนักเขียนในยุคนี้ PEN ได้เปิดนิตยสารที่ชื่อว่า PEN/OPP ในปี 2011 เพื่อเผยแพร่งานของนักเขียนที่ถูกคุกคาม และเชื่อมต่อคนอ่านทั่วโลกกับผลงานเหล่านี้  เพราะท่ามกลางข้อมูลข่าวสารที่ล้นทะลัก PEN รู้เสียยิ่งกว่ารู้ว่าการทำฐานข้อมูล การทำวิจัย หรือการผลิตรายงานเชิงวิชาการเกี่ยวกับประเทศหรือภูมิภาคที่นักเขียนกำลังเผชิญกับภัยคุกคามเป็นหนึ่งในหมุดหมายที่สำคัญที่สุดในการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ พวกเขาจึงหมั่นเขียนรายงานประเภทนี้อยู่เสมอ เช่น การสอดส่องทางดิจิทัลในตุรกี, การหมิ่นประมาททางอาญาในแอฟริกา, กฎหมายที่กดทับเสรีภาพในการพูดในอินเดีย, การเซ็นเซอร์ในเวเนซุเอลา, และ การปราบปรามเสรีภาพในการแสดงออกโดยรวมในจีนและรัสเซีย

          นอกจากนี้ยังมี The Girona Manifesto ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการเผยแพร่และนำปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิทางภาษา (Universal Declaration of Linguistic Rights) ไปปฏิบัติจริง โดยศูนย์ PEN ทั่วโลกจะให้ความช่วยเหลือในการแปลเป็นภาษาต่างๆ มากกว่า 30 ภาษา เพราะ PEN เชื่อว่า การแปลมีไว้เพื่อสิทธิทางภาษา และการทำงานของนักแปลคือหัวใจสำคัญในการส่งเสริมสิทธิของชุมชนทางภาษาทั้งหมดให้ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม 

          พ้นไปจากการปกป้องเสรีภาพนักเขียน องค์กรแห่งนี้ยังส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านผ่านโปรแกรม Civil Society Programme เพื่อสนับสนุนการศึกษาและการอ่านวรรณกรรมในประเทศที่ขาดทุนทรัพย์สนับสนุน โดยชุมชนในประเทศต่างๆ สามารถส่งข้อมูลและโครงการเพื่อขอทุนสนับสนุนจาก PEN ได้ จากนั้นองค์กรจะจัดอบรมให้ศูนย์ PEN แต่ละแห่งสามารถใช้เครื่องมือ และนำทรัพยากรที่นำไปใช้ได้จริงที่ชุมชนของตัวเอง เช่น เวบินาร์เรื่องการทำงานกับเยาวชน เพศ และความหลากหลาย กลยุทธ์การใช้โซเชียลมีเดีย เช่น PEN Afrikaans: On Reading and Writing

PEN International…องค์กรที่บอกว่า ทำไมการปกป้องเสรีภาพของนักเขียนถึงสำคัญกับโลกใบนี้
Photo: PEN International

          พวกเขาทำวิจัย และสร้างจัดทำรายชื่อนักเขียนและประชาชนที่ถูกคุกคามเสรีภาพในการแสดงออกทั่วโลก โดยมีรายงานทุกปีในชื่อว่า Indentity on Trial: Persecution and Resistance หรือ Case List  ซึ่งเป็นข้อมูลประจำปีเพื่อช่วยให้การสืบค้นการคุกคามสิทธิเสรีภาพของนักเขียน การจองจำ หรือการถูกข่มเหงเป็นไปได้อย่างราบรื่นที่สุด (แม้จะยากมากก็ตามที) รวมทั้งทำงานวิจัยกับศูนย์ PEN 147 แห่งใน 100 ประเทศทั่วโลกเพื่อนำมาสู่การอภิปรายและหารือในคณะกรรมการ PEN ระดับสากล สามารถนำเรื่องเข้าไปสู่ PEN International Congress ได้

          ล่าสุด PEN ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลและห่วงใยจิมมี่ ไหล ผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ประชาธิปไตย Apple Daily ของฮ่องกง และเป็นหนึ่งในคนที่กล้าหาญในการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีนมากที่สุด ซึ่งปัจจุบันเขาถูกคุมขังจากคดีสมคบคิดกับต่างชาติเพื่อต่อต้านจีนและฮ่องกง โดยเป็นกฎหมายความมั่นคงที่จีนเพิ่งบังคับใช้ในปี 2020 หลังการประท้วงใหญ่ในฮ่องกง ทั่วโลกจึงจับตาการพิจารณาคดีนี้อย่างใกล้ชิด

          หนึ่งในคนไทยที่อยู่ในรายชื่อ Case List นี้ยังมี ‘อานนท์ นำภา’ นักกฎหมายและนักเคลื่อนไหวชาวไทยกรณีที่เขาถูกคุมขังจากข้อกล่าวหาในคดีอาญามาตรา 112 

          การแสดงออกของ PEN International จึงไม่ได้สนับสนุนการทำงานของนักเขียนเท่านั้น แต่พวกเขาขยายบทบาทและวิสัยทัศน์ในการปกป้อง ‘เสรีภาพในการแสดงออก’ ไปยังประชาชนทั่วไป 

          “เราทำงานเพื่อโลกที่สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกได้รับการเคารพทุกแห่ง”

          และนี่คือปรัชญาการทำงานกว่า 100 ปี ของ PEN International องค์กรที่เชื่อในการปกป้องสภาพแวดล้อมการทำงานของนักเขียน สนับสนุนผลงานของนักเขียนอย่างกว้างขวาง และยืนหยัดในเสรีภาพการแสดงออกของมนุษย์ทุกคน


ที่มา

บทความ “A Brief History of PEN International” จาก pen100archive.org (Online)

เว็บไซต์ PEN International (Online)

Cover Photo: PEN International

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

PDPA Icon

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก