หากการเขียนวรรณกรรมขึ้นมาสักเรื่อง เปรียบเสมือนการสร้างโลกขึ้นมาใหม่ การแปลก็เปรียบเสมือนการสร้างสะพานเพื่อเชื่อมโลกใหม่นั้น ไปสู่นักอ่านที่อาศัยยังดินแดนที่ห่างไกลออกไป
คงเป็นเรื่องน่าเสียดาย หากวรรณกรรมไทยที่ได้รับการยอมรับถึงความฉลาดในการใช้ภาษา และการถ่ายทอดเรื่องราวสะท้อนสังคมอันแสนลึกซึ้ง ถูกจำกัดผู้อ่านอยู่เพียงแค่ภายในประเทศ
มุ่ย-เลิศหล้า ภู่พกสกุล คือหนึ่งในนักแปลรุ่นใหม่ ที่ต้องบอกว่าอาชีพหลักของเธอคือการเป็นทนายความ แถมยังเติบโตในต่างประเทศตั้งแต่เด็ก แต่สิ่งที่เธอหลงใหล กลับเป็นวรรณกรรมไทยอย่าง ความน่าจะเป็น ของ ปราบดา หยุ่น เรื่องสั้นรางวัลซีไรต์ ปี 2545 ที่เปลี่ยนมุมมองต่อการอ่านวรรณกรรมไทยของเธอไปตลอดกาล และนั่นทำให้เธอตัดสินใจเลือกวรรณกรรมเล่มดังกล่าวแปลเป็นภาษาอังกฤษ เพราะเห็นว่าไม่ค่อยมีวรรณกรรมไทยแปลเป็นภาษาอังกฤษสักเท่าไร รวมไปถึงผลงานเล่มอื่นๆ อย่าง ช่างสำราญ ของ เดือนวาด พิมวนา และ เจ้าการะเกด ของ แดนอรัญ แสงทอง อีกด้วย
เธอเชื่อว่า การแปลวรรณกรรมไทยไม่ใช่การขายวัฒนธรรม แต่อยากให้คนอ่านทั่วโลกได้เสพผลงานของศิลปินไทยที่จริงจังกับภาษาและความคิด และเชื่อว่าวรรณกรรมไทยไม่ได้ด้อยกว่า แม้อยู่บนชั้นหนังสือแห่งไหนในโลกก็ตาม
อยากให้เล่าถึงชีวิตวัยเด็ก การอ่านมีอิทธิพลต่อคุณขนาดไหน ?
ดิฉันจบประถมหกที่เมืองไทย ยังอ่านภาษาไทยออก แต่หลังจากนั้นก็แทบไม่ได้เขียนภาษาไทยอีกเลย เรียกว่าความมั่นใจในการเขียนภาษาอังกฤษ มีมากกว่า ต้องบอกก่อนว่าดิฉันเป็นคนชอบอ่านแมกกาซีนมาตั้งแต่เด็กแล้ว ตอนเด็กๆ ก็อ่านหนังสือผู้หญิงบ้าง แต่พอโตมาหน่อย เรียกว่าแทบไม่ได้อ่านภาษาไทยเลย ขาดการใช้ภาษาไทยไปนานมาก มารู้สึกอยากกลับมาอ่านจริงๆ ก็ช่วงโตแล้ว โดยเฉพาะตอนเรียนมหาวิทยาลัย ดิฉันเรียนวรรณกรรมเปรียบเทียบ แต่เป็นเปรียบเทียบภาษาฝรั่งเศสกับละติน ไม่ได้เกี่ยวกับภาษาไทยเลย เคยพยายามลงคลาสวรรณกรรมไทยด้วย เพราะเห็นว่าเปิดสอน แต่พอไปถึงจริงๆ กลับกลายเป็นคลาสสำหรับคนที่พูดไทยไม่คล่อง ก็เลยไม่ได้เรียนอะไรจริงจัง สุดท้ายก็กลับไปอ่านเอง เพราะส่วนตัวชอบวรรณกรรมอยู่แล้ว
พอขาดจากภาษาไทยไปนาน รู้สึกเหมือนโหยหาภาษาไทยหรือวรรณกรรมไทยบ้างไหม ?
เอาจริงๆ ตอนนั้นยังไม่ถึงกับโหยหา แต่มีช่วงหนึ่งที่ได้กลับมาอยู่เมืองไทยตอนเป็นผู้ใหญ่แล้ว ช่วงปี 2002 เป็นช่วงพักระหว่างเรียนมหาวิทยาลัยกับไปเรียนกฎหมาย อยู่เมืองไทยประมาณปีหนึ่ง ตอนนั้นเป็นช่วงที่คุณคุ่น (ปราบดา หยุ่น) เพิ่งได้รางวัลซีไรต์จาก ความน่าจะเป็น เขาเป็น Talk of the town เลย แล้วเราก็รู้ตัวว่าเป็นคนชอบอ่านวรรณกรรมอยู่แล้ว ถึงแม้จะไม่รู้เรื่องวรรณกรรมไทยมากนัก ก็เลยลองซื้อมาอ่านดู แล้วรู้สึกชอบมาก ตื่นเต้นมากกับเล่มนี้ ขนาดเคยเขียน essay วิเคราะห์เรื่องสั้นจากเล่มนี้ไว้ แล้วก็เคยส่งไปให้แมกกาซีนไทยด้วย แม้เขาจะไม่ตีพิมพ์ แต่สุดท้ายมันก็พาเรากลับมาเจอกับการทำงานด้านการแปลในทุกวันนี้อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ตัดสินใจอยากแปลหนังสือของคุณคุ่นเป็นภาษาอังกฤษ ?
ตอนอ่านครั้งแรกยังไม่ได้คิดจะแปลเลย เพราะตอนนั้นไม่ได้คิดเป็นนักแปลด้วยซ้ำ เป็นแค่นักอ่านธรรมดา แต่สิ่งที่สะกิดใจคือ ดิฉันเรียนวรรณกรรมเปรียบเทียบ และศึกษาทฤษฎีวรรณกรรมแบบ Structuralism และ Post Structuralism ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันปรากฏในงานของคุณคุ่นชัดมาก งานเขาเขียนถึงเมืองไทย เซตอยู่ในกรุงเทพฯ แต่มันมีความโพสต์โมเดิร์นสูงมาก การเล่นกับภาษาและลูกเล่นต่างๆ ทั้งฉลาดและสนุก เป็นงานที่มีความเป็นไทยแต่ก็ universal ในเชิงวรรณกรรม ดิฉันเลยรู้สึกว่า นี่คืองานที่น่าตื่นเต้น และควรให้คนต่างชาติได้เห็นได้อ่าน
ประทับใจขนาดนั้น แล้วกว่าจะได้แปลจริงๆ ใช้เวลานานไหม ?
ประมาณสิบปีหลังจากอ่านครั้งแรกเลยกว่าจะเริ่มแปล เพราะหลังจากนั้นก็กลับมาใช้ชีวิตในต่างประเทศ แต่ ความน่าจะเป็น ไม่เคยหลุดออกจากใจเลย วันหนึ่งดิฉันรู้จากอินเทอร์เน็ตว่าคุณคุ่นเปิดร้านหนังสือชื่อ Bookmoby ที่หอศิลป์ฯ ตอนกลับมาเมืองไทยก็เลยแวะไปหา หวังว่าจะได้เจอเขา แต่ก็ไม่เจอ สุดท้ายเลยทิ้งนามบัตรกับ essay ไว้ที่ร้าน แล้วเขียนโน้ตไว้ว่าอยากแปลหนังสือเขา ประมาณ 2-3 เดือนต่อมา คุณคุ่นเขียนกลับมาจริงๆ เราดีใจมาก แล้วก็เริ่มติดต่อกันตั้งแต่นั้น
คิดว่างานของคุณคุ่นสำคัญต่อวงการวรรณกรรมไทยอย่างไร ?
สำหรับดิฉัน มันเหนือความคาดหมายมาก เพราะภาพจำของวรรณกรรมไทยในช่วงต้นยุค 2000 สำหรับหลายคน มันยังเป็นงานแนวเพื่อชีวิต เล่าเรื่องแบบ realist อยู่ แต่ ความน่าจะเป็น มันพลิกทุกอย่างเลย ตอนนั้นดิฉันถึงกับไปค้นบทความต่างๆ แล้วเจอว่าหลายคนเรียกคุณคุ่นว่าสึนามิวรรณกรรมไทย ซึ่งดิฉันเห็นด้วย เพราะเขาเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่าน วรรณกรรมไทยไม่ได้อยู่ที่เดิมอีกต่อไปแล้ว แม้จะผ่านมา 20 ปี ดิฉันก็ยังรู้สึกว่าเล่มนี้เป็นหมุดหมายสำคัญ เป็น turning point จริงๆ มันทำให้เห็นว่า เจเนอเรชันใหม่ ซึ่งคุณคุ่นโตกว่าดิฉัน 5 ปี ได้สร้างเสียงที่ต่างจากรุ่นพ่อแม่อย่างสิ้นเชิงเลย
มองเห็นอะไรในโอกาสของการแปลวรรณกรรมไทยเป็นภาษาอังกฤษ เหมือนอยากให้คนต่างชาติได้อ่าน หรือมองถึงตลาดสากลไหม ?
ตอนที่ดิฉันเริ่มแปลหนังสือ ยังไม่ได้มองถึงเรื่องตลาดหรือความเป็นสากลเลย จริงๆ แล้วก่อนหน้านั้น ดิฉันเป็นทนายอยู่ที่ Wall Street งานเครียดมาก แล้วก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า นี่คือสิ่งที่เราอยากทำไปตลอดชีวิตจริงเหรอ มันเลยกลายเป็นช่วงที่ต้อง soul search อย่างจริงจัง จนอยู่ดีๆ ก็มีโมเมนต์หนึ่งเหมือนหลอดไฟในหัวสว่างวาบขึ้นมาว่าทำไมวรรณกรรมไทยถึงแทบไม่มีใครแปลเป็นภาษาอังกฤษเลย ดิฉันเป็นคนชอบอ่านหนังสืออยู่แล้ว เลยรู้สึกว่าอยากลองดู เพราะมันดูไม่สมเหตุสมผลเลยที่งานเขียนดีๆ ในบ้านเราจะยังไม่ถูกแปล ดิฉันก็เลยกลับไปเรียนเรื่องการแปลวรรณกรรม

Photo: Tilted Axis Press
แสดงว่าหนังสือ ความน่าจะเป็น คือจุดเริ่มต้นที่ชัดเจนของเส้นทางนี้เลย ?
ถ้าดิฉันไม่ได้อ่าน ความน่าจะเป็น ดิฉันคิดว่าก็คงจะไม่เดินมาถึงจุดที่ได้มาเป็นนักแปล เพราะมันไม่ใช่แค่ความคิดลอยๆ ว่า เราอยากแปลหนังสือ แต่มันคือการมีหนังสือเล่มหนึ่งที่รู้สึกอยากแปลจริงๆ เพราะฉะนั้นเวลาเจอรุ่นน้องหรือนักแปลหน้าใหม่มาถามขอคำแนะนำ ดิฉันมักจะบอกเสมอว่า ให้หาหนังสือที่รักมากๆ และอยากแปลให้ได้ก่อน ไม่ใช่เริ่มจากอยากเป็นนักแปลแล้วค่อยไปหาเล่มแปลทีหลัง เพราะตอนนี้เส้นทางนักแปลมันยากมาก ถ้าไม่มีเป้าหมายชัดๆ ในใจตั้งแต่ต้น มันจะไปไม่สุดจริงๆ
อะไรคือความยากในการแปลวรรณกรรมไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะเรื่องการเลือกคำและโครงสร้างภาษา ?
จริงๆ แล้ว ดิฉันคิดว่าการแปลวรรณกรรมทุกเล่มมันยากหมด ไม่ว่าจะเป็นเล่มไหน ภาษาอะไรก็เถอะ แต่ถ้าเป็นภาษาไทยไปอังกฤษ มันยากมากเป็นพิเศษ เพราะสองภาษานี้ห่างกันคนละขั้วเลย ถ้าเป็นภาษาในยุโรปด้วยกัน มันยังพอมีความใกล้เคียงกันในเชิงโครงสร้าง แต่ภาษาไทยกับอังกฤษต่างกันเยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างประโยค และวิธีใช้คำ อย่างงานของคุณคุ่น รุ่นเก่าๆ โครงสร้างประโยคยังมีความเป็นอังกฤษอยู่บ้าง เพราะเขาอยู่ต่างประเทศนาน เลยพอแปลได้ง่ายในระดับโครงสร้าง แต่จุดที่ยากคือคุณคุ่นเล่นคำเยอะ เราต้องไปคิด wordplay ใหม่ในภาษาอังกฤษ ซึ่งมันไม่ใช่แค่แปลตรงๆ ได้เลย อีกเรื่องที่ยากคือ voice ของนักเขียน เราต้องจับให้ได้ว่าเขาต้องการสื่อสารแบบไหน น้ำเสียงเป็นยังไง ซึ่งมันไม่ใช่แค่คำ แต่เป็นโทนทั้งหมด
เคยเจอคำไทยที่แปลเป็นอังกฤษไม่ได้เลยไหม ?
เจอบ่อย แต่เรามีสองทฤษฎีในใจที่ขัดแย้งกันอยู่ตลอด ทฤษฎีแรกคือ ไม่มีคำไหนในโลกนี้ที่แปลได้ เช่น คำว่า กล้วย ถ้าแปลว่า banana มันก็ดูง่ายนะ แต่คนที่อเมริกาหรือเยอรมัน เวลาได้ยิน banana เขาจะนึกถึงกล้วยหอมลูกใหญ่ของฝรั่ง ในขณะที่คนไทยพูดถึง กล้วย เราอาจนึกถึงกล้วยที่หลากหลายกว่านั้น คือภาพในหัวไม่เหมือนกันตั้งแต่แรกแล้ว เพราะจริงๆ แล้วไม่มีคำไหนแปลได้เลยถ้าคิดในเชิงภาพหรือวัฒนธรรม แต่อีกทฤษฎีคือ คนแปลต้องเชื่อว่าทุกอย่างแปลได้ ไม่ว่าจะต้องใช้คำคนละคำ ใช้วิธีอธิบาย ใช้การเล่าใหม่ หรือเปลี่ยนรูปแบบ ก็ต้องพยายามให้ความรู้สึกเดิมมันตามไปได้ถึงอีกภาษาแล้วทำยังไงให้คนต่างชาติเข้าใจความรู้สึกแบบไทยๆ หรือบริบทเฉพาะของกรุงเทพฯ แบบที่นักเขียนตั้งใจไว้ ?
ตรงนี้นักแปลต้องพึ่งพา sense of place ที่นักเขียนสร้างไว้ในงาน ถ้าเขาทำให้บรรยากาศในเรื่องมันชัด ต่อให้คำแปลมันไม่เหมือนร้อยเปอร์เซ็นต์ คนอ่านก็ยังรู้สึกได้ว่าอยู่ในจักรวาลนั้น เราจึงต้องมองในภาพรวมมากกว่าการแปลคำต่อคำ แปลดราฟต์แรกๆ อาจยังเกาะคำอยู่ แต่พอแก้ไปเรื่อยๆ ต้องคิดถึงทั้ง texture ของเรื่อง เสียงของตัวละคร บรรยากาศ ทุกอย่างต้องไปด้วยกันให้ได้ คือในทฤษฎีการอ่าน เราเชื่อว่าคนอ่านแต่ละคนมีแบ็กกราวนด์ไม่เหมือนกัน ต่อให้เป็นคนไทยร้อยคน อ่านหนังสือเล่มเดียวกัน เขาก็จะตีความต่างกันอยู่ดี หน้าที่ของนักแปลคือพยายามรักษาจิตวิญญาณของต้นฉบับไว้ให้มากที่สุด แต่ไม่ต้องยึดติดว่าทุกคนจะต้องเข้าใจตรงกันเป๊ะๆ อย่างบางคำหรือบริบทที่รู้แน่ๆ ว่า ต่างชาติไม่เก็ตแน่นอน เราอาจแอบอธิบายเข้าไปนิดหนึ่ง ซึ่งนักแปลทำกันเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องระวังไม่ให้เยอะเกินไป เพราะไม่งั้นมันจะทำลายจังหวะการเล่าเรื่อง

Photo: Tilted Axis Press
พอแปลเป็นภาษาอังกฤษแล้ว ฟีดแบ็กจากฝั่งคนอ่านต่างประเทศเป็นยังไงบ้าง เขารู้สึกเหมือนที่เรารู้สึกตอนอ่านเล่มภาษาไทยไหม ?
ดิฉันคิดว่าเหมือน ถึงทุกวันนี้ก็ยังภูมิใจกับเล่ม ความน่าจะเป็น อยู่ แม้ว่าจะผ่านมาแล้วหลายปี เพราะมันเป็นงานแรกที่ได้รางวัล PEN Translates ของ English PEN และยังได้ Shortlist จาก TA First Translation Prize ซึ่งเป็นรางวัลสำหรับนักแปลหน้าใหม่ในอังกฤษอีกด้วย ในวงการวรรณกรรมเอง หลายคนอ่านแล้วก็รู้เลยว่างานนี้แปลยากมาก โดยเฉพาะเรื่อง wordplay หรือการเล่นคำ ซึ่งเป็นจุดเด่นของต้นฉบับ รู้สึกดีใจมากที่คนอ่านสามารถจับความซับซ้อนนี้ได้
หลังจากเล่มแรกนั้น ได้นำเอาประสบการณ์มาพัฒนางานแปลเล่มต่อๆ ไปอย่างไรบ้าง ?
หลังจากนั้นก็ได้แปลงานของคุณคุ่นอีกสองเล่ม คือ ส่วนที่เคลื่อนไหว กับเล่มเล็กๆ ชื่อ แสงสลาย พอเริ่มแปลเล่มแรกจบ เราก็เริ่มเข้าสู่วงการมากขึ้น เริ่มได้รู้จักนักเขียนหลายๆ คน และเกิดความอยากอ่านงานของนักเขียนหญิงมากขึ้น ตอนแรกก็ไม่ค่อยรู้จักใคร เลยเริ่มถามคนในวงการว่ามีใครน่าอ่านบ้าง ชื่อที่คนพูดถึงเยอะคือ พี่เดือนวาด พิมวนา ก็เลยไปหาซื้อหนังสือมาอ่าน เล่มที่คนรู้จักเยอะคือ ช่างสำราญ เพราะได้ซีไรต์ ทำให้หาง่ายหน่อย พอได้อ่านก็รู้สึกชอบมาก บอกเลยว่าเป็นอีกโลกหนึ่งเลย
ในมุมมองส่วนตัว คิดงานวรรณกรรมไทยมีอะไรที่โดดเด่นเมื่อมันไปอยู่บนชั้นหนังสือในต่างประเทศ ?
ดิฉันคิดว่า ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ คนอ่านหนังสือจากต่างประเทศในส่วนหนึ่งก็เพื่อจะเข้าใจประเทศนั้นๆ อยู่ดี แต่พูดแบบนี้ก็รู้สึกสองจิตสองใจเหมือนกันนะ เพราะวรรณกรรมไม่ใช่ไกด์บุ๊ก แต่มันคือ ศิลปะ การจะใช้มันเพื่อขายวัฒนธรรม มันก็เลยรู้สึกไม่ค่อยแฟร์กับตัวงาน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนยังซื้อหนังสือแปลเพื่อจะเรียนรู้วัฒนธรรมอื่นอยู่ เราเลยอยากให้เขาเห็นมากกว่าแค่วัฒนธรรม แต่อยากให้เห็นว่าในประเทศไทยก็มีนักเขียนที่มีสไตล์เฉพาะตัว เป็นศิลปินที่ทำงานจริงจังกับภาษาและความคิด ดิฉันไม่ได้แปลหนังสือเพราะคิดว่าวรรณกรรมไทยดีกว่าของประเทศอื่น แต่คิดว่าเราไม่ด้อยกว่าเลย ถ้าคนอ่านวรรณกรรมจากประเทศอื่นได้ เขาก็ควรอ่านของเราบ้าง

Photo: Two Lines Press
มีงานของใครอีกไหมที่อ่านแล้วอยากจะแปลอีกบ้าง ?
จริงๆ แล้วดิฉันเป็นแฟนของ อุเทน มหามิตร แต่ขอพูดตรงๆ ว่า แปลยากมาก งานของเขาเป็นบทกวีที่ใช้สมองมาก คือเขาเล่นกับภาษาแบบสุดๆ ยกตัวอย่างเช่น บทหนึ่งชื่อ กบสวมหมวกทรงกลม คือไม่มีสระ ไม่มีวรรณยุกต์เลย ไม่มี tone mark เลย ไลน์บนหน้ากระดาษมันราบเรียบมาก เป็นอะไรที่ตั้งใจมากๆ ซึ่งดิฉันเดาว่าเขาได้รับอิทธิพลจากแนว Oulipo ของฝรั่งเศส ที่เป็นกลุ่มนักเขียนที่ตั้งเงื่อนไขให้ตัวเองว่าห้ามทำสิ่งนี้ แล้วก็เขียนภายใต้ข้อจำกัดนั้น เขายังมีอีกเล่มที่หน้าหนังสือเหมือนกระจกสะท้อนกัน เวลาอ่านมันเหมือนอ่านอีกฝั่งของกระจก เป็นงานที่สร้างสรรค์และท้าทายมาก ดิฉันรู้สึกว่าอยากแปลงานแบบนี้เพราะน่าสนใจในเชิงคอนเซปชวลมาก
จากประสบการณ์ที่ทำงานมา มองว่าอาชีพทนายช่วยส่งเสริมการทำงานแปลอย่างไรบ้าง ?
ถ้าพูดตรงๆ สิ่งที่ไม่ได้ช่วยเลยคือเวลา เพราะงานทนายกินเวลาเยอะมาก ทำให้แทบไม่มีเวลาสำหรับการแปล แต่ถ้ามองในเชิงทักษะ งานทั้งสองมีอะไรที่คล้ายกันอยู่ อย่างการอ่านและการเขียน เราต้องอ่านและตีความเอกสารเยอะมากในฐานะทนาย ซึ่งคล้ายกับตอนแปลที่ต้องอ่านหนังสือและเขียนมันขึ้นมาใหม่ เหมือนที่ Daniel Hahn เขียนไว้ใน Catching Fire: A Translation Diary ว่าการแปลคือการอ่านและการเขียน มันใช่เลย เพียงแต่ว่าเนื้อหาที่อ่านมันคนละโลกกัน หนังสือกฎหมายกับวรรณกรรมมันห่างกันหลายขั้วมาก
วางแผนการเป็นนักแปลในอนาคตไว้อย่างไร ?
ก็ทำไปเรื่อยๆ ตราบใดที่ยังมีหนังสือที่อยากแปลก็จะแปล ไม่มีเป้าหมายว่าในปีหนึ่งต้องแปลกี่เล่ม หรือทั้งชีวิตต้องแปลให้ได้กี่เล่ม แค่ว่าถ้าเจอเล่มที่อยากทำจริงๆ ก็จะทำ ถ้าไม่มีเล่มไหนที่อยากทำ ก็โอเคที่จะหยุด
สำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากเป็นนักแปล ปัจจุบันยังมีโอกาสอยู่ไหม ?
ถ้าพูดถึงระบบในเมืองไทย โอกาสมันยังไม่เปิดกว้างขนาดนั้น ส่วนใหญ่คนแปลต้องเลือกหนังสือเอง เสนอสำนักพิมพ์เอง และก็ต้องแปลเองตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ในบางประเทศ อย่างฝรั่งเศสหรือสเปน คนแปลได้รับจ้าง ขนาดยังไม่เคยอ่านหนังสือเล่มนั้นเลยด้วยซ้ำ เพราะตลาดเขามีงานมากพอ แต่ในไทยยังไม่ใช่แบบนั้น คนแปลยังต้อง pitch หนังสือเองทุกเล่ม เพราะฉะนั้นถ้าไม่รักเล่มนั้นจริงๆ อาจจะท้อไปก่อน ต้องมีใจรักพอสมควรถึงจะทำไหว เพราะรายได้มันไม่แน่นอน ในตอนนี้มันไม่ได้เป็นอาชีพที่เลี้ยงตัวเองได้ในระยะยาว แต่ตอนนี้ถือว่าเป็นยุคที่วรรณกรรมแปลกำลังบูม มีคนสนใจอ่านมากขึ้น ในเมืองไทยก็มีคนสนใจแปลมากขึ้น เป็นสัญญาณที่ดี เพราะเมื่อมีคนเยอะขึ้น การสนับสนุนก็เยอะขึ้น คนก็จะเริ่มรู้วิธีทำงานมากขึ้น วงการน่าจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อีกอย่างคือคนไทยที่เก่งภาษาอังกฤษก็มีมากขึ้นด้วย นั่นก็ช่วยได้เยอะเลย
สุดท้ายมองว่า อนาคต AI จะฉลาดจนสามารถแย่งงานนักแปลได้ไหม ?
AI เป็นเรื่องที่น่ากลัวจริงๆ โดยเฉพาะงานแปลที่ไม่ใช่วรรณกรรม ถ้าเป็นการแปลเพื่อรู้ความหมายอย่างเดียว AI ทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ แล้ว แต่พอเป็นวรรณกรรมซึ่งต้องใช้ความรู้สึก ใช้ศิลปะ ยังมีหลายคนคิดว่า AI ยังไปไม่ถึงตรงนั้น ดิฉันหวังว่าจะเกษียณก่อนที่ AI จะสามารถแปลไทยอังกฤษได้ดีกว่ามนุษย์ เพราะตอนนี้ AI ยังแปลระหว่างไทยกับอังกฤษได้ไม่ดีเท่าภาษาอื่น เช่น เยอรมันกับอังกฤษ ซึ่งในภาพรวมของการแปลทั้งหมด มันเบียดเบียนแน่นอน และเราก็ปฏิเสธไม่ได้เลย



