ต้านทรราชย์ใน ‘ว่าด้วยทรราชย์’

697 views
5 mins
August 13, 2025

          เพลโตชิงชังประชาธิปไตยซึ่งตัดสินให้โสเครตีส อาจารย์ของเขาต้องตาย ชื่นชม ‘ราชาปราชญ์’ หรือ ‘philosopher king’ ว่าเป็นระบอบการปกครองที่ดีที่สุด ต่อให้เป็นการปกครองโดยคนคนเดียว ทว่า เป็นคนคนเดียวที่มีความรู้ มีปัญญา และมีศีลธรรม ก็สามารถนำรัฐนาวาและชีวิตผู้คนสู่ความงอกงามได้

          ความคิดของเพลโตในเรื่องนี้ไม่ตรงกับยุคสมัยของเรา ต่อให้เป็นราชาปราชญ์ก็เถอะ อย่างไรก็ตาม เพลโตก็ชิงชังการปกครองโดยคนคนเดียวที่โง่เขลา ละโมบ และกดขี่เช่นกัน เพลโตเรียกระบอบนี้ว่า ‘ทรราชย์’ หรือ ‘tyranny’ (ส่วนคำว่า ‘ทรราช’ แบบไม่มี ย์ หรือ tyrant แปลว่า บุคคลผู้ปกครองบ้านเมืองที่ใช้อํานาจตามอําเภอใจ)

          เกือบสามพันปีนับจากเพลโตมีชีวิต ทรราชไม่เคยล้มหายไปจากประวัติศาสตร์มนุษย์ เนโร ฮิตเลอร์ พลพต ฉินสื่อหวงตี้ ซัดดัม ฮุสเซ็น จากโบราณกาลถึงยุคร่วมสมัย โลกใบนี้ไม่เคยขาดแคลนทรราชผู้โหดร้าย ซ้ำบางรายยังช่วงใช้วิถีทางประชาธิปไตยพาตนเองและหมู่คณะขึ้นสู่การเป็นผู้นำอีกต่างหาก

          ปี 2017 หรือ 2560 ปีเดียวกับที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 45 ทิโมธี สไนเดอร์ (Timothy Snyder) ศาสตราจารย์จากภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยล ตีพิมพ์หนังสือ ‘On Tyranny: Twenty Lessons from the Twentieth Century’ หรือ ‘ว่าด้วยทรราชย์: 20 บทเรียนจากศตวรรษที่ 20’ อ่านเนื้อหาภายในดูก็จะรู้ได้ว่าเป็นปฏิกิริยาต่อการขึ้นครองอำนาจของทรัมป์ ผู้มีรสนิยมขวาจัดฟาสซิสม์และอาจจะกลายเป็นทรราช

ต้านทรราชย์ใน ‘ว่าด้วยทรราชย์’

          ปี 2024 หรือ 2567 การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เวียนกลับมาอีกครั้ง โจ ไบเดน ประธานาธิบดีคนปัจจุบันถอนตัวจากการแข่งขันและยกหน้าที่ตัวแทนพรรคเดโมแครตให้แก่ กมลา แฮริส ขณะที่พรรครีพับลิกันส่ง โดนัลด์ ทรัมป์ คนเดิมที่สอบตกครั้งที่แล้ว ฉาวโฉ่ และมีคดีกลับมาแข่งขันอีกรอบ ณ เวลาที่เขียนอยู่นี้ยังไม่มีใครรู้ว่าระหว่างกมลาและทรัมป์ใครจะเป็นประธานาธิบดีประเทศมหาอำนาจอันดับ 1 คนต่อไป อาจเป็นทรัมป์ซึ่งจะทำให้หนังสือเล่มนี้มีความสำคัญขึ้นมาอีกครั้ง หรืออาจจะเป็นกมลาซึ่งก็ไม่ได้ทำให้หนังสือเล่มนี้สำคัญน้อยลง

          20 บทเรียนของ สไนเดอร์ คือการเก็บเกี่ยวเรื่องราวการเกิดทรราชย์ในประวัติศาสตร์ศตวรรษที่ 20 กลั่นออกมาเป็นแนวทางที่เราจะใช้ต่อต้านขัดขืนมิให้ทรราชย์ถือกำเนิด ในทางกลับกันมันหมายความว่าเพราะไม่มี 20 ข้อนี้ ทรราชย์จึงถือกำเนิดขึ้นได้ 20 บทเรียนของ สไนเดอร์ ประกอบด้วย

         1. อย่ายอมเชื่อฟังทำตามไว้ล่วงหน้า

         2. ปกป้องสถาบันทั้งหลาย

         3. จงระวังรัฐที่มีพรรคเดียว

         4. เข้ารับผิดชอบจัดการโฉมหน้าโลก

         5. จงคำนึงถึงจรรยาบรรณวิชาชีพไว้เสมอ

         6. เฝ้าระวังกองกำลังเถื่อนไว้ให้ดี

         7. ตรึกตรองให้ดีถ้าคุณต้องจับอาวุธ

         8. ยืนเด่นโดยท้าทาย

         9. ละเมียดอ่อนโยนต่อภาษาของเรา

         10. เชื่อมั่นในความจริง

         11. สอบค้นความจริง

         12. สบตาและพูดคุย

         13. หมั่นทำการเมืองเป็นเรื่องกายภาย

         14. สถาปนาชีวิตส่วนบุคคล

         15. สนับสนุนผู้ทำคุณประโยชน์ให้สังคม

         16. เรียนรู้จากมิตรสหายต่างแดน

         17. คอยเฝ้าระวังคำอันตราย

         18. จงสงบสุขุมเมื่อสิ่งที่ไม่คาดคิดบังเกิด

         19. จงรักชาติ

         20. จงกล้าหาญมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

          ในคำนิยมที่บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ เขียนให้แก่หนังสือเล่มนี้…

          “อาเรนดท์มองว่าสิ่งที่ทำให้ระบอบเผด็จการอำนาจนิยมงอกงามขึ้นได้นั้น เพราะระบอบอำนาจนิยมเบ็ดเสร็จเลือกใช้ความรุนแรง (violence) และความหวาดกลัว (terror) ต่อคนที่ไม่เห็นด้วย การทำให้คนที่เห็นต่างเงียบเสียงลง ดับเสียงของพวกเขาให้แผ่วเบาและเงียบลงในที่สุด ตลอดจนการ ‘เก็บกวาด’ คนที่เห็นต่างไปจากพื้นที่สาธารณะ” (หน้า 8)

          ผมจึงเห็นว่าข้อเรียกร้องของ สไนเดอร์ ก็คือการยืนหยัดต่อสู่กับความรุนแรงและความกลัว ซึ่งบางข้อก็ง่ายจะทำตาม ขณะที่บางข้อก็เรียกร้องสูงมากเสียจนยากเป็นจริง และบางข้อชวนให้นึกถึงข้อเท็จจริงที่มีให้เห็นอยู่ตำตาในหลายที่ทั่วโลก

          เช่นข้อแรกที่บอกว่า ‘อย่ายอมเชื่อฟังทำตามล่วงหน้า’ สไนเดอร์ ไว้ตอนหนึ่งว่า

“อำนาจส่วนใหญ่ของระบอบอำนาจนิยมล้วนได้รับมาอย่างอิสระไร้เงื่อนไข ในช่วงเวลาเช่นนี้ ปัจเจกชนทั้งหลายมักจะคิดไปก่อนล่วงหน้าแล้วว่ารัฐบาลที่กดขี่กว่าที่เป็นอยู่นี้จะปรารถนาสิ่งใด แล้วก็เสนอตัวไปรับใช้โดยไม่ต้องรอการร้องขอ การที่พลเมืองยอมปรับตัวเช่นนี้กำลังเสี้ยมสอนให้อำนาจรู้ว่ามันสามารถทำอะไรได้” (หน้า 17)

          ใช่ไหม? เรามีคนจำนวนมากพร้อมหมอบกราบรับใช้ทรราชหรือผู้นำเผด็จการโดยไม่ต้องถูกร้องขอ ความเศร้าก็คือพลเมืองชนิดนี้ไม่ใช่ประชาชนส่วนใหญ่ ซ้ำยังมีบทบาท สถานะ ทุน หรืออิทธิพลใดๆ ก็ตามที่คอย ‘เสี้ยมสอน’ ให้ทรราชหลงละเลิง ตัวอย่างเช่นกระบวนการยุติธรรม เจ้าหน้าที่รัฐ หรือกองทัพ สามเสาหลักที่คอยค้ำจุนทรราชในเกือบจะทุกที่ทั่วโลกเลยกระมัง

          หรือ ‘จงคำนึงถึงจรรยาบรรณวิชาชีพไว้เสมอ’ “ถ้านักกฎหมายดำเนินรอยตามบรรทัดฐานของการไม่ตัดสินคดีโดยปราศจากการไต่สวนในศาล ถ้าแพทย์ยอมรับกฎแห่งการไม่ผ่าตัดโดยปราศจากการยินยอม ถ้านักธุรกิจสนับสนุนการห้ามค้าทาส ถ้าข้าราชการปฏิเสธที่จะจัดการงานเอกสารที่เกี่ยวพันกับฆาตกรรม ระบอบนาซีย่อมเผชิญกับความยากลำบากในการก่ออาชญากรรมสังหารโหดมากกว่าสภาพความเป็นจริงที่เราจดจำมาถึงทุกวันนี้” (หน้า 36)

          ถ้าการพยายามสร้างสถานการณ์ความวุ่นวายและการก่อจลาจลของทรัมป์ในปี 2564 ผลักดันให้กองทัพสหรัฐฯ ทำรัฐประหาร อเมริกาและการเมืองโลกย่อมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่มันไม่เกิดขึ้นเพราะกองทัพสหรัฐฯ ตระหนักดีว่าหน้าที่ของตนคืออะไร

          หรือบทเรียนที่ว่า ‘สอบค้นความจริง’ สไนเดอร์ เขียนอย่างเย้ยหยันว่า

          “อะไรคือความจริง” บางครั้งผู้คนตั้งคำถามนี้เพราะพวกเขาปรารถนาที่จะไม่ทำอะไรเลย การเย้ยหยันโลกโดยเหมารวมทำให้เราดูเท่และแตกต่าง แม้ว่าเราจะได้ลื่นไหลเข้าไปอยู่กับเพื่อนพลเมืองคนอื่นๆ ในกลุ่มก้อนผู้คนที่ไม่สนใจใยดีอะไรแล้วก็ตาม…ปัจเจกบุคคลผู้สอบค้นความจริงก็คือพลเมืองผู้สรรค์สร้าง (สังคม) ผู้นำที่ไม่ชอบผู้สืบค้นก็คือผู้นำที่พร้อมจะเป็นทรราช” (หน้า 64)

          ส่วน ‘ยืนเด่นโดยท้าทาย’ กับข้อสุดท้ายที่ว่า ‘จงกล้าหาญมากที่สุดเท่าที่จะทำได้’ ซึ่ง สไนเดอร์ เขียนไว้เพียงสั้นๆ ว่า “หากไม่มีใครพร้อมตายเพื่ออิสรภาพ เราทุกคนคงตายใต้ระบอบทรราชย์เป็นแน่” ผมกลับมองว่าเป็นข้อเรียกร้องที่สูงและราคาแพงเกินไปสำหรับปัจเจกบุคคลคนหนึ่ง มีตัวอย่างมากมายบนโลกนี้ที่ผู้ยืนเด่นโดยท้าทายและกล้าหาญต้องจบลงอย่างโหดร้ายและอยุติธรรม แน่นอนว่าเราคงต้องดูบริบทขีดขั้นของการกดขี่ในแต่ละประเทศ เช่น ชาวพม่าจำนวนหนึ่งในเวลานี้อาจมองว่าการต่อสู้ด้วยสันติวิธีต่อหน้ามินอ่องลายเป็นเรื่องโง่เขลา ขณะที่การจับอาวุธขึ้นสู้อย่างน้อยก็มีโอกาสปลดแอกมากกว่า เป็นต้น

          สำหรับผม 20 บทเรียนของ สไนเดอร์ คล้ายกับจะเป็นคู่มือต่อต้านรัฐประหารอยู่ในที เพราะการกระทำที่เขากล่าวถึงในประเทศที่ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนลงหลักปักฐานค่อนข้างแน่นหนาปลอดภัยกว่าประเทศที่การรัฐประหารเปรียบได้กับกิจกรรมยามว่างของผู้นำกองทัพ การนำบทเรียนไปใช้จำเป็นต้องปรับแปลงให้เข้ากับเงื่อนไขทางการเมือง

          ในขณะเดียวกัน บทเรียนทั้ง 20 ข้อยังเป็นดั่งสัญญาณเตือนภัย เมื่อใดก็ตามที่เกิดเหตุการณ์ไปในทิศทางตรงกันข้าม พลเมืองควรต้องระมัดระวังและเริ่มคัดง้าง อย่านิ่งเฉยโอนอ่อนตามกระแสลมทางการเมืองและอำนาจ

          แต่ผมคิดว่ายังมีคำถามสำคัญอยู่อีกประการหนึ่ง

          เราสามารถถามในทางกลับกันได้หรือไม่ว่า สังคมหนึ่งๆ ผลิตเนื้อนาดินชนิดไหนขึ้นมาจึงยินยอมให้ทรราชงอกงามได้ไม่จบไม่สิ้น ขนาดสหรัฐฯ ที่ระบอบประชาธิปไตยตั้งมั่นมากว่า 200 ปี ยังมีศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยหวั่นเกรงว่าประเทศตนกำลังจะเกิดระบอบทรราชย์ เช่นนั้นแล้วสังคมที่มีแต่การศิโรราบ การเชื่อโดยไม่ตริตรอง การชิงชังผู้ตั้งคำถาม การสร้างข่าวปลอม การปลุกปั่นด้วยการบิดเบือนข้อมูลเพื่อสร้างความเกลียดชัง การพยายามกำจัดฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองด้วยทุกวิถีทาง ฯลฯ จะไม่อันตรายยิ่งกว่าหรือ?

          คงเรียกได้ว่า ‘ว่าด้วยทรราชย์: 20 บทเรียนจากศตวรรษที่ 20’ ของ สไนเดอร์ เป็นประวัติศาสตร์ทรราชย์ในศตวรรษที่ 20 แบบย่นย่อสุดๆ โดยพูดถึงกระบวนการที่มันก่อเกิดขึ้นมาและวิธีป้องกัน

          แต่กับผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ต่อการก่อเกิดทรราชย์นั้นคงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง…

           

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

PDPA Icon

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก