‘ปิดแท็บชีวิตแค่ปิดโซเชียล’ วิธีเป็นพลเมืองดิจิทัลที่ดี

610 views
4 mins
June 17, 2022

          Sharenting, Vampire Shopping, Smombies, Cyberchondria, Clicktivism, Nomophobia, The Quantified Self ฯลฯ บรรดาคำสแลงที่เกิดขึ้นร่วมสมัยกับสมาร์ทโฟน โลกดิจิทัล และโซเชียลมีเดีย ในสังคมไทยยังมีช่องว่างหรือความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัล (Digital Divide) อยู่มาก แต่เราคงปฏิเสธอิทธิพลของมันยากขึ้นทุกขณะ

          คุณคิดว่าคุณเสพติดสมาร์ทโฟน เสพติดโซเชียลมีเดียหรือเปล่า?

          คนส่วนใหญ่น่าจะตอบว่า ไม่ โดยธรรมชาติ…มนุษย์มักประเมินตนเองสูงกว่าที่เป็นจริง เราคิดว่าเราควบคุมชีวิตตนเองได้ ควบคุมการใช้สมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียได้ เอาเข้าจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น อีกทั้งเรายังให้คุณค่ากับพฤติกรรมที่ครั้งหนึ่งไม่ถูกกาลเทศะให้กลายเป็นเรื่องปกติ ตัวอย่างง่ายๆ เช่น การยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูตอนประชุม กลางวงสนทนา ระหว่างกินข้าว ยอมรับมาเถอะว่าเราทำแบบนี้กันทั้งนั้น โดยมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ ‘ใครๆ ก็ทำกัน’

          มันอาจเป็นเรื่องปกติธรรมดาจริงๆ ก็ได้ เพราะวิถีชีวิตสัมพันธ์กับวัตถุและเทคโนโลยีมาแต่ไหนแต่ไร ผันเปลี่ยนเป็นพลวัต ลองดูข้อมูลเหล่านี้นะครับ

          – วัยรุ่น 52 เปอร์เซ็นต์ในสหราชอาณาจักรบอกว่าสื่อสังคมออนไลน์ทำให้พวกเขามั่นใจน้อยลงในเรื่องรูปร่างหน้าตาตัวเอง

          – เด็กๆ มากกว่า 81 เปอร์เซ็นต์มีตัวตนบนโลกออนไลน์ตั้งแต่อายุได้ 2 ขวบ

          – 28 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ ยอมรับว่าเคยโจมตีด้วยความมุ่งร้ายทางออนไลน์

          – การคุยทางโทรศัพท์คือสาเหตุของการบาดเจ็บจากการเดินถึง 69 เปอร์เซ็นต์

          – คน 66 เปอร์เซ็นต์ กลัวการขาดมือถือ

          ฯลฯ

          เป็นตัวอย่างข้อมูลจากหนังสือ ‘MY BRAIN HAS TOO MANY TABS OPEN: How to Untangle Our Relationship with Tech’ หรือ ‘ปิดแท็บชีวิต แค่ปิดโซเชียล: รัก เรียน รู้ สู่การเป็นพลเมืองดิจิทัล’ โดย Tanya Goodin คุณไม่จำเป็นต้องยอมรับข้อมูลข้างต้นหรืออาจจะแค่ยักไหล่แล้วถามว่า “แล้วไง” นั่นแหละครับเพราะคนส่วนใหญ่เชื่อว่าตนสามารถควบคุมชีวิตได้ ไม่มีทางปล่อยให้เทคโนโลยีมีอำนาจเหนือตนหรอก

          เราจะละเรื่องนี้ไว้ แล้วมาสำรวจเนื้อหาของหนังสือกัน Tanya Goodin ผู้ริเริ่มการเคลื่อนไหวเพื่อล้างพิษดิจิทัลที่ชื่อ ‘Time To Log Off’ และนักรณรงค์ด้านจริยธรรมเทคโนโลยี ชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีมีอิทธิพลต่อชีวิตของเรามากกว่าที่คิด ในบางครั้งก็มากเกินไป จนเราเป็นฝ่ายถูกมันควบคุม สูญเสียอิสรภาพ ส่งผลเสียต่อการทำงาน สุขภาพกายและจิต และกระทบถึงคนรอบข้าง …ก็เป็นเรื่องที่น่าจะรู้กันอยู่ แต่เธอทำให้เห็นเป็นรูปธรรมโดยอ้างอิงข้อมูลจากงานศึกษาวิจัย งานสำรวจ สถิติ กรณีที่เกิดขึ้นจริง และปากคำของผู้เชี่ยวชาญ

          เราเห็นพ่อแม่โพสต์รูปลูกๆ บนโซเชียลมีเดียด้วยความภาคภูมิใจ แจกความสดใส น่ารัก ให้คนมากดไลค์ กดหัวใจ และคอมเมนต์ให้ใจฟูฟ่อง ตัวเลขที่ผมตกใจคือในสหราชอาณาจักรพบว่า เฉลี่ยแล้วพ่อแม่จะลงรูปลูกเกือบ 1,500 รูปก่อนลูกจะอายุครบ 5 เสียอีก มีศัพท์เฉพาะไว้เรียกพ่อแม่กลุ่มนี้ว่า Sharenting หรือพ่อแม่นักแชร์ ที่รวมศัพท์ 2 คำเข้าด้วยกันคือ Share กับ Parent

          หลายคนโต้เถียงว่ามันเรื่องของเขา ลูกของเขา แต่ Tanya Goodin แสดงให้เห็นว่าสิทธิเด็กก็เป็นสิ่งสำคัญ แน่นอนว่าเด็ก 5 ขวบไม่มีทางยินยอมหรือไม่ยินยอม พ่อแม่ต่างทำไปเพราะความรัก ความเอ็นดู ความภูมิใจในพัฒนาการของลูก โดยลืมไปว่าเมื่อลูกเติบโตขึ้นทีละน้อย รูปที่เราคิดว่าน่ารักสดใสอาจไม่ใช่สิ่งที่เด็กคิด ความอันตรายและระมัดระวังได้ยากคือเมื่อคุณปล่อยข้อมูลส่วนตัวเกี่ยวกับลูกคุณขึ้นไปบนอินเตอร์เน็ตแล้ว มันจะคงอยู่แบบนั้น ไม่มีทางรู้ว่าจะมีมิจฉาชีพหรือพวกใคร่เด็ก (Pedophilia) นำข้อมูลและรูปเด็กๆ ไปใช้ทำอะไรบ้าง

          Tanya Goodin มีคำแนะนำง่ายๆ ว่า จงขอความยินยอมจากลูกทุกครั้ง ถ้าคำตอบคือไม่ ก็อย่าทำ อย่าหลงเชื่อโฆษณาโซเชียลมีเดียว่านี่เป็นพื้นที่เก็บอัลบั้มครอบครัวเด็ดขาด

          อีกตัวอย่าง Tanya Goodin อ้างอิงคำพูดของศาสตราจารย์เดวิด วีล จิตแพทย์ด้านการปรึกษาและศาสตราจารย์อาคันตุกะแห่งคิงส์คอลเลจ ลอนดอน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโรคคิดว่าตนเองมีรูปร่างหรืออวัยวะผิดปกติ (Body Dysmorphic Disorder: BDD) (มีโรคแบบนี้ด้วยเหรอ?) เขากล่าวว่า

           “การเปรียบเทียบคือรูปแบบหนึ่งของการจัดอันดับตัวเองเทียบกับคนอื่น จัดอันดับความน่าดึงดูดของคุณลักษณะที่บ่งบอกความเป็น ‘ตัวตน’ ของเราให้อยู่ต่ำกว่าบุคคลอื่น และเราก็จะกลายเป็นคนที่วิจารณ์ตนเองในทางลบมากขึ้น การวิเคราะห์ หมกมุ่น เปรียบเทียบ และจัดอันดับคุณลักษณะตนเองนั้นเป็นพิษร้ายอย่างมากสำหรับสุขภาพจิตของเรา”

          ไม่ใช่แค่รูปร่างหน้าตา สถานะ ไลฟ์สไตล์ อาหาร ฯลฯ แทบทุกอย่างแล้วกระมังที่ถูกนำมาเปรียบเทียบกับตัวเรา ทุกอย่างก้าวในชีวิตกลายเป็นคอนเทนต์ คือการบอกอัตลักษณ์ ทุกครั้งที่เราเห็นภาพชีวิตดีๆ ของคนอื่น มันยากเหลือเกินที่จะไม่เปรียบเทียบกับชีวิตตนเอง ทั้งที่ภาพบนโซเชียลมีเดียเป็นแค่ฉากหน้าที่ได้รับการประดับตกแต่งให้ดูหรูเลิศกว่าความเป็นจริง แต่ภูมิคุ้มกันของเราไม่มากพอ

          หรือ Clicktivism ที่หมายถึงการแสดงออกว่าสนับสนุนประเด็นทางการเมืองหรือสังคมบนอินเตอร์เน็ตผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ ที่มักถูกมองว่าใช้ความพยายามหรือมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยน้อยมาก อธิบายให้ง่ายก็พวกการติดแฮชแท็ก เปลี่ยนรูปโปรไฟล์ กดแชร์ กดถูกใจ ในประเด็นการเมือง-สังคม-วัฒนธรรม-เศรษฐกิจ เพื่อแสดงออกถึงการสนับสนุน แล้วหยุด ไม่มีการกระทำใดๆ มากกว่านั้น Tanya Goodin เหน็บแนมว่า

           “การแสดงออกว่าสนับสนุนการเคลื่อนไหวประเด็นสำคัญทางออนไลน์สื่อให้คนอื่นได้เห็นถึงความมีศีลธรรมและความไม่เห็นแก่ตัวของเรา การส่งสัญญาณถึงคุณธรรมทางดิจิทัลก็เหมือนเราได้โบกธงเล็กๆ ทางออนไลน์ที่บอกว่า “ดูฉันสิ ทางนี้ ดูสิ! ดูสิว่าฉันเป็นคนดีขนาดไหน”

          ออกจะแรงไปหน่อย แต่ก็มีประเด็น

          การกดคลิกสร้างความรู้สึกว่าเพียงพอแล้ว แต่มันไม่พอ มีแค่ 1-5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ลงมือปฏิบัติตามประเด็นเคลื่อนไหวที่ตนเข้าร่วม และยิ่งมีคนเข้าร่วมมากๆ ก็จะทำให้เกิด ‘การออมแรงทางสังคม’ (Social Loafing) กล่าวคือเราจะคิดหรือรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพราะคนอื่นกำลังทำอยู่ การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เท่ากับฉันสนับสนุนแล้ว

          ความน่าสนใจอีกประการของหนังสือเล่มนี้ก็คือในตอนท้ายของแต่ละบทมันได้ให้นิยามของคำแต่ละคำ ระบุสัญญาณบ่งชี้ว่าคุณเริ่มมีอาการแล้วหรือไม่ รวมถึงวิธีแก้ไข ใช่ครับ มันฟังดูฮาวทูไปหน่อย ถึงกระนั้นก็เป็นรูปธรรมจับต้องได้กว่าคำแนะนำเชิงจิตวิญญาณหรือการบริหารจิตใจด้วยศาสนา

          Tanya Goodin ยังมีคำแนะนำวิธีการเป็นพลเมืองดิจิทัลที่ดีว่า

          1. HUMANITY (ความเป็นมนุษย์) ‘เราทุกคนล้วนเชื่อมโยงกัน’

          2. AUTHENTICITY (ตัวตนจริงแท้) ‘ฉันเป็นตัวของตัวเองอยู่เสมอ’

          3. COLLABORATION (ร่วมมือกัน) ‘ร่วมมือกันย่อมทำได้มากกว่าทำคนเดียว’

          4. CRITICAL THINKING (คิดเชิงวิพากษ์) ‘ฉันตั้งคำถามกับทุกอย่าง’

          5. KINDNESS (ความใจดี) ‘ฉันปฏิบัติกับทุกคนด้วยความเห็นอกเห็นใจ’

          คุณคงกำลังคิดว่าปฏิสัมพันธ์ระหว่างชีวิตและเทคโนโลยีก็เพียงแค่ต้องรู้จักจัดความสมดุลเท่านั้น ไม่มีอะไรยาก ก็ใช่ แต่นั่นยังไม่พอ ประการแรก ความแม่นยำในการประเมินความสมดุลของเราต่ำมาก ประการต่อมา มันต้องอาศัยสิ่งอื่นมากกว่านั้น

          เรารับมือกับ Fake News ความรุนแรงบนอินเทอร์เน็ต การกลั่นแกล้งออนไลน์ การหลอกลวง หรือการปลอมตัวตนด้วยความสมดุลเท่านั้นไม่ได้ Tanya Goodin บอกว่าเรายังต้องมีความรู้ ความเข้าใจ การเท่าทันเทคโนโลยี กฎหมาย และวิธีการปฏิบัติต่างๆ เพื่อให้อยู่กับเทคโนโลยีอย่างผาสุก ความสมดุลเป็นแค่จุดเริ่มต้น

          วันนี้วิศวกรของกูเกิ้ลเปิดเผยว่า AI เริ่มมีความรู้สึกนึกคิด

          วันหน้าเชื่อได้เลยว่ามนุษย์จะเผชิญความท้าทายจากเทคโนโลยีมากกว่าที่เป็นอยู่หลายเท่า

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก