‘รักสมัยใหม่’ นิยายรักโรแมนติกที่เราเขียนเอง อ่านเอง

693 views
4 mins
September 3, 2025

          ถึงเราจะนิยามคำว่า ‘โรแมนติก’ ได้ไม่ชัดเจนนัก แต่คู่รักเกือบทุกคู่ (กระมัง?) สามารถบอกเล่าการพบเจอสุดแสนโรแมนติกของตนได้ ต่อให้ในสายตาคนนอกเรื่องราวนั้นจะแสนธรรมดาแค่ไหนก็ตาม

          สรุปแล้วรักโรแมนติกคืออะไรกันแน่?

          วิลาสินี พนานครทรัพย์ อาจารย์ประจำสาขาสังคมวิทยา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เขียนหนังสือ ‘รักสมัยใหม่ สังคมวิทยาความรัก’ บอกเล่าเรื่องราวความรักในยุคสมัยใหม่ที่เชื่อมโยงกับมิติอื่นๆ ไว้อย่างน่าสนใจ เช่น ทุนนิยม บริโภคนิยม ความเท่าเทียม งานทางอารมณ์ การกำกับควบคุมความรักโดยรัฐ เป็นต้น และหนึ่งในนั้นคือความโรแมนติก ซึ่งเป็นเนื้อหาที่ผมสนใจที่สุด

‘รักสมัยใหม่’ นิยายรักโรแมนติกที่เราเขียนเอง อ่านเอง

          เราอาจลองคิดดูก่อนว่าความโรแมนติกคืออะไร?

          มันอาจหมายถึงการพบกันโดยบังเอิญ…อย่างไม่น่าเป็นไปได้…ของคนแปลกหน้าสองคนที่พัฒนาเป็นความรัก, คนสองคนที่เคยเกลียดขี้หน้ากันเข้าไส้ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความรัก, รักข้ามชนชั้นที่ต่างกันสุดขั้วระหว่างคนหาเช้ากินค่ำกับลูกตระกูลมหาเศรษฐี, รักที่ก้าวข้ามภาษา ศาสนา เชื้อชาติ ความห่างไกล หรือความบาดหมางของครอบครัว, คู่รักที่ครองคู่ยาวนานหลายทศวรรษจวบจนความตายพรากจาก และอื่นๆ อีกมากมาย หรืออาจจะทั้งหมดนี้รวมกัน

          แต่คุณก็รู้ว่าความโรแมนติกเหมือนกับหลายสิ่งอย่างบนโลกใบนี้ที่ความหมายไม่เคยหยุดนิ่ง มันแปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ในยุคโบราณ ผู้หญิงเป็นได้เพียงทรัพย์สมบัติของครอบครัว เป็นหนึ่งในทรัพยากรใช้แลกเปลี่ยนกับอีกครอบครัวหนึ่งหรือตระกูลหนึ่งเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ (ใช่ว่าสมัยนี้จะไม่มี) เราจะหาความโรแมนติกจากตรงไหนล่ะ ถึงกระนั้น คู่รักเมื่อพันปีก่อนก็อาจบอกเล่าความโรแมนติกในแบบของพวกเขาได้ จริงไหม?

          วิลาสินี เขียนไว้ว่าปลายศตวรรษที่ 18 เมื่อสังคมก้าวเข้าสู่ภาวะทันสมัย ปริมณฑลส่วนตัวของความรักและปริมณฑลสาธารณะของชีวิตทางเศรษฐกิจก็ถูกแบ่งเป็นขั้วตรงข้าม นี่คือจุดเริ่มต้นของรักโรแมนติก

           “คู่รักในสังคมสมัยใหม่ถูกปลูกฝังด้วยอุดมการณ์ของรักโรแมนติกที่ให้ความสำคัญกับการหลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเดียวกันของคู่รัก เมื่อคู่รักเข้ามาอยู่ในความสัมพันธ์ พวกเขาถูกคาดหวังให้ละทิ้งเป้าหมายและผลประโยชน์ของตนเอง และหันมาสร้างเป้าหมายชีวิตร่วมกันระหว่างคู่รัก” (หน้า 45)

          ทว่า ในความเป็นจริงแล้ว การแยกผลประโยชน์กับความรักออกจากกันทำได้หรือไม่ยังเป็นคำถาม การแต่งงานของตระกูลมหาเศรษฐีสองตระกูลหรือระหว่างดารากับนักธุรกิจ-ไฮโซ (คำที่สื่อไทยชอบใช้) ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม การขยายเครือข่าย ธุรกิจ หรือศักดิ์ศรีหน้าตาย่อมเป็นผลประโยชน์ที่ตามมา

           “ความรักในสังคมสมัยใหม่สามารถแยกออกจากผลประโยชน์และกระแสบริโภคนิยม (consumerism) ในสังคมทุนนิยมได้หรือไม่ อีกทั้งอุดมการณ์ของความรัก โดยเฉพาะรักโรแมนติกที่ให้ความสำคัญกับอารมณ์ความรู้สึกอยู่เหนือการใช้เหตุผลในการแต่งงานนั้นสามารถแยกออกจากการทำความเข้าใจบริบททางสังคมและอิทธิพลของวัฒนธรรมได้หรือไม่” (หน้า 42) วิลาสินีตั้งคำถามไว้ในหนังสือ

          ขณะที่ความรักระหว่างชนชั้นหรือคนจนกับคนรวย มองยังไงๆ ก็พล็อตนิยายเกาหลีหวานซึ้งสุดโรแมนติกชัดๆ แต่ผมคนหนึ่งล่ะ กลับไม่เคยได้ยินข่าวทำนองนี้เลย อาจารย์วิลาสินีบอกกับผมว่าถึงที่สุดแล้วการพบปะกันของคนสองคนก็ขึ้นกับแวดวงสังคมด้วย โอกาสที่วงโคจรของแม่ค้าส้มตำรอบดึกกับนักธุรกิจหนุ่มสตาร์ทอัประดับยูนิคอร์นจะมาพบกันยากกว่า แต่ถ้าฝ่ายแรกเป็นแอร์โฮสเตสกลับดูมีความเป็นไปได้มากกว่า

          เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว กรณีหลังจะโรแมนติกกว่ากรณีแรกได้อย่างไรกัน ได้สิ อาจารย์วิลาสินีบอกว่าความโรแมนติกที่เกิดขึ้นในความรัก มันก็คือเหตุการณ์ในอดีตที่ถูกเล่าใหม่ด้วยการใส่อุดมการณ์รักโรแมนติกโดยคู่รักเอง ยกตัวอย่างเช่นหญิงสาวที่พบรักของตนผ่านแอปฯ หาคู่เล่าว่า เย็นวันนั้นตนเองตั้งใจจะเลิกใช้แอปฯ อยู่แล้ว พอดีข้อความเตือนการจับคู่เด้งขึ้นมาบนหน้าจอพอดีจึงทำให้ได้เจอกับคนรัก เป็นคำบอกเล่าจากการทำงานวิจัยของอาจารย์วิลาสินีเอง

          จะเห็นว่า ‘ความบังเอิญ’ เป็นองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งของรักโรแมนติก ซึ่งเรามักได้ยินพล็อตนี้เสมอ เพราะฉะนั้นบุพเพสันนิวาสจึงเป็นเรื่องจริงถ้าคู่รักต้องการให้มันเป็นเรื่องจริง

          ความโรแมนติกไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะยามแรกรัก มันเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อหากคู่รักต้องการ เพราะอุดมการณ์รักโรแมนติกโดยตัวมันเองเป็นสิ่งจับต้องไม่ได้ มันจึงต้องสร้างสิ่งที่บอกเล่าหรือจับต้องได้ขึ้นมา โดยเฉพาะกิจกรรมพิเศษต่างๆ ในวาระพิเศษ เช่น การเซอร์ไพรส์วันเกิดหรือวันครบรอบแต่งงาน การขอแต่งงานแบบอลังการงานสร้าง การดินเนอร์ใต้แสงเทียน กุหลาบช่อโต การเดินทางท่องเที่ยว ฯลฯ กิจกรรมเหล่านี้ถูกประกอบสร้างเป็นสัญลักษณ์ความโรแมนติกที่จับต้องได้ ดังนั้น

           “ความโรแมนติกจึงเป็นความรู้สึกที่เกี่ยวพันกับความพิเศษที่แตกต่างจากสิ่งที่ดำเนินในชีวิตประจำวัน ทั้งในแง่ของเวลา พื้นที่ และวัตถุสิ่งของ” (หน้า 48)

           “อุดมการณ์ดังกล่าวของรักโรแมนติกสัมพันธ์ไปกับการขยายตัวของระบบทุนนิยม กล่าวคือ ในขณะที่รักโรแมนติกซึ่งเป็นอุดมการณ์แห่งความรู้สึกที่ก่อร่างสร้างขึ้นท่ามกลางความเป็นปัจเจกนิยมในสังคมสมัยใหม่ โดยมุ่งให้ความสำคัญกับความพิเศษของช่วงเวลา พื้นที่ สิ่งของ และอารมณ์ความรู้สึกนั้น อุดมการณ์ของรักโรแมนติกได้กลายเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอย่างแยบยล โดยเฉพาะการขยายตัวของการบริโภคที่เกิดขึ้นผ่านกระบวนการสำคัญ 2 ประการคือการสร้างความโรแมนติกให้กับตัวสินค้า (romanticization of commodities) และการกลายเป็นสินค้าของรักโรแมนติก (commercialization of romance)” (หน้า 50)

          พูดแบบบ้านๆ คือความโรแมนติกต้องใช้เงินซื้อ ซึ่งการพูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าคนรายได้น้อยจะโรแมนติกไม่ได้ ทุกคู่สร้างความโรแมนติกได้ตามกำลังทรัพยากรของตน และนี่แหละที่ทำให้มันไปกันได้กับระบบทุนนิยมและบริโภคนิยม

          หนังสือเล่มนี้อาจทำให้ภาพจำต่อความโรแมนติกต้องสั่นคลอน แต่ผู้เขียนไม่ได้บอกว่าคุณต้องเลิกโรแมนติก มันเพียงแค่ฉายภาพใต้พื้นผิวของอุดมการณ์บางชนิดให้เราได้เห็น รับรู้ และเข้าใจ ซึ่งส่วนตัวผมคิดว่าน่าสนุกและชวนให้ค้นหาว่าสิ่งที่ดูเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของเรานั้น จริงๆ แล้วถูกค้ำยันไว้ด้วยความเชื่อหรือระบบไหนบ้าง

          อุดมการณ์รักโรแมนติกเป็นแค่บทหนึ่งในหนังสือ ยังมีเรื่องการใช้แอปฯ หาคู่กับรักโรแมนติกและอีก 2 บทที่ผู้เขียนกล่าวถึงความไม่เท่าเทียมระหว่างชาย-หญิงในความรักสมัยใหม่ ซึ่งผู้หญิงยังต้องเป็นฝ่ายแบกรับงานทางอารมณ์มากกว่าผู้ชายในการประคับประคองความสัมพันธ์และครอบครัวเพื่อให้รักโรแมนติกไม่ล่มสลายไปด้วย

          ส่วนอีกบทหนึ่งกล่าวถึงการเข้ามาควบคุมกำกับดูแลความรักของปัจเจกโดยรัฐ ตัวอย่างเช่นการจดทะเบียนสมรสของคู่รักต่างเพศหรือเพศเดียวกันเพื่อให้มีผลทางกฎหมายและเกิดสิทธิต่างๆ ตามมา หรือการประกอบสร้างคุณค่าให้แก่ ‘รักเดียวใจเดียว’ เป็นบรรทัดฐานทางศีลธรรมเพื่อควบคุมพฤติกรรมทางเพศของคู่รัก ไม่ว่าปัจจุบันจะมีตัวอย่างความรักแบบมากกว่าสองคนให้เห็นแล้ว แต่ ‘รักเดียวใจเดียว’ ก็ยังเป็นสิ่งที่กฎหมายและบรรทัดฐานทางสังคมให้การยอมรับ

          ทั้งหมดทั้งมวลนี้ช่วยให้เราตระหนักว่า ‘ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน’ น่าจะไม่เป็นจริงเสียแล้ว ในเรื่องของความรัก พื้นที่ส่วนตัว พื้นที่ทางอุดมการณ์ กับพื้นที่สาธารณะช่างทับซ้อนกันจนดูยุ่งเหยิงในหลายแง่มุม

          จอห์น เลนนอนแห่งวงเดอะบีทเทิลส์ เคยกล่าวไว้ว่า โลกนี้มันแปลก การแสดงความรักเราต้องทำอย่างปิดบัง ขณะที่ความเกลียดชังสามารถแสดงออกได้อย่างเปิดเผย

          สุดท้ายของท้ายสุด รักกันไว้ดีกว่าครับ ถ้ารักกันไม่ได้ อย่างน้อยก็อย่าเกลียดกันเลย

           (ฟังการสนทนาระหว่างผมกับอาจารย์วิลาสินีได้ตามลิงค์นี้ ‘รักสมัยใหม่’ เรื่องเล่ารักโรแมนติกของฉันกับเธอ)

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

PDPA Icon

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก