PageOne Reading Space ร้านหนังสือเล็กๆ ที่สัตหีบ กับบทสนทนาที่ไม่เคยมีหน้าสุดท้าย

252 views
7 mins
August 18, 2026

“passion ในการเปิดร้านนี้ไม่มีอะไรเลย… ฉันชอบอ่านหนังสือ ฉันอยากเปิดร้านหนังสือ มันเหมือนชีวิตวัยเด็ก การอ่านมันเป็นความสุขของเรา การอ่านมันเยียวยาเรา พาเราออกไปสู่โลกกว้างผ่านตัวหนังสือ”

คณาพร สัมฤทธิ์ล้วน

          ในเมืองท่าที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทหารที่โอบล้อมด้วยไอเค็มจากทะเลและเสียงคลื่นอย่างอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ภาพจำของผู้คนส่วนใหญ่มักผูกติดอยู่กับฐานทัพเรือ เรือรบ และสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ 

          แต่ในมุมเล็กๆ มุมหนึ่งริมถนนที่สงบเงียบ PageOne Reading Space ได้ถือกำเนิดขึ้นในฐานะพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่แปลกแยกทว่าอบอุ่นยิ่ง

          ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ แห่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากแผนการลงทุนที่ยิ่งใหญ่ หรือการมองเห็นช่องว่างทางธุรกิจที่ทำกำไรเป็นกอบเป็นกำ หากแต่เริ่มต้นจากความรักในตัวอักษรของ ต๋อย – คณาพร สัมฤทธิ์ล้วน อดีตนักเขียนและนักอ่านผู้เติบโตมาในยุคสมัยที่หนังสือคือเพื่อนเพียงคนเดียวที่ช่วยเปิดประตูสู่โลกกว้าง 

          ความปรารถนาอันเรียบง่ายที่จะสร้าง ‘พื้นที่ปลอดภัย’ (Safe Zone) ให้คนรักหนังสือได้มาพบปะกัน กลายเป็นจุดเริ่มต้นของหมุดหมายทางปัญญาแห่งใหม่ในภาคตะวันออก

          บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ จะพาคุณดำดิ่งลงไปสำรวจชีวิต ความคิด รสนิยมการอ่าน ตลอดจนความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างร้านหนังสืออิสระแห่งนี้กับ สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) ในโครงการส่งเสริมระบบนิเวศหนังสือ ที่เข้ามาช่วยพลิกฟื้นและเติมเต็มบทบาทของร้านหนังสือ ในฐานะฟันเฟืองทางวัฒนธรรมระดับท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

PageOne Reading Space ร้านหนังสือเล็กๆ ที่สัตหีบ กับบทสนทนาที่ไม่เคยมีหน้าสุดท้าย

จากความทรงจำวัยเด็ก สู่ ‘PageOne Reading Space’ 

          หากจะเข้าใจจุดกำเนิดของ PageOne Reading Space เราจำเป็นต้องย้อนเวลากลับไปมองภาพชีวิตในวัยเด็กของ ต๋อย – คณาพร สัมฤทธิ์ล้วน ในยุคที่โลกยังไร้ซึ่งการสตรีมมิง โซเชียลมีเดีย หรือหน้าจอสมาร์ตโฟน

          บรรยากาศของเมืองสัตหีบยุคก่อน ความบันเทิงหลากรูปแบบที่เด็กๆ ในเมืองใหญ่สัมผัสกลับเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ยาก แต่สำหรับเด็กหญิงต๋อย หนังสือคือโลกทั้งใบที่ทำให้เธอไม่เคยรู้สึกขาดแคลน

          ความหลงใหลในตัวอักษรของต๋อย ซึมซับมาจากบรรยากาศในครอบครัวอย่างแท้จริง คุณพ่อของต๋อยเป็นนักอ่านที่สมัครรับนิตยสารต่างๆ ไว้ที่บ้านเป็นประจำ ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังเติบโตมากับกองนวนิยายจีนกำลังภายในของพี่ชายที่วางเรียงรายอยู่บนชั้นหนังสือ รวมถึงการเป็นลูกค้าประจำของร้านเช่าหนังสือในท้องถิ่นที่ทำให้เธอได้อ่านนวนิยายหลากหลายประเภทตั้งแต่วัยเยาว์

          สิ่งที่น่าสนใจและสะท้อนมิติตัวตนของนักอ่านคนนี้ได้ชัดเจนที่สุด คือการกระโดดข้ามขอบเขตการอ่านไปสู่งานวรรณกรรม ประวัติศาสตร์ และพงศาวดารตั้งแต่ยังเล็ก

          ต๋อยย้อนความทรงจำเมื่อครั้งยังวัยเด็กว่า หนึ่งในสิทธิพิเศษของเธอคือการเดินตามคุณพ่อเข้าไปห้องสมุดทหารเรือ ที่นั่นเธอได้พบกับตู้หนังสือขนาดใหญ่ที่บรรจุหนังสือพงศาวดารโบราณไว้มากมาย เด็กหญิงในวันนั้นนั่งจมอยู่กับพงศาวดารจีนและไทย ไปจนถึงวรรณกรรมคลาสสิกต่างๆ ซึ่งกลายเป็นการปูพื้นฐานการอ่านที่ลึกซึ้งและเข้มข้นอย่างที่คนรุ่นเดียวกันน้อยคนจะได้สัมผัส

          “ความสุขในวัยเด็กมันง่ายที่สุดเลย ในสภาพที่เราไม่มีสื่ออื่นมาให้ความสนุก หนังสือกลายเป็นเพื่อนเราตลอดเวลา การอ่านมันเยียวยาเรา มันนำเราไปสู่เรื่องเล่าที่สนุกสนานมากมาย พอเราโตขึ้นมา จุดเริ่มต้นของการเปิดร้านมันจึงเรียบง่ายมาก คือเราชอบอ่านหนังสือ อยากเปิดร้านหนังสือ” ต๋อยกล่าวถึงแรงบันดาลใจแรกเริ่ม

          เมื่อกระบวนการอ่านสั่งสมจนสุกงอม ความปรารถนาที่จะสวมบทบาทเป็น ‘ผู้เล่าเรื่อง’ ก็เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ต๋อยเริ่มลงมือเขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก ซึ่งเธอเชื่อว่า นี่คือวิถีทางปกติของคนอ่านหนังสือจำนวนมาก เมื่ออ่านไปถึงจุดหนึ่ง เราจะรู้สึกว่าเรามีเรื่องราวของตัวเองที่อยากถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้สัมผัสบ้าง

          ต๋อยให้ทัศนะเชิงวิเคราะห์ถึงธรรมชาติการอ่านของคนรุ่น Gen X ไว้อย่างน่าสนใจว่า ในอดีต คนรุ่นเธอมักเติบโตมาจากนิทานเด็ก แล้วกระโดดข้ามไปอ่านนวนิยายผู้ใหญ่ที่ตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในนิตยสารอย่าง สตรีสาร หรือ สกุลไทย ทันที เนื่องจากวงการหนังสือไทยในยุคนั้นยังไม่มีพื้นที่ชัดเจนให้กับวรรณกรรมเยาวชน

          จนกระทั่งเมื่อเข้าสู่ยุคที่วรรณกรรมเยาวชนแปลจากต่างประเทศเริ่มเฟื่องฟู สำนักพิมพ์ต่างๆ พากันแปลและตีพิมพ์วรรณกรรมแฟนตาซีและวรรณกรรมเติบโต (Coming-of-age) ออกมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นชุด แฮร์รี่ พอตเตอร์, เพอร์ซีย์ แจ็กสัน, งานแปลจากฝั่งยุโรป ตลอดจนวรรณกรรมเยาวชนไทยจากโครงการแว่นแก้ว ของนานมีบุ๊คส์ 

          ยุคนั้นกลายเป็นยุคทองที่จุดประกายให้ต๋อยตั้งใจว่า หากเธอจะเขียนหนังสือ เธอจะมุ่งมั่นเขียนวรรณกรรมเยาวชนเป็นหลัก

          ทว่าเมื่อก้าวเข้ามาบริหารร้านหนังสืออิสระจริงในปัจจุบัน เธอกลับพบปรากฏการณ์ที่น่าตระหนกและชวนตั้งคำถามว่า วรรณกรรมเยาวชนในตลาดหนังสือไทยกำลังซบเซาและจางหายไปอย่างน่าใจหาย

          ข้อสันนิษฐานของต๋อยต่อปรากฏการณ์นี้ อาจมองได้หลายมิติ ทั้งเรื่องของยุคสมัยที่สื่อโซเชียลมีเดียเข้ามาดึงรั้งความสนใจของเด็กๆ การขาดแคลนนักเขียนระดับไอคอนิกที่สามารถจุดกระแสแห่งยุคสมัยขึ้นมาได้เหมือนในอดีต หรืออาจเป็นเพียง ‘วัฏจักร’ ทางวัฒนธรรมที่หมุนเวียนไป เช่นเดียวกับวงการดนตรีที่บางแนวเพลงอาจจะเคยเฟื่องฟูสุดขีด แล้วค่อยๆ ถดถอยลงไป ก่อนจะหมุนเวียนกลับมาใหม่ในวันข้างหน้า

PageOne Reading Space ร้านหนังสือเล็กๆ ที่สัตหีบ กับบทสนทนาที่ไม่เคยมีหน้าสุดท้าย
ต๋อย – คณาพร สัมฤทธิ์ล้วน อดีตนักเขียนและร้านหนังสือ PageOne Reading Space
Photo: PageOne Reading Space

รสนิยมการคัดสรรหนังสือ: การเคารพตนเองและเคารพนักอ่าน

          เสน่ห์ที่แท้จริงของร้านหนังสืออิสระ ไม่ใช่ความหลากหลายระดับซูเปอร์มาร์เก็ตหนังสือ หากแต่คือการคัดสรรหนังสือผ่านสายตา รสนิยม และจิตวิญญาณของเจ้าของร้าน 

          สำหรับ PageOne Reading Space หนังสือทุกเล่มที่วางอยู่บนชั้นผ่านการคัดกรองอย่างละเอียดด้วยหลักการที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง นั่นคือการเลือกเล่มที่เจ้าของร้านอยากอ่านเป็นหลัก แบ่งเป็นหมวดคร่าวๆ ได้ดังนี้

          ประเภทหนังสือที่เน้น: วรรณกรรมร่วมสมัย (Contemporary Literature), เรื่องสั้น, นวนิยายไทยและแปล, สารคดีเชิงความคิด ประวัติศาสตร์ และความเรียงคุณภาพ

          ประเภทหนังสือที่หลีกเลี่ยง: หนังสือพัฒนาตนเอง (How-To) แบบเร่งด่วน, หนังสือจิตวิทยาการเงินแบบสูตรสำเร็จ หรือหนังสือประเภทฮาวทูเชิงธุรกิจ เนื่องจากไม่ใช่แนวทางที่เจ้าของร้านเสพ และเธอเชื่อว่าหากเลือกหนังสือที่เราไม่ได้อินเข้ามาวาง ร้านก็จะขาดชีวิตชีวาในการแนะนำหนังสือนั้นๆ

          กลยุทธ์หนังสือย้อนหลัง (Backlist): ในช่วงเวลาที่หนังสือออกใหม่ในตลาดไม่มีเล่มใดดึงดูดใจ ต๋อยจะไม่ยอมฝืนสั่งหนังสือใหม่ที่ไม่ชอบเข้ามาเพียงเพื่อเติมบนชั้น แต่เธอเลือกที่จะย้อนเวลากลับไปสั่งหนังสือเก่าที่ยังคงอยู่เหนือกาลเวลา กลับมาวางขายอีกครั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้นักอ่านรุ่นใหม่ได้ค้นพบ

          “เล่มไหนที่คิดว่าถ้าเราเป็นคนซื้อ เราจะไม่ซื้อ เล่มนั้นเราก็ไม่เลือกเข้าร้าน เราเลือกเฉพาะเล่มที่เราอยากอ่านจริงๆ เหตุผลมันง่ายๆ แค่นี้เลย หนังสือในร้านมันแฝงรสนิยมการอ่านของเราโดยไม่รู้ตัว แม้จะมีเรื่องกำไรมาเกี่ยวข้องบ้าง แต่ข้อดีของการไม่ใช่องค์กรใหญ่คือ เราไม่ต้องคิดเรื่องกำไรเป็นตัวตั้งอย่างเดียว” ต๋อยอธิบาย

PageOne Reading Space ร้านหนังสือเล็กๆ ที่สัตหีบ กับบทสนทนาที่ไม่เคยมีหน้าสุดท้าย

PageOne Reading Space ร้านหนังสือเล็กๆ ที่สัตหีบ กับบทสนทนาที่ไม่เคยมีหน้าสุดท้าย

เมื่อร้านหนังสือต้องทำหน้าที่เป็น Reading Space

          PageOne Reading Space เปิดประตูต้อนรับผู้คนเป็นครั้งแรกในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 ซึ่งตรงกับวันแรงงานแห่งชาติ ต๋อยย้อนเล่าถึงบรรยากาศในวันนั้นด้วยความถ่อมตนว่า เป็นการเปิดร้านแบบคนที่ ‘ไม่เคยทำธุรกิจมาก่อนในชีวิต’

          ในเวลานั้น เธอมีทั้งความกลัวและความกังวลเต็มไปหมด จนต้องใช้คำว่า ‘ทดลองเปิด’ ไปก่อนในเดือนแรก ทว่าเมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไปหลายปี ร้านหนังสือแห่งนี้กลับยืนหยัดและเติบโตขึ้นอย่างมั่นคง

          ปัจจัยความสำเร็จที่ทำให้ PageOne Reading Space ยืนระยะอยู่ได้ในสภาวะที่ร้านหนังสืออิสระหลายแห่งต้องปิดตัวลง เกิดจากการวางสมการทางธุรกิจที่สอดคล้องกับความเป็นจริงตั้งแต่แรกเริ่ม

          การใช้พื้นที่ดั้งเดิมของครอบครัว: ร้านตั้งอยู่บนพื้นที่บ้านของต๋อยเอง การไม่มีภาระค่าเช่าพื้นที่รายเดือน ซึ่งเป็นต้นทุนจมที่ใหญ่ที่สุดของร้านหนังสืออิสระ ทำให้ร้านลดความกดดันเชิงพาณิชย์ และสามารถเลือกขายหนังสือตามรสนิยมได้อย่างมีอิสระ

          การผสมผสานความเป็น Book Cafe: ต๋อยมองเห็นตั้งแต่ต้นว่า ลำพังการขายหนังสือเล่มเพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ เธอจึงออกแบบให้ร้านเป็น ‘Reading Space’ ที่รวมโซนกาแฟและขนมอบสดใหม่เข้ามาไว้ด้วยกัน รายได้จากกาแฟและเบเกอรีจึงกลายเป็นกระแสเงินสดประจำวัน (Cash Flow) ที่เข้ามาช่วยจุนเจือและหล่อเลี้ยงธุรกิจหนังสือ

          การออกแบบบรรยากาศให้เป็นกึ่งห้องสมุด: นอกเหนือจากหนังสือที่มีไว้เพื่อจำหน่าย ร้านยังจัดสรรพื้นที่สำหรับหนังสืออ่านฟรี และจัดที่นั่งทำงานที่เงียบสงบ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ทำให้ผู้คนกล้าที่จะเดินเข้าร้านโดยไม่ต้องรู้สึกกดดันว่าต้องมาเพื่อซื้อหนังสือเท่านั้น

PageOne Reading Space ร้านหนังสือเล็กๆ ที่สัตหีบ กับบทสนทนาที่ไม่เคยมีหน้าสุดท้าย

‘สัตหีบ’ เมืองท่าที่ขาดแคลนพื้นที่ทางปัญญา

          เมื่อย้อนพิจารณาบริบททางประวัติศาสตร์และสังคม สัตหีบเป็นเมืองที่มีโครงสร้างประชากรเฉพาะตัว มีทั้งกลุ่มข้าราชการทหารเรือ ครอบครัวทหาร ชุมชนประมงดั้งเดิม และต่อมาคือกลุ่มคนทำงานในภาคอุตสาหกรรมและท่องเที่ยว แต่ในมิติของระบบนิเวศหนังสือ สัตหีบกลับเป็นพื้นที่ที่แห้งแล้งมาโดยตลอด

          ต๋อยสะท้อนภาพสัตหีบในอดีตว่า ในยามที่เธอเติบโตขึ้นมา เมืองแห่งนี้ไม่มีร้านขายหนังสือจริงจังเลย ความสุขจากการได้เดินท่องไปในร้านหนังสือขนาดใหญ่ของคนสัตหีบยุคก่อน จึงต้องแลกมาด้วยการเดินทางไกล ไม่ว่าจะเป็นการนั่งรถเข้ากรุงเทพฯ เพื่อไปเดินร้าน ดอกหญ้า หรือร้าน ดวงกมล 

          ความขาดแคลนพื้นที่หนังสือในบ้านเกิดนี้เอง ที่ตอกย้ำความรู้สึกลึกๆ ในใจของต๋อยเสมอมาว่า สัตหีบควรจะมี ‘พื้นที่การอ่าน’ เป็นของตัวเอง ไม่ต้องยิ่งใหญ่ระดับศูนย์การค้า แต่เป็นพื้นที่เล็กๆ ที่มีคุณภาพและเปิดกว้างสำหรับทุกคน

          เมื่อ PageOne Reading Space เปิดตัวขึ้นใจกลางสัตหีบใน พ.ศ. 2565 สิ่งที่ตามมาคือความแปลกใหม่ที่ชุมชนท้องถิ่นต้องใช้เวลาปรับตัว 

          ในช่วงแรก ผู้คนในพื้นที่จำนวนมากไม่คุ้นเคยกับร้านหนังสืออิสระ บางคนรู้สึกเกร็ง ไม่กล้าเดินเข้ามาในร้าน เพราะมองว่าร้านหนังสือเป็นพื้นที่ทางปัญญาอันเคร่งเครียด หรือเกรงว่าหากเดินเข้ามาดูแล้วไม่ซื้อหนังสือจะถูกมองไม่ดี

          ต๋อยรับรู้ถึงปรากฏการณ์นี้ดี เธอจึงใช้แนวคิดการสร้าง ‘พื้นที่ปลอดภัย’ เพื่อทลายกำแพงความตื่นกลัวของผู้คน

          “เราอยากให้ที่นี่เป็นพื้นที่ที่ใครก็เดินเข้ามาได้ มานั่งทำงาน มาจิบกาแฟ แล้วสายตาก็ไปปะทะกับหนังสือ มาเปิดอ่านเล่นได้ มีมุมหนังสืออ่านฟรีเหมือนห้องสมุดเล็กๆ เราไม่ได้ต้องการให้คนเข้ามาเพราะต้องอุดหนุนเราอย่างเดียว แต่อยากให้เขารู้สึกว่า สัตหีบมีพื้นที่ทางปัญญาที่ต้อนรับพวกเขาอยู่”

          การเปิดกว้างและสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตร ค่อยๆ เปลี่ยนพฤติกรรมของคนในท้องถิ่น เด็กนักเรียนเริ่มเข้ามานั่งอ่านหนังสือหลังเลิกเรียน คุณครูจากโรงเรียนใกล้เคียงเข้ามาเลือกซื้อหนังสือไปเติมห้องสมุดโรงเรียน ส่วนผู้ใหญ่และคนทำงานก็ใช้พื้นที่แห่งนี้เป็นที่พักผ่อนจากความเหน็ดเหนื่อยในชีวิตประจำวัน

          ในภาพรวมของจังหวัดชลบุรี แม้ร้านหนังสือดั้งเดิมตามหัวเมืองใหญ่ๆ เช่น ร้านประนอม หรือร้านหนังสือเก่าแก่ตามตลาดจะค่อยๆ ปิดตัวลงไปตามกาลเวลา แต่การเกิดขึ้นของ PageOne Reading Space กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนในเชิงบวก และกลายเป็นหนึ่งในจุดศูนย์รวมของคนรักการอ่านในพื้นที่ภาคตะวันออก

          ก่อนหน้านี้ นักอ่านในจังหวัดชลบุรี ศรีราชา พัทยา สัตหีบ และระยอง ต่างคนต่างอยู่อย่างกระจัดกระจาย ไร้ซึ่งพื้นที่กลางในการพบปะ แต่เมื่อ PageOne Reading Space ก่อตั้งขึ้น ร้านหนังสือแห่งนี้ได้กลายเป็นหมุดหมายใหม่ ดึงดูดนักอ่านที่เคยกระจัดกระจายให้มารวมตัวกัน

          ต๋อยเล่าว่า การแลกเปลี่ยนไม่ได้เกิดขึ้นแค่ระหว่างเจ้าของร้านกับลูกค้า สิ่งนี้ยังเกิดขึ้นระหว่างนักอ่านกับนักอ่านด้วยกัน ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา หรือคนที่ตั้งใจเดินทางข้ามอำเภอข้ามจังหวัด เพื่อเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับหนังสือที่อ่าน เกิดเป็นชุมชนคนรักวรรณกรรมขนาดเล็กแต่เข้มแข็ง ซึ่งช่วยยืนยันว่า วัฒนธรรมการอ่านในภูมิภาคไม่ได้สูญหายไปไหน เพียงแต่รอคอยพื้นที่ที่เหมาะสมในการแสดงตัวออกมาเท่านั้น

การมาถึงของฟันเฟืองที่ขาดหาย

          แม้ PageOne Reading Space จะสามารถเลี้ยงตัวเองได้ในระดับหนึ่งจากโมเดลบุ๊กคาเฟ่ แต่การจะก้าวไปเป็นสถาบันทางวัฒนธรรมระดับชุมชน ที่สามารถจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ได้อย่างต่อเนื่อง นับเป็นภาระที่หนักอึ้งเกินกว่าร้านหนังสืออิสระขนาดเล็กจะแบกรับต้นทุนได้เพียงลำพัง การเชิญนักเขียน นักวิชาการ หรือการจัดเวิร์กชอปคุณภาพสูง ล้วนมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น

          จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) ริเริ่มโครงการส่งเสริมระบบนิเวศหนังสือ ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งเน้นการสนับสนุนร้านหนังสืออิสระในต่างจังหวัด ให้ทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนวัฒนธรรมการอ่านในระดับภูมิภาค ซึ่งต๋อยได้สมัครเข้าร่วมโครงการนี้ ก่อนจะได้รับทุนสนับสนุนการทำกิจกรรมในช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม-กรกฏาคมที่ผ่านมา

          ภายใต้การสนับสนุนของ TK Park ร้าน PageOne Reading Space ได้เนรมิตพื้นที่ร้านให้กลายเป็นลานกิจกรรมทางปัญญาอย่างมีทิศทาง ใช้ชื่อโครงการว่า ‘อ่าน | เปลี่ยน | แปลง’  โดยแบ่งออกเป็น 4 กิจกรรมย่อยที่ตอบโจทย์ชุมชนอย่างครอบคลุม ดังนี้

          1) กิจกรรมกึ่งเวิร์กชอป ‘ก่อนอ่าน หลังอ่าน’ 

          2) กิจกรรม Reading Passport: Book Sharing Station ส่งต่อหนังสือแห่งความปรารถนาดีแก่ผู้อื่น 

          3) นิทรรศการ ‘Shape of Reading’ หนังสือเปลี่ยนแปลงเราได้อย่างไร 

          4) เสวนา ‘หนังสือที่เปลี่ยนแปลงฉัน’ 

          ต๋อยเล่าว่า การเข้ามาของโครงการสนับสนุนจาก TK Park ไม่ได้สร้างเพียงความคึกคักชั่วคราวแล้วหายไป หากแต่ทิ้งผลลัพธ์เชิงบวกและสร้างความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในร้าน PageOne Reading Space อย่างเด่นชัดในหลากหลายมิติ ดังนี้

          การขยายฐานประชากรการอ่าน: จากเดิมที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนทำงานประจำที่เข้ามาซื้อกาแฟ และกลุ่มนักอ่านเฉพาะตัวที่รู้จักร้านอยู่แล้ว กิจกรรมเสวนาและเวิร์กชอปได้ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ เข้ามาร้านอย่างต่อเนื่อง ทั้งนักเรียนมัธยม นักศึกษา รวมถึงครอบครัวพาเด็กๆ มาร่วมกิจกรรม

          การปรับเปลี่ยนการรับรู้ของชุมชนต่อร้านหนังสือ: ชุมชนสัตหีบไม่ได้มอง PageOne Reading Space เป็นเพียงร้านกาแฟสวยๆ ที่มีหนังสือตั้งโชว์อีกต่อไป แต่เริ่มได้รับการยอมรับในฐานะศูนย์กลางด้านกิจกรรมศิลปวัฒนธรรมและการเรียนรู้ของสัตหีบ ซึ่งช่วยสร้างคุณค่าเชิงสังคมให้กับร้านอย่างยั่งยืน

          การกระตุ้นยอดขายหนังสือประเภทวรรณกรรมลึก: ผลจากการจัดวงเสวนาและการคัดสรรหนังสือร่วมกับโครงการ พบว่า ยอดขายหนังสือกลุ่มวรรณกรรมร่วมสมัย เรื่องสั้น และสารคดีเชิงลึก ปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากกิจกรรมช่วยสร้างความเข้าใจและสร้างแรงจูงใจในการอ่านหนังสือที่ซับซ้อนขึ้น

          “โครงการ TK Park เหมือนเติมพลังและเติมทุนให้เรากล้าคิดกิจกรรมใหญ่ๆ ที่เคยอยากทำแต่ไม่กล้าทำ เพราะร้านเล็กๆ ลำพังจะเชิญนักเขียนให้เดินทางมาสัตหีบ มีค่าเดินทาง ค่าตอบแทน มันเป็นต้นทุนที่สูงมาก พอ TK Park เข้ามาช่วยซัพพอร์ตตรงนี้ มันเหมือนปลดล็อกเลย ทำให้คนสัตหีบได้เจอนักเขียนระดับประเทศ ได้มีเวทีเสวนาดีๆ อยู่หน้าบ้านตัวเอง” 

Photo: PageOne Reading Space

Photo: PageOne Reading Space

Photo: PageOne Reading Space

หน้าแรกที่ไม่เคยจบลงของ PageOne Reading Space

          ชื่อ PageOne อาจหมายถึง ‘หน้าแรก’ ของหนังสือ แต่สำหรับต๋อย และชาวสัตหีบ ร้านหนังสือแห่งนี้คือหน้าแรกของการเปิดพื้นที่แห่งปัญญาที่ไม่เคยหยุดพัฒนา

          ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล บทบาทของร้านหนังสืออิสระอย่าง PageOne Reading Space พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ‘หนังสือเล่ม’ ไม่เคยตาย และความต้องการพื้นที่ทางสังคม โดยเฉพาะพื้นที่ที่สาม (Third Place) ยังคงมีอยู่เสมอ เพียงแต่ต้องการคนที่เข้าใจธุรกิจ รสนิยมการอ่าน ผสานกับเข้าใจอัตลักษณ์ของผู้คนในชุมชนอย่างแท้จริง

PageOne Reading Space ร้านหนังสือเล็กๆ ที่สัตหีบ กับบทสนทนาที่ไม่เคยมีหน้าสุดท้าย

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

PDPA Icon

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก