ว่ากันว่าวรรณกรรมชิ้นแรกของโลกนั้นถูกเขียนขึ้นที่ดินแดนอาทิตย์อุทัยเมื่อราวๆ พันปีก่อน หลังจากนั้นอาจจะด้วยความชอบเขียนชอบอ่านของคนญี่ปุ่น ก็ช่วยทำให้วงการวรรณกรรมในญี่ปุ่นนั้นเติบโตอย่างแข็งแรง แม้จะไม่ได้รับความนิยมนอกประเทศมากนัก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาวรรณกรรมญี่ปุ่นก็เกิดปรับตัวเกิดความร่วมสมัยเข้าถึงสากลและวัยรุ่นจำนวนมาก รวมไปถึงในไทยด้วย
หนังสือมากมายที่เราได้อ่านจากปรากฏการณ์นี้ ไม่ว่าจะเป็น ไตรภาค 1Q84, ชายที่คนรักจากไป และชายไร้สีกับปีแสวงบุญ โดยฮารูกิ มุราคามิ, ผู้อัญเชิญไฟ นวนิยายขนาดสั้นแนวโลกดิสโทเปียของ โยโกะ ทาวาดะ, นักเพาะกายผู้โดดเดี่ยว 11 เรื่องสั้นญี่ปุ่นโดย ยูกิโกะ โมโตะยะ นักเขียนหญิงมือรางวัล และอีกมากมายหลายต่อหลายเล่ม คืองานแปลหนังสือทั้งฟิกชั่น และนอนฟิกชั่น อย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปีของ มุทิตา พานิช เหมือนเป็นสะพานเชื่อมนักอ่านชาวไทยให้ได้เจอกับงานวรรณกรรมร่วมสมัยเหล่านี้
ถ้าคุณเป็นนักอ่านที่ชื่นชอบงานเขียนจากญี่ปุ่น โดยเฉพาะสำนักพิมพ์กำมะหยี่ คุณอาจจะคุ้นชื่อนักแปลคนนี้อยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ได้คุ้นมากนัก เราอยากแนะนำให้ได้อ่านชีวิตการเป็นนักแปลหนังสือของเธอ ทั้งการเริ่มต้นเป็นนักแปล การคัดเลือกต้นฉบับ กระบวนการทำงาน การเลือกใช้คำ ไปจนถึงความหมายของการแปลที่ดี ซึ่งเต็มไปด้วยรายละเอียดเล็กน้อยแต่มากมาย แล้วคุณอาจจะสนใจอยากอ่านวรรณกรรมญี่ปุ่นที่เธอแปลมาบ้างสักเล่ม

คุณมาเป็นนักแปลวรรณกรรมได้ยังไง ?
พอดีมีสำนักพิมพ์ติดต่อเพื่อนให้ช่วยแปลหนังสือแล้วพอดีเขาไม่ว่าง เลยแนะนำงานต่อมาให้เรา ก็เลยลองแปลแล้วส่งกลับไปให้ทางสำนักพิมพ์ดู ทางนั้นก็ให้เราทำการแปลต่อมาเรื่อยๆ
การเป็นนักแปลต้องมีทักษะอะไรเป็นพิเศษไหม นอกจากเรื่องภาษา ?
น่าจะเป็นเรื่องของการชอบอ่าน ชอบอยู่คนเดียว และมีความอดทน เพราะจะต้องอ่านทวนไปมา ที่ทำมาได้เรื่อยๆ อาจจะเป็นเพราะว่าเราโชคดีได้มาเจอสํานักพิมพ์กำมะหยี่ที่เขาไม่ได้เร่งผลงานมากๆ
คุณแปลหนังสือประมาณกี่เล่มต่อปี ?
น่าจะหนึ่งถึงสองเล่มไม่เคยเกินนี้ จังหวะการตีพิมพ์อาจจะขึ้นกับสํานักพิมพ์ด้วยนะคะ บางทีเราส่งไปแล้วแต่มาออกในอีกปีถัดไปก็มีเหมือนกัน ที่แปลไม่ได้เยอะส่วนหนึ่งนอกจากการแปลหนังสือก็มีทำงานเป็นล่ามภาษาญี่ปุ่น และมีงานของมูลนิธิอีกอันหนึ่งค่ะ

คุณเรียนด้านภาษามาโดยเฉพาะเลยหรือเปล่า ?
จริงๆ เรียนด้านคอมพิวเตอร์ เมื่อก่อนทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ ตอนที่กลับมาก็ทำงานเป็นล่ามฟรีแลนซ์เริ่มจากทำให้กับบริษัทหรือโรงงานญี่ปุ่น
การที่ไม่ได้เรียนด้านภาษาโดยตรง มีข้อจำกัดในการแปลวรรณกรรมบ้างไหม ?
ถ้าเป็นวรรณกรรมแบบคลาสสิกโบราณ คนแปลก็คงต้องเป็นนักภาษาศาสตร์ค่ะ เพราะมีการใช้คันจิเยอะซึ่งจะแปลยาก แต่ที่มุแปลส่วนมากจะเป็นนอนฟิกชั่น หรือวรรณกรรมแบบยุคปัจจุบัน เลยใช้เรื่องของประสบการณ์ที่เคยเจอมา หรือรู้จักคนญี่ปุ่นที่ใกล้เคียงกันก็เลยสามารถแปลได้
ในกระบวนการทำงานของนักแปลมีขั้นตอนยังไงบ้าง ?
เราจะเลือกแปลจากหนังสือที่สนใจ ก็จะมีทั้งกรณีที่สํานักพิมพ์ไปหามา หรือกรณีที่เราเสนอเข้าไปก็มีเหมือนกัน พอเลือกได้แล้วทางสํานักพิมพ์ก็ไปขอลิขสิทธิ์ ซึ่งพอได้ลิขสิทธิ์แล้วก็จะเริ่มแปล โดยส่วนตัวแล้วก่อนที่จะรับ มุก็จะอ่านก่อน เพื่อดูว่าเราโอเคไหมกับเรื่องนี้ ก็มีบ้างที่เราไม่โอเคจนไม่รับงาน งานที่เรารับแปลจะต้องเป็นเรื่องที่เราอ่านซ้ำได้ เพราะเราต้องอ่านบ่อยๆ แต่ที่ปฏิเสธ เป็นเพราะเราไม่เห็นด้วยกับสารที่นักเขียนต้องการจะสื่อ แบบนั้นคือจะอ่านซ้ำไม่ไหว
การแปลหนังสือที่ดีหรือไม่ดี ในมุมมองของคุณมันเป็นยังไง ?
เรื่องแรกที่แปลด้วยความที่ไม่ได้เรียนด้านภาษามา จะมีความรู้สึกเกร็งนิดนึงว่าเราจะเหมาะหรือเปล่า โชคดีที่เรื่องแรกเป็นหนังสือของมูราคามิซึ่งหนามาก เลยมีการแบ่งบทให้นักแปลแต่ละคนดูแล ก็จะแบ่งบทกับนักแปลอีกสองคน ก็เลยได้ทดลองแปลหลายแบบทั้งแบ่งกันไปคนละบท และหนึ่งบทแบ่งกันสองคน ซึ่งก็มีการทำงานแตกต่างกัน
ส่วนเรื่องแปลดีหรือไม่ดีมันก็อาจจะขึ้นอยู่กับคนอ่านมากกว่า แต่ในความรู้สึกเรา อย่างแรกคือต้องจับเรื่องหรือว่าอารมณ์ของเรื่องทั้งหมดให้ได้ แล้วค่อยมาเลือกว่าจะใช้คำหรือประโยคแบบไหนให้เข้ากับเรื่อง แล้วคำที่เราเลือกใช้จะยังสื่อให้ผู้อ่านตีความได้ตามที่นักเขียนต้องการอีกหรือเปล่า

การเลือกใช้คำหรือประโยค สำคัญแค่ไหนในวรรณกรรมญี่ปุ่น ?
คำวิเศษณ์ในภาษาญี่ปุ่นเป็นคำที่มีระดับแบบละเอียดมาก ซึ่งการแปลก็ควรจะใช้คำที่มันกำลังพอดีกับตัวต้นฉบับ นักแปลต้องมีคลังคำเยอะพอสมควร การเป็นนักแปลอย่างแรกคือต้องเป็นนักอ่านก่อน เพราะว่าถ้าเราเป็นคนที่อ่านมาไม่เยอะจะรู้คำน้อย คำที่ใช้ก็จะซ้ำไปซ้ำมา คนอ่านก็จะอ่านแล้วสะดุด
แล้วคุณจะรู้ได้ยังไงว่าผู้เขียนต้องการสื่อสารอะไรออกไป ?
สมัยนี้มันง่ายขึ้นเพราะว่ามันมีอินเทอร์เน็ต แล้วคนญี่ปุ่นพออ่านหนังสือแล้วจะชอบเขียนคอมเมนต์หรือรีวิวมาก มุก็ไปดูว่าเรื่องนั้นๆ คนอ่านเขาตีความไปทางไหนได้บ้าง นักแปลต่างก็ต้องพยายามทําให้นักอ่านที่อ่านฉบับแปลสามารถตีความตามต้นฉบับให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้
ความยากในการแปลวรรณกรรมญี่ปุ่นคืออะไร ?
โดยวัฒนธรรมคนญี่ปุ่นจะไม่ค่อยพูดอะไรตรงๆ ชัดๆ ซึ่งเจอเรื่อยๆ ทั้งในงานล่ามและงานแปลหนังสือ ต้องเข้าใจว่าเขาอยากจะสื่ออะไร เวลาแปลก็ต้องแปลไม่ให้โจ่งแจ้งเกินไป
มีการเจอคำที่แปลไม่ออก หรือไม่รู้จักบ้างไหม ?
พวกคำวัยรุ่นก็มีนะคะ มักจะมีคนถามมาในเน็ตว่าคํานี้แปลว่าอะไร แล้วก็ญี่ปุ่นก็จะมีคอลัมน์ออนไลน์ที่อธิบายสแลงที่ปัจจุบันใช้อยู่ แล้วก็จะมีแบบสแลง top ten ในปีนี้ แต่ก็พยายามระวังในการใช้ เพราะคำพวกนี้มาเร็วไปเร็ว แต่หนังสืออยู่นานกว่าถ้าคนมาอ่านทีหลังอาจจะไม่เข้าใจได้

มีการแปลเล่มไหนที่ประทับใจมากๆ บ้างไหม ?
มีหนึ่งเล่มที่แปลสนุกมาก คือเล่มที่บังเอิญเจอแล้วเสนอทางสำนักพิมพ์ขอแปลเอง ชื่อว่า ประสบการณ์ยิ่งใหญ่ในหมู่บ้านเล็กๆ เล่มนี้เป็นหนังสือนอนฟิกชั่น เกี่ยวกับประสบการณ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ชุมชนในจังหวัดหนึ่งของญี่ปุ่น คนเขียนเขาเป็นพวกบริหารธุรกิจที่มีประสบการณ์ แต่สำเนียงที่ใช้ในเล่มนี้ค่อนข้างธรรมชาติ ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องงาน แต่ยังเล่าถึงชีวิตของคนในหมู่บ้านที่คุยงานกันเสร็จก็กินเหล้าปาร์ตี้กันต่อ แล้วก็สอดแทรกเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ มีทั้งความล้มเหลวและความสำเร็จ เลยเป็นเล่มที่แปลแล้วสนุกและบันเทิงมาก
ชายไร้สีกับปีแสวงบุญ เป็นเล่มที่แปลไปแล้วรู้สึกว่ามีบางอย่างที่น่าจะตีความได้แต่เรายังตีไม่ออก เรื่องนี้ตัวละครจะมีชื่อเป็นสี พออ่านจบแล้วก็รีบไปหาเลยว่าคนอ่านตีความกันยังไง ซึ่งก็เจอคนที่บอกว่าชื่อสีนั้นสามารถตีความไปในเชิงพุทธศาสนาได้ ทีนี้เลยต้องตัดสินใจว่าเราจะเลือกแปลชื่อสีออกมาเป็นภาษาไทยไหม หรือจะใช้เป็นคําอ่านในญี่ปุ่นไป ซึ่งถ้าใช้คำอ่านในญี่ปุ่น คนอ่านจะไม่สามารถตีความไปในด้านศาสนาพุทธได้ ประกอบกับคนไทยมีชื่อเล่น เรียกกันด้วยชื่อเล่นอยู่แล้ว เลยตัดสินใจแปลเป็นชื่อแบบไทยไป ในแวดวงนักแปลก็มีมานั่งคุยบ้างกันนะคะว่า เธอแปลหรือเธอไม่แปล
อีกเล่มคือ ผู้อัญเชิญไฟ นักเขียนตั้งชื่อหนังสือโดยใช้ตัวคันจิที่เราอ่านแล้วก็งง เพราะไม่เคยเจอคํานี้มาก่อน พออ่านไปก็พบว่าเป็นคำพ้องเสียงกับคำโบราณที่สมัยนี้เขาไม่ใช้คํานี้กันแล้ว ก็เลยเกิดอาการงงว่าจะแปลเป็นอะไรดีนะ ทางฝั่งภาษาอังกฤษ เขาก็เลือกใช้แปลว่าทูตอัญเชิญสาสน์ ตรงๆ แต่มุมองว่าคนเขียนเขาไม่ได้ใช้คํานั้นตรงๆ เหมือนอยากจะให้มีความหมายในมุมอื่น ทีนี้เนื้อหาในเล่มก็มีพูดถึงเรื่องของโคมไฟอยู่จุดหนึ่งซึ่งก็ยาวพอสมควร เราก็เลยเปลี่ยนชื่อเป็นผู้อัญเชิญไฟ
ในความหมายนี้ เราอยากให้ตีความได้ว่าเป็นผู้ที่นำอะไรบางอย่างมา และไฟก็เปรียบเสมือนความหวัง จริงๆ เคยมีงานสัมมนาเรื่องการแปลชื่อหนังสือเล่มนี้อยู่เหมือนกัน แล้วก็พบว่า หลายประเทศเองก็มีมุมมองเรื่องนี้ไม่ค่อยตรงกัน

อะไรที่ทำให้คุณทำงานแปลมาได้อย่างยาวนาน ?
เวลาทำงานแปล เรามักจะคิดว่ากำลังแปลหนังสือให้เพื่อนอ่าน การแปลหนังสือ บางทีก็ทําให้เราได้ไปเจอหนังสือที่ชอบใหม่ๆ เจอนักเขียนใหม่ๆ พอเราทำมันอย่างสบายๆ มันก็ไหลลื่นไปเองค่ะ บางทีก็ชอบกินขนมระหว่างแปลอะไรแบบนั้นค่ะ (หัวเราะ)
ความสุขและความหมายของการเป็นนักแปล สำหรับคุณคืออะไร ?
ความสุขจะเกิดขึ้นเวลาที่มีคนได้อ่าน แล้วสนใจเรื่องราวในเล่มคล้ายๆ กับเรา มุเคยเจอนักอ่านคนหนึ่งตอนไปทำงานล่าม พิธีกรก็แนะนําชื่อเรา พอจบงาน เขาเดินมาถามว่าใช่คนที่แปลหนังสือเล่มนั้นหรือเปล่า เขาอ่านแล้วชอบมาก มันก็มีความสุขขึ้นมา เหมือนเราช่วยเชื่อมให้คนอ่านได้เจออะไรที่ชอบ
แล้วการมาถึงของเหล่า AI ทำให้เหล่าล่ามหรือนักแปลต้องปรับตัวยังไงบ้าง ?
ในส่วนของงานแปลเอกสาร มุเองก็ใช้ AI ช่วยเหมือนกัน เพราะบางทีเอกสารเยอะมากๆ เราทำเองไม่ไหว มันให้ความรู้สึกเหมือนเรามีนักแปลรุ่นน้องมาช่วยงาน
ในส่วนของงานล่าม หรืองานแปลหนังสือวรรณกรรม ถามว่า AI ทำได้ไหม ก็น่าจะทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างตอนนี้มุก็มีไปเป็น บ.ก. คอยตรวจการแปลของคนอื่นอยู่บ้าง ไม่แน่ว่าอีกหน่อยอาจจะมีงานตรวจงานแปลของ AI ก็ได้ ซึ่่งถ้ามีการบอกให้ชัดเจนว่านักแปลคือใคร เป็นคนหรือ AI เราคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา เราสามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมได้
แต่สำหรับงานแปลที่มีความยากซับซ้อน และมีเรื่องที่ต้องระมัดระวังหลายๆ อย่าง ความละเอียดอ่อนของมนุษย์ที่ใช้ในการสื่อสารหากันอยู่นั้น AI อาจจะยังไม่สามารถทดแทนได้



