GLAM Lab ระดมสมองทดลองนวัตกรรม นำเสนอมรดกวัฒนธรรมให้โดนใจ

846 views
8 mins
November 23, 2022

          ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์นิยมสร้างพื้นที่ให้พนักงานเข้ามาระดมสมองแลกเปลี่ยนความคิด นำไปสู่การค้นพบสินค้าหรือรูปแบบการให้บริการใหม่ๆ การก่อตั้ง Innovation Lab กลายมาเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานในหลายๆ องค์กร โดยเฉพาะบริษัทเอกชน เช่น Google หรือ Apple เพราะนั่นคือวิธีการระดมไอเดียที่จะสกัดความคิดออกมาจากสมาชิกในทีม ช่วยกันขัดเกลา ทดลองจนมองเห็นโอกาสและข้อจำกัด เพื่อให้ได้มาซึ่งผลผลิตที่ตอบโจทย์การนำไปใช้งาน หรือเป็น Solution ที่ตอบสนอง Pain Point ของผู้ใช้งานให้มากที่สุด

          ความสำเร็จของ Innovation Lab ในองค์กรใหญ่น้อยเหล่านั้นสร้างแรงกระเพื่อมขึ้นมาในกลุ่มองค์กรที่เกี่ยวข้องกับศิลปวัฒนธรรม หรือที่เรียกรวมกันว่า GLAM (Galleries, Libraries, Archives, Museums) ซึ่งกำลังเผชิญกับความท้าทายในยุคเปลี่ยนผ่าน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนผ่านด้านพฤติกรรมมนุษย์ หรือเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี ว่าองค์กรฟากฝั่งศิลปะเหล่านี้ก็ควรจะมีการก่อตั้ง ‘GLAM Lab’ เพื่อนำไปสู่การสร้างสรรค์ ต่อยอด และประยุกต์ทรัพยากรทางวัฒนธรรมจำนวนมากที่อยู่ในคลัง ฐานข้อมูล หรือ พิพิธภัณฑ์ 

          นั่นจึงเป็นที่มาของการก่อตั้ง ‘International GLAM Community’ และการออกหนังสือ ‘Open a GLAM Lab’ เพื่อเป็นแนวทางให้หน่วยงานสายวัฒนธรรมลองพิจารณาดูว่า จะนำแนวคิดนี้ไปใช้สร้าง Sandbox สำหรับทดลองสร้างโปรเจกต์ หรือกิจกรรมที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าถึงข้อมูลดิจิทัลของมรดกวัฒนธรรมที่มีอยู่ได้อย่างไรบ้าง และหวังว่าแล็บเหล่านั้นจะนำพาไปสู่การสร้างนวัตกรรมในวงการมรดกทางวัฒนธรรมต่อไป

          ปัจจุบันนี้มี GLAM Lab เกิดขึ้นในหลากหลายประเทศทั่วโลก แต่ GLAM Lab ที่ประสบความสำเร็จนั้นควรเป็นอย่างไร ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้มาแบ่งปันประสบการณ์ในหนังสือคู่มือเล่มนี้เอาไว้แล้ว

จุดเริ่มต้นของชุมชน International GLAM Labs

          ปลายปี 2018 ในงาน Global Library Labs งานประชุมระดับโลกที่จัดขึ้น ณ British Library ใจกลางกรุงลอนดอน แนวคิดที่จะก่อตั้งชุมชน GLAM Lab ถูกจุดประกายขึ้นมาท่ามกลางความสนใจของเหล่าบรรณารักษ์ และภัณฑารักษ์จำนวนกว่า 70 คน จาก 43 องค์กรใน 20 ประเทศทั่วโลก ในช่วงนั้นองค์กรห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ และคลังเอกสารหลายแห่งพบกับความท้าทายของการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล หลายแห่งพยายามคิดค้นโครงการใหม่ๆ เพื่อปรับรูปแบบการให้บริการให้สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนไป  บางองค์กรได้เริ่มก่อตั้ง ‘Innovation Lab’ เพื่อให้ผู้ใช้งานได้มาทดลอง ลงมือทำ และสร้างสรรค์นวัตกรรมจากทรัพยากรทางวัฒนธรรมในคอลเลกชันไปแล้ว บางองค์กรกำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อก่อตั้งแล็บขึ้นมาบ้าง และบางแห่งยังไม่มีข้อมูล และยังต้องการเตรียมความพร้อมเพื่อก่อตั้งแล็บของตัวเองในอนาคต

          หลังจากช่วงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่เต็มไปด้วยสาระ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมก็กล่าวถึงการก่อตั้งแล็บอย่างจริงจัง ในที่สุดที่ประชุมจึงตกผลึกได้ว่า ควรจะมีการรวบรวมแนวคิดและองค์ความรู้ในการก่อตั้ง ‘Innovation Lab’ ขององค์กรด้านศิลปะและวัฒนธรรม แล้วถ่ายทอดออกมาในลักษณะของหนังสือ เพื่อให้หน่วยงานที่คิดก่อตั้งแล็บของตนเอง ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้ที่เคยริเริ่มบุกเบิกเส้นทางมาก่อน และเพื่อเป็นแรงกระเพื่อมให้องค์กรศิลปวัฒนธรรมหันมาให้ความสนใจกับการสร้างนวัตกรรมการบริการ ในช่วงปลายปี 2019 จึงมีการประกาศเปิดรับผู้เชี่ยวชาญที่จะมาร่วมกันเขียนหนังสือ Open a GLAM Lab ขึ้น ในลักษณะของ ‘Book Sprint’

          หนังสือ ‘Open a GLAM Lab’ เป็นหนังสือที่เกิดขึ้นจากการระดมไอเดียอย่างเร่งด่วนของคนในทีมที่ได้รับการคัดเลือกให้มาแบ่งปันประสบการณ์และความคิด ร่วมกันขัดเกลา รวบรวม เรียบเรียง และกลั่นออกมาเป็นคู่มือภายใน 5 วัน เรียกได้ว่ากระบวนการเกิดขึ้นของหนังสือเล่มนี้ ก็มีหลักการที่คล้ายคลึงกับการสร้าง ‘นวัตกรรม’ ใน Innovation Lab หรือ Design Sprint นั่นคือใช้ข้อจำกัดด้านเวลามาเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้แนวคิดถูกแชร์ออกมาอย่างรวดเร็วจากผู้เชี่ยวชาญที่มาร่วมระดมสมอง

          ทีมงานที่ร่วมเขียนคู่มือในครั้งนี้ มาจากหลากหลายองค์กรทั่วโลก ทั้งองค์กรห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ นวัตกรรม และองค์กรสายมนุษยศาสตร์ดิจิทัล (Digital Humanities) เพื่อมาร่วมกันร่างคู่มือที่วางแนวทาง และขั้นตอนสำหรับการก่อตั้ง ‘GLAM Innovation Lab’ ที่ช่วยให้ผู้อ่านมองเห็นภาพรวมได้ทันที

ทำไมถึงต้องมี GLAM Lab

          ในยุคปัจจุบัน หอศิลป์ ห้องสมุด คลังข้อมูล และพิพิธภัณฑ์ต่างพยายามแปลงข้อมูลหรือทรัพยากรแบบแอนะล็อกที่ตนเองมีอยู่ในครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย หนังสือ หรือวัตถุ ให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ในขณะที่ผลงานวิจัย งานเขียน ภาพถ่าย หรือข้อมูลแบบดิจิทัลใหม่ๆ ก็เพิ่มเข้ามาในคอลเลกชันอยู่เรื่อยๆ ดังนั้นแต่ละองค์กรจึงมีข้อมูลทางวัฒนธรรมแบบดิจิทัลจำนวนมหาศาลอยู่ในความดูแล  ทั้งส่วนที่ถูกแปลงมาจากคอลเลกชันแบบจับต้องได้ และส่วนที่ได้มาใหม่ในทุกๆ วัน

          GLAM Lab เกิดขึ้นมาเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนถ่ายข้อมูลแบบแอนะล็อกให้เป็นดิจิทัล แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ต่อในหลากหลายรูปแบบ ผ่านการระดมสมองของศิลปิน ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ชุมชน หรือกลุ่มใดก็ตามที่ต้องการใช้ประโยชน์จากข้อมูลชุดนั้น ดังนั้น GLAM Lab คือพื้นที่เชื่อมโยงระหว่างผู้เชี่ยวชาญทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์และโบราณคดี เทคโนโลยี นวัตกรรม และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง โดยเปิดโอกาสให้กลุ่มคนเหล่านี้ได้ทดลองโปรเจกต์ใหม่ๆ ค้นหาวิธีนำเอาข้อมูลทางวัฒนธรรมเหล่านี้ไปใช้ในกิจกรรมที่เกิดประโยชน์กับสาธารณะ

          ผู้เชี่ยวชาญได้กล่าวไว้ในหนังสือ ‘Open a GLAM Lab’ ว่าสิ่งสำคัญแรกสุดในการก่อตั้ง GLAM Lab คือ เหตุผลในการก่อตั้ง การก่อตั้งจะนำพาไปสู่อะไร และสร้างประโยชน์อะไรให้กับสังคมบ้าง คำถามนี้ควรตอบให้ได้ก่อนที่จะก่อตั้งแล็บขึ้นมา

          GLAM Lab ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้มีวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งที่หลากหลาย แล็บที่ก่อตั้งขึ้นภายใต้หน่วยงานรัฐ เช่น หอสมุดแห่งชาติ หรือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อาจเกิดขึ้นเพื่อส่งเสริมการให้บริการกับหน่วยงานที่เป็นพาร์ทเนอร์ กลุ่มนักวิจัย หรือนักวิชาการ หรือเพื่อดำเนินภารกิจตามนโยบายของภาครัฐ ในขณะที่ GLAM Lab ที่ก่อตั้งภายใต้มหาวิทยาลัยอาจจะมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมการศึกษา การเรียนรู้ การพัฒนาต่อยอดงานวิจัย วิทยานิพนธ์ หรือโครงการที่เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน ในขณะที่แล็บขององค์กรอื่นๆ เช่น พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ อาจจะมีเป้าหมายที่แตกต่างกันไป เช่น เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงมรดกวัฒนธรรมให้กับสาธารณะ หรือการส่งเสริมให้ทุกเพศ ทุกวัยเข้าถึงมรดกทางวัฒนธรรมอย่างเท่าเทียมกัน

          ไม่ว่าจะก่อตั้งขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ใด สิ่งที่ผู้ก่อตั้ง GLAM Lab ต้องการจะเห็นคือ การเข้ามาใช้พื้นที่เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิด ทดลองต้นแบบ แล้วต่อยอดโครงการหรือกิจกรรมให้หลากหลายมากกว่าการปล่อยให้ข้อมูลทางศิลปวัฒนธรรมเหล่านั้นนอนนิ่งอยู่ในคลัง

Open a GLAM Lab มาสร้างแล็บสายวัฒนธรรมกันเถอะ
Photo : International GLAM Labs Community

องค์ประกอบสำคัญของ GLAM Lab

          องค์กรใดก่อตั้ง GLAM Lab องค์กรนั้นๆ ย่อมมีค่านิยมที่จะเปิดรับแนวคิดนวัตกรรม นั่นคือเชื่อว่าการคิดค้นสินค้าหรือบริการต้องตอบโจทย์ผู้ใช้งาน หรือมีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และกระบวนการบ่มเพาะที่ถูกต้องจะทำให้เกิดระบบนิเวศที่เอื้อต่อการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ให้ประโยชน์อย่างแท้จริง

          นอกจากการเข้าใจ ‘เป้าหมาย’ ในการก่อตั้งแล็บอย่างชัดเจนแล้ว หนังสือ Open a GLAM Lab ยังได้กล่าวถึงองค์ประกอบสำคัญของการก่อตั้งแล็บที่หากขาดไปแล้ว GLAM Lab อาจจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร องค์ประกอบเหล่านั้นได้แก่

  1. การสร้างวัฒนธรรมของความเป็นแล็บ กล่าวคือ ส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ และความร่วมมือที่มาจากหลากหลายกลุ่ม ดำเนินการอย่างฉับไว คงลักษณะของการเป็น Innovation Lab คือไม่บ่มเพาะความคิดนานเกินไป เน้นการนำเอาไอเดียมาต่อยอด ทดลองทำจริงเพื่อค้นหาความเป็นไปได้
  2. มีความเป็นทีม และคัดเลือกทีมงานที่มีความถนัดที่หลากหลาย มีทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของโปรเจกต์
  3. เข้าใจความต้องการของหน่วยงานพันธมิตร และผู้ใช้งาน (User) ตามหลักการสร้างสรรค์นวัตกรรม
  4. การยอมรับว่า ‘การเปลี่ยนแปลง’ (Transformation) คือหัวใจสำคัญของแล็บไม่ว่าจะวัฒนธรรมในการทำงาน หรือรูปแบบการให้บริการ
  5. มีกองทุน หรือการสนับสนุนในรูปแบบอื่นเพื่อให้โปรเจกต์ต่างๆ ที่เป็นต้นแบบ (Prototype) เกิดขึ้นจริง

          กล่าวได้โดยสรุปคือ GLAM Lab เป็นเหมือนพื้นที่ที่ผู้ใช้งานทรัพยากรทางวัฒนธรรมสามารถมานำเสนอไอเดียเพื่อขอคำปรึกษา ถกปะทะความคิดกับสมาชิกในแล็บ ช่วยกันขัดเกลาแนวคิดให้แหลมคมขึ้น และเป็นการสร้างการทำงานแบบเป็นทีมทั้งภายใน และระหว่างองค์กร

ตัวอย่าง GLAM Lab ในองค์กรต่างๆ

          ในปัจจุบันนี้ มีหน่วยงานหลายแห่งได้ก่อตั้ง GLAM Lab เพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไป หลายแห่งเป็น แล็บภายในมหาวิทยาลัยที่มีทรัพยากรครบทั้งห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ และคลังเก็บเอกสารสำคัญ บางแห่งเป็นแล็บของหน่วยงานภาครัฐที่มีเป้าหมายการทำงานที่ชัดเจนตามนโยบาย

The GLAMx Living Histories Digitisation Lab ที่มหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล ประเทศออสเตรเลีย

          GLAM Lab ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ อยู่ภายใต้การดูแลของห้องสมุดประจำมหาวิทยาลัย ร่วมกับคณะศึกษาศาสตร์และศิลปศาสตร์ ทีมนวัตกรรมจากแผนกไอที The Wollotuka Institute และ Hunter Living Histories Initiative เรียกได้ว่าเป็นความร่วมมือจากหลากหลายภาคส่วนทั้งภาคการศึกษา และภาคประชาชน ผู้มาใช้บริการที่นี่สามารถใช้บริการเครื่องมือในการสแกนวัตถุทั้งแบบ 2D และ 3D พร้อม

  • แปลงข้อมูลในรูปแบบแอนะล็อกให้เป็นแบบดิจิทัล
  • ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี 3D  Scanning และ VR
  • เป็นพื้นที่พบปะระหว่างองค์กร GLAM ในพื้นที่ รวมถึงองค์การด้านข้อมูลและไอที เพื่อร่วมมือกันคิดค้นโครงการที่เกี่ยวข้องกับมรดกวัฒนธรรม
  • ศึกษาเทคโนโลยีใหม่ เพื่อพัฒนารูปแบบการให้บริการข้อมูลข่าวสารทางวัฒนธรรม ผ่านทางแพลตฟอร์ม Living Histories @UON

          GLAM Lab แห่งนี้ให้ความสำคัญกับมรดกวัฒนธรรมของชนเผ่าพื้นเมืองของออสเตรเลียมาก นอกจากพาร์ทเนอร์จะเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านั้นแล้ว ที่นี่ยังรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโบราณวัตถุสำหรับการอนุรักษ์ ภาพดิจิทัล 3D ของโบราณวัตถุชนเผ่าพื้นเมือง และยังมีภาพเขียนสีบนผนังหิน (Rock Art) ของชนเผ่าพื้นเมืองที่จัดว่าเป็นคอลเลกชันพิเศษของคลังข้อมูลมหาวิทยาลัย (University Archive)

Open a GLAM Lab มาสร้างแล็บสายวัฒนธรรมกันเถอะ
ภาพสลักบนหินของชาวอะบอริจิน, NSW, 1968
Photo : Living Histories/The University of Newcastle Australia
Open a GLAM Lab มาสร้างแล็บสายวัฒนธรรมกันเถอะ
ภาพสลักบนหินของชาวอะบอริจิน, NSW, 1968
Photo : Living Histories/The University of Newcastle Australia

The GLAM Lab ที่ มหาวิทยาลัยฮ่องกง (Hong Kong University: HKU)

          GLAM Lab ที่ HKU นั้น เกิดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ พัฒนาทรัพยากรทางวัฒนธรรมสำหรับเป็นสื่อการเรียนการสอนออนไลน์ในรูปแบบ VTL (Virtual Teaching and Learning) และส่งเสริมการใช้ข้อมูลทางวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์ โดยแหล่งที่มาของทรัพยากรทางวัฒนธรรมคือห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ และคลังเอกสารของมหาวิทยาลัยเอง GLAM Lab ของ HKU จึงมีทรัพยากรและข้อมูลครบทั้ง 4 ประเภท ภารกิจหลักของที่นี่คือ เป็นสถานที่เพื่อให้อาจารย์ นักเรียน รวมถึงบุคคลภายนอกที่สนใจ โดยไม่จำกัดสาขาวิชาเข้ามาใช้บริการและพัฒนาโครงการที่เกี่ยวข้องกับ VTL เพื่อเป็นต้นแบบการเรียนรู้ให้กับโครงการอื่นๆ

          หนึ่งในตัวอย่างความร่วมมือระหว่าง GLAM Lab กับ Faculty of Arts คือหลักสูตร Emerging societies: An introduction to Mesopotamian archaeology หรือคอร์สเกี่ยวกับชุมชนโบราณในเขตเมโสโปเตเมียที่เปิดให้เรียนโดยใช้เทคนิค VTL หรือเมตาเวิร์ส

          นอกจากเป้าหมายด้านการเรียนการสอนแล้ว GLAM Lab ที่ HKU นั้น ยังให้บริการในหลากหลายรูปแบบ เช่น

  • คอร์สที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนแบบ VTL
  • ให้คำปรึกษา และสาธิตวิธีการใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ VTL
  • สัมมนา และบรรยายพิเศษที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี
  • นิทรรศการพิเศษ หรือการนำเสนอโปรเจกต์ที่เป็นผลผลิตจาก GLAM Lab
  • โครงการแปลงข้อมูลทางวัฒนธรรมให้เป็นข้อมูลดิจิทัลเพิ่มเติมร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อประโยชน์ในการศึกษา และวิจัย

          พื้นที่ที่ให้บริการที่ HKU นี้เรียกว่า Ingenium มาจากคำว่า Ingenious ที่แปลว่าเฉลียวฉลาด สร้างสรรค์ สอดคล้องกับบรรยากาศที่กระตุ้นให้เกิดการสร้างนวัตกรรม โดยพื้นที่แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ

  1. ส่วนเทคโนโลยี มีทั้งส่วนที่เป็นพื้นที่ว่างให้สมาชิกมาร่วมกันสร้างไอเดีย ส่วนที่ให้บริการ AI, VR Salon และ Immersive Technology Space
  2. ส่วนนวัตกรรม มีทั้งจุดให้บริการปรินท์แบบ 3D ห้องตัดต่อ ห้องสตูดิโอ และพื้นที่ให้บริการในรูปแบบอื่นๆ เช่น ทำป้ายไวนิล และเครื่องแกะสลักด้วยเลเซอร์ เรียกได้ว่ามีหลากหลายบริการราวกับยกเมกเกอร์สเปซมาตั้งเอาไว้
  3. ส่วนห้องจัดแสดงนิทรรศการ สำหรับผลิตผลที่ได้จาก GLAM Lab และยังมีพื้นที่โล่งกว้างสำหรับกิจกรรมอื่นๆ ด้วย
Open a GLAM Lab มาสร้างแล็บสายวัฒนธรรมกันเถอะ
Photo : The University of Hong Kong Libraries
Open a GLAM Lab มาสร้างแล็บสายวัฒนธรรมกันเถอะ
Photo : The University of Hong Kong Libraries

DX Lab ของ ห้องสมุดแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย

          DX Lab เป็น Lab ที่ส่งเสริมการคิดค้นนวัตกรรมด้วยกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) โดยเปิดพื้นที่ และมอบเงินทุนให้นักวิจัย นวัตกร นักวิชาการ นักเรียน นักศึกษาที่สนใจ เพื่อมาร่วมคิดค้นหาวิธีในการนำเสนอข้อมูลในคอลเลกชันในรูปแบบที่สร้างสรรค์ และดึงดูดผู้ชม เช่น

          Art Index โครงการที่ใช้ AI มาช่วยประมวลผล และจัดทำ Data Visualisation สำหรับภาพที่วาดโดยจิตรกรขาวออสเตรเลียตั้งแต่ปี 1847-1900 โดยมีจำนวนถึงกว่า 18,000 ภาพ โดยฐานข้อมูลนี้ยังอยู่ในเว็บไซต์ของ DX Lab และผู้ชมยังสามารถค้นหารูปภาพได้ในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นประเภทของภาพ ชื่อจิตรกร

‘DX Lab’ ห้องทดลองนวัตกรรมห้องสมุด สืบสานมรดกทางวัฒนธรรม
Photo : DXLAB/The State Library of NSW
‘DX Lab’ ห้องทดลองนวัตกรรมห้องสมุด สืบสานมรดกทางวัฒนธรรม
Photo : DXLAB/The State Library of NSW

          Poetry in Motion คือ การใช้ OCR (Optical Character Recognition) เพื่อออกแบบการนำเสนอบทกวีจาก Mitchell Library Collection ในรูปแบบภาพเคลื่อนไหว

DX Lab Digital Drop-in: Poetry In Motion

          We Are What We Steal เป็นโปรเจกต์ที่นำข้อมูลจากบันทึกประจำวันของตำรวจมาค้นหาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เทคโนโลยี การคมนาคม หรือแม้แต่แฟชั่น แล้วถ่ายทอดออกมาให้อยู่ในรูปสื่อที่เข้าใจง่าย

Open a GLAM Lab มาสร้างแล็บสายวัฒนธรรมกันเถอะ
DX Lab ค้นหาคำสำคัญจากบันทึกประจำวันของตำรวจ
Photo : DXLAB/The State Library of NSW
Open a GLAM Lab มาสร้างแล็บสายวัฒนธรรมกันเถอะ
คำที่ถูกบันทึกมากที่สุดในแต่ละปี
Photo : DXLAB/The State Library of NSW
Open a GLAM Lab มาสร้างแล็บสายวัฒนธรรมกันเถอะ
ลักษณะหน้าตาที่ถูกพูดถึงในบันทึกประจำวันของตำรวจ
Photo : DXLAB/The State Library of NSW

          ถึงแม้ว่า DX Lab จะปิดตัวลงไปแล้วเมื่อกลางปี 2021 หลังจากเปิดให้ผู้คนเข้ามาทดลองสร้างสรรค์ไอเดียมาเนิ่นนานหลายปี แต่ผลงานที่เกิดจากการสร้างสรรค์ยังคงอยู่ และผู้ที่สนใจการนำข้อมูลมานำเสนอในรูปแบบที่สร้างสรรค์ก็ยังสามารถเข้ารับชมตัวอย่างผลงานได้ผ่านทางเว็บไซต์

          นอกจากทั้ง 3 แห่งนี้ ก็ยังมี GLAM Lab อีกมากมาย ทั้งในระดับมหาวิทยาลัย ระดับองค์กร บางแห่งเป็นถึงแล็บของหน่วยงานระดับประเทศ บางแห่งควบรวมครบทั้ง 4 หน่วยงาน บางแห่งก็เป็นแล็บเฉพาะทาง เช่น The KB LAB ของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็น Library Lab ที่มีเครื่องมือ ข้อมูล และโครงการวิจัยที่ชาวแล็บพร้อมจะทำงานร่วมกับนักวิจัยรุ่นเยาว์ในทุกๆ ปี  หรือในบางกรณี  GLAM Lab อาจจะเป็นเพียงพื้นที่ของคนคนหนึ่ง ที่มีความสนใจทดลอง ทดสอบสมมติฐาน ค้นหาวิธีนำข้อมูลเกี่ยวกับมรดกวัฒนธรรมมาใช้ หรือหาวิธีใหม่ๆ ในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ เช่น โครงการ GLAM Workbench ของ Tim Sherratt ที่นิยามตนเองว่าเป็น ‘นักประวัติศาสตร์’ และ ‘แฮกเกอร์’ ทิมเป็นคนแรกๆ ที่นำเทคโนโลยีมาทดลองใช้กับการนำเสนอมรดกวัฒนธรรมในรูปแบบใหม่ และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิด GLAM Lab ขึ้นในหลายองค์กร

GLAM Lab อยู่ที่คน และ ‘Mindset’ ไม่ใช่เพียงสถานที่

          ในช่วงเวลาที่ผ่านมามี GLAM Lab เกิดขึ้นและเติบโตงอกงามหลายแห่ง ทิ้งผลงานเอาไว้ให้เป็นตัวอย่างสำหรับองค์กรที่ต้องการข้อชี้แนะ ในขณะที่บางแห่งก็ได้ปิดตัวลงไปแล้ว การก่อตั้ง GLAM Lab และการเขียนคู่มือ ล้วนเป็นการทดลองเพื่อนำมาซึ่งวิธีการใหม่ๆ ในการบริหารจัดการทรัพยากรทางวัฒนธรรมแบบที่หมุนตามความต้องการของผู้ใช้งาน

          บทบรรณาธิการของหนังสือ Open a GLAM Lab ซึ่งเขียนโดย  Dr. Georgios Papaioannou ก็ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า การก่อตั้ง GLAM Lab นั้นเกี่ยวข้องกับ ‘คน’ ‘จิตใจ’ และ ‘ทัศนคติ’ แม้ว่า GLAM Lab อาจจะฟังดูเหมือนต้องการพื้นที่ทางกายภาพ แต่การบ่มเพาะนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นได้นั้น ต้องเปลี่ยน ‘ทัศนคติ’ ของคนในองค์กร ทำอย่างไรคนในองค์กรถึงจะยอมรับการเปลี่ยนแปลง และมองเห็นว่าแนวปฏิบัติที่นำไปสู่การเกิดนวัตกรรมคือเรื่องปกติสามัญ สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่จะทำให้การสร้างสรรค์ในองค์กรเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน

          อย่างน้อยในตอนนี้ก็คงจะพอกล่าวได้ว่า การที่องค์กรมรดกวัฒนธรรมเหล่านั้นให้ความสำคัญต่อการสร้างแล็บขึ้นมา ย่อมแปลว่าผู้บริหารองค์กรเชื่อในพลังแห่งการระดมความคิดสร้างสรรค์ ผ่านการบ่มเพาะ สร้างสิ่งแวดล้อม และวางกระบวนการเพื่อให้ได้ผลผลิตที่แตกต่างจากการให้บริการในรูปแบบเดิม ต่อให้ทรัพยากรที่มีอยู่ในองค์กร GLAM เหล่านั้นจะเป็นมรดกจากอดีต แต่ก็พร้อมเสมอที่จะพัฒนาและก้าวเดินเคียงข้างเทคโนโลยีที่ทันสมัยสู่อนาคตอย่างมั่นคง


ที่มา

บทความ The GLAM Workbench จาก glam-workbench.net (Online)

เว็บไซต์ GLAMx Lab จาก www.newcastle.edu.au (Online)

เว็บไซต์ HKUL: GLAM Lab จาก lib.hku.hk/glamlab/index.html (Online)

เว็บไซต์ The KB Lab จาก  lab.kb.nl (Online)

หนังสือ Open a GLAM Lab จาก glamlabs.io (Online)

Photo Cover : Muriel GARGRE on Unsplash

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก