ในระหว่างการสนทนากับ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล บรรณาธิการก่อตั้ง และ เสฏฐนันท์ ธนกิจโกเศรษฐ์ บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์สำนักนิสิตสามย่าน เรามองเห็นประกายไฟเล็กๆ ประกายไฟของความหวังต่อสังคมไทย ความหวัง…คำที่บางคนหมดหวังกับมันไปแล้ว
‘สำนักพิมพ์สำนักนิสิตสามย่าน’ เป็นสำนักพิมพ์เล็กๆ ที่อยู่ในสภาพ ‘ร่อแร่มาตลอด’ มันเกิดจากความเป็นคนทำหนังสือและเป็นนักกิจกรรมที่ผสมกันในตัวเนติวิทย์ เน้นผลิตหนังสือแปลเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งถ้าหากสังเกตสักหน่อยจะพบว่าชื่อผู้แปลไม่ใช่ชื่อที่คุ้นหน้าคุ้นตาในแวดวงการอ่าน
นั่นเพราะนักแปลเหล่านี้คือบรรดานิสิตนักศึกษาทั้งในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ ที่มาร่วมกันทำงานผลิตหนังสือที่พวกเขาเห็นว่าเป็นหนังสือรากฐาน (foundation) ของสาขานั้นๆ ที่ควรแปล แต่ไม่มีใครแปล พวกเขาจึงต้องทำกันเองเพื่อให้สังคมไทยมีองค์ความรู้สำคัญๆ ต่อการถกเถียงเรื่องสำคัญๆ ที่มักถูกสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมองว่าไม่สำคัญ
‘นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยผ่านตัวอักษร’ คำขวัญของสำนักพิมพ์ที่บ่งบอกนัยหลายประการ พวกเขาหยิบยื่นหนังสือในโลกภาษาอื่นให้แก่นิสิตนักศึกษาที่เรียนการแปลเพื่อแปลงมันสู่โลกภาษาไทย มันเป็นการสร้างโอกาส สร้างพื้นที่ สร้างองค์ความรู้ และสร้างการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยไปพร้อมๆ กัน
พอดีกว่า เราไปฟังเรื่องราวของสำนักพิมพ์ที่ ‘อยู่ยาก’ แห่งนี้ แต่ไม่ยอม ‘อยู่เป็น’ กัน
สำนักพิมพ์สำนักนิสิตสามย่านก่อตั้งปี 60 ตอนนั้นก็เป็นช่วงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีอำนาจ เรื่องสิทธิเสรีภาพก็ถูกจำกัดอย่างหนัก ทำไมคิดว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเปิดสำนักพิมพ์แห่งนี้
เนติวิทย์: จริงๆ คสช. ปี 57 ใช่ไหมครับ ปี 60 มันก็สามสี่ปีละ บรรยากาศก็ดีขึ้นบ้าง แล้วจริงๆ ผมเคยคิดจะเลิกทำหนังสือ เพราะผมเคยทำมาก่อนตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม แล้วก็รู้สึกว่าเราอยากจะไปทำอะไรนอกสิ่งที่ตัวเองเป็นบ้าง แต่มันก็ทำไม่สำเร็จ สันดานก็ยังเหมือนเดิมอยู่ ชอบทำหนังสือ พอมีโอกาสขึ้นมาตอนนั้นอยู่ปีสอง แล้วเป็นประธานสภานิสิต เกิดความคิดอยากจะตั้งสํานักพิมพ์ของสภานิสิต อันนี้คือความคิดแรกเลย เพราะเคยอ่านวรรณกรรมของเขา สมัยพวก 14 ตุลาฯ เราก็จะเห็นว่าเมื่อก่อนหนังสือ เช่น หนังสือของ จิต ภูมิศักดิ์ พิมพ์โดยฝ่ายวิชาการสโมสรนิสิตจุฬา ช่วงประมาณปี 17-18 แล้วคิดว่าเราก็น่าทำบ้างนะ เอาเงินสภานิสิตมาทำ ขาดเหลือเราก็ออกทุนเอา มันจะได้มีช่องทางกลับมาทำสภานิสิต ไม่ต้องพึ่งเงินจากมหาลัยอย่างเดียว แล้วก็เป็นพื้นที่ให้คนได้ขีดเขียน
แต่มันก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเรายังไม่ได้เป็นประธานจริงๆ ด้วยซํ้า ยังไม่ทันเปิดเทอมเลย มันก็ไล่เราออกแล้ว ถูกตัดคะแนน ตอนนั้นรู้สึกแย่มาก เหมือนเราตั้งใจจะมาทุ่มเททำงานในมหาวิทยาลัย แล้วเราก็ถูกมหาวิทยาลัยตัดคะแนน เราก็ไม่สามารถจะทำอะไรในระบบได้เลย แล้วตอนนั้นบรรยากาศสังคมมันก็ยังแย่ อยู่ยากมากช่วงนั้น ไม่รู้ทำอะไรดีเพราะมันไม่มีพื้นที่ให้ เราก็มาทำหนังสือแล้วกัน
ตอนนั้นจิตใจดาวน์มาก มองโลกในแง่ร้ายมาก แล้วปี 59 โดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีด้วยใช่ไหมครับ พฤศจิกาตอนนั้นช็อกมากเลย พอดีผมสนใจอ่านหนังสือภาษาอังกฤษบ้าง มันมีหนังสือ On Tyranny (On Tyranny: Twenty Lessons from the Twentieth Century) ที่พูดถึงว่า ต่อไปอเมริกาจะเป็นยังไง ถ้าไม่รับมือกับเหตุการณ์แบบนี้ เขาก็เปรียบเทียบกับสมัยสงครามโลกครั้งที่สองด้วย ขณะเดียวกันบรรยากาศเมืองไทยสำหรับผมมันก็มืดมนมาก เพราะมีการปราบปรามนักศึกษาหลายคนที่มีตำแหน่งแห่งที่ แทนที่จะพูดความจริงก็รับใช้ คสช. กันเต็มที่เลยนักวิชาการ
ผมก็งงไปหมด ผมเข้าจุฬาฯ คิดว่าจะได้เจอพวกคนที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรม ส่วนใหญ่ไม่มีเลย มันก็ทำให้เรายิ่งตั้งคําถามว่าเราอยู่ในสังคมเผด็จการเบ็ดเสร็จหรือเปล่า แล้วงานของสไนเดอร์ (ทีโมรี สไนเดอร์ ผู้เขียน On Tyranny) เล่มนี้ก็เลยเป็นประตูให้ผมสนใจเรื่องสังคมเผด็จการ สังคมที่คนไม่กล้าพูดความจริง เป็นหนังสือเล่มแรกที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญมาก แล้วตอนผมถูกตัดคะแนน ผมก็มองโลกในแง่ร้ายอย่างนี้ด้วยเพราะผมไม่รู้จะทำอะไรได้ แปลงหนังสือละกัน ก็เอาสํานักพิมพ์ที่เคยคิดว่าจะเป็นของสภามหาวิทยาลัยมาทำเอง ก็เลยมีหนังสือเล่มแรกๆ เลยตอนนั้น แล้วก็หนังสือโจชัว หว่อง ตอนนั้นผมถูกตัดคะแนน มันคือช่วงเดียวกับที่ฮ่องกง โจชัว หว่อง ติดคุก เรารู้สึกบรรยากาศพวกนี้เข้ามาในตัวเราเยอะมาก ไม่มีทางระบายออก เราก็ระบายผ่านหนังสือ
ชื่อสำนักพิมพ์คิดกันนานมั้ย? ต้องการประชดด้วยหรือเปล่า?
เนติวิทย์: ก็มีปัจจัยหนึ่งด้วย ตอนนั้นการทำ activist ถูกตั้งคำถามเยอะมาก เพราะเราสู้มาหลายปีแล้ว คนโจมตีด่าทอเยอะแยะเลย คนก็นั่งถามนักเคลื่อนไหวว่าควรจะมียุทธศาสตร์ยุทธวิธียังไงบ้าง ก็เลยเป็นที่มาว่างั้นเราก็ลองมาเปลี่ยน คือมาผลิตเอาองค์ความรู้แทนที่จะต้องไปประท้วงอย่างเดียว มันจะได้มีรสชาติมากขึ้นหน่อย แล้วตอนนั้นสิ่งที่ผมเห็นจากที่ทำงานในมหาวิทยาลัยคือเมื่อก่อนการอ่านหนังสือแปลสำหรับผมมันเป็นเรื่องยากมากนะ แต่พออยู่ในมหาวิทยาลัยก็เห็นคนที่มีความสามารถในการอ่าน การแปลหนังสือ ผมคิดว่ามีมากมายพวกเด็กๆ พวกเพื่อนๆ หรืออย่างคณะอักษรฯ ผมก็มาทราบเอาทีหลังว่ามีเรียนวิชาแปลตั้งสองสามตัว แล้วทําไมคนพวกนี้ไม่มาแปลหนังสือ เราก็เลยฟอร์มมาอย่างนี้ ก็เลยเป็นนิสิตเลย
ทีนี้ สำนักนิสิตสามย่าน มันมาจากความคิดว่า ตอนแรกผมอยากทำให้มันเป็นแบบ Vienna Circle, Frankfurt School อะไรพวกนี้ เป็นที่มาของคําว่าสำนัก ตอนหลังมันก็ยาวไป แล้ว School ตอนจดทะเบียนมันมีปัญหาด้วยจดไม่ได้ เป็นโรงเรียนหรือเปล่า ชื่อบริษัทก็เลยเป็นนิสิตสามย่าน
พอเปิดสํานักพิมพ์ได้สักสองสามปีก็มีการประท้วงของนิสิตนักศึกษาเยาวชนทั่วประเทศ ตอนนั้นสำนักนิสิตสามย่านเข้าไปมีบทบาทอะไรบ้างมั้ยกับการเคลื่อนไหวของของนักศึกษาเยาวชน
เนติวิทย์: ไปขายหนังสือ เราขายมานานแล้ว สำนักพิมพ์เกิดขึ้นเพราะผมว่ามันตอบสนองกับกลุ่มประท้วงตอนนั้น เขาไปร่วมชุมนุม ผมก็เอาหนังสือไปขาย แล้วผมมีความคิดอีกอันหนึ่งคือเมื่อก่อนคนด่าเราเยอะ ถ้าเขาด่าเรา เราก็ควรได้เงิน ผมคิดอย่างนี้ ก็ขายหนังสือ คุณก็ด่าเรา ก็ได้ซื้อหนังสือไปหน่อย อย่างน้อยก็แลกเปลี่ยนกัน เราก็จะได้ผลิตคอนเทนต์ต่อกัน ได้มีเวลาไปอ่านหนังสือไง ได้ค้นคว้าต่างๆ แล้วคุณจะด่าเราต่อก็ได้ แต่เราทำเป็นประโยชน์เพื่อสังคม ผมคิดอย่างนี้ให้คนที่มีความคิดเห็นแตกต่างหรือคนอื่นๆ มาอุดหนุนเรา เราไม่อยากได้เงินเปล่า คุณก็แลกเปลี่ยนกันอย่างชอบธรรมดีกว่า
ตอนปี 63 คือสำนักพิมพ์มันมาออกดอกผลตอนนั้นเหมือนกันนะครับ เพราะปี 60 เราเริ่มผลิตงานเกี่ยวกับเรื่องจีน เรื่องอุยกูร์ ตอนแรกขายไม่ออกเลย หนังสือหลายเล่มขายหมดจริงๆ ช่วงปี 63 ด้วยซํ้า เพราะว่าเด็กหลายคนเขาอ่านแล้วได้แรงบันดาลใจของเขาเองโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ แล้วเขาก็ไปชูธงทิเบต ชูธงอุยกูร์ในม็อบ ก่อนหน้านั้นเราก็พยายามชูประเด็นพวกนี้มาก่อนแล้ว แต่ไม่ค่อยมีคนสนใจมากเท่าไหร่ มันมาสำเร็จตอนปี 63 หรือหนังสือเล่มหนึ่งที่เราไม่คิดว่าจะขายได้ แต่ก็เป็นหนังสือที่มีคนเอาไปทำเป็นบทละครด้วยซํ้า ก็คือหนังสือ ‘ความรับผิดชอบส่วนบุคคลภายใต้เผด็จการ’ ของฮันนาห์ อาเรนท์ อ่านยากจะตาย แพงด้วย ขายหมดเลย แล้วมีคนทำเป็นบทละครไปประท้วง มันก็มีอะไรที่เกินความคาดหมายเกิดขึ้น

ฟังดูแล้วเหมือนไม่ได้มองในมุมธุรกิจเลย แต่ใช้ความสนใจส่วนตัวเป็นหลัก ขายได้หรือไม่ได้เป็นเรื่องหนึ่ง
เนติวิทย์: มันก็ไม่เชิงขนาดนั้นนะ เราคิดว่าหนังสือที่เราทำมันมีความสำคัญมาก แต่บางทีมันเหมือนลงทุนกับระยะเวลา อย่างเล่ม ปาเลสไตน์-อิสราเอล ก็ทํามาตั้งนานไม่มีคนสนใจเลย สงครามเกิดขึ้นขายได้เลย มันก็ไม่ใช่เรื่องน่ายินดีสักเท่าไหร่ แต่ว่ามันขาดแคลนเรื่องพวกนี้ แล้วสังคมไทยเป็นสังคมตามกระแสเกินไปหน่อย สํานักพิมพ์เราพยายามคิดว่ามันเป็นปัญหาสำคัญที่เขาสนใจกันทั้งโลก แต่ประเทศไทยอาจจะยังไม่สนใจตอนนั้น ช่วงแรกมันเลยต้อง suffer หน่อย พิมพ์ออกมาแล้วแทนที่ เอ้อ มันน่าตื่นเต้นจะตายเล่มนี้ ในต่างประเทศถือว่าเป็นหนังสือสำคัญเลยนะ เมื่อไม่มีใครสนใจเลย วงการวิชาการไรก็ไม่มีใครสนใจอะไรทั้งนั้น เราก็ต้องทนนะครับ ก็อาจจะต้องรอ 10 ปีหรือเปล่าไม่รู้ แต่บางเล่มส่วนใหญ่ก็ดีนะ สองสามปีมันก็ค่อยๆ รีเทิร์น
เสฏฐนันท์: แล้วแต่บริบทการเมืองตอนนั้นด้วย อย่างเลือกตั้ง ก็จะมีหนังสือประเภทหนึ่งขายดี แล้วแต่ช่วงด้วย
หนังสือของสำนักพิมพ์สำนักนิสิตสามย่านเล่มไหนขายดีที่สุด
เนติวิทย์: เรื่องเซ็กซ์นี่ก็ขายดี รักร้อนแรงในแดนสังคมนิยม คนชอบมากเลย ไม่ได้ตั้งใจเลยนะว่ามันจะประสบความสำเร็จ แล้วก็อย่าง คอมมิวนิสต์สำหรับสหายน้อย ก็ขายดี ความทุกข์ของชาวอุยกูร์ ก็ขายหมด หมดไปนานแล้ว
เสฏฐนันท์: 10 มายาคติหลังสงครามโลกก็ขายดี ต้องพิมพ์รอบสอง แล้วก็เล่มของ ปีเตอร์ ซิงเกอร์ (Peter Singer) จริยศาสตร์ เล่มเหลืองๆ (จริยศาสตร์แห่งการช่วยเหลือผู้อื่น – ผู้เขียน) ก็ขายดี
เนติวิทย์: เราก็ไม่รู้ว่าเล่มไหนมันจะขายดี เล่มที่ขายได้มันก็ได้ มันก็มีอีกหลายเล่มที่ขายไม่ออก
บุคลิกของสำนักพิมพ์สำนักนิสิตสามย่านเป็นยังไง อ่านแล้วก็รู้สึกว่ามันหนักๆ ใช้พลังพอสมควร แต่มันก็ไม่ใช่แบบฟ้าเดียวกัน สมมติ อิลลูมิเนชัน พวกคุณวางธีมสำนักพิมพ์ไว้ยังไง
เสฏฐนันท์: ก็ตามประเด็นเคลื่อนไหวครับ เช่น พอสนใจเรื่องประเด็นสิทธิสัตว์ก็จะพยายามแปลหนังสือที่มันเป็น foundation ของการคิดเรื่องสิทธิสัตว์ออกมาก่อน หรือว่าช่วงที่เราทำงานกับเพื่อนที่ฮ่องกงเรื่องจีน ก็มีเรื่องจีนออกมาจำนวนหนึ่งครับ คล้ายว่าขบวนการเราสนใจอะไรก็จะออกหนังสือที่เป็น foundation ของการเคลื่อนไหวนั้นออกมา อันนี้เป็นวิธีพิจารณาว่าจะเลือกเล่มไหน
เนติวิทย์: คือเราก็ยอมรับความคิดต่างๆ เยอะเลย ล่าสุดเราก็จะเปิดงานเกี่ยวกับ foundation ของอนุรักษ์นิยมเหมือนกันเพราะมันก็ไม่มีงานด้านนี้ ผมก็พยายามเสาะหาอยู่ อะไรที่เมืองไทยเราถกเถียงกันแล้ว เรายังขาดองค์ความรู้ด้านนั้น มันก็ควรจะมีหรือเปล่า ทําไมมันไม่มีล่ะ นี่ก็เป็นคําถามหลักของผมมาตลอดเลย บางทีคุยกันเรื่องเกณฑ์ทหารเพราะเราพูดกันมาตั้งนานแล้ว แต่จะไปหาวรรณกรรมพวกนี้มีไหม ไม่มีนะครับ มีสํานักพิมพ์เราต้องตีพิมพ์ออกมาสามสี่เล่ม แล้วส่วนใหญ่ขายไม่ค่อยได้ด้วย มันก็ต้องทำอย่างนี้
แล้วในฐานะบรรณาธิการต้องทำอะไรบ้าง คิดในแง่ธุรกิจด้วยมั้ย
เสฏฐนันท์: มันก็มีค่าใช้จ่ายจำนวนหนึ่ง แต่สำนักพิมพ์เราไม่ได้มีขนาดใหญ่ ไม่ได้มีลูกจ้างเยอะ มีคนทำประจำอยู่ไม่กี่คน แล้วส่วนใหญ่เวลาแปลทําไมแปลได้เยอะเพราะว่าเราก็ outsource คนต่างๆ มา เพื่อนนิสิตบางคนที่สนใจบางเรื่องก็ให้แปลเรื่องที่เขาสนใจ แล้วก็มีคนที่จะเป็นบรรณาธิการให้ ในแง่หนึ่งมันก็ให้โอกาสนิสิตได้ฝึก อย่างผมเรียนอักษร แต่มันก็ไม่มีที่ที่ให้เราได้ฝึก ได้ลองแปลจริงๆ คือเรียนจบมาแล้ว ในแง่หนึ่งก็เป็นพื้นที่ให้เด็กที่สนใจ แล้วพอ outsource เราก็จ่ายเฉพาะในส่วนค่าแปล ไม่ต้องจ่ายประจำเยอะขนาดนั้น ก็ประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้บางส่วน
เสฏฐนันท์: คือมันก็เพื่อ activist หนังสือได้กำไรมาก็ไปเคลื่อนไหวต่อ เช่น สารคดีเจ้าแม่ทับทิม มันก็ได้กำไรจากการขายหนังสือ คิดว่าตัวธีมหลักของสำนักพิมพ์มันไม่ได้ชัดขนาดนั้น ก็แค่อยากให้มีไอเดียต่างๆ ในสังคมเยอะขึ้น แล้วคุณก็ควรจะมี foundation ที่ดีในการเถียง ไม่งั้นก็ไม่ได้อะไร บางคนเป็นอนุรักษ์นิยมก็เป็นไป คุณก็ควรจะเข้าใจว่าสังคมลิเบอรัลไอเดียมันก็ต้องแบบนี้
บางทีจะเห็นหนังสือแปลออกมาเยอะในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน พวกคุณควบคุมคุณภาพการแปลอย่างไร
เนติวิทย์: ก็ต้องทำใจเรื่องคุณภาพการแปลบ้าง เพราะว่าจริงๆ คือผมไม่ได้ตั้งใจทำสนพ.นี้ให้มันเป็นหนังสือเพอร์เฟคอยู่แล้วนะ เราก็พยายามทำดีที่สุดเท่าที่ได้ บางทีมันก็หลุดออกมาบ้าง เพราะคนแปลก็เป็นนิสิต อย่างช่วงที่ทำสำนักพิมพ์เรามีโอกาสเดินทางไปหลายประเทศ อย่างไปไต้หวัน เราก็เห็นเขาออกหนังสือปรัชญาอะไรยากๆ ออกมาหมด หนังสือฝรั่งเพิ่งออกบินไปก็เจอแล้วเขาพิมพ์ภาษาจีนออกมา แล้วก็เคยทราบมาว่าเขามีออกแข่งกันด้วยซ้ำหลายสำนักพิมพ์เพราะคนอาจจะแปลต่างกัน ไทยมันไม่มีตรงนี้ไง เรามีเวอร์ชันเดียว แล้วมันก็อาจจะไม่ได้ดีที่สุด
เสฏฐนันท์: คล้ายกับว่าคุณภาพมันขึ้นกับคนแปลด้วยบางส่วนครับ คือเราพยายามคุมจากส่วนของบรรณาธิการแปลอีกทีหนึ่ง แต่ว่าบางคนแปลเล่มแรกแล้วทำให้ตอนมาแก้ในกระบวนการบรรณาธิการมันแก้ยากมาก บางทีถ้าโครงแปลได้ไม่ดีเท่าไหร่ บรรณาธิการก็แก้ได้ไม่มาก
เนติวิทย์: ก็ยากลําบากหน่อยเพราะคนแปลบางทีเป็นนิสิต บางคนต้องตามตื๊อนานมาก หรือบางคนเขาก็ไม่มั่นใจ เพราะว่าสังคมไทยมันจ้องจับผิดกันตลอดเวลา เดี๋ยวแปลผิด แปลไม่ดี เราก็สูญเสียทรัพยากรอย่างดีไปเยอะมาก แทนที่เราต้องส่งเสริม คุณก็ไปแปลสิ มันก็ครั้งแรกอยู่แล้ว ผมก็จะบอกทุกคนอย่างนี้ ครั้งแรกคุณต้องมีข้อบกพร่องเยอะ เรื่องธรรมดา ทีนี้บรรณาธิการก็ต้องมาดู แต่ว่าถ้ามันแย่มากอันนี้ก็ต้องกลับไปจัดการใหม่ แล้วสํานักพิมพ์เราไม่ได้ออกหนังสือบางทีเห็นออกทีเป็นสิบเล่มห้าเล่ม เพราะบางทีแปลมาแล้วไม่ดี บก. ก็ต้องไปจัดการแก้กันเป็นปีนะครับ ดังนั้น บางเล่มที่เห็นเราออกมา พวกนี้ส่วนใหญ่ทำงานไม่ตํ่ากว่าหนึ่งปี หรือบางเล่มก็สองปีสามปี บังเอิญมันออกมาช่วงเวลาเดียวกัน มันเลยเยอะ
เสฏฐนันท์: มันดองในสต็อกเยอะ เหมือนกับบางทีคนแปลเสร็จแล้ว บรรณาธิการแล้วมันไม่ได้สักทีหนึ่ง ต้องแก้เยอะมาก
เนติวิทย์: แล้วถ้ามันไม่ระบายใช่มั้ยครับ เงินมันก็ร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ เหมือนกัน เราก็ต้องออกได้ออก ไม่งั้นเดี๋ยวมันไม่มีโอกาสละ ออกขายได้ก็มีเงินหมุนกลับมาจะได้เอามาทำเล่มต่อไปได้
ในแง่ธุรกิจว่าถือประสบความสำเร็จมั้ย
เนติวิทย์: ไม่รู้ เราก็ไม่ได้เป็นนักธุรกิจขนาดนั้น แต่ในแง่หนึ่งเราอยู่ไม่ได้ห้าหกปี ก็ถือว่าดีระดับหนึ่ง แต่คงไม่ได้ประสบความสำเร็จมาก แล้วเราก็ไม่ได้ตั้งใจจะประสบความสำเร็จอยู่แล้ว ตอนแรกคิดไว้คือทําไว้เป็นโมเดลด้วยซํ้า อยากแสดงให้นิสิตนักศึกษาเห็นในเวลานั้น เอาความรู้ที่เรียนในมหาวิทยาลัยมาต่อยอด ทำประโยชน์ให้กับสังคมได้ เช่น เรียนการแปลมาหรือเคยไปแลกเปลี่ยนเมืองนอก มีความรู้ภาษาอังกฤษ คุณก็มาทำแบบนี้ได้ ช่วยสังคมผ่านนี้ได้เลย ตอนนั้นไม่กล้าไปม็อบเยอะนะ ให้ไปถือป้ายอะไร เขากลัวจะถูกจับ แต่เรารู้ว่าเขามีเจตนาดี อยากช่วย ก็โยนหนังสือให้เขาไปช่วยแปลหน่อย ต้องการเป็นโมเดลแค่นั้นเลยตอนนั้น แต่ตอนนี้บังเอิญสำนักพิมพ์โชคดีว่าพออยู่เลี้ยงตัวมาได้
เสฏฐนันท์: จริงๆ มันก็เป็นทางเลือกของสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย เพราะจริงๆ หน้าที่อย่างนี้ควรเป็นหน้าที่ของสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยในการแปลหนังสือวิชาการ ออกซ์ฟอร์ด เคมบริดจ์ ฮาวาร์ด เขาก็มีสำนักพิมพ์ แปลงานที่ดีออกมาเยอะ แต่สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยในไทยคือทำหนังสือติว
เนติวิทย์: อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมตั้งคำถาม ผมเคยอยากจะเขียนวิพากษ์วิจารณ์สำนักพิมพ์จุฬาฯ ด้วยซ้ำ เพราะเราไปเช็คแล้ว ตอนนั้นตกใจเหมือนกัน ผู้บริหารเป็นอาจารย์บัญชีหมดเลย ไม่มีอาจารย์สายสังคมเลยที่มาคอยดู เพราะว่าสำนักพิมพ์จุฬาฯ หากินกับหนังสือติวสอบ สอบเข้า แล้วมันก็มีคุณภาพต่ำ ไม่ได้น่าสนใจขนาดนั้น
เสฏฐนันท์: หนังสือ academic โมเดลแบบต่างประเทศมันไม่มีในไทยเลย ถ้าเขาจะทำมันดีกว่าสามย่านแน่นอน เพราะเขามีอาจารย์ทั้งมหาวิทยาลัย
เนติวิทย์: มันคือความน่าเสียดายไงครับ ก็อยากให้สำนักพิมพ์ใหญ่ๆ อย่างจุฬาฯ ปรับตัวด้วย สํานักพิมพ์เล็กๆ อย่างเราทำอย่างนี้ได้ เราก็ทำได้ดีกว่าซะอีก ผมอยากให้เขาคิดอย่างนี้ แล้วถ้าเขาทำได้ดี ผมก็เลิกทําละ จริงๆ ถ้ามันดีต่อไปคุณก็ไปซื้อสํานักพิมพ์จุฬาฯ สิ เราก็ไม่มีหน้าที่ ความจําเป็นเรามันหมด
เสฏฐนันท์: คือเราพยายามจะทำฟังก์ชันที่ไม่ค่อยมีในสังคม ถ้าเกิดสำนักพิมพ์จุฬาฯ ธรรมศาสตร์มาทำอะไรอย่างนี้แล้วทําได้ดีก็ทํา เราก็ทําอย่างอื่นใช่มั้ยครับ เพราะธุรกิจสิ่งพิมพ์ก็กําไรไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ว่างานจำนวนหนึ่งที่มันควรจะมี มันไม่มีในภาษาไทย แล้วสำนักพิมพ์ในไทยก็มีไม่มาก เขาก็ดิ้นรนกันหมด มันก็ลําบากกันทั้งวงการ
เนติวิทย์: ผมคิดว่าสํานักพิมพ์มหาวิทยาลัยอย่างน้อยน่าจะลําบากน้อยที่สุด เราเจ็บตัว เราก็เจ็บหนัก แต่อันนั้นสํานักพิมพ์มหาวิทยาลัยไม่ต้อง มันมีเงินอยู่ มันมีวิธี ก็ไม่รู้ทำไงนะ แต่ถ้าบทความนี้มีประโยชน์ พูดไปเลยครับเรื่องนี้ใส่ไปได้เลย
ถ้ามองในแง่ของการสร้างพื้นที่การอ่านหรือหนังสือแนวใหม่ๆ ในระบบนิเวศหนังสือและการอ่าน พวกคุณคิดว่าสำนักนิสิตสามย่านกําลังสร้างพื้นที่แบบไหนในวงการอ่าน
เนติวิทย์: ก็สร้างอะไรใหม่ๆ ให้หลายๆ อย่างนี่คือสิ่งที่เราพยายามทำแล้ว แต่เราก็คิดในสิ่งที่มีอิมแพ็คสำคัญด้วย อย่างตอนนี้สนใจเรื่องสิทธิสัตว์มาก นี่เป็นประเด็นเร่งด่วนปัญหาใหญ่ของโลกที่ไม่มีวรรณกรรมแบบนี้ในประเทศไทย สํานักพิมพ์นิสิตสามย่านจะแปลหนังสือเกี่ยวกับสิทธิสัตว์อีกหลายสิบเล่มเลยในอนาคต เราตั้งใจและเราจะทำเรื่องนี้จริงจัง ไม่มีคนอ่านก็ไม่เป็นไร
เสฏฐนันท์: คือมันต้องทำใจว่ามันจะยังไม่มีคนอ่านในเร็วๆ นี้ คือในแง่หนึ่งเราพยายามจะเติมเต็มช่องว่างที่มันไม่มีคนทำครับ ก็คือเหมือนอย่างคําถามที่ก่อนนี้ถามไป สำนักพิมพ์อื่นเขามีธีม มีคาแรกเตอร์ เราพยายามจะเติมช่องว่างไปในหนังสือบางอย่างที่เขาไม่ได้ target ไว้แบบนั้น
เนติวิทย์: แต่บางเล่มก็ตรงกันนะครับ อย่าง On Tyranny นี่ Bookscape เขาก็สนใจ หรือ How to Take Smart Notes จดอย่างไรให้ฉลาด (วิธีการจดแบบเยอรมัน) ก็มีบางเล่ม เราก็มีความสนใจที่ตรงกัน แต่ของเรามันจะออกเป็น activist กว่า คือบางทีมันอาจจะไม่ค่อยคิดเรื่องเงินสักเท่าไหร่ มาคิดอีกทีหนึ่งพิมพ์ออกตามใจเยอะไปหน่อย หลายที่เขาก็อยากออกตามใจนะ หลายเล่มที่ดี แต่ว่ามันมีปัญหาเรื่องนี่แหละ เรื่องทุน มันเป็นกันหมดทุกที่ เราก็เป็นนะครับ
แต่ก็ออกอยู่ได้เรื่อยๆ ตามใจ
เนติวิทย์: มันก็ไม่ได้ออกตามใจขนาดนั้นนะ คืออย่างผมนี่มีความปรารถนาที่อยากจะให้มีหนังสือดีๆ ที่เราได้อ่านหรือว่าเห็นว่าน่าสนใจ ผมว่าปีหนึ่งก็เป็นร้อยเล่มได้ แต่เราออกได้ปีละแค่ 10 เล่มครับ ผมว่ามันน้อยนิดเดียวเอง แสดงว่าเราต้องเจ็บปวดมากขนาดไหน ไม่สามารถผลักดันหนังสือที่เหลือได้เพราะเราไม่มีเงิน
เสฏฐนันท์: นี่คือวงการหนังสือไทยน่ะครับ ต่างประเทศนี่เราจะเห็นว่ามันเร็วมาก topic ที่เขาพูดถึงมันเร็วมาก แต่ว่าในไทยคือเหมือนกับแบบบางเล่มที่เป็นคลาสสิกก็ไม่มี พอเล่มที่เกี่ยวกับสังคมที่ relevantหน่อยก็ไม่มีเหมือนกัน เคยไปเกาหลีเคยเห็นเล่มยากๆ เล่มของ T.M. Scanlon เรื่อง What We Owe to Each Other ก็แปลเป็นเกาหลี คือมันขายไม่ได้อยู่แล้วถ้าคนไม่ได้เรียนปรัชญา แต่มันก็มีแปลพร้อมสำหรับคนที่ต้องการอยู่ในห้องสมุด หรือของที่มันตามกระแส เช่น สงคราม มันก็จะหนังสือแบบหนึ่งออกมา แต่ไทยไม่ค่อยมี มันช้ามาก วงความรู้ในไทยมันไปช้ากว่ามาก
เนติวิทย์: ตอนทำสํานักพิมพ์เคยมีคนตั้งคําถามแบบแปลงานแปลนี่ไม่น่ารอดนะ เพราะว่าคนที่อ่านภาษาอังกฤษได้เขาก็อ่านภาษาอังกฤษ ก็มีคนพูดแบบนี้เหมือนกัน อันนี้เขาก็จะลืมมองเนาะ คนจำนวนมากในประเทศนี้ก็เข้าไม่ถึง แล้วผมคิดว่าสำคัญมากที่เราต้องสร้างองค์ความรู้ให้มากพอจนเราสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่โดยไม่จําเป็นว่าต้องเป็นภาษาต่างประเทศได้ อย่างญี่ปุ่นนี่สำคัญมากเพราะว่าคนที่อาจจะไม่รู้ภาษาอังกฤษเขาอ่าน เขาก็ขบคิดอะไรลึกซึ้งขึ้นมาได้เหมือนกัน ถ้าเขามีฐานพอสมควร นี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เราพยายามฝากไว้เท่าที่เป็นไปได้

สโลแกนของสำนักพิมพ์บนเว็บไซต์บอกว่า นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยผ่านตัวอักษร อันนี้เป็นการแสดงความเชื่อมั่นว่างานเขียนเปลี่ยนโลกได้ เปลี่ยนสังคมให้เป็นประชาธิปไตยได้
เนติวิทย์: ได้ ผมคิดว่าเมื่อก่อนการเคลื่อนไหวมันถูกจํากัดมาก แล้วการเคลื่อนไหวมันก็มีหลายแบบ คนชอบไปติดภาพว่าต้องไปประท้วง ต้องชู 3 นิ้วอย่างเดียว แต่เราต้องการขยายวง มันมีหลายวิธีเยอะแยะไปหมด วิธีคิดวิธีเขียนก็เป็นเรื่องที่ถูกละเลย จะทํายังไงให้มันเยอะขึ้น จริงๆ ก็มีคนทำอยู่แล้ว แต่เราก็ต้องการต่อยอดตรงนี้เพิ่มเติม เราก็เลยมาตรงนี้
อีกอย่างคือคนที่เคลื่อนไหวผ่านตรงนี้ที่ผมรู้สึกว่าเป็นปัจจัยสำคัญของการเคลื่อนไหวเลย คือทำยังไงให้คนภูมิใจในการเป็นนักเคลื่อนไหว ภูมิใจในสิ่งที่เขาร่วมสู้ เพราะเราจะเห็นเวลาเคลื่อนไหวบางที สื่อจะจับจ้องใคร ได้สัมภาษณ์อะไรอย่างนี้ใช่ไหมครับ แล้วคนที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง มันมีเยอะเลย มันจะเป็นปัญหาที่ต้องมาหิวแสงบ้าง ผมเลยคิดว่าการทำหนังสือมันดีอย่างคือคนที่เขามีเจตนาดีจะทำเพื่อประชาธิปไตย เขาก็ได้อ่านหนังสือเล่มนั้น เขาได้แปล ขณะเดียวกันคนทำปกก็ได้ความภูมิใจในการทำปกหนังสือออกมา คนที่พิสูจน์อักษรก็ได้มีส่วนในการทำ ชื่อเขาก็ปรากฏอยู่ เพราะว่าการเคลื่อนไหวบางทีเราก็ได้คิดและทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้างในบรรยากาศที่จำกัดตอนนั้น ดังนั้น การทำหนังสือมันเป็นชิ้นเป็นอัน แล้วก็เอาไปขายในม็อบ มันก็ยังรู้สึกภูมิใจ แล้วก็ขายดีนะ มีคนอ่านเยอะ มันก็เป็นประโยชน์ เขาเรียกว่า positive feedback ที่ทำให้เกิดกําลังใจกับคนทํางานผลิตงานต่อ มันก็เลยเป็นการเคลื่อนไหวอีกรูปแบบหนึ่ง
เสฏฐนันท์: โดยสโลแกนนั้นนะครับในแง่หนึ่งมันก็บอกธีมและทิศทางของสำนักพิมพ์ มันไม่ได้เป็น business ขนาดนั้น ในแง่หนึ่งมันเริ่มจากการคิดแบบนักกิจกรรมก็คือเราคิดว่าประเด็นไหนที่จําเป็นในการ foundation ที่จะเคลื่อนไหวสังคมต่อไป คล้ายพี่แฟรงค์ (เนติวิทย์) ว่าวัฒนธรรมการเคลื่อนไหวผ่านการเขียนหนังสือมันเป็นปกติมากในประเทศโลกตะวันตกหรือว่าระดับโลกใช่มั้ยครับ นักคิดเคลื่อนไหวผ่านงานเขียน มีงานเขียนจำนวนมากที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวหรือต่อแนวคิดคนในสังคม เราก็คิดว่าดีที่จะทำให้คนในสังคมเข้าใจว่าเขากำลังทำอะไร มีหลักการในการถกเถียงได้ดียิ่งขึ้น
เคยพูดคุยกับเพื่อนๆ นิสิต นักศึกษาในต่างมหาลัยมั้ยว่าทําไมไม่ทําสํานักพิมพ์ของตนเองบ้าง สํานักนิสิตท่าพระจันทร์ สำนักนิสิตศาลายา ฯลฯ
เสฏฐนันท์: ไม่เคยครับ แต่ว่าจริงๆ สำนักพิมพ์เรา คนแปลไม่ได้มาจากจุฬาฯ อย่างเดียวนะ ตอนหลังมีมาจากหลากหลาย
เนติวิทย์: เราก็อยากให้เขาทำ แต่งานพวกนี้มันใช้เวลามาก commitment สูง มันไม่ใช่แบบทำแป๊บเดียวเลิก ถ้าเขาอยากทำจริงๆ มันต้องดูสักระยะ แล้วก็ให้กำลังใจ ถ้าเขาจะตีพิมพ์กับเราก็ยินดีเลยนะ อย่างมีเด็กมัธยม เขาตั้งใจมาก ใช้เวลา 3 ปี สัมภาษณ์คนเดือนตุลา เราก็ตกใจ เขามาขอให้เราช่วยตีพิมพ์หน่อย เล่มหนามากเลย เราก็รู้ว่าพิมพ์ไปก็น่าจะขายไม่ค่อยได้ แต่ว่าก็ขายได้พอสมควรเลยนะ ก็ให้กำลังใจเขาได้มีผลงานของตัวเอง
การเปลี่ยนโลกด้วยหนังสือ ถ้ามีคนบอกว่ามันเป็นความคิดที่เชยและเป็นไปไม่ได้แล้ว คุณจะอธิบายว่ายังไง
เนติวิทย์: ไม่รู้ดิ เขาคงไม่ซื้อหนังสือผมอยู่แล้ว เขาก็คิดอย่างนั้นได้ไง แต่ว่ามันก็อยู่ที่เรามุ่งหมายอะไรในโลก ถ้าเรามุ่งหมายที่ว่า เอ๊ย ต่อไปคนมันไม่อ่านหนังสือละ ต่อไปเขาก็แค่อ่านบทความสั้นๆ ไม่กี่บรรทัดใช่ไหม คุณทำไปเสียเปล่า ถ้าคิดแบบนี้ประเทศไทยจะเป็นยังไงในอนาคต ถ้าคนไทยไม่อ่านหนังสือกันหมด ผมว่าแย่นะ มันไม่ใช่โลกที่ดีสักเท่าไหร่ แต่โอเคเรายังมีความหวัง แล้วถ้ามีคนในประเทศนี้ยังเชื่อว่าการอ่านหนังสือทำให้พลเมืองพัฒนาขึ้น ทำให้โลกนี้ดีขึ้น คนมีความรู้มากขึ้นก็ต้องส่งเสริม แม้ตอนนี้อาจจะยังไม่ดี ถ้าคนเชื่อแบบนี้เยอะๆ โลกมันเป็นอีกแบบหนึ่งนะครับ มันต่างกันเลยนะ 2 ฉากนี้ ดังนั้นเขาคิดอย่างนั้นก็ได้ แต่ผมคิดว่ามันอาจจะไม่ดีเท่าไหร่กับโลก
คนบางทีเขาก็คิด เขาก็มีเจตนาที่ดี แต่คิดว่ามันช้าไปแล้วที่จะเปลี่ยนสังคมให้ดีขึ้น แต่ถ้าอย่างนั้นเราก็ไม่มีความหวังทางการเมืองและการทำให้โลกนี้ดีขึ้นแล้วล่ะ และยิ่งในยุคดิจิทัลการเสพโทรศัพท์มือถือ ไม่ค่อยดีเท่าไหร่กับการอ่านหนังสือ อาจจําเป็นมากขึ้นด้วยซํ้าเป็นสิ่งที่ควรจะโหยหากันมากขึ้น ทำยังไงให้คนมีเวลากับการอ่าน การขบคิด ยิ่งเอไอเข้ามามีบทบาทมากขึ้น การคิดของมนุษย์นี้ก็มีความสำคัญขึ้น เพราะมันเป็นการทำให้ตัวเองมีความเป็นตัวเองที่แตกต่างกับเอไอใช่มั้ยล่ะ
เสฏฐนันท์: คล้ายกันนะ ผมก็มองว่าจริงๆ การทำงานเชิงความคิดมันไม่มีทางล้าสมัย เพราะไม่ว่าคุณจะทำอะไรมันมีฐานความคิดบางอย่างอยู่เสมอ การทำงานกับฐานคิดมันเป็นการทำงานระยะยาวมาก คือเขาอาจจะคิดว่าการทำงานเชิงความคิดมันไม่มีประโยชน์ เพราะเห็นผลช้า เขากำลังคาดหวังว่าจะได้ผลแบบเร็วๆ คือผมคิดว่ามันมีผลอยู่แล้ว แค่ต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะเห็นว่าได้ผลลัพธ์อะไรออกมา
เนติวิทย์: ผมเพิ่งอ่านหนังสือ What We Owe the Future เขาคิดไปล้านปีข้างหน้าแล้ว คิดถึง future generations แล้ว มันต้องคิดถึงผลระยะยาวมาก มันอาจจะไม่อยู่ในช่วงชีวิตเราด้วยซ้ำ แต่รากฐานพวกนี้มันจำเป็น คือเดี๋ยวนี้รายังคิดว่าต้องเก็บเงิน ลงทุน เพื่อเกษียณอายุ แล้วทำไมเราไม่คิดแบบนี้กับอนาคตสังคม ยอมซื้อหนังสือเพิ่มหนึ่งเล่ม ยอมอ่านหนังสือเพิ่ม มันเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตทั้งนั้น
เสฏฐนันท์: แนวคิดที่ว่าคนอ่านหนังสือน้อยลงผมคิดว่ามันมีส่วนถูก แต่ในแง่หนึ่งมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นทุกอย่าง เพราะหนังสือจำนวนหนึ่งไม่ได้ตอบสนองความต้องการเขา มีหนังสือจำนวนหนึ่งที่ขายดี คนจำนวนหนึ่งซื้อ อย่าง How to ขายดี ก็ต้องมาว่ามันมีหลักการอะไรเบื้องหลังให้มันขายดี แต่ว่าในแง่หนึ่งคนที่อ่านก็ไม่ได้น้อย คือไม่ใช่ว่าคนไม่อ่าน แต่มันไปตรงกับความสนใจเขามั้ย
เนติวิทย์: การอ่านหนังสือมันเรียกร้องเยอะเหมือนกันนะ มันเป็น privilege บางอย่างเหมือนกัน ต้องมีเวลาคิด ต้องไม่เล่นโทรศัพท์เยอะ ต้องมีกำลังซื้อด้วย ไม่ใช่เขาไม่อยากอ่านนะ บางคนทำงานแปดเก้าชั่วโมง เหนื่อยมากแล้ว ผมเพิ่งรู้จักพี่นก ศาลเจ้าแม่ทับทิม เขาก็ชอบอ่านหนังสือ แต่เขาไม่มีเวลา มันมีความกังวลเยอะแยะไปหมด การอ่านหนังสือสบายๆ มันเป็น privilege แต่เราไม่ได้คิดถึงตรงนี้ว่าโลกจะดีขึ้นถ้าทุกคนมีสิทธิตรงนี้ หนังสือไม่ใช่เครื่องมือหนึ่ง แต่มันคือสิทธิในการมีความคิดของตัวเอง การไม่ถูกรบกวนจากภายนอกตลอดเวลา เป็นเรื่องที่ควรส่งเสริม หนังสือเป็นตัวกลางหนึ่ง
มันจะมีช่วงที่คนจำนวนหนึ่งรู้สึกสิ้นหวังกับสังคมไทย แต่สำนักพิมพ์ดูจะมีความรู้สึกตรงข้าม คือมีความหวังตลอดเวลา
เนติวิทย์: ไม่อะ ไม่หวัง ก็ต้องทำต่อไป สิ้นหวังก็ต้องทำ มันมีคนเดือดร้อนเยอะ สมมติเราสิ้นหวัง เราเจอคนอื่นที่เราช่วยเขาได้ มันก็ช่วยกันได้อยู่ คือมันสิ้นหวังในภาพรวม แต่สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เรายังทำได้เรื่อยๆ
เสฏฐนันท์: อะไรที่อยุ่ในการควบคุมเรา แล้วเราพอทำได้ มันเหมือนที่บอกหนังสือเปลี่ยนโลกได้จริงมั้ย คือโอเคมันเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีโอกาสเยอะแยะ แต่คําถามคือการทำงานระยะสั้น การชุมนุม จำเป็นมั้ย จําเป็นเหมือนกัน มันต้องทำควบคู่กันไป หนังสือเพียวๆ มันไม่ได้ ถ้าคุณจะไม่ทำในหนังสือเลยมันก็ไม่ได้
เนติวิทย์: ก็อย่างเฮเกลบอกไงครับ มันต้องปฏิบัติด้วย ต้อง action ออกมา เราถึงจะเห็นผล ความคิดอย่างเดียวมันไม่ได้
พูดถึงการขับเคลื่อนประชาธิปไตยด้วยหนังสือ เวลาจะออกหนังสือแต่ละเล่มอย่างที่บอกว่าบางทีใช้เวลาทำงานค่อนข้างนาน ต้องคาดการณ์อนาคตมั้ยว่าสองสามปีข้างหน้าจะเป็นยังไง จะทำหนังสืออะไร
เนติวิทย์: หนังสือเราต้องพูดเลยว่ามันทันก่อนสถานการณ์อีก บางทีสงครามยังไม่เกิดเราก็ออกมาก่อน เราดักทางไว้ก่อนแล้ว เรื่องจีน ไต้หวัน อุยกูร์เราก็ออกมาแล้ว สถานการณ์โลกเราก็ทันหมด เฟมินิสต์ อิสราเอลเราก็มี ตีพิมพ์มานานแล้วหลายเล่ม กำลังจะพิมพ์เรื่อง AI ด้วย พูดจริงๆ ไทยชอบตามหลังต่างประเทศพักใหญ่เลย เรารู้ว่ามันจะเกิดขึ้นแน่ในไทย มันจะสำคัญแน่ แต่คนอาจจะไม่อ่านก็ได้
แล้วสถานการณ์ในไทยต้องวิเคราะห์มั้ย
เสฏฐนันท์: มันไม่ได้วิเคราะห์ลงลึกครับ แต่เข้าใจว่าจำนวนหนึ่งปัญหามันวน
เนติวิทย์: เมืองไทยไม่มีอะไรใหม่เลย
เสฏฐนันท์: บางอย่างมันผ่านมาแล้ว แล้วก็จะมีอีกในอนาคต
เนติวิทย์: เกณฑ์ทหารแบบนี้ น่าเบื่อจะตาย ผมเกี่ยวข้องตั้งแต่ช่วงแรกๆ 10 ปีมาแล้ว ก็รู้เลยว่าเมษายนมีประเด็นนี้มาจริงๆ แล้วมันไม่ไปไหน ไม่มีข้อถกเถียงใหม่เลย แต่มันก็ดีขึ้นนะ แต่ก็วนกันอยู่แบบนี้ มันก็มีบางประเด็นที่หลุด แต่บางประเด็นก็วนซ้ำ โดยเฉพาะเรื่องใหญ่ๆ ที่ปัจเจกแก้ไม่ได้
เล่มไหนที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนประชาธิปไตยในสังคมไทยมั้ย
เนติวิทย์: มีจากเผด็จการสู่ประชาธิปไตย ถ้าผมจำไม่ผิดคือเล่มที่คุณธนาธรประชาสัมพันธ์เลย วันที่เขาถูกยุบอนาคตใหม่ ขายได้ทีสองสามร้อยเล่ม เขาเขียนคำนำให้ด้วย หรืออีกเล่มก็คู่มือต้านรัฐประหาร ขายหมดเลย เราแจกไฟล์ PDF และเพราะต้องการป้องกันรัฐประหาร
เสฏฐนันท์: อีกพันธะหนึ่งนอกจากการส่งเสริมประชาธิปไตยในไทย คือทำยังไงให้สังคมประชาธิปไตยไทยอยู่ในระดับเดียวกับข้อถกเถียงระดับโลก เราพยายามทำให้ข้อถกเถียงเราอยู่ในระดับประชาคมโลก เช่น ประเด็นอิสราเอล-ปาเลสไตน์ คนทั้งโลกเถียงกันเรื่องนี้อยู่ เราก็มีหนังสือออกมาจำนวนหนึ่งที่จะทำให้คนเข้าใจว่าเขาเถียงอะไรกัน ข้อถกเถียงเป็นยังไง คืออยากให้มองออกจากขอบเขตไทยออกไปได้ หรือเผด็จการในไทยมันโยงกับเผด็จการในจีนหรือเปล่าที่มีอิทธิพลในไทย ทำให้มุมมองการรับรู้ของเรากว้างออกไปเกินกว่าจะจำกัดอยู่แค่ในไทย
มีแผนการในอนาคตยังไงบ้างสำหรับนิสิตสามย่าน
เนติวิทย์: ผมก็อยากให้สำนักพิมพ์มีโอกาสอยู่ต่อไปได้ แต่ก็ต้องมีเงินมากกว่านี้ หาเงินได้มากขึ้น ทุกวันนี้ดิ้นรนมาก อยู่ได้ปีต่อปี ตอนนี้ก็อาจจะอยู่ 2 ปี อย่างมาก หลังจากนี้ก็ยากแล้ว แต่ผมก็อยากให้มันอยู่ต่อ แล้วก็อยากให้มีคนรุ่นใหม่ด้วย เด็กกว่าเราทำให้มันมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้น ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นไปได้มั้ย
เสฏฐนันท์: ก็พยายามหารายได้ทางอื่นด้วยเพราะว่าต้องการเงินในการทำกิจกรรม
เนติวิทย์: แทนที่ว่าสังคมจะช่วยหน่วยงานที่ผลิตองค์ความรู้ แต่ไม่มี เราก็ต้องจัดการตัวเอง ผมก็รู้สึกมันไม่เป็นธรรมเหมือนกัน บางทีการทำงานพวกนี้เป็นการช่วยเหลือสังคมพอสมควรด้วย ก็น่าจะมีการซัพพอร์ตจากภาครัฐหรืออะไรบ้าง
เมื่อกี้พูดถึงกิจกรรม คือทำอย่างอื่นด้วยนอกจากขายหนังสือ?
เสฏฐนันท์: หมายถึงว่าเราก็เริ่มจากการทำงานเชิง activism ครับ มันมีหลายประเด็น เช่น เราก็พยายามช่วยคนในสามย่านใช่มั้ยครับ หรือว่าศาลเจ้าแม่ทับทิมที่ถูกไล่ที่ เราก็มีช่วยเหลือคนลี้ภัย มีหลายโปรเจกต์ที่ทำ เราพยายามทำหลายอย่าง แต่มันก็ต้องใช้เงินทุน บางทีจะช่วยศาลเจ้าแม่ทับทิมก็ต้องมีเงินจ้างทนายช่วยเขา ส่วนการขายก๋วยเตี๋ยวเป็นงานรอง หลักๆ คืออยากให้เด็กๆ มีพื้นที่
เนติวิทย์: พื้นที่สำคัญมาก เดี๋ยวนี้การใช้พื้นที่ในมหาวิทยาลัยยากขึ้น อย่าง 5 โมง ก็ปิดเลย
เสฏฐนันท์: ผมเคยทำองค์กรนิสิตมาก็จะรู้ว่าถ้าจะใช้จัดงานต้องเอาเงินไปจ่ายให้ส่วนกลางอีกที ถ้าเขาไม่เห็นด้วยกับเนื้อก็จัดไม่ได้ แล้วพื้นที่ตรงนี้มันก็จะช่วยรับรองน้องๆ รุ่นหลังเราที่มาทำกิจกรรมพวกนี้ หรืออย่างหลัง 5 โมงมันปิดหมดแล้ว จากนโยบายประหยัดไฟอะไร เด็กๆ ก็ต้องกระจายกันไปในห้าง มันไม่มีที่รวมกลุ่ม culture มหาวิทยาลัยมันเป็น individualist เยอะขึ้นครับ
แล้วจะทำงานกลุ่มทีต้องไปร้านกาแฟที่คุณต้องจ่ายเงิน working space ก็เบียดมาก สามย่านมิตรทาวน์แบบนี้ ไม่มีที่นั่งเลย อุปสรรคเต็มไปหมด ก็เลยทำเป็นพื้นที่ให้คนมาทำงาน มันก็เลยมีสิ่งที่ต้องจ่าย เราก็พยายามหาเงินมาทำตรงนี้ หรือบางทีน้องก็มีกิจกรรม อยากจัดกิจกรรม เช่น เดือนตุลา แต่ทางมหาวิทยาลัยบอกว่าไม่ชอบ มันการเมืองเกินไปก็จัดไม่ได้ องค์กรไหนมีเงินเราก็เก็บ แต่เด็กมหาวิทยาลัยใช้ฟรี เงื่อนไขก็คือช่วยซื้ออาหารข้างล่างกินหน่อย แค่นั้นเอง
พูดได้มั้ยว่าอีกขาหนึ่งสำนักพิมพ์สำนักนิสิตสามย่านเป็นนักเคลื่อนไหว เป็น NGO
เนติวิทย์: ได้ ก็เป็นนักเคลื่อนไหวชัดเจน
เสฏฐนันท์: นิสิตสามย่าน เรามีองค์กรทางการจดทะเบียนอันเดียว แต่ก็ทำอย่างอื่นเยอะมาก
สำนักพิมพ์สำนักนิสิตสามย่านถือว่าร่อแร่มั้ย
เสฏฐนันท์: มาตั้งแต่แรกแล้วครับ ร่อแร่มาตลอด เปลี่ยนกลยุทธ์เรื่อยๆ
เนติวิทย์: มันร่อแร่ แต่สิ่งที่เราทำมันก็มีผลที่ดีเยอะ มันก็เลยต้องมีอาการนี้บ้าง แต่ก็ถือว่าเราลงทุนเพื่อสังคมไปพอสมควร เราไม่ได้ตั้งใจว่ามันต้องสำเร็จอะไรมากมาย เราไม่ได้ต้องการขนาดนั้น
เสฏฐนันท์: เราก็ไม่ได้เป็น Startup เราแค่ต้องการยืนได้ด้วยตัวเองในระดับหนึ่ง มีผลงานบางอย่าง เราเล็ง contribution ที่ออกไปมากกว่า
เนติวิทย์: เราเล็งผลระยะยาวมากกว่า มีนิสิตมาแปลกับเรา เขาจะมีความภาคภูมิใจ มีผลงานตัวเอง อนาคตเขาอาจจะไปทำอะไรบางอย่าง ประสบความสำเร็จบางอย่างมา อย่างน้อยเขาจะได้มีฐานตรงนี้มาต่อยอดให้เขา เราก็อยากลงทุนในคนให้เจริญงอกงาม

