ถ้าพูดถึงเรื่องของวิทยาศาสตร์หลายคนคงส่ายหัว แม้จะเป็นสิ่งสำคัญและช่วยพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ของมนุษย์ แต่เพราะความยากจะเข้าใจก็ทำให้หลายคนถอดใจ แต่ก็มีคนที่พยายามเปลี่ยนภาพจำความยากของวิทยาศาสตร์ให้ย่อยง่ายขึ้น สนุกขึ้น โดยหวังในเบื้องต้นว่าสังคมจะเริ่มมีภูมิคุ้มกันในด้านวิทยาศาสตร์ และอาจจะมีคนสนใจจนเกิดนักวิทยาศาสตร์-วิจัยเพิ่มมากขึ้นในอนาคต
นำชัย ชีววิวรรธน์ คือหนึ่งในนั้น ด้วยการเป็นผู้อำนวยการฝ่ายเผยแพร่วิทยาศาสตร์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นักเขียน นักแปลหนังสือด้าน Pop Science (นำชัยเป็นคนแปลหนังสือ Sapiens อันโด่งดังในบ้านเรานี่เอง) ผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์กาลาปากอสเพื่อจัดพิมพ์หนังสือแนววิทยาศาสตร์ ซึ่งมีผลงานเผยแพร่ออกมาแล้วมากกว่า 50 เล่ม และบทบาทอีกหลากหลายที่เกี่ยวข้องกับแวดวงหนังสือ แม้เจ้าตัวจะบอกว่านามสกุลชีววิวรรธน์ (อ่านว่า ชีวะ-วิวัฒน์) ของแกที่มีความหมายราวกับทฤษฎีวิวัฒนาการนั้นเป็นเรื่องบังเอิญ และไม่มีคนในตระกูลนี้ทำงานด้านวิทยาศาสตร์เลยสักคน แต่เส้นทางการสนใจวิทยาศาสตร์ของเขานั้นไม่น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญแน่ๆ

จากนักอ่านสู่นักวิทยาศาสตร์
“ตอนเด็กผมชอบการอ่านเกือบทุกแนว อาจจะเพราะทีวียังราคาสูง หนังสือจึงเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า และประจวบเหมาะที่ช่วงปี 2525 เป็นช่วงยุคทองของนิตยสารแนววิทยาศาสตร์ เลยมีโอกาสได้อ่านเยอะ และรู้สึกว่านิตยสารวิทยาศาสตร์นั้นตรงจริตที่สุด
“สิ่งที่อ่านตอน 40 กว่าปีก่อนมันกระตุ้นจินตนาการเรา บางเรื่องปัจจุบันก็เกิดขึ้นจริงแล้ว อย่างยานอวกาศไปเยือนต่างดาว หรือการมีสถานีอวกาศนานาชาติ”
ในช่วงเวลาที่คนไทยสนใจและตื่นตัวด้านวิทยาศาสตร์มากจนมีนิตยสารให้เลือกอ่านเป็นสิบเล่มต่อเดือน และยังมีพ็อกเก็ตบุ๊กอีกหลายเล่มวางจำหน่ายในร้านหนังสือ เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่นำชัยก่อร่างความสนใจในสาขาวิชานี้ จนเมื่อชีวิตพบจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ ที่ทำให้เขาได้ก้าวไปสู่อาชีพในสายงานด้านวิทยาศาสตร์โดยไม่ทันตั้งตัว
“คุณพ่อผมแกเสียตอนผมอยู่ ม.1 ผมเป็นลูกคนที่เจ็ด พวกพี่ๆ ก็ดิ้นรนมากในการหาเลี้ยงทั้งครอบครัว ผมเลยตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องหาทุนเรียนให้ได้ จนได้ทุน พสวท. (ทุนสำหรับพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี) ซึ่งทำให้เราได้เรียนปริญญาตรีและปริญญาโท”
แม้จะได้รับทุนการศึกษา แต่ก็ไม่ได้มีเงินมากพอสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัว นำชัยจึงมองหางานพิเศษทำไปด้วย เขาเลือกงานแปลหนังสือ เพราะนอกจากจะได้เงินแล้ว ยังเป็นการฝึกภาษาไปในตัวอีกด้วย
“ก่อนหน้านั้น ผมเคยลองทำอย่างอื่นด้วย เคยไปสมัครเป็นไกด์แต่เขาไม่รับ เคยสอนพิเศษที่ได้เงินดี แต่ไม่ได้ทำให้เราพัฒนาขึ้นก็เลยหยุดไป จากนั้นก็ไปสมัครเป็นนักแปลให้กับนิตยสารรีวิวพวกอุปกรณ์ไฟฟ้า บทความวิทยาศาสตร์และสุขภาพ มันทำให้เราได้ฝึกภาษาและได้ความรู้อัปเดตด้วย แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ความรู้ คือการได้เห็นว่าบทความแบบไหนที่น่าเบื่อ บทความแบบไหนที่อ่านสนุก มันทำให้เรารู้จักการเขียนไปในตัว” นำชัยเล่าถึงงานพิเศษที่มีส่วนช่วยพาให้เขาเดินทางไปศึกษาต่อยังแดนอาทิตย์อุทัย
หลังจากเรียนจบ เขาตั้งใจอยากศึกษาต่อด้านปริญญาเอก แต่ยังหาทุนสำหรับการเรียนต่อไม่ได้ จึงใช้เวลาช่วงนั้นทำงานที่ไบโอเทค สวทช. อยู่หนึ่งปี ก่อนจะสอบชิงทุนการศึกษาจากรัฐบาลญี่ปุ่น และได้ไปเรียนด้าน Molecular Genetics จาก Kumamoto University ที่เมืองคุมะโมโตะ ซึ่งเป็นการศึกษาด้านการทำโคลนนิ่งเซลล์ โคลนนิ่งดีเอ็นเอ ตัดต่อดีเอ็นเอ ในฐานะนักวิจัย

จากนักวิทยาศาสตร์สู่นักสื่อสาร
เพราะชีวิตคือการเปลี่ยนแปลง หลังจากเรียนจบ นำชัยกลับมาเป็นนักวิจัยอยู่ที่ สวทช. และพบกับวงจรชีวิตซ้ำๆ ที่ต้องทำวิจัยและขอทุนในการทำงานเพื่อตีพิมพ์งานวิจัย และข้อจำกัดหลากหลาย ทำให้นำชัยตัดสินใจที่จะสลับบทบาทมาเป็นนักสื่อสาร เพื่อบอกเล่าสิ่งที่องค์กรกำลังทำวิจัยอยู่แทน
“ถามว่าเสียดายวิชาความรู้ที่เรียนมาไหม เราก็เสียดายนะ แต่ด้วยระบบกฎเกณฑ์หลายๆ อย่างในประเทศไทย ทำให้เราไม่สามารถแข่งขันกับนักวิจัยประเทศอื่นได้ แล้วที่ สวทช. เองก็เป็นองค์กรที่มีคนทำงานวิจัยอยู่เยอะ แต่คนกลับไม่ค่อยรู้ว่าเราทำอะไรบ้าง ฉะนั้นหน้าที่ในการสื่อสารให้คนภายนอกรู้จักงานวิจัยของเราจึงเป็นเรื่องสําคัญ” นำชัยเล่าถึงจุดที่พาให้เขามาทำหน้าที่สื่อสาร และก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่เขาเริ่มต้นเขียนหนังสือ pop science ของตัวเอง
“ช่วงที่เราเรียนปริญญาโทอยู่ ต้องบอกว่าผมได้อ่านบทความเยอะมากจริงๆ จึงเริ่มอยากเขียนบทปริทัศน์หรือรีวิวที่เป็นการดึงเนื้อหางานวิจัยหลายๆ ชิ้นมาเล่าใหม่ในวิธีของตัวเอง ซึ่งหนังสือวิทยาศาสตร์หลายๆ เล่มก็เขียนด้วยวิธีนี้ อย่างตอนที่เรียนปริญญาเอกกลับมา เราก็มีช่วงที่เห็นหนังสือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ที่มีจุดที่สื่อสารไม่ถูกต้องอยู่หลายเล่ม อาจเพราะคนเขียนไม่ใช่คนในสายนี้ นั่นเป็นช่วงที่เริ่มรู้สึกว่าเราต้องเขียนอะไรของตัวเองบ้างแล้ว ประกอบกับผมก็มีงานแปลและงานเขียนที่ส่งตามนิตยสารอยู่บ้าง จึงพยายามรวมเล่มออกมา และกลายเป็นเล่มแรกที่ได้ตีพิมพ์ ชื่อว่า สู่ชีวิตอมตะ”
แต่การจะตีพิมพ์หนังสือแนววิทยาศาสตร์ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะต้องทำให้สำนักพิมพ์เห็นว่าสามารถขายได้ นั่นจึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่นำชัยต้องตอบให้ได้
“หลายคนชอบตั้งคําถามว่า ใครจะอ่านหนังสือประเภทนี้ ผมว่าคําถามที่สําคัญกว่าคือ ถ้าเราไม่แปลหนังสือเล่มนี้ออกมา เราจะเสียอะไรไปบ้าง อย่าง Cosmos ของคาร์ล เซแกน เป็นหนังสือที่ห้องสมุดรัฐสภาของสหรัฐอเมริกาบอกว่าเป็นหนึ่งใน 88 เล่ม ที่ทําให้อเมริกาเป็นอเมริกา เพราะมีนักวิทยาศาสตร์เกิดขึ้นเยอะมากจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ นี่คืออิมแพกต์ที่เกิดขึ้นจากหนังสือหนึ่งเล่ม
“โอเค มันขายไม่ดีเท่าหนังสือประเภทอื่นหรอก เหมือนเวลาถามว่า มีใครดูสารคดีต่อเนื่องตั้งแต่ดึกถึงเช้าไหม คำตอบส่วนใหญ่คือไม่มี แต่กลับกัน เราดูซีรีส์ข้ามคืนได้นะ (หัวเราะ) ถ้าคุณอ่านการทำงานของสมองมากพอ คุณจะเข้าใจว่าการอ่านหนังสือมันต้องใช้พลังงานเยอะ โดยเฉพาะการอ่านหนังสือที่มีเรื่องความรู้ ร่างกายจะไม่ค่อยอยากทำเท่าไหร่” นำชัยอธิบายถึงยอดขายหนังสือแนววิทยาศาสตร์ที่ไม่ได้มากมายนัก

แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขายอมแพ้ต่อการทำงาน และยังคงผลิตหนังสือวิทยาศาสตร์คุณภาพดีออกมา จนมีผลงานการเขียนและแปลมากกว่า 50 เล่ม เราถามต่อถึงเล่มที่เขียนหรือแปลออกมาแล้วยังคงประทับใจถึงทุกวันนี้
“สู่ชีวิตอมตะ เป็นเล่มที่ภูมิใจเพราะติดในรายชื่อ 100 หนังสือดีวิทยาศาสตร์ไทย ส่วนอีกเล่มคือ 543BC ปวงเมธีแห่งอารยกาล เกิดจากที่ผมชอบอ่านประวัติบุคคล พออ่านไปเยอะๆ ก็สงสัยว่าทำไมช่วงประมาณสองสามร้อยปีก่อนพุทธกาลถึงเป็นช่วงยุคทองของนักคิด แล้วเรื่องที่พวกเขาคิดและค้นพบก็ยังคงถูกเรียนกันในห้องเรียนต่อเนื่องจนถึงสองพันปีให้หลัง
“เราจึงอยากเล่าว่าชีวิตของพวกเขาเป็นยังไง ทำไมพวกเขาถึงคิดเรื่องพวกนี้ได้ แล้วสิ่งที่พวกเขาค้นพบส่งผลมาถึงปัจจุบันอย่างไร หลายอย่างไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มีเหตุปัจจัยเชื่อมโยงกัน อย่างกรีกรุ่งเรืองมากเรื่องปัญญา สาเหตุหนึ่งเพราะการไม่บังคับนับถือศาสนาใด ก็เลยเกิดนักคิดขึ้นมากมายที่สามารถคิดเรื่องปรัชญาที่ท้าทายการเมืองและความเชื่อเดิมได้ ซึ่งเล่มนี้ก็ได้รางวัลรองชนะเลิศของเซเว่นบุ๊กอะวอร์ดในปี 2567 ที่ผ่านมาด้วย
“ในส่วนของงานแปล ส่วนมากสำนักพิมพ์จะเป็นคนเลือกหนังสือแล้วก็เดินมาหาเรา อย่างเล่ม เซเปียนส์ ประวัติย่อมนุษยชาติ เป็นงานที่หินมากด้วยปัจจัยหลายอย่าง อย่างแรกคือ นี่เป็นหนังสือภาษาอังกฤษจำนวน 500 หน้า อย่างที่สองคือ คนเขียนยูวัล โนอาห์เก่งมาก ภาพรวมเล่มนี้เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่รวมวิทยาศาสตร์ ปรัชญา ศาสนา และรัฐศาสตร์ แต่มาเล่าให้ฟังแบบดูง่ายๆ คนแปลต้องทำการบ้านเยอะ และจะมีศัพท์ซึ่งอยู่นอกวงที่เราคุ้นเคย โชคดีที่เราเองก็อ่านหลากหลาย จึงพอจะทำการบ้านต่อเองได้” นำชัยอธิบายถึงการทำงานแปลหนังสือที่โด่งดังมากในบ้านเรา


แล้วการอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์จะส่งผลกระทบอะไรกับสังคมบ้าง เรานึกสงสัย
“การเข้าใจวิทยาศาสตร์มีประโยชน์มาก ถ้าคุณมีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ คุณจะใช้ชีวิตอยู่ได้ง่าย สมมติมีสิ่งที่คนเชื่อกันเป็นตุเป็นตะ เช่น เวลาเราเผลอกินกรดหรือด่างไป ตราบใดที่ปากไม่พัง พอมันเข้าไปในร่างกายก็จะถูกปรับให้กลายเป็นกลางทั้งหมด หรือคุณจะรู้ว่าโมเลกุลของน้ำมีขนาดเท่ากันหมด เราไม่สามารถทำให้โมเลกุลเล็กลงได้ หรืออย่างแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ถ้าคุณรู้วิธีการรับมือก็จะสามารถจัดการตัวเองได้ โอกาสรอดชีวิตก็จะเพิ่มขึ้น”
นำชัยยังเล่าอีกว่า วิทยาศาสตร์ไม่เพียงสอนให้เอาตัวรอด แต่ยังสอนให้เราตั้งคำถาม
“สิ่งที่พิเศษอีกอย่างคือ คุณไม่จำเป็นต้องเชื่อทุกอย่างที่วิทยาศาสตร์บอก เพราะวิทยาศาสตร์ยอมรับว่าตัวเองมีจุดอ่อน และรู้ว่าตัวเองยังไม่รู้เรื่องอะไร ทำให้เกิดกลไกการแก้ไขความผิดพลาด เมื่อมีคนค้นพบความรู้ใหม่ และถูกพิสูจน์แล้วว่าถูกต้อง ความรู้เดิมก็จะถูกยกเลิกไป วิทยาศาสตร์จึงปรับตัวอยู่กับบริบทสมัยใหม่ตลอดเวลา”
การปรับเปลี่ยนและเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยจึงเป็นเสน่ห์ของวิทยาศาสตร์ที่ทำให้นำชัยหลงใหลจนลงมือเขียนหนังสือ จดบันทึกเพื่อแปลความรู้ และบอกเล่าความอัศจรรย์ของโลกให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้จนถึงทุกวันนี้



