หากคุณทอดน่องไปตามย่านเมืองเก่าของจังหวัดบุรีรัมย์ อาคารไม้ที่ตั้งเรียงรายซ้อนทับกันริมถนนอาจดูเหมือนตึกแถวหรือบ้านเรือนธรรมดาทั่วไปในสายตาของคนแปลกหน้า
แต่ใครจะรู้บ้างว่า เบื้องหลังบานประตูไม้ที่สีเริ่มหลุดล่อนและหน้าต่างฉลุลายเหล่านั้น มีประวัติศาสตร์ที่น่าตื่นเต้นซุกซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นร่องรอยของอดีตที่ทำการพรรคการเมืองจากต่างแดน โรงเรียนสอนภาษาจีนที่เกี่ยวพันกับนักเคลื่อนไหวคนสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย หรือเรื่องราวการสู้ชีวิตเลือดตาแทบกระเด็นของชาวจีนโพ้นทะเล ผู้หอบเสื่อผืนหมอนใบมาบุกเบิกรากฐานเศรษฐกิจของเมือง
เรื่องราวเหล่านี้เปรียบเสมือนหมึกที่กำลังจางหายไปตามกาลเวลา และอาจเลือนลับไปตลอดกาล หากไม่มีสถานที่แห่งหนึ่งที่ทำหน้าที่คล้าย ‘ไทม์แคปซูล’ คอยเก็บรักษาความทรงจำของ ‘เมืองแปะ’ (ชื่อเดิมของบุรีรัมย์) แห่งนี้มาอย่างยาวนานกว่า 4 ทศวรรษ
เบื้องหลังชั้นหนังสือที่อัดแน่นจนแทบจรดเพดาน กลิ่นกระดาษเก่าผสมผสานกับกระดาษใหม่ของ ‘น้ำพุบุ๊คสโตร์’ ร้านหนังสืออิสระที่ยังคงเปิดประตูต้อนรับผู้คนในยุคที่ทุกอย่างถูกย่อไว้ในสมาร์ตโฟน
ที่นี่เป็นทั้งบ้านและที่ทำงานของ วิวัฒน์ โรจนาวรรณ อดีตคนทำสื่อผู้ผันตัวมาเป็นเจ้าของร้านหนังสือในบ้านเกิดหลังยุค ‘ป่าแตก’
ในอีกมิติหนึ่ง วิวัฒน์เปรียบเสมือน ‘นักสืบและผู้พิทักษ์ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น’ ผู้คอยปะติดปะต่อเรื่องราวในอดีต และปฏิเสธอย่างแข็งกร้าวที่จะปล่อยให้ความทรงจำของบ้านเกิดกลายเป็นเพียงฝุ่นผง
บทความสัมภาษณ์ชิ้นนี้ไม่มีเรื่องราวของโมโต จีพี ไม่มีการรีวิวลูกชิ้นยืนกิน ไม่มีอัปเดตความเคลื่อนไหวของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทว่ามีเกร็ดประวัติศาสตร์จากปากคำของคนที่เกิด เติบโต และเห็นความเปลี่ยนแปลงของเมืองนี้มาไม่ต่ำกว่า 7 ทศวรรษ มีเรื่องราวเบื้องหลังการยืนหยัดของร้านหนังสืออิสระที่ผูกพันกับชุมชนอย่างแยกไม่ออก พร้อมตามรอยแฟ้มปฏิบัติการล่าสุดที่เขาร่วมกับ TK Park ในการชุบชีวิตร้านหนังสือและย่านเมืองเก่าบุรีรัมย์ที่กำลังหลับใหลให้กลับมามีลมหายใจอีกครั้ง

ชายผู้หลงรักหน้ากระดาษ จากคนทำสื่อสู่การปักหลักที่ ‘น้ำพุบุ๊คสโตร์’
ก่อนหน้าที่จะกลับมาปักหลักที่บ้านเกิดในจังหวัดบุรีรัมย์ ชีวิตในวัยหนุ่มของวิวัฒน์ผูกพันอย่างลึกซึ้งอยู่กับแวดวงสื่อสารมวลชนและอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ในเมืองหลวง
เขาเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำงานในบริษัทสื่อแห่งหนึ่ง ในกองบรรณาธิการเล็กๆ ที่มีทีมงานเพียงไม่กี่ชีวิต ประกอบด้วยหัวหน้า คนเขียนบท ฝ่ายศิลป์ และตัวเขาเอง บ่อยครั้งที่ระบบงานไม่เป็นใจ “พนักงานมีอยู่ 2-3 คน บางครั้งคนเขียนบทไม่ส่งงาน ฝ่ายศิลป์ก็ไม่อยู่… เขาถามว่าใครจะเขียนขึ้นมาวะ? เราก็ต้องทำไป สวมบทนักเขียนไปเลย หน้าด้านเขียนไป” วิวัฒน์เล่าย้อนความหลังด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ
นอกจากงานเขียนบทเฉพาะกิจแล้ว หน้าที่หลักของเขาคือการเป็นมดงานที่ต้องเดินสายหา ‘ภาพประกอบ’ เขาต้องเดินทางไปค้นคว้าตามสถานทูตต่างๆ หรือไม่ก็ขลุกอยู่ในห้องสมุดของบริษัท เพื่อถ่ายเอกสารหรือนำภาพต้นฉบับไปให้แผนกช่างภาพทำบล็อกพิมพ์
ประสบการณ์การเป็นคนเบื้องหลังที่ต้องลงพื้นที่ ค้นคว้า และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเหล่านี้เองที่หล่อหลอมทักษะนักเล่าเรื่อง และปลูกฝังความรักในงานสิ่งพิมพ์โดยที่เขาไม่รู้ตัว
ภายหลังเหตุการณ์ตุลามหาวิปโยค เมื่อฝุ่นตลบเริ่มคลี่คลาย วิวัฒน์ตัดสินใจย้ายกลับภูมิลำเนา ทิ้งความวุ่นวายของเมืองหลวงกลับมาตั้งหลักที่บุรีรัมย์ และเริ่มต้นสัมผัสชีพจรของเมืองด้วยการเป็น ‘นักข่าวภูมิภาค’ (Stringer) ประจำจังหวัดให้กับหนังสือพิมพ์มติชน
รูปแบบการรายงานข่าวในยุคที่ไร้สัญญาณอินเทอร์เน็ตนั้น ต้องอาศัยความรวดเร็วและไหวพริบขั้นสูง วิวัฒน์นักข่าวภูมิภาคยุคนั้นใช้วิธี ‘โทรศัพท์ไปเล่าข่าว’ ให้ส่วนกลางรับฟังและพิมพ์ตามทีละบรรทัด
ในขณะที่หน้าที่การงานด้านสื่อสารมวลชนกำลังดำเนินไป ใน พ.ศ. 2524 เขาตัดสินใจเปิดร้านหนังสือเล็กๆ ขึ้น โดยตั้งชื่อว่า ‘น้ำพุบุ๊คสโตร์’ ในช่วงแรกเริ่ม ร้านตั้งอยู่บริเวณด้านหลังสถานีรถไฟบุรีรัมย์ ใกล้กับโรงเรียนถึงสองแห่ง ทำเลที่ตั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจที่อยากให้ร้านหนังสือเป็น ‘โอเอซิสทางปัญญา’ ที่เด็กๆ และคนในชุมชนเข้าถึงได้ง่าย
หนึ่งในเรื่องราวชวนอมยิ้มและเป็นความเข้าใจผิดที่อยู่คู่กับร้านมาตลอด 40 กว่าปี คือที่มาของชื่อร้าน ‘น้ำพุ’
คนส่วนใหญ่ รวมถึงนักเขียนในวงการ มักจะเชื่อมโยงชื่อร้านเข้ากับวรรณกรรมและภาพยนตร์ชื่อดังเรื่อง ‘เรื่องของน้ำพุ’ ของ สุวรรณี สุคนธา วิวัฒน์ได้คลายข้อสงสัยนี้อย่างชัดเจนว่า “คุณเชื่อไหม ผมเปิดร้านน้ำพุไม่ถึงปี มันถึงมีหนังเรื่องน้ำพุเข้าฉาย… ร้านเปิดก่อนหนังฉายครับ ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย ตอนสถาปนาร้านมันยังไม่มีเรื่องนี้ด้วยซ้ำ”
เป็นเพียงความบังเอิญที่ชื่อร้านไปพ้องกับจังหวะเวลาพอดี แต่กลับกลายเป็นชื่อที่ติดหูคนทั้งเมืองมาจนถึงปัจจุบัน
เป้าหมายสูงสุดตลอด 4 ทศวรรษ ที่วิวัฒน์ตื่นขึ้นมาเปิดประตูน้ำพุบุ๊คสโตร์ทุกเช้า ไม่ใช่การมุ่งหวังผลกำไรทางธุรกิจจนร่ำรวย แต่เขาขับเคลื่อนชีวิตด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า คนในต่างจังหวัดสมควรที่จะมีพื้นที่สำหรับ ‘หนังสือที่ดี’
หนังสือดีในที่นี้ ไม่ใช่แค่ตำราเรียนหรือนิตยสารกระแสหลักที่ส่งตรงจากเมืองกรุง แต่รวมถึงหนังสือประวัติศาสตร์ ปรัชญา รากเหง้า และวรรณกรรมท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงวิญญาณของผู้คนในพื้นที่

โอเอซิสที่โดดเดี่ยว ความท้าทายของร้านหนังสืออิสระในต่างจังหวัด
หากมองเข้าไปในระบบนิเวศของธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ในปัจจุบัน ที่แพลตฟอร์มออนไลน์และอีบุ๊ก เข้ามาดิสรัปต์ (Disrupt) พฤติกรรมการอ่าน น้ำพุบุ๊คสโตร์ ถือเป็นร้านหนังสืออิสระเพียงไม่กี่แห่งที่ยังคงยืนหยัดเป็นเสาหลักในจังหวัดบุรีรัมย์
การประคองธุรกิจให้รอดพ้นในแต่ละเดือนนั้นเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า วิวัฒน์สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นจริงอันโหดร้ายของการทำร้านหนังสืออิสระ โดยเฉพาะปัญหาคลาสสิกอย่างเรื่องสายส่ง (Distributor)
“อย่างเคล็ดไทยนี่คือสายส่งที่ใหญ่ที่สุดที่ยังทำอยู่… แต่เงื่อนไขเดี๋ยวนี้ ถ้าคุณสั่งหนังสือมาขาย ห่อนึงมันมี 50-100 เล่ม โอกาสที่คุณจะขายได้เกิน 50% มันน้อยมาก และถ้าคุณสั่ง คุณต้องจ่ายค่าขนส่งเอง”
วิวัฒน์อธิบายถึงกลไกธุรกิจที่บีบคั้น หนังสือแต่ละเล่มมีส่วนต่างกำไร (Margin) ที่น้อยมาก การต้องแบกรับต้นทุนค่าขนส่งเองท่ามกลางยอดขายที่คาดเดาไม่ได้ หมายถึงโอกาสขาดทุนที่รออยู่ตรงหน้า เขาจึงต้องอาศัยประสบการณ์และความเก๋าเกมในการปรับตัว โดยใช้วิธีพูดคุยกับสายส่ง ขอฝากหนังสือพ่วงมาพร้อมกับรอบการส่งหนังสือพิมพ์รายวันที่ส่งมาทางรถไฟ เพื่อลดทอนต้นทุนค่าขนส่งลง ทำให้ร้านยังพอมีลมหายใจต่อไปได้
แม้จะมีความโดดเดี่ยวและบีบคั้นในเชิงธุรกิจ ทว่าความสัมพันธ์ระหว่างน้ำพุบุ๊คสโตร์กับคนบุรีรัมย์ กลับฝังรากลึกชนิดที่ไม่มีร้านหนังสือเชนสโตร์ (Chain Store) แห่งไหนทำแทนได้

วิวัฒน์ไม่ได้ทำตัวเป็นเพียงคนขายหนังสือ แต่เขาเป็น ‘พี่’ เป็น ‘อา’ เป็น ‘เฮีย’ ของผู้คนในชุมชน
ในอดีต น้ำพุบุ๊คสโตร์ เคยเป็นจุดนัดพบ เป็นสภากาแฟ และเป็นสถานที่ต้อนรับนักเขียนระดับตำนานของไทยมาแล้วมากมาย เมื่อกาลเวลาล่วงเลย เพื่อนพ้องนักเขียนในแวดวงอีสานหลายคนเริ่มล้มหายตายจากไปตามวัย วิวัฒน์ในวัยที่ตกผลึกทางความคิด จึงตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพร่างกายอย่างยิ่งยวด ไม่ใช่เพื่อให้อายุยืนยาวเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อให้มีเรี่ยวแรงในการสานต่อภารกิจสำคัญ
“ชีวิตคนเนี่ย ผ่านมาถึงจุดนี้ เรามีความรู้สึกว่ามันต้องถนอมตัวเองด้วย… เพื่อศักยภาพที่เรามี จะได้เอามารับใช้คนอื่น เหตุผลที่เรายังเปิดร้านหนังสือ คือเราได้สัมผัสหนังสือใหม่ สัมผัสนักเขียน นักอ่าน และที่เราสนใจประวัติศาสตร์ เราจะได้เป็นคนบันทึกความทรงจำของเมืองตัวเอง…
“ถ้าคุณไม่ได้เกิดที่บุรีรัมย์ คุณจะไม่มีจิตสำนึกหวงแหนเมืองตัวเอง สิ่งที่เกิดขึ้นในบุรีรัมย์ อาชีพ ย่านเมืองเก่า มันเป็นเรื่องที่เราต้องบันทึกเก็บไว้ ถ้าเราไม่ทำ แล้วใครจะทำ”
ประโยคนี้คือเจตนารมณ์อันแน่วแน่ และเป็นคำตอบที่ทรงพลังที่สุดว่า เหตุใดน้ำพุบุ๊คสโตร์ จึงยังต้องเปิดประตูอยู่ในทุกๆ เช้า






ทอดน่องชมเมืองเก่า รอยหมึกที่ต้องจารึกด้วยตัวเอง
ช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อเป็นการส่งเสริมพื้นที่การอ่านในระดับภูมิภาค น้ำพุบุ๊คสโตร์ ได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมระบบนิเวศหนังสือ จัดโดยสถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park)
โครงการนี้เปรียบเสมือนลมหายใจเฮือกใหม่ที่เปิดประตูสู่โอกาสในการทำกิจกรรมสร้างสรรค์ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็พัดพาเอา ‘ความตึงเครียด’ ทางระบบระเบียบมาสู่คนทำร้านหนังสือวัยเก๋าผู้รักอิสระอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การทำงานร่วมกับองค์กรระดับประเทศ นำมาซึ่งระบบการทำงานที่รัดกุมและเป็นขั้นตอน ทั้งการเขียนเสนอโครงการ การจัดการงบประมาณที่ต้องสำรองจ่ายไปก่อนแล้วค่อยทำเรื่องเบิกจ่าย (เคลียร์บิล) และการทำรายงานสรุปผลพร้อมตัวชี้วัด (KPI) ซึ่งวิวัฒน์ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า
“สมัยเราทำมา 40 กว่าปีเนี่ย เราทำส่วนตัวด้วยความสนุก งานจบก็จบ ไม่ต้องมานั่งทำรายงาน แต่พอมาเที่ยวนี้มันร่วมกับองค์กรใหญ่ มันมีรูปแบบของมันที่เราไม่ชิน… คนที่โดดเดี่ยวและรักอิสระมาตลอดชีวิตอย่างเรา จะไม่ชอบอยู่ในสภาพแบบนี้เลย แต่เราเข้าใจว่ามันเป็นระบบ จำเป็นต้องทำ”
นอกจากเรื่องกรอบเวลาของเอกสารที่บีบคั้น อุปสรรคชิ้นใหญ่ที่สุดที่ถาโถมเข้าใส่คือกำแพงเทคโนโลยี
“สำหรับคนอายุรุ่นผมเนี่ย มันไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกอย่างบนหน้าจอเราอาศัยครูพักลักจำมาหมด… ช่วงนี้ผมปวดหัวมาก เพราะต้องใช้รูปภาพเก่าเยอะ นั่งหาไฟล์รูปในคอมพิวเตอร์ทั้งวันก็หาไม่เจอ เบสิกเรื่องคอมพิวเตอร์เราไม่ดีไง มันวนไปวนมา เครียดพอสมควร… ไอ้ตอนถ่ายทอดสดครั้งแรก ผมก็ดาวน์โหลดเก็บไว้ไม่ทัน มันหายไปเลย”
แม้จะเต็มไปด้วยความขลุกขลักทางเทคนิคและความกดดันทางเอกสาร แต่ด้วยสปิริตของคนทำงานสื่อเก่า เมื่อถึงเวลาลงสนามจริง ผลลัพธ์ทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นกลับทรงคุณค่าและประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
หนึ่งในไฮไลต์ของโครงการนี้ คือกิจกรรม ‘ชมย่านเมืองเก่าบุรีรัมย์’ วิวัฒน์ในฐานะวิทยากรหลัก พาลูกทัวร์ราวๆ 20 ชีวิต ขึ้นรถโรงเรียน (รถบรรทุกสองแถว โรงเรียนฮั่วเคี้ยววิทยา) ตระเวนลัดเลาะย่านเมืองเก่า แวะเข้าเยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์พร้อมบรรยายข้อมูลเชิงลึกจากประสบการณ์และความทรงจำส่วนตัว ประกอบกับการค้นคว้าเชิงลึก ให้ลูกทัวร์ได้ร่วมศึกษาและซักถามไปด้วยกัน
จำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 20 คน อาจดูเป็นตัวเลขที่น้อยนิดในสายตาคนเมืองกรุงที่ชินตากับอีเวนต์ใหญ่โต แต่สำหรับบริบทของต่างจังหวัด และสำหรับการจัดกิจกรรมเชิงประวัติศาสตร์เฉพาะกลุ่มเช่นนี้ วิวัฒน์ยืนยันอย่างภาคภูมิใจว่า “20 คนนี่ถือว่าโอเคแล้ว ดีมากแล้วสำหรับพื้นที่นี้”
เขามองว่า คนเหล่านี้คือเมล็ดพันธุ์ที่จะนำเรื่องราวของเมืองไปสื่อสารและเล่าขานต่อไป เป็นเสมือนรอยน้ำหมึกที่ทุกคนช่วยกันจารึกและส่งต่อเรื่องราวของเมืองบุรีรัมย์ ซึ่งเขาปรารภเชิงตัดพ้อว่า “ที่ผ่านมามันไม่มีใครทำ ถ้าอย่างนั้นผมทำเอง”

Photo: พันธวัฒน์ เศรษฐวิไล

Photo: พันธวัฒน์ เศรษฐวิไล

Photo: พันธวัฒน์ เศรษฐวิไล

Photo: พันธวัฒน์ เศรษฐวิไล
แกะรอยประวัติศาสตร์เมืองแปะและชาวจีนโพ้นทะเล
ความพิเศษของการบรรยายโดยวิวัฒน์ คือการที่เขาไม่ได้เป็นแค่นักอ่านตำรา แต่เขามีตำแหน่งเป็นถึง อุปนายกสมาคมฮากกา (จีนแคะ) จังหวัดบุรีรัมย์ ความผูกพันกับรากเหง้าของชาวจีนโพ้นทะเล ทำให้เขาสามารถลอกเปลือกประวัติศาสตร์ของชุมชนออกทีละชั้น และถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีชีวิตชีวา
วิวัฒน์เริ่มต้นปูพื้นฐานประวัติศาสตร์ที่ทำให้หลายคนต้องทึ่งว่า แท้จริงแล้ว “ตัวเมืองบุรีรัมย์ เกิดขึ้นก่อนกรุงรัตนโกสินทร์” โดยอ้างอิงจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในช่วงปลายกรุงธนบุรี (ราว พ.ศ. 2318-2320) สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาจักรี (ต่อมาคือรัชกาลที่ 1) ยกทัพมาปราบกบฏเมืองนางรอง เมื่อจัดการความเรียบร้อยเสร็จสิ้น จึงได้รวบรวมผู้คนและตั้งเมืองขึ้นใหม่ นามว่า “เมืองแปะ” (ก่อนจะเปลี่ยนเป็นบุรีรัมย์ในเวลาต่อมา)
เมื่อกาลเวลาผ่านไป จุดเปลี่ยนสำคัญที่พลิกโฉมหน้าเมืองบุรีรัมย์คือการมาถึงของเส้นทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ ที่สร้างมาถึงบุรีรัมย์ใน พ.ศ. 2468
เสียงหวูดรถไฟได้นำพาเอาชาวจีนโพ้นทะเลระลอกใหญ่ ให้อพยพเข้ามาตั้งรกราก แสวงหาโอกาส และสร้างเนื้อสร้างตัว เกิดเป็นย่านการค้าสำคัญ โดยเฉพาะบริเวณถนนสุนทรเทพ ถนนสายสั้นที่สุดในบุรีรัมย์ที่ตั้งอยู่ด้านหลังวัดกลาง (แม้วัดจะหันหน้าไปทางทิศตะวันออก แต่คนก็มักเรียกถนนเส้นนี้ว่าหน้าวัดกลางด้วยความเคยชิน)
ระหว่างทัวร์ที่ใช้พาหนะเป็นหลักแล้วแวะพักเป็นจุดๆ วิวัฒน์ได้พาผู้เข้าร่วมลัดเลาะไปชมและเจาะลึกสถาปัตยกรรมอาคารเก่า 3 หลัง ที่เป็นดั่งอนุสาวรีย์ประวัติศาสตร์ชาวจีนในบุรีรัมย์ ได้แก่
1. โรงเรียนฮั่วเคี้ยว: จุดกำเนิดการศึกษาและตำนานนักเคลื่อนไหว
พื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของอาคารเรียนไม้ 2 ชั้น สร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2476 บนที่ดินที่คหบดีชาวจีนร่วมกันซื้อมาในราคาเพียง 600 บาท และใช้งบก่อสร้างราว 1,000 กว่าบาท อาคารหลังนี้สร้างด้วยภูมิปัญญาของช่างชาวจีน โดยประยุกต์ลักษณะอาคารจีนเข้ากับการตกแต่งลวดลายฉลุไม้แบบ ‘ขนมปังขิง’ (Gingerbread Architecture) ซึ่งได้รับความนิยมมาตั้งแต่ช่วงรัชกาลที่ 6 พร้อมการยืดชายคาและระเบียงที่มีกลิ่นอายแบบชิโน-โปรตุกีส (Sino-Portuguese)
ความน่าสนใจคือบริบททางการเมืองในยุคนั้น โรงเรียนเปิดสอนได้เพียงไม่กี่ปีก็ถูกรัฐบาลยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม สั่งปิดใน พ.ศ. 2482 และกลับมาเปิดสอนได้อีกครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2489)
ในอดีต ที่นี่จะสอนภาษาไทยในตอนเช้า และสอนภาษาจีนในตอนบ่าย เด็กที่อยากเรียนภาษาจีนในระดับที่สูงกว่า ป.4 ต้องใช้วิธี ‘ขโมยเรียน’ แอบมาเรียนอย่างหลบๆ ซ่อนๆ
ความเข้มข้นของการปลูกฝังอุดมการณ์นี้ ทำให้มีศิษย์เก่าของโรงเรียนคนหนึ่ง ตัดสินใจเดินทางหลบหนีไปยังประเทศจีน และต่อมาได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ บุคคลท่านนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการเป็นเลขานุการหน้าห้องของ ‘นายผี’ (อัศนี พลจันทร) นักปฏิวัติและกวีเอกผู้ประพันธ์เพลง ‘คิดถึงบ้าน’ (หรือ เดือนเพ็ญ) อันโด่งดัง
แม้ในปัจจุบันอาคารไม้ 2 ชั้นหลังประวัติศาสตร์นี้จะถูกรื้อถอนไปแล้วตั้งแต่ พ.ศ. 2553 รวมถึง ‘ต้นสะเดาร้อยปี’ ที่ศิษย์เก่าเคยพยายามปกป้องก็เพิ่งยืนต้นตายไปเมื่อปี 2567 แต่เรื่องราวของที่นี่ยังคงถูกเล่าขานมาจนถึงปัจจุบัน

Photo: พันธวัฒน์ เศรษฐวิไล
2. มูลนิธิสว่างจรรยาธรรมสถาน: จากสมาคมจีนสู่พรรคก๊กมินตั๋ง
ถัดมาไม่ไกล คือที่ตั้งของวิหารไต้ฮงกง หรือในอดีตคืออาคารไม้เก่าแก่ที่สร้างขึ้นในยุคใกล้เคียงกับโรงเรียนฮั่วเคี้ยว (ประมาณ พ.ศ. 2470 ต้นๆ) สถานที่แห่งนี้เดิมคือสมาคมจีนบุรีรัมย์ ซึ่งมีความสำคัญระดับชาติ เพราะเคยถูกใช้เป็น ที่ทำการพรรคก๊กมินตั๋ง สาขาบุรีรัมย์
วิวัฒน์เล่าเกร็ดประวัติศาสตร์โลกที่เชื่อมโยงกับชุมชนแห่งนี้ว่า ในยุคที่ ดร.ซุนยัตเซ็น เดินทางระดมทุนจากชาวจีนโพ้นทะเลทั่วโลกเพื่อนำเงินไปโค่นล้มราชวงศ์ชิง ชุมชนชาวจีนในบุรีรัมย์ก็เป็นหนึ่งในกองหนุนสำคัญ
ในยุคนั้น บ้านคนจีนทุกหลังในบุรีรัมย์จะต้องมีกรอบรูปของ ดร.ซุนยัตเซ็น แขวนไว้บนผนังบ้านอย่างสมเกียรติ คู่กับพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของความเคารพรักในแผ่นดินแม่และแผ่นดินเกิดได้อย่างลึกซึ้ง

Photo: พันธวัฒน์ เศรษฐวิไล
3. สุขศาลา นีรอย (บ้านเถ้าแก่หลี): มรดกคหบดีไหหลำ
อาคารไม้โบราณที่สร้างขึ้นราว พ.ศ. 2482-2483 โดย ‘นายริ้วรอย’ หรือเถ้าแก่หลี คหบดีชาวจีนไหหลำผู้มั่งคั่งและเป็นผู้บุกเบิกกิจการโรงเลื่อยแห่งแรกๆ ในจังหวัดบุรีรัมย์ สตึก และสุรินทร์
เถ้าแก่หลีได้บริจาคที่ดินและไม้จากโรงเลื่อยของตนเอง เพื่อสร้างอาคารหลังนี้มอบให้กับราชการ เพื่อใช้เป็นอนามัยจังหวัด (สุขศาลา) ในยุคที่บุรีรัมย์ยังไม่มีโรงพยาบาล
ความคลาสสิกของอาคารหลังนี้ ไม่ได้มีแค่การมุงหลังคาด้วยกระเบื้องว่าวแบบโบราณ แต่ยังรวมถึงป้ายชื่ออาคารที่ยังคงใช้ตัวสะกดแบบภาษาไทยดั้งเดิม (ก่อนที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม จะประกาศปฏิรูปภาษาไทย ตัดตัวอักษรบางตัวออก) ป้ายชื่อนี้จึงเปรียบเสมือนหลักฐานทางโบราณคดีของภาษาไทย
ปัจจุบัน ทายาทรุ่นลูกหลานได้ตัดสินใจขายอาคารและที่ดินผืนนี้ไปในราคา 18 ล้านบาท ซึ่งวิวัฒน์และคนในชุมชนต่างเฝ้าจับตาดูด้วยความเสียดายและลุ้นระทึกว่า อาคารประวัติศาสตร์แห่งนี้จะถูกปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์เมือง หรือจะถูกรื้อถอนเพื่อแปรสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างทางธุรกิจตามวิถีทุนนิยม
วิธีการเล่าเรื่องของวิวัฒน์ตลอดการเดินทัวร์ คือการดึงเอาอดีตมาทาบทับกับปัจจุบัน
เขานำรูปถ่ายเก่าที่ปรินต์ออกมาแล้วแปะบนแผ่นฟิวเจอร์บอร์ดอย่างทะนุถนอม มายืนถือเทียบกับสถานที่จริง และอธิบายถึงโครงข่ายสายสัมพันธ์ของผู้คน ว่าใครในภาพถ่ายคือต้นตระกูลของคนในตลาดปัจจุบัน
สิ่งนี้ทำให้ประวัติศาสตร์ที่แห้งแล้งและน่าเบื่อ กลับมามีชีวิต มีเนื้อมีหนัง และทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวเหล่านั้น

Photo: พันธวัฒน์ เศรษฐวิไล
บทสรุป: ลมหายใจที่ถูกจารึก
แม้ในยุคสมัยที่มนุษย์สามารถสั่งซื้อหนังสือออนไลน์ให้มาส่งถึงหน้าประตูบ้านได้ในวันรุ่งขึ้น แต่การมีอยู่ของวิวัฒน์ และ ‘น้ำพุบุ๊คสโตร์’ ทำหน้าที่เป็นเหมือนหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อพิสูจน์คำถามที่ว่า “ทำไมคนเราถึงยังต้องเดินออกจากบ้านเพื่อมาที่ร้านหนังสืออิสระ”
คำตอบนั้นเรียบง่าย… เพราะที่นี่มีหนังสือที่คุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอยู่บนโลก มีบรรยากาศที่อัลกอริทึม (Algorithm) ไม่สามารถเลียนแบบได้ และที่สำคัญที่สุด ที่นี่มีเจ้าของร้านผู้เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณแห่งการเป็นผู้ให้
โครงการสนับสนุนจาก TK Park อาจมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดตามรอบปีงบประมาณ ตัวชี้วัดและรายงานเอกสารมากมายอาจถูกเก็บเข้าแฟ้มเมื่อโครงการจบลง
แต่สำหรับ วิวัฒน์ โรจนาวรรณ ชายที่บอกกับตัวเองเสมอว่าต้องรักษาสุขภาพเพื่อค้นคว้าและบอกเล่าประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ของบ้านเกิดตัวเอง ภารกิจในการเป็นหอจดหมายเหตุที่มีชีวิตของเมืองแปะแห่งนี้ จะยังคงดำเนินต่อไปในทุกๆ วัน…
ตราบเท่าที่ประตูน้ำพุบุ๊คสโตร์ ยังคงเปิดรับแสงอรุณ และตราบเท่าที่หนังสือยังคงทำหน้าที่หล่อเลี้ยงวิญญาณของเขาและผู้คนในเมืองนี้อย่างไม่มีวันสิ้นสุด



