วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง ชายผู้เชื่อว่าอย่าตัดสินหนังสือเร็วเกินไป เพราะทุกเล่มมีเวลาแจ้งเกิดของมัน

281 views
6 mins
May 5, 2026

          “ทำหนังสือถ้าเราไม่อิน มันทำไม่ขึ้นหรอก ถ้าเราอินกับมัน ต่อให้ไม่รอด ก็ถือว่าเราพามันมาถึงที่สุดแล้ว” เป็ด-วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง บรรณาธิการอำนวยการ สำนักพิมพ์ bookscape และ kidscape ผู้เป็นทั้งนักวิชาการที่ทำงานวงการหนังสือมาโดยตลอด และอดีตอาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ก่อร่างสร้างสำนักพิมพ์ที่โดดเด่นในการทำหนังสือนอนฟิกชั่น แนวให้ความรู้แห่งนี้ด้วยความอิน (แต่ใช่ว่าจะไม่มี ฟิกชั่น) และมุ่งมั่นทำในสิ่งที่ไม่กลืนกินตัวตน ความเชื่อ และความชอบ 

          DNA ที่ฝังอยู่ใน bookscape คือความตั้งใจที่จะ “ให้ความรู้พื้นฐานต่อสังคม เปิดดีเบตใหม่ๆ และไม่พูดลอยๆ มีงานวิจัยรองรับ เป็นสิ่งที่เราซีเรียส” แต่ใครบอกล่ะว่า หนังสือให้ความรู้จะต้องเชยเสมอไป? การทำให้หนังสือที่ดูซีเรียส แต่คนยังอยากซื้อไปอ่าน และเห็นความสำคัญของ ‘ความรู้’ ในหนังสือที่เชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตของคน ไม่ได้มาเร็วไปเร็ว ยืนหยัดอยู่ได้แม้เวลาผ่านไปหลายปี เป็นโจทย์ที่เขาทำอยู่ตลอด

          หนังสือของ bookscape ครอบคลุมตั้งแต่ หนึ่ง ชุดความรู้ฉบับพกพา ที่เป็นความรู้สามัญประจำบ้านจาก Oxford University Press สอง การศึกษาและการเรียนรู้ ที่เป็นจุดเด่นของสำนักพิมพ์ และแทบไม่มีคู่แข่ง สาม ประวัติศาสตร์อ่านสนุก ที่ได้รับการตอบรับดีจากเซต A Little History สี่ นานาวิทยาศาสตร์ แนววิทยาศาสตร์สุขภาพ ห้า ปัญญาความรู้ หนังสือแนววิชาการที่มีความเข้มข้น เช่น Common Sense: สามัญสำนึก ซึ่งช่วงหนึ่งเป็นกระแสอย่างมาก ท่ามกลางความคุกรุ่นของการเมืองไทย หก ไลฟ์สไตล์และการพัฒนาตนเอง ซึ่งช่วยพัฒนาผู้อ่านอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น Designing Your Life หนังสือออกแบบชีวิตด้วย Design Thinking ที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เคยพูดถึง เจ็ด ประเด็นแห่งยุคสมัย ที่มีเล่มขายดีต่อเนื่องอย่าง แด่ผู้แหลกสลาย (Reasons to Stay Alive) และแปด ธุรกิจและผู้ประกอบการสร้างสรรค์ 

          ส่วน kidscape สำนักพิมพ์เด็กสอดแทรกประเด็นสังคม เกิดขึ้นจากความคิด “กว่าเขาจะโตมาเพื่ออ่านหนังสือเล่มนี้ มันใช้เวลา ทำไมเราไม่ทำหนังสือให้เด็กไปเลย เพื่อสร้างเขาตั้งแต่วันนี้” ที่ยังคงเล่าเรื่องแบบไม่ทิ้งเสน่ห์ของbookscape เลยสักนิด

วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง ชายผู้เชื่อว่าอย่าตัดสินหนังสือเร็วเกินไป เพราะทุกเล่มมีเวลาแจ้งเกิดของมัน

วิธีคิดของคนทำงานหนังสือที่ทำงานวิชาการ

          ก่อน bookscape จะเกิดขึ้น เป็ดทำมาหลายอย่าง แต่ถึงอย่างนั้น ก็พูดได้เต็มปากว่าเขาอยู่ในวงการหนังสือมาตลอด เขาเคยทำงานที่นิตยสารครัว และยุคต้นของนิตยสาร open กระทั่งไปเรียนต่อ แล้วกลับมาทำงานวิจัย ไปเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนจะเกิดการรวมตัวของคนทำหนังสือ 8 ชีวิต ที่อยากทำหนังสือด้วยกัน และคลอดสำนักพิมพ์ openworlds ออกมา ที่เรียกได้ว่าบุกเบิกงาน นอนฟิกชั่นแนวซีเรียสก็ว่าได้ ก่อนจะปิดตัวลงหลังทำมาได้ 8 ปี เพราะความสนใจของคนในทีมนั้นต่างกัน เป็ด และ ปกป้อง จันวิทย์ ที่มีแนวทางคล้ายกัน จึงตัดสินใจจับมือกันทำต่อ ด้วย DNA คล้ายเดิม ในชื่อสำนักพิมพ์ bookscape

          “เราเป็นคนทำงานหนังสือที่ทำงานวิชาการด้วยฉะนั้น เวลาเราเอาหนังสือบางเล่มมาทำ สำนักพิมพ์อื่นอาจจะทำยากกว่าเราถ้าไม่มีพื้นฐานงานวิชาการ เช่น ตำราด้านสังคมวิทยา ผมมองว่ามันก็เป็นข้อดีและข้อเด่นของเราที่สามารถทำงานเชิงวิชาการได้” 

          “เราไม่ได้คิดว่าจะต้องทำหนังสือที่เป็นกระแสหรือไม่เป็นกระแส แต่โฟกัสที่โจทย์อื่น อย่างการคิดว่าอะไรที่ช่วยให้คนตั้งหลักทางความคิดได้ เช่น เราควรจะมีหนังสือที่เซตดีเบตเกี่ยวกับ โรคซึมเศร้าสมัยใหม่ เรื่องนี้ก็อยู่ในกระแสความคิด แล้วเราก็จะทำ หรือตอนนี้คนชอบอ่านนิยายวาย แต่เราไม่เก่งเท่าคนที่ทำอยู่แล้วหรอก เราก็ไม่ทำ แต่ถ้าเป็นหนังสือนอนฟิกชั่นที่พูดถึงมิติทางสังคมวิทยาเกี่ยวกับว่า ทำไมนิยายวาย คนถึงอ่านเยอะ เราอาจจะทำ เพราะเป็นเรื่องที่เราถนัด ขณะเดียวกันก็ล้อไปกับกระแสสังคมได้ด้วย หรือช่วงนี้คนพูดถึงเฟมินิสม์เยอะ แต่ยังไม่มีหนังสือเซตดีเบตเรื่องนี้ เราก็จะทำ ถ้ามันช่วยให้คนเห็นมุมมองที่หลากหลาย”

          “แต่ที่สำคัญ ไม่ว่าจะทำประเด็นอะไร แต่หนังสือของเราจะต้องไม่พูดลอยๆ ต้องมีการทำงานวิจัย มีการศึกษา เช่น เล่ม The Love Prescription: Seven Days to More Intimacy, Connection, and Joy ก็เป็นงานวิจัยของคนทำแล็บเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักมา แล้วเอาผลงานวิจัยมาเล่าว่าถ้าเกิดอยากพัฒนาความสัมพันธ์ มีเรื่องอะไรที่ต้องทำบ้าง หรือ หยุดเลี้ยงลิงในสมองคุณ: เอาชนะความเครียด-หยุดวงจรวิตกกังวล ด้วยการบำบัดความคิดและพฤติกรรม (CBT) เล่มนี้ก็ขายดี เห็นไหมว่ามันอาจตามกระแสในยุคที่คนเป็น anxiety เยอะ หรือจะ Your Future Self แด่ตัวฉันในวันพรุ่งนี้: จิตวิทยาแห่งการตัดสินใจอย่างชาญฉลาดในปัจจุบันเพื่อตัวเราในอนาคต ก็เป็นหนังสือที่อาจารย์อยู่ที่ UCLA เขียน มีงานวิจัยรองรับ”

วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง ชายผู้เชื่อว่าอย่าตัดสินหนังสือเร็วเกินไป เพราะทุกเล่มมีเวลาแจ้งเกิดของมัน

หนังสือแนวความรู้ สะท้อนสิ่งที่คน ‘อยากรู้’

          การทำหนังสือแบบฉบับของ bookscape เป็ดยึดหลักการที่ว่า หนังสือแต่ละเล่มล้วนทำงานระยะยาว แม้วันนี้จะขายยาก แต่ใช่ว่ามันจะไม่มีเวลาที่ ‘ใช่’ ของมัน

          “เราจะไม่ค่อยคิดว่า ต้องขายได้แล้วคืนทุนภายใน 4 เดือน หรือถ้าขายไม่ได้ 3,000 เล่ม ภายใน 4 เดือนจะเอาออก สำหรับผมมันไม่แฟร์สำหรับหนังสือ หนังสือควรยืนระยะได้มากกว่านั้น และเป็นหลักเป็นฐานความรู้ให้กับสังคมได้มากกว่านั้น ผมก็เลยให้มันอยู่ตรงนั้นแหละ วันหนึ่งสังคมก็จะต้องการมันเอง หรือน้อยที่สุด แค่คนคนหนึ่งต้องการมัน ก็พอแล้วครับ ไม่ใช่ว่าเราจะไม่มองถึงกำไรที่ทำให้เราอยู่รอด สุดท้ายสำนักพิมพ์ก็ต้องอยู่รอด เราเลยต้องมีทั้งหนังสือที่ 2-3 ปี คืนทุน ขณะเดียวกันก็มีหนังสือที่ 6 เดือน หรือ 1 ปี คืนทุน ผสมกันไป”

          พฤติกรรมผู้บริโภคที่สนใจหนังสือแนวความรู้ในแต่ละช่วงจะแตกต่างออกไป เป็ดแชร์ว่า “ช่วงหนึ่งคนรุ่นใหม่จะสนใจปัญหาสังคมค่อนข้างเยอะ อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในสังคมไทย อยากหาความรู้มาเติมเต็ม หนังสือของเราก็ได้รับผลพลอยได้ไปด้วย อย่างบางคนอยากรู้เรื่องหลักกฎหมาย หลักปรัชญา ก็มาซื้อหนังสือเราอ่าน แต่ในช่วงนี้ก็เปลี่ยนไป งานหนังสือล่าสุด คนทำหนังสือนอนฟิกชั่นที่ซีเรียส ขายยาก ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะมวลความรู้สึกของสังคมที่รู้สึกแย่ เศรษฐกิจไม่ดี การเมืองไม่ไปไหน ไม่เห็นความหวังชีวิต เลยอาจต้องการอะไรที่ escape จากสิ่งที่เป็นอยู่ ฉะนั้น หนังสือนิยายจึงขายดี”

          “อย่างเราก็ทำฟิกชั่นนะ แต่ยังคงความเป็นหนังสือสะท้อนสังคม เช่น The Nickel Boys ที่ว่าด้วยเรื่องเด็กผิวสีในโรงเรียนดัดสันดาน เพราะบางครั้งฟิกชั่นอาจจะเล่าประเด็นสังคมได้เก่งกว่านอนฟิกชั่นก็ได้ สุดท้ายงานวิจัยเป็นร้อยหน้า อาจไม่สามารถสะกิดให้คนสนใจความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้ แต่นิยายเล่มหนึ่งอาจสะกิดได้ก่อน แล้วคนค่อยมาตามอ่านนอนฟิกชั่นเพื่อรู้เชิงลึกต่อก็ได้”

          “หรือผมแปลหนังสือชื่อ โลกาภิวัตน์: ความรู้ฉบับพกพา (Globalization : A Very Short Introduction, Fourth Edition) 10 กว่าปีที่แล้ว ขายดีนะ สมัยที่คนอยากรู้จักว่ามันคืออะไร แต่พอโลกเปลี่ยนไป คนสนใจเรื่องต่างประเทศน้อยลง หรือรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องรู้แล้ว มันก็ขายไม่ค่อยได้ แต่ข้อดีของหนังสือ ผมว่ามันมีการยืนระยะของมันได้อยู่ วันหนึ่งอาจขายไม่ดีมาก แต่ถ้าเราทำหนังสือที่เป็นองค์ความรู้พื้นฐาน มันจะขายได้ยาว เพราะอีก 3 ปี คนอาจกลับมาสนใจก็ได้ เราไม่มีทางรู้หรอกว่าวันหนึ่งหนังสือสักเล่มอาจมีบทบาทในสังคมขึ้นมาก็ได้ อย่างหนังสือ นี่แหละฟาสซิสม์ (How Fascism Works) ตอนนี้คนไม่ค่อยสนใจ แต่วันหนึ่งการเมืองเปลี่ยน อาจจะกลับมาขายได้ เป็นความต้องการของสังคม”

วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง ชายผู้เชื่อว่าอย่าตัดสินหนังสือเร็วเกินไป เพราะทุกเล่มมีเวลาแจ้งเกิดของมัน
วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง ชายผู้เชื่อว่าอย่าตัดสินหนังสือเร็วเกินไป เพราะทุกเล่มมีเวลาแจ้งเกิดของมัน
วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง ชายผู้เชื่อว่าอย่าตัดสินหนังสือเร็วเกินไป เพราะทุกเล่มมีเวลาแจ้งเกิดของมัน

kidscape คือ bookscape เวอร์ชั่นเด็ก

          ถ้า bookscape เป็นหนังสือแนวความรู้ที่เปิดประเด็นทางสังคมให้ผู้ใหญ่อ่าน kidscape ก็เป็นหนังสือแบบเดียวกัน เพียงแต่ทำงานกับเด็ก ด้วยหนังสือภาพเปิดจินตนาการและมุมมอง ขณะเดียวกันก็ต้องอาศัยผู้ใหญ่ ที่หมายถึงผู้ปกครอง ในการช่วยสื่อสารเนื้อหาในนั้นให้เด็กเข้าถึงมันได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน

          “ผมกับอาจารย์ปกป้องไม่ได้มีความรู้เรื่องหนังสือเด็กเยอะ แต่มีพนักงานของเราคนหนึ่งอยากทำหนังสือเด็กมาก แล้วผมเชื่อว่าถ้าอยากรักษาคนเก่งไว้ เราต้องสนับสนุนให้เขาทำในสิ่งที่เขาอิน เราก็เลยทำขึ้นมา และแม้ตอนนี้เขาจะไม่อยู่แล้ว แต่พวกเราก็ยังทำต่อไป เพราะยังอยากเห็นเด็กได้อ่านอะไรแบบนี้อยู่”

          “จุดเด่นของเราคือเอาความเป็น bookscape มาผสม เราทำประเด็นสังคมมาเยอะ เราเลยอยากทำหนังสือเด็กที่บอกเล่าประเด็นสังคมได้ ไม่ใช่หนังสือที่สอนให้เด็กอึ ฉี่ นอน อย่างเดียว เพราะถ้ามองไปรอบๆ เรายังไม่ค่อยเห็นหนังสือเด็กที่ให้เขารู้จักยอมรับความแตกต่างหลากหลาย”

          “อย่างเรื่อง Barbapapa ต่อให้ผ่านมาแล้ว 30-40 ปี ก็ยังมีประเด็นที่ร่วมสมัยอยู่เยอะ ประเด็นทำห้องเรียนยังไงให้ดูไม่เป็นการศึกษาแบบเดิม เป็นห้องเรียนแบบเปิด เปิดประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ที่พ่อแม่เอาไปคุยกับลูกได้”

          “หรือ เงือกน้อยจูเลียน ก็เป็นเด็กผิวสีที่อยากเป็นนางเงือก ตอนนั้นเราคิดหนักว่า เราทำแบบนี้พ่อแม่ไทยจะรับได้ไหม แต่เราโตมาทางประเด็นสังคม เราอยากสื่อสาร สุดท้ายเราก็ทำอยู่ดี หนังสือเรื่องความเท่าเทียมเราก็ทำ เช่น เมื่อสัตว์อยากเลือกตั้ง หรือ เพื่อนแบบนี้ก็มีด้วย ซึ่งก็มีบางเล่มที่น้องในที่ทำงานเอาไปให้ลูกอ่าน แล้วเขาก็ชอบ เช่น สะเม็ดสะมู คู่หูต่างพันธุ์ ที่เขาไม่ชอบกัน แต่มีคนในเผ่าพันธุ์รักกัน จะทำยังไงเพื่อให้อยู่ด้วยกันได้ ลูกเขาก็ชอบนะ”

          และท้ายที่สุด หนังสือจะทำงานได้ดี ผู้ปกครองก็มีส่วนไม่น้อยในการใช้หนังสือให้เป็นจุดเริ่มต้นบทสนทนาเชิงบวกกับลูก เมื่อเด็กอาจจะไม่เข้าใจสารที่หนังสือต้องการจะสื่อทั้งหมดในเล่ม การเล่าเรื่องของพ่อแม่จึงสำคัญมากพอๆ หรือเยอะกว่าภาพในหนังสือ

วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง ชายผู้เชื่อว่าอย่าตัดสินหนังสือเร็วเกินไป เพราะทุกเล่มมีเวลาแจ้งเกิดของมัน

จำเป็นต้องปรับตัว และไม่จำเป็นต้องเชย

          ท่ามกลางโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว และทุกอย่างก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว สำนักพิมพ์หนึ่งจะยืนอยู่ได้ จำเป็นต้องอาศัยการปรับตัว และหาวิธีในการทำให้ผู้คนยังรู้สึก ‘โหยหาหนังสือ’

          “พอเราทำหนังสือแปล เราจะซื่อตรงกับต้นฉบับ เพราะมันมีคุณค่าในแบบของมัน ถามว่าเราจะย่อยยังไงให้คนอ่านรู้สึกอ่านง่ายขึ้นไหม เราคงทำไม่ได้ เพราะเราต้องซื่อสัตย์กับต้นฉบับ แต่เราทำอย่างอื่นได้ เช่น รูปเล่มของมัน การจัดทำหน้าปก มันต้องเชยไหมถ้าเป็นหนังสือวิชาการ? ก็คงไม่ใช่ แต่ต้องหลอกลวงไหม เช่น หนังสือจริงๆ เป็นแบบหนึ่ง แต่ข้างในไม่ใช่ แบบนี้ก็ไม่ได้”

          “ผมเชื่อว่า หนังสือวิชาการสวยได้ ไม่จำเป็นต้องเชย และการตั้งชื่อเราก็ต้องพยายามตั้งชื่อให้ขายได้ แต่ยังต้องเป็นในสิ่งที่นักเขียนต้องการจะสื่อ เช่น ทุนนิยมสอดแนม (The Age of Surveillance Capitalism) เราจะมาตั้งชื่อจิ๊จ๊ะ เราคงไม่ทำ แต่ทำปกให้สวยได้ไหม ทำได้ และคราฟต์สิ่งที่อยู่บนปกหลัง เป็นสิ่งที่เราทำงานกับมันได้ บรรณาธิการที่นี่ทุกคนจึงเหนื่อยมากกับการโปรยปกหลัง เพราะเราค่อนข้างซีเรียสมากว่าต้องเขียนภาษาให้น่าสนใจ แต่ยังต้องเก็บความครบ”

          และในโมงยามที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้คนเผชิญความเครียด ทำให้ไม่อยากอ่านหนังสือแนวจริงจัง การปรับตัวของเป็ด คือการสื่อสารให้คนอ่านเห็นว่าเรื่องซีเรียสเหล่านี้ มันเกี่ยวข้องกับเขาอย่างไร หรือประยุกต์ใช้ในชีวิตได้อย่างไร ผ่านการให้บรรณาธิการที่รู้จักหนังสือดีที่สุด เอาคอนเทนต์ในหนังสือที่น่าสนใจมาเล่าผ่านสื่อ เพื่อให้เข้าถึงคนมากขึ้น และในอนาคต การทำการตลาดยังเป็นการบ้านที่เป็ดบอกว่าต้องค่อยๆ แก้โจทย์นี้

ไปเรื่อยๆ 

          อย่างไรก็ตาม สำหรับเป็ด เขามองว่าเสน่ห์ของหนังสือคือ “ท่ามกลางบางข้อมูลบนโลกออนไลน์ ที่คนอ่านเสร็จ ครึ่งวันข้อมูลนั้นอาจจะหายไปแล้ว แต่หนังสือมันยืนระยะของมันได้ ไม่ใช่สิ่งที่มาเร็วไปเร็ว แต่เป็นสื่อที่ผ่านการคิดมาแล้ว รีเสิร์ชมาเยอะ มีวิธีการจัดโครงสร้างวิธีการเล่าเรื่อง เพื่อให้ตัวสื่อมีปฏิสัมพันธ์กับเราเชิงลึก”

          “การที่ข้อมูลในโลกออนไลน์มันมีทั้งข้อมูลที่ดี แต่ถูก flood ด้วยข้อมูลที่เป็นเฟกนิวส์ หรือข้อมูลที่บิดเบือนเต็มไปหมด ในโลกแบบนี้นี่แหละ ที่ตอบได้ว่าทำไมสื่อหนังสือยังยืนหยัดได้อยู่ เพราะว่าสื่อหนังสือมันถูกคิดมาให้เราจมจ่อมกับมันได้นาน”

วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง ชายผู้เชื่อว่าอย่าตัดสินหนังสือเร็วเกินไป เพราะทุกเล่มมีเวลาแจ้งเกิดของมัน


เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือ ‘Readtopia 3 ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศการอ่านของไทย’ (2568)

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

PDPA Icon

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก