ประวัติศาสตร์อาจเป็นความจริงที่วิ่งไล่หลังเรามา
ครั้งแรกที่ฉันเจอเนื้อหาเกี่ยวกับ ห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์มอร์แกน (Morgan Library & Museum) คือตอนที่อ่านบทความของนักเขียนประจำนิตยสาร The New Yorker ผู้เดินไปเยี่ยมชมต้นฉบับลายเซ็นของ ‘ดอเรียน เกรย์’ (Dorian Gray) อยู่สักสองสามชั่วโมงในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และนึกย้อนไปถึงตอนที่ดอเรียนพยายามทำลายรูปพอร์เทรตของตัวเอง
อีกครั้งคือการแนะนำงานเทศกาลฤดูหนาว (Winter Family Fair) ที่ห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์มอร์แกนเพื่อเยี่ยมชมต้นฉบับตัวจริงของนิยาย A Christmas Carol ของชาร์ลส์ ดิกเคนส์ (Charles Dickens) ที่เปิดให้ชมประจำปี พ่วงมาด้วยกิจกรรมประจำเทศกาลคริสต์มาสน่าสนุกมากมายที่ห้องสมุดฯ ออกแบบ เช่น นิทรรศการ Morgan’s Bibles: Splendor in Scripture ที่จัดแสดงเหล่าคัมภีร์ไบเบิลตั้งแต่ยุคโบราณมาจนถึงศตวรรษที่ 17 และภาพวาดพระเยซูของแร็มบรันต์ (Rembrandt Harmensz van Rijn) จิตรกรชื่อก้องโลก เพราะจอห์น เพียร์พอนต์ มอร์แกน หรือ เจ.พี. มอร์แกน (John Pierpont Morgan) ผู้สร้างห้องสมุดฯ แห่งนี้ เป็นนักสะสมไบเบิลและหลงใหลในความงดงามของวัตถุเชิงประวัติศาสตร์จนออกเดินทางไปทั่วโลกเพื่อค้นหาสมบัติเหล่านี้
คิดๆ ไปแล้วก็คล้ายกับหน้าที่ของหอสมุดแห่งชาติ เพียงแต่แตกต่างออกไปอย่างมากในเชิงรายละเอียด ฉันจึงเริ่มสนใจมันขึ้นมา ทั้งๆ ที่ถ้ามองหรืออ่านเผินๆ สิ่งเดียวที่น่าจะดึงดูดใจฉันได้ คือ การเดินเข้าไปที่นี่แล้วรู้สึกว่าเหมือนอยู่ในห้องสมุดโรงเรียนฮอกวอตส์ ห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์มอร์แกนมีชื่อเสียงอยู่แล้ว มันแทบจะเป็นหนึ่งในแลนมาร์กของถนนเมดิสันและนิวยอร์กเสียด้วยซ้ำ (หากคุณเป็นพวกชอบอ่านหนังสือหรืองานอาร์ต) แต่พอได้ลองไปค้นรายละเอียดของนิทรรศการ กิจกรรมต่างๆ โปรแกรมการศึกษา และที่สำคัญคือพัฒนาการของการพิทักษ์รักษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทั่วโลกแล้วจึงพบว่า ถ้าเรามีห้องสมุดในเมืองที่เข้าไปแล้วรู้สึกว่าเหมือนอยู่ในภาพยนตร์แฮร์รี่ พอตเตอร์ แถมยังมีการออกแบบการศึกษาประวัติศาสตร์ผ่านหนังสือ ภาพวาด คัมภีร์ไบเบิล รวมถึงคอลเลกชันหายากมหาศาล เราคงมองโลกได้สนุกขึ้นมากทีเดียว
หายากทั้งผู้สร้างและของสะสม
จากบรรดาเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์แสนล้ำค่าของห้องสมุดฯ นี่คือเรื่องราวที่ฉันอ่านแล้วประทับใจและสนใจในตัว เจ.พี. มอร์แกน มากที่สุด
ชาวเศรษฐศาสตร์อาจจะคุ้นหูกันมาบ้างแล้ว ราวเดือนตุลาคม ปี 1907 ในช่วงที่สหรัฐอเมริกาตกหลุมวิกฤตเศรษฐกิจ ตลาดหุ้นตกฮวบ นักการธนาคารตื่นตระหนก ธนาคารประกาศล้มละลาย บรรดาบริษัททรัสต์ยังมืดแปดด้านว่าจะดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างไร เจ.พี. มอร์แกน ทายาทและผู้ทรงอิทธิพลในโลกการเงินของสหรัฐอเมริกา จับประธานบริษัททรัสต์เหล่านั้นขังไว้ในห้องสมุด ลั่นวาจาว่า พวกเขาต้องลงเงินราว 25 ล้านดอลลาร์เพื่อช่วยประเทศ แล้วลงกลอนประตูเสียเลย เวลา 4:15 ยังไม่มีอะไรคืบหน้า เขาจึงเปิดประตูออกมาพร้อมกับปากกาและสัญญา ท้ายที่สุดท่านประธานทั้งหลายจึงตกลงที่จะมอบเงิน 25 ล้านดอลลาร์เพื่อช่วยเหลือบริษัทการเงินที่กำลังจะร่วง

Photo: Library of Congress, Washington, D.C.
ห้องสมุดจึงกลายเป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ในตัวของมันเอง ในฐานะศูนย์รวมผู้กอบกู้ชาติอเมริกาเอาไว้และเป็นสัญลักษณ์แห่งความแสบของโจรลักพาตัว ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้กอบกู้วอลล์สตรีท ยามสหรัฐอเมริกาตกอยู่ในวิกฤตเศรษฐกิจในเวลาต่อมา
แม้ว่าเขาจะเสียชีวิตลงในเวลา 6 ปีให้หลัง แต่ห้องสมุดแห่งนี้ก็กลายเป็นอนุสรณ์สถานของวีรบุรุษนามว่าเจ. พี. มอร์แกนไปแล้ว
เรื่องราวของห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์เริ่มต้นจากแพชชันของ จอห์น เพียร์พอนต์ มอร์แกน (คนพ่อ) เศรษฐีนักการเงินที่ต้องการสะสมงานอาร์ตโบราณ ต้นฉบับในตำนาน สิ่งพิมพ์ในยุคที่เพิ่งเริ่มมีการตีพิมพ์หนังสือในช่วงศตวรรษที่ 15 หรือภาพเขียนของจิตรกรชั้นนำทั่วโลก จากนั้นสร้างห้องสมุดส่วนตัวขึ้นมาเก็บต้นฉบับเหล่านี้เอาไว้ระหว่างปี 1902-1906 บริเวณแมนชันหินทรายแถบแมดิสันสแควร์ ครอบคลุมโซนตะวันออกของถนน 16th และ 17th Street เมื่อ เจ. พี. มอร์แกน จูเนียร์ ลูกชายที่ชื่อเดียวกันมารับช่วงต่อ เขาเห็นว่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่พ่อเก็บสะสมไว้ไม่ควรเป็นสมบัติส่วนตัวอีกต่อไป จึงปรับสถานะห้องสมุดฯ ให้กลายเป็นอาคารสาธารณะให้ชาวนิวยอร์กเข้ามาใช้งานในปี 1924
จากอาคารใหญ่โตสไตล์อิตาเลียน-เรอแนซ็องส์ ที่ เจ. พี. มอร์แกน คนพ่อได้สร้างไว้ ในปีต่อๆ มาตระกูลมอร์แกนก็ได้ขยับขยายอภิมหาธุรกิจของตนเองไปพร้อมๆ กับขยายพื้นที่ทางกายภาพของห้องสมุดฯ
ในปี 1959-1962 ต่อเติมส่วนสำนักงาน พื้นที่แกลเลอรี และห้องเลคเชอร์ ต่อมาในปี 1988 เริ่มสร้างอาคารประวัติศาสตร์อีกส่วนหนึ่งที่เรียกว่า Annex building ซึ่งเคยเป็นบ้านของ เจ. พี. มอร์แกน ภรรยาของเขา และครอบครัว คอลเลกชันหายากเริ่มเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ
“มันคงจะเป็นช่วงชีวิตที่รุ่งเรืองของมอร์แกนทีเดียว เพราะเขาสามารถนำคอลเลกชันล้ำค่าเหล่านี้กลับมามีชีวิตอีกครั้งภายใต้ลมหายใจอันศักดิ์สิทธิ์ของอารามเล็กๆ หลังนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยเอกสารตัวเขียนสีวิจิตร (illuminated manuscripts) ร่างต้นฉบับของดิกเคนส์ คัมภีร์ไบเบิลแห่งกูเตนเบิร์ก หรือกระทั่งหน้ากากที่ศิลปินปั้นขึ้นมาจากรูปหน้าของประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตันตัวจริง” คริสโตเฟอร์ เกรย์ คอลัมนิสต์จาก The New York Times ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ของสถาปัตกรรมและทางเท้ากล่าว
ดังนั้นถ้าจะให้พูดถึงรายชื่อของต้นฉบับระดับโลกที่ประมูลค่าไม่ได้ในห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ คงจะต้องร่ายยาวจนลิงหลับ แต่หากใครเป็นคนรักการอ่านวรรณกรรมหรือชอบงานศิลปะ ก็คงจะอยากเห็นต้นฉบับและภาพวาดของเจ้าชายน้อย, The picture of Dorian Gray โดยออสการ์ ไวลด์ (Oscar Wilde), The poetaster โดย ชาร์ล็อตต์ บรอนเต (Charlotte Brontë), หรือ Lady Susan โดย เจน ออสเตน (Jane Austen), Schema of Ulysses โดย เจมส์ จอยซ์ (James Joyce)

Photo: Wikimedia Commons

Photo: Wikimedia Commons
ปีแล้วปีเล่า ห้องสมุดฯ ทั้งซื้อและได้รับบริจาควัตถุหายากมากมาย เช่น ในปี 1997 ห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์มอร์แกนได้รับบริจาคเอกสารสำคัญกว่า 1,500 ชิ้นจากมูลนิธิปิแอร์ มาติสส์ (Pierre Matisse Foundation) รวมถึงบันทึกการจัดแสดงผลงานศิลปะภายในแกลเลอรีของศิลปินชื่อดังอย่าง มาร์ค ชากาล (Marc Chagall) หรือฌอง ดูบุฟเฟต์ (Jean Dubuffet) ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็ได้มอบหลักฐานชิ้นสำคัญให้กับพิพิธภัณฑ์ Met ด้วย
ต้นฉบับยุคโบราณพร้อมลายเซ็นของผู้ทรงอิทธิพลคนสำคัญทางประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นจักรพรรดินโปเลียน โบนาปาร์ต สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 1 หรือต้นฉบับเพียงหนึ่งเดียวในโลกของจอห์น มิลตัน (John Milton) กวีนิพนธ์ระดับตำนานผู้ประพันธ์มหากวี สวรรค์สูญ หรือ Paradise Lost ก็ถูกจัดแสดงไว้ที่นี่ หรือจะเป็นต้นฉบับโน้ตเพลงฉบับสำคัญ หนังสือเด็กยุคโบราณ ฯลฯ

Photo: Wikimedia Commons
เกือบ 75 ปีหลังจากที่ชาวนิวยอร์กเริ่มคุ้นเคยแล้วว่าที่นี่คือห้องสมุดเพื่อการศึกษาค้นคว้า ห้องสมุดมอร์แกนก็เติมคอลเลกชันเรื่อยๆ จนกระทั่งปี 2001 สถาปนิกมือรางวัล เรนโซ เปียอาโน (Renzo Piano) ก็เข้ามาออกแบบพลิกโฉมครั้งใหญ่ โดยปรับโครงสร้างหลายส่วนให้กลายเป็นกระจกและทาสีขาวออฟไวท์ทับอาคาร ขยายพื้นที่จัดนิทรรศการให้กว้างขึ้นกว่า 50% และดีไซน์ฟังก์ชันเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มาเยือน ทั้งห้องแสดงโชว์ใหม่ ทางเข้าจากถนนเมดิสัน คาเฟ่ ร้านอาหาร ห้องอ่านหนังสือ รวมถึงห้องเก็บสะสมคอลเลกชัน ทั้งหมดนี้สร้างเสร็จในปี 2006
ลองจินตนาการว่าในห้องสีเลือดนก มอร์แกนนั่งสูบซิการ์ อ่านหนังสือ และรื่นรมย์ไปกับสมบัติที่เก็บไว้ในเซฟเฮาส์ของเขา ห้องทำงานหรือ Study room เป็นห้องที่หรูหราแต่ก็เป็นส่วนตัว เขานัดพบนายหน้าค้างานศิลปะ นักวิชาการ คู่ธุรกิจ และมิตรสหายที่นี่ เฮอร์เบิร์ต แซทเทอร์ลี (Herbert Satterlee) ลูกเขยของเจ.พี.มอร์แกนเล่าว่า
“ไม่มีใครเห็นคุณมอร์แกนจริงๆ ถ้าไม่ได้เจอเขาในห้องฝั่งตะวันตก เพราะว่าห้องถูกออกแบบมาเพื่อสื่อสารคอนเซปต์ของสีสันและความงามที่เขาโปรดปรานในรูปแบบต่างๆ ที่ทั้งหลากหลายและมหัศจรรย์”
เด็กนิวยอร์คได้เรียนอะไรในห้องสมุดเจ.พี.มอร์แกน
Virtual tour ในเว็บไซต์ถอดเสียงคอลิน บี. เบลีย์ (Colin B. Bailey) ผู้อำนวยการของห้องสมุดฯ ไว้ในช่วงกล่าวต้อนรับผู้เยี่ยมชมว่า
“ห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์มอร์แกนให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการผ่านคอลเลกชันและโปรแกรมหลากหลาย เราเชื่อมั่นว่าการมีส่วนร่วมกับศิลปะ วรรณกรรม บทเพลง และประวัติศาสตร์อย่างมีความหมาย จะช่วยเติมเต็มชีวิต ช่วยให้คุณเปิดใจ และสร้างความเข้าใจของคุณให้มากขึ้น”
ห้องสมุดมอร์แกนเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมหรือต้นฉบับศิลปะในยุคเรอแนซ็องส์ รายละเอียดของสถาปัตยกรรมเป็นงานคราฟต์ไม่แพ้กับหนังสือหรืองานศิลปะที่นอนหลับอยู่ในที่นี้ เหนือทางเข้าห้องสมุด ผู้ชมจะได้เห็นโลกโบราณผ่าน ออร์ฟิอุสและโฮเมอร์ และฉากจากมหากาพย์อีเลียดและโอดิสซีย์ (Iliad and the Odyssey) กล้องส่องทางไกลเหนือประตูหน้าสื่อถึงโลกยุคกลาง ทางเข้าประตูเล็กๆ ที่เชื่อมไปสู่ห้องทำงานของบรรณารักษ์มีประติมากรรมนูนเซรามิกเคลือบสีรูปพระแม่และพระบุตร (Madonna and Child) ที่มีนางฟ้าตัวน้อยขนาบข้าง และถ้อยคำภาษาละตินเขียนว่า “Soli Deo Honor et Gloria” ซึ่งแปลว่า “สิริโรจนาแด่พระเจ้าแต่ผู้เดียว” ฝีมือของ ลูกา เดลลา รอบเบีย (Luca della Robbia) ช่างปั้นชาวอิตาเลียนที่เชี่ยวชาญงานปั้นสมัยเรอแนซ็องส์
ใครเป็นคนรักงานศิลปะก็คงอยากจะเห็นภาพเขียนตัวจริงของศิลปินระดับตำนาน อย่าง Three Studies of a Dancer โดย Edgar Degas Adam and Eve โดย Albrecht Dürer จดหมายถึง Paul Gauguin โดย Vincent van Gogh หรือ Portrait of Marie-Thérèse Walter โดย Pablo Picasso

Photo: Wikimedia Commons
ฉันนึกถึงตัวเองเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ที่ได้มีโอกาสเข้าไปดูงานแสดงของเวอร์เมีย (Vermeer) ที่ Ueno Royal Art Museum ประเทศญี่ปุ่น ที่นั่นห้ามถ่ายรูปจึงได้แต่บันทึกผ่านตาและจดจำบรรยากาศ ฉันยังจำความรู้สึกของการมองภาพ Woman with a Lute ได้จนถึงทุกวันนี้ และนึกถึงทีไรก็รู้สึกสงบสบาย นั่นน่าจะเป็นความล้ำค่าที่ศิลปะมอบให้ได้และเป็นพื้นที่พักใจได้
เพียงแต่ฉันอยู่ที่ประเทศไทย และแม้แต่การไปดูงานของเวอร์เมียที่ญี่ปุ่นก็ยังต้องจองตั๋วโดยใช้ภาษาญี่ปุ่น ต่อคิวยาวเหยียดแข่งกับคุณป้าคุณลุงที่นั่น แต่ถ้าชาวนิวยอร์กสามารถเข้าไปหาแรงบันดาลใจหรือประสบการณ์แบบนี้ได้เลยให้ห้องสมุดก็น่าอิจฉาไม่น้อย
เจ.พี. มอร์แกนซื้อต้นฉบับงานยุคกลางมาในช่วงหลังศตวรรษที่ 19 และเมื่อเขาจากโลกนี้ไปในปี 1913 คอลเลกชันอื่นๆ ก็เพิ่มพูนขึ้นมามากกว่าสองเท่า นั่นคือมากกว่า 1,100 ชิ้น จึงไม่แปลกที่ห้องสมุดจะมีโปรแกรมด้านการศึกษาสาขาศิลปะและมนุษยศาสตร์เพื่อจุดความหวังให้กับเด็กๆ มากมาย และทำอย่างต่อเนื่องจริงจัง
ภารกิจของห้องสมุดในด้านนี้คือ สร้างความมั่นใจให้กับเยาวชน ทำให้พวกเขาเป็นนักค้นคว้าที่เชื่อมั่นในตนเองว่าความรู้เป็นสิ่งสำคัญ และเป็นยอดนักคิดผู้มีใจอิสระ โดยมีงบประมาณสนับสนุนจากมูลนิธิหลากหลายแห่งรวมถึงสำนักศิลปวัฒนธรรมแห่งนิวยอร์ก ( New York City Department of Cultural Affairs) และสภาเมือง (City Council)
เริ่มตั้งแต่ Virtual field trip หรือ School and Camp Program ที่มีสอนตั้งแต่ต้นฉบับสมัยยุคกลางและเรอแนซ็องส์ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์โลก กิจกรรม Colors of the World: Illuminated Manuscripts in the Age of Exploration สร้างความเข้าใจของมนุษย์หลากหลายที่อยู่ต่างพื้นที่และเวลาผ่านการปฏิสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม กิจกรรม Reading a Building: J. Pierpont Morgan and His Library ที่เด็กๆ จะได้เรียนรู้ที่จะ ‘อ่าน’ สถาปัตยกรรมของห้องสมุด ซึ่งเป็นหลักฐานชั้นแรก หรือ Before the Book: Myths from Mesopotamia and Greece ที่เด็กๆ จะได้เรียนรู้และเปรียบเทียบว่าศิลปินตีความและนำเสนอเรื่องราวผ่านภาพเขียนอย่างไร
โปรแกรมข้างต้นได้รับการคราฟต์มาจากหลักการ The Common Core State Standards Compliance สรุปง่ายๆ คือการกำหนดให้ชัดเจนว่าเด็กจะได้อะไรบ้างจากการเรียนคอร์สต่างๆ เช่น Colors of the World สอนให้สร้างข้อมูลที่เชื่อถือได้ ด้วยการสำรวจเครื่องมือและสื่อศิลปะดั้งเดิม มองเห็นความสำคัญของหลักฐานทางประวัติศาสตร์โดยอ้างอิงหลักฐานที่เจอทั้งทางดิจิทัลหรือสิ่งพิมพ์เพื่อสนับสนุนการถกเถียง ทำความเข้าใจ และวิพากษ์ ผ่านการเปรียบเทียบสุนทรียศาสตร์และการออกแบบของเอกสารตัวเขียนสีวิจิตรกับหนังสือสมัยใหม่ หรือใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพผ่านการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อเข้าถึงวัตถุดิบต่างๆ เพื่อถกเถียงต่อไป
แต่ไม่ใช่แค่นักเรียนเท่านั้น ที่นี่จัดเวิร์กชอปเพื่อสอนคุณครูด้วย It’s Alive! Frankenstein at 200 ได้รับการออกแบบมาเพื่อเรียนเน้นๆ จากวรรณกรรม Frankenstein โดยแมรี เชลลี (Mary Shelley) โดยเฉพาะ การสอนแบ่งละเอียดเป็น 4 ส่วน ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจบริบทของประวัติศาสตร์ การเจาะลึกลงไปในชีวิตของผู้เขียนและชนชั้นทางสังคมของครอบครัวและเพื่อนของหล่อน หรือค้นหาว่าแมรีใช้วิธีใดในการเขียนและบรรณาธิการหนังสือของตัวเอง
ไม่รวมการจัดประกวดงานเขียนหรือ The Morgan Book Project Special Awards ที่เปิดโอกาสให้คุณครูจากโรงเรียนรัฐบาลในนิวยอร์กเข้าร่วม Summer Institute ซึ่งพัฒนาโดยห้องสมุดร่วมกับกระทรวงศึกษาแห่งนิวยอร์ก (New York City Department of Education) เป็นเวลา 4 วัน เพื่อฝึกให้ครูสอนให้นักเรียนเขียน วาดภาพประกอบ และเย็บต้นฉบับหนังสือ ซึ่งผลงานที่ชนะเลิศจะถูกนำไปจัดแสดงในห้องสมุดเป็นเวลาหนึ่งวัน แถมผลงานอื่นๆ ที่เข้าตากรรมการยังได้รับจัดแสดงในนิทรรศการ Illuminating the Classroom อีกด้วย
Winter Family Fair ที่ฉันเล่าไปบ้างแล้วข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งใน Family program ที่ห้องสมุดฯ เห็นว่าครอบครัวควรได้ทำกิจกรรมร่วมกันในห้องสมุด นอกจากงานเทศกาลฤดูหนาวที่เด็กๆ และพ่อแม่จะได้มาดูงานศิลปะหายาก ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่สนับสนุนสายสัมพันธ์ในครอบครัวผ่านการอ่าน เช่น Family Reading, Family workshop หรือ The Morgan Garden ที่ชวนสมาชิกในครอบครัวมาเดินชมพื้นที่สีเขียวของห้องสมุดฯ ซึ่งจะเปิดให้เข้าบ้างฤดูกาลเท่านั้น
ศิลปะต้องใช้ผู้คน ส่วนผู้คนก็ต้องใช้ศิลปะ
นิทรรศการ Belle da Costa Greene: A Librarian’s Legacy เกิดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองและสดุดีเบล ดา คอสตา กรีน (Belle da Costa Greene) ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงบรรณารักษ์และผู้บริหารคนแรกของห้องสมุด แต่เป็นบรรณารักษ์ผิวดำในตำนาน ผู้มองการณ์ไกลและเดินอย่างมั่นใจท่ามกลางโลกในศตวรรษที่ 21 ที่เต็มไปด้วยผู้ชายฐานะมั่งคั่งและเปี่ยมอำนาจ

Photo: Wikipedia
เบล เข้ามาบริหารจัดการห้องสมุดในปี 1905 ดูแลและจัดระเบียบคอลเลกชันให้มีทิศทาง และนอกจากจะเติมวัตถุดิบทรงคุณค่าให้กับห้องสมุดอย่างมหาศาลแล้ว ก็ยังนำผลงานมาออกแบบนิทรรศการ เปลี่ยนแปลงคอลเลกชันส่วนตัวให้กลายเป็นแหล่งข้อมูลและเปิดการบรรยายต่อสาธารณะ เผยแพร่สิ่งพิมพ์ สนับสนุนงานของนักวิชาการผู้หญิง และวางรากฐานการวิจัยที่ยังดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ในยุคที่ผู้ชายมีบทบาททั้งในหน้าที่การงานและบริบทวัฒนธรรม เบลเริ่มเรียนบรรณารักษ์ตั้งแต่ปี 1896 และเมื่อเธอเริ่มทำงานที่ห้องสมุดวิทยาลัยพรินซ์ตัน (Princeton University Library) หล่อนก็ได้พบหลานชายของเจ.พี.มอร์แกน เบลเป็นบรรณารักษ์ที่เฉิดฉายในความสามารถและได้รับเงินเดือนสูงสมกับความเชี่ยวชาญของหล่อน ถือว่าเป็นบรรณารักษ์หญิงผู้มีคุณูปการในการรวบรวมเอกสารตัวเขียนสีวิจิตรและพิทักษ์คุณค่าเชิงประวัติศาสตร์ให้กับห้องสมุด
ตลอดระยะเวลา 24 ปีที่เบลดำรงตำแหน่งบรรณารักษ์-ผู้บริหาร หล่อนเป็นเมนเทอร์ให้กับเพื่อนร่วมงานมากมายทั้งห้องสมุดแห่งนี้และที่อื่น เมื่อเบลจากไป ที่นี่จึงจัดนิทรรศการเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของหล่อนอย่างสม่ำเสมอ เช่นเดียวกับนิทรรศการข้างต้นที่เผยแพร่ชีวิตของหล่อน รากของการเป็นคนผิวดำ ความมั่นใจในฐานะบรรณารักษ์ ภัณฑารักษ์ นักวิจัย ผลงานและผลกระทบที่หล่อนสร้างและทิ้งไว้ให้กับห้องสมุด
ด้วยความที่เบลคิดค้นวิธีการใหม่ๆ ในการรักษาและพัฒนาคอลเลกชัน สอนวิธีการรักษาต้นฉบับ และเป็นที่ปรึกษาให้กับสถาบันทางวัฒนธรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง Belle da Costa Greene Fellowships จึงเกิดขึ้นมากมาย (ทุนอื่นๆ อีกมากก็ตั้งชื่อตามหล่อนเช่นกัน) รวมไปถึง BELLE DA COSTA GREENE CURATORIAL FELLOWSHIPS ที่ห้องสมุดฯ เปิดรับสมัครนักเรียนทุนที่อยู่ในชุมชนด้อยโอกาสทางประวัติศาสตร์เข้ามาเรียนรู้การจัดการคอลเลคชันพิเศษถึงสองปี โดยผู้ที่ได้รับทุนจะได้เรียนรู้การวางแผนการจัดนิทรรศการและสิ่งพิมพ์ การวิจัยและการเฟ้นหาต้นฉบับ รวมถึงมีโอกาสนำเสนอนิทรรศการเล็กๆ ที่ตัวเองอยากจัดในพิพิธภัณฑ์ด้วย
กาลเวลาผ่านไป ห้องสมุดฯ แห่งนี้อ้างว่าเป็นคลังความรู้ของต้นฉบับหายากในนิวยอร์ก ทุนและการแนวทางในการบ่มเพาะชุมชนและประชาชนจึงมีหลากหลาย
นอกจากทุนของผู้บริหารเบลที่ฉันเพิ่งเล่าไป ที่นี่ยังมีทุน Shelby White & Leon Levy Fellowship in Manuscript Cataloging ที่เฉพาะเจาะจงมากตามชื่อ นั่นคือสอนการจัดระเบียบต้นฉบับ วิธีการจัดเก็บวัตถุดิบในคลังพร้อมกับการฝึกอบรมเข้มข้น หรือ College Ambassador Program ซึ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาปริญญาตรีหรือบัณฑิตในนครนิวยอร์กเข้ามาฝึกงานเป็นทูตเพื่อประชาสัมพันธ์ว่าห้องสมุดแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงคลังหนังสือและพิพิธภัณฑ์ แต่ยังเป็นพื้นที่ของการค้นคว้าวิจัย การศึกษา และการบันเทิง
เรื่อง ‘คน’ ยังไม่จบเพียงเท่านี้ ห้องสมุดฯ เปี่ยมไปด้วยประวัติศาสตร์ของผู้คนและชาติพันธุ์ เช่น ผู้บริหารเบลก็เป็นลูกสาวของทนายความริชาร์ด ที. กรีนเนอ (Richard T. Greener) ชาวแอฟริกัน-อเมริกันคนแรกที่จบจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และเป็นบรรณารักษ์ผิวสีคนแรกของวิทยาลัยเซาธ์ แคโรไลนา
ในเว็บไซต์ของห้องสมุดฯ มีข้อความหนึ่งเขียนไว้ประมาณว่า “ห้องสมุดทราบดีถึงประวัติศาสตร์ที่รุนแรงของจักรวรรดินิยมผู้ตั้งรกราก และผลกระทบที่ยาวนานต่อเนื่องต่อกลุ่มคนชาติพันธุ์และพื้นที่ทำกินของพวกเขา เจ้าหน้าที่ของเราจึงพร้อมที่จะเชิดชูเกียรติยศของคนกลุ่มนี้ผ่านการทำงานของเราที่ห้องสมุดมอร์แกน และเคารพเสียงของชาติพันธุ์”
อธิบายอย่างเป็นรูปธรรมกว่านั้น คือห้องสมุดพยายามที่จะจ้างงานผู้คนที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติในรูปแบบต่างๆ เช่น ให้เหล่าผู้อพยพเป็นคนนำเวิร์คช็อป เริ่มจัดเทรนนิงต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติให้กับเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย หรืออาสาสมัครในปี 2020 และอื่นๆ ในเชิงนโยบาย
ฉันเชื่อว่า ‘พื้นที่’ ในโลกความเป็นจริงคือพื้นที่ทางประวัติศาสตร์เสมอ คน เป็นผู้บันทึกประวัติศาสตร์ขึ้นมาบนโลกที่เสียงเราดังไม่เท่ากัน และหลายๆ ครั้งการเรียกร้องเรื่องสิทธิเสรีภาพก็เป็นผลผลิตเชิงวรรณกรรมของประวัติศาสตร์ที่ผู้มีอำนาจเขียนขึ้น ฉันจึงคิดว่าการเรียนรู้ผ่านงานศิลปะโบราณ ผู้คนจากหลากหลายที่มา หน้าตา สีผิว ภาษาไม่เหมือนกัน ทั้งผู้ถูกกดขี่และผู้ที่บรรพบุรุษกดขี่คนอื่น เมื่อมารวมอยู่ในที่เดียวกันแล้วพื้นที่นั้นพยายามสร้างและรื้อสร้างความรู้ให้หลากหลาย นั่นคือการทำความเข้าใจอำนาจและความเป็นมนุษย์ของผู้คน
ประวัติศาสตร์ต้องได้รับการทะนุถนอม
ห้องสมุดแห่งนี้มีชั้นหนังสือลับ
เมื่อเจอข้อมูลนี้ ฉันก็ไม่ได้แปลกใจเสียเท่าไหร่
ชั้นหนังสือลับเหล่านี้ถูกค้นพบโดยเจ้าหน้าที่ของห้องสมุด แต่กลับเป็นชั้นว่างเปล่าที่ไม่มีหนังสืออยู่เลย นักวิเคราะห์ต่างคาดการณ์กันว่าเจ.พี. มอร์แกนเก็บหนังสือแนวอีโรติกไว้ที่ชั้นแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็น Fanny Hill, La nouvelle Sapho หรือ Le diable au corps และสองปีหลังจากที่เขาเสียชีวิต ลูกชายของมหาเศรษฐีก็ขายคอลเลคชันเหล่านี้ให้กับตัวแทนจำหน่ายในปารีส
ฉันคิดว่ายังมีเหลี่ยมมุมที่ถูกซุกซ่อนไว้อีกมากมายเพราะห้องสมุดแห่งนี้กักเก็บไว้แต่คอลเลคชันหายากและล้ำค่า เจ.พี.มอร์แกนออกแบบมาตรการรักษาความปลอดภัยเพื่อพิทักษ์หนังสือและงานศิลปะไว้มากมาย ทั้งต้นฉบับในยุคเรอแนซ็องส์ และยุคกลาง หรืองานของนักสะสมหนังสือเก็บไว้ รวมทั้งงานเขียนสมัยใหม่ของนักเขียนชื่อดังอย่าง จูเลียน บาร์นส์ (Julian Barnes) ฮิลลารี แมนเทล (Hilary Mantel) หรือซัลมาน รัชดี (Salman Rushdie)
ในส่วนสุดท้าย ฉันจึงอยากเล่าถึงความทุ่มเทในการทะนุถนอมและบ่มเพาะวิธีการค้นคว้าข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ของห้องสมุดแห่งนี้เอาไว้ ว่าเขาให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และเรียนรู้วัตถุทางประวัติศาสตร์มากแค่ไหน
ในส่วนของพื้นที่สำหรับการค้นคว้าและให้คำปรึกษา ห้องสมุดฯ มีห้องอ่านหนังสือ Sherman Fairchild ที่เปิดให้นักวิจัยหรือผู้ที่สนใจค้นคว้างานหายากด้านประวัติศาสตร์ ศิลปะ หรือโลกตะวันตกเข้ามาใช้งานและปรึกษาเจ้าหน้าที่ที่ห้องสมุดได้ฟรีในเวลาอันจำกัด โดยผู้ใช้งานสามารถค้นหาชิ้นงานที่สนใจในแคตตาล็อกออนไลน์ CORSAIR ก่อนเข้าใช้งาน นอกจากนั้นยังมีศูนย์ศึกษาภาพ Drawing Study Center ที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี 1999 เพื่อใช้เป็นพื้นที่ที่ให้คำปรึกษาสำหรับงานภาพวาดและสิ่งพิมพ์หายาก
คอลเลกชันภาพวาดของทีนี่มีราว 10,000 ชิ้น ทั้งในรูปแบบของสมุดสเก็ตช์และอัลบั้ม ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ภาพวาดสไตล์ยุโรปที่ถูกรังสรรค์ขึ้นก่อนปี 1825 แต่ห้องสุมดมอร์แกนยังเสริมคอลเลกชันในยุค 19-20 เข้ามาเรื่อยๆ รวมไปถึงผลงานโดยศิลปินชาวอเมริกัน และผลงานเลื่องชื่อของศิลปินภาพพิมพ์กัดกรด (Etching) อย่างแร็มบรันต์อีกด้วย
หลังจากที่ เจ.พี.มอร์แกน เสียชีวิต ห้องสมุดฯ น้อมนำหลักการในการสะสมต้นฉบับนวนิยายอังกฤษและอเมริกัน จดหมายและต้นฉบับจากศิลปินและนักเขียนในคาแรกเตอร์ที่คล้ายคลึงกันกับคอลเลกชันก่อนหน้าเพื่อสร้างความแข็งแรงให้กับคลังสะสม และเพิ่มพูนงานที่ห้องสมุดอเมริกันมักจะตามหลังห้องสมุดอื่นๆ ในยุโรป เช่น วรรณคดีภาคพื้นทวีป (Continental literature) หรือเอกสารในยุคสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาในอิตาลี รวมไปถึงงานต่างๆ ที่ห้องสมุดฯ ไม่ค่อยได้รวบรวมไว้ เช่น งานในสมัยศตวรรษที่ 21
จดหมาย 51 ฉบับที่มีลายมือของเจน ออสเตนตัวจริง ต้นฉบับและวารสารที่สำคัญจากจอห์น สไตน์เบ็ค (John Steinbeck) คอลเลคชันที่ใหญ่ที่สุดและจดหมายของวอลแตร์ (Voltaire) ในอเมริกา ต้นฉบับของนักคิดคนสำคัญ ฌอง ฌากส์ รุสโซ (Jean-Jacques Rousseau) จดหมายกว่า 7,000 ฉบับจากนักดนตรีชื่อก้อง แผ่นสลักจารึกยุคเมโสโปเตเมียตั้งแต่ช่วง 4,000 – 400 ปี ก่อนคริสต์กาล รวมถึงแผ่นสลักจารึกที่ค้นพบในแถบตะวันออกกลางโบราณ หรือต้นฉบับจากวารสารวรรณกรรม The Paris Review
แน่นอนว่าร่ายผลงานของศิลปินระดับโลกที่คลังสะสมระดับโลกแบบที่นี่ ไม่มีวันหมด (จากที่ได้พยายามร่ายมาแล้วในย่อหน้าก่อนๆ) ปริมาณชิ้นงานที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นที่มาของการตั้งศูนย์อนุรักษ์ Thaw Conservation Center ซึ่งเป็นห้องทดลองระดับโลกที่สร้างขึ้นมาเพื่อพิทักษ์และศึกษาเทคนิคการทะนุถนอมภาพวาด, ภาพพิมพ์, ภาพถ่าย, เอกสารตัวเขียนสีวิจิตร, สิ่งพิมพ์, หนังสือเย็บเล่ม และต้นฉบับทางวรรณกรรม ประวัติศาสตร์ และดนตรี
ภารกิจของห้องสมุดฯ คืออนุรักษ์คอลเลกชันทุกชิ้นทุกอย่างไว้อย่างมีคุณภาพ ทุกภาคส่วนจึงต้องทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นนักอนุรักษ์หนังสือและกระดาษ เจ้าหน้าที่ หรือผู้ใดก็ตามที่มีหน้าที่รักษาต้นฉบับ ตระเตรียมนิทรรศการ เติมคอลเลกชัน ดูรายละเอียดเรื่องเทคนิคของภาพเขียน โดยใช้ห้องสัมมนาที่ห้องสมุดฯ สร้างไว้เพื่อสนับสนุนโปรแกรมด้านการศึกษาวิจัยของศูนย์ (เลกเชอร์ การอบรมสำหรับนักเรียน นักการศึกษา นักอนุรักษ์มืออาชีพ หรือชุมชน)
ลองจินตนาการว่าเมื่อ 100 ปีที่แล้ว ห้องสมุดยิ่งใหญ่แห่งนี้เป็นแค่ห้องสมุดส่วนตัวของเศรษฐีนักการเงินคนหนึ่งเท่านั้น ฟังก์ชันคือการรับใช้แรงบันดาลใจส่วนตัวของเจ้าของและความสำเร็จสูงสุดที่ได้ครอบครองมัน แต่ห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์มอร์แกนครบรอบ 100 ปีในฐานะสถาบันการเรียนรู้สาธารณะ และกลายเป็นแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมของนักประวัติศาสตร์ไปในปี 2024
ห้องสมุดฯ แห่งนี้ถือเป็นวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมและเป็นปลายทางแห่งวัฒนธรรมในใจกลางเมืองนิวยอร์ก พื้นที่ที่ว่ากันว่ามีแต่คนล่าฝันทั่วโลกมารวมตัว เต็มไปด้วยความฉูดฉาดของบรรยากาศและผู้คน สมัยใหม่มาเยือนและจากไป แต่ก็ไม่เคยหลงลืมความสำคัญในการศึกษาประวัติศาสตร์จากทั่วโลก คอลเลกชันของบรรพบุรุษหลายพันปีก่อน โปรแกรมการจัดแสดงนิทรรศการอัดแน่น ไม่รวมศูนย์วิจัยเพื่อการศึกษาสำหรับนักวิชาการ ศิลปิน นักเขียน จึงไม่แปลกที่พื้นที่แห่งนี้มีผู้เยี่ยมชมมากกว่า 250,000 คนต่อปี และผู้เยี่ยมชมออนไลน์ถึง 7 ล้านคน
ฉันเป็นหนึ่งใน 7 ล้านคนเหล่านั้นที่นั่งแกะลายมือของเจน ออสเตน เพลิดเพลินกับต้นฉบับของชาร์ล็อตต์ บรอนเต และดาวน์โหลดภาพเขียนสีและคลังสะสมดิจิทัลของศิลปินในประวัติศาสตร์ที่ไม่รู้จักเป็นหลายนาน แถมยังใช้เวลาเขียนบทความนี้จนลืมกาลเวลา
ลองคอลเลคชันต่างๆ ของห้องสมุดฯ
https://www.themorgan.org/research/guides
https://www.themorgan.org/collection/curatorial-departments
ที่มา
บทความ “The Morgan Library And Museum” (Online)
เว็บไซต์ “The Morgan Library & Museum” (Online)

