‘เมเดยิน’ คือเมืองหนึ่งในประเทศโคลอมเบีย หากถอยร่นกลับไปสำรวจชื่อเมืองนี้ในประวัติศาสตร์ จะพบว่าเมืองซึ่งขึ้นชื่อว่าใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศแห่งนี้เคยปะปนไปด้วย ‘อันตราย’ และอาชญากรรมมาก่อน
ปลายทศวรรษ 1970 มันเคยเป็นศูนย์กลางการค้ายาเสพติด เป็นดินแดนที่พ่อค้ายาชื่อกระฉ่อน ปาโบล เอสโกบาร์ เคยใช้ชีวิตเยี่ยงราชา เรื่อยมาในช่วงปี 1991 มันเป็นเมืองที่มีสถิติอาชญากรรมสูงที่สุดในโลก จนนิตยสาร Time ยังเคยขนานนามให้เมเดยินเป็นเมืองที่ ‘อันตราย’ ที่สุดด้วย
แต่เมืองแห่งเดียวกันนี้ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกโฉม ในปี 2013 เมเดยินได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองที่มีนวัตกรรมมากที่สุดในโลก และปัจจุบันก็ได้กลายเป็นเมืองที่โดดเด่นเรื่องการสร้างพื้นที่สาธารณะ กล่าวคือเป็นเมืองที่พยายามสร้างพื้นที่และกิจกรรมสาธารณะที่ตอบโจทย์ผู้คนทั้งในด้านความรู้ การดูแลทรัพยากร และยังพยายามทำให้ผู้คนอยู่ร่วมกันโดยมี ‘ความรักษ์โลก’ เป็นกาวเชื่อมภายในเมืองด้วย
การที่เมืองจะปรับโฉมและถอดตัวเองจากเงาของความรุนแรง คงต้องใช้หลายเครื่องไม้เครื่องมือกว่าจะประสบความสำเร็จ แต่ชื่อหนึ่งที่เราจะได้พบเห็นไปทั่วเมือง และเป็นหนึ่งในหลักฐานรูปธรรมแห่งความสำเร็จในเมเดยิน คือชื่อของ ‘EPM’
EPM คืออะไร?
EPM คือ บริษัทสาธารณูปโภคของรัฐที่ตั้งอยู่ในเมเดยิน ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2543 ในฐานะสถาบันที่ให้บริการสาธารณะหลายด้านแบบครบวงจร และมีเป้าหมายในการประสานงานกับชุมชน ส่งเสริมการมีส่วนร่วม สร้างทักษะพลเมือง ทักษะการดูแลและปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ และการใช้สาธารณูปโภคให้เหมาะสม
ในจุดเริ่มต้น พวกเขาเป็นเพียงสถาบันสาธารณะที่เป็นอิสระ แต่ในช่วงทศวรรษที่ 1990 ที่ประเทศโคลอมเบียมีการทุจริตคอร์รัปชันในระดับที่สูงมาก และเมื่อผนวกกับอัตราอาชญากรรมอันไม่ธรรมดา จึงเป็นช่วงเวลาที่เมืองร้องหาการพัฒนาที่โปร่งใส และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม พูดง่ายๆ ว่าเป็นช่วงเวลาที่สังคมต้องการการ ‘กระจายอำนาจ’ หรือการปฏิรูปอนาคตของเมืองแบบที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง

Photo: Wikipedia
EPM เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูป จากเดิมที่เคยเป็นสถาบันอิสระ ก็ได้กลายมาเป็นบริษัทของรัฐที่สามารถปกครองตนเองโดยมีลักษณะคล้ายเทศบาล กล่าวคือ EPM มีสถานะทางกฎหมายเป็นของรัฐ แต่ก็มีอำนาจปกครองตนเองในการบริหารและการเงิน อีกทั้งยังมีทุนเป็นของตนเอง ดังนั้นแม้ว่าจะมีนายกเทศมนตรีเมืองเมเดยินเป็นหนึ่งในผู้บริหาร แต่ในทางปฏิบัติ พลเมืองเมเดยินก็ถือว่าตนเองเป็น ‘เจ้าของบริษัท’ เช่นกัน
พวกเขารับภารกิจสำคัญคือการพัฒนาพื้นที่แบบ ‘ยั่งยืน’ ร้อยรัดด้วยโครงการต่างๆ ที่ช่วยดูแลจัดการทรัพยากรของเมืองอย่างเหมาะสม ไปจนถึงเป็นหน่วยงานหลักที่ดำเนินโครงการสาธารณะด้านสังคมและวัฒนธรรม โดยในภารกิจครอบจักรวาลของ EPM พวกเขาได้ก่อตั้งมูลนิธิ EPM (EPM Foundation) ขึ้นเพื่อเป็นตัวเอกในการจัดบริการสาธารณะต่างๆ ร่วมกับมหาวิทยาลัยและเอกชน เช่น สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา CEIPA, มหาวิทยาลัยในเมืองเมเดยินอย่าง EAFIT University และมหาวิทยาลัยสันตะปาปาโบลิวาเรียน (Universidad Pontificia Bolivariana: UPB)
ผลงานของมูลนิธิมีทั้งพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด โครงการให้ความรู้และการศึกษา และโดดเด่นอย่างมากในการเสริมพลังความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดนี้เป็นโครงการที่เน้นพัฒนากลยุทธ์ และส่งเสริมให้ชุมชนอยู่ร่วมกันโดยตระหนักในความรับผิดชอบต่อโลกและสิ่งแวดล้อม
ยิ่งไปกว่านั้น หากใครเคยได้ยินคำยอดฮิตของยุคสมัยนี้อย่าง SDGs หรือ ‘เป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน’ แนวทางเพื่อความยั่งยืนที่องค์กรสหประชาชาติจัดทำขึ้นเพื่อความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต อันได้รับความร่วมมือจากนานาประเทศในการดำเนินการตาม โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ 17 ข้อ ครอบคลุมทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม — ในคำยอดฮิตนี้ สิ่งที่ EPM พยายามทำและจะถูกบอกเล่าต่อไป อาจเรียกได้ว่าเป็นหน้าตาอันชัดเจนของคำศัพท์ที่เราได้ยินบ่อยๆ ดังกล่าว
EPM กับ ‘น้ำ’ สายธารแห่งชีวิต และภารกิจขยายกลุ่มคนรักษ์โลกไปทั่วเมือง
อาจจะแปลกไปสักหน่อยที่เริ่มเล่าเรื่ององค์กรพัฒนาพื้นที่สาธารณะจากทรัพยากรน้ำ แต่นี่คือประเด็นหนึ่งที่ EPM ลงไปทำงานอย่างเข้มข้น
ทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายของการขาดแคลนน้ำสะอาด เมืองเมเดยินเองก็มีประวัติศาสตร์อันบอบช้ำเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำมาก่อนเนื่องจากตัวเมืองทอดตัวผ่านหุบเขาและมีลำธารหลายร้อยสายไหลมารวมกัน หลายปีก่อนที่นี่เคยเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยน้ำเสียและกลิ่นจากแม่น้ำอันไม่พึงประสงค์ เพราะริมฝั่งแม่น้ำส่วนใหญ่ในพื้นที่มักถูกขนาบข้างด้วยทางหลวงคู่ขนาน โกดังสินค้า รางรถไฟ และยังเต็มไปด้วยขยะในหลายๆ จุด
จากสภาพแวดล้อมเรื่องน้ำที่เมืองเผชิญ เมเดยินจึงใช้เวลาหลายทศวรรษในการแก้ปัญหาดังกล่าวผ่านการจัดการเมือง บำบัดน้ำเสีย สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน และที่สำคัญอีกประการ คือการทำให้คนเข้าใจว่า ‘น้ำ’ และสิ่งแวดล้อม มีความหมายกับเราอย่างไร มีผลกระทบกับเราได้อย่างไรบ้าง ทำไมจึงต้องพยายามรักษามันเอาไว้ และจะทำได้ด้วยวิธีไหนบ้าง ซึ่งในส่วนนี้ EPM เข้ามามีบทบาท โดยตั้งต้นที่การทำพิพิธภัณฑ์และโครงการความรู้
EPM ก่อตั้ง Water Museum พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แสนสนุกที่จะพาผู้คนไปสำรวจเรื่องน้ำแบบรอบทิศ และเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ประกอบไปด้วยห้องจัดแสดงงานหลากหลายแบบที่ผู้ชมมีส่วนร่วม (Interactive) และสนุกสนานไปกับมันได้ เพื่อให้คนเมืองเข้าใจเรื่องนี้อย่างเป็นธรรมชาติและรู้สึกว่าทรัพยากรน้ำสำคัญต่อชีวิตประจำวันของพวกเขาจริงๆ และยังให้ความรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (Climate Change) ความหลากหลายของสภาพอากาศ พืชพรรณในแต่ละภูมิภาคของดินแดนโคลอมเบีย ไปจนถึงระบบนิเวศของสิ่งมีชีวิตแก่ชาวเมืองด้วย

Photo: Wikipedia
เนื้อหาภายในพิพิธภัณฑ์เน้นสะท้อนความสำคัญของทรัพยากรน้ำ บอกเล่าเรื่องราวอารยธรรมโบราณในการสร้างระบบไฮดรอลิกเพื่อจัดหาน้ำ การปรับตัวของมนุษย์เพื่อความอยู่รอดและวัฒนธรรมประเพณีที่เกี่ยวข้องกับน้ำ พาไปหาคำตอบว่าเราจะสร้างโลกที่ยั่งยืน มีน้ำใสสะอาดด้วยพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ของเรายังไงได้บ้าง และที่สำคัญคือพิพิธภัณฑ์นี้ยังให้ความรู้เรื่องระบบจัดการน้ำที่ทันสมัยในหุบเขาอาบูราของเมืองเมเดยิน ระบบที่มีส่วนช่วยให้เมเดยินมีน้ำใช้อย่างยั่งยืน

EPM จัดทำโครงการ ‘น้ำเพื่อการศึกษา’ และ ‘การศึกษาเพื่อน้ำ’ (Water for Education program) ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ทั้งให้ความรู้ และสนับสนุนการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับน้ำในหลากมิติ เช่น ความมั่นคงของน้ำ การจัดการความเสี่ยงเกี่ยวกับภัยพิบัติทางน้ำ การจัดหาเงินทุนด้านน้ำ ไปจนถึงนวัตกรรมเทคโนโลยีเกี่ยวกับน้ำ และเข้าร่วมเครือข่ายระดับโลกที่เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีในการบริหารจัดการน้ำ เช่น Global Technology Approval Group (TAG) ซึ่งเป็นฟอรัมความร่วมมือที่เชื่อมโยงบริษัทที่ทำงานเกี่ยวกับน้ำและมีนวัตกรรมมากที่สุดในโลก ผู้เข้าร่วมสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดได้
EPM ยังเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของฟอรัมระดับนานาชาติอย่าง World Water Forum ที่จัดขึ้นโดยธนาคารพัฒนาอเมริกา (IDB) และองค์การรัฐอเมริกัน (OAS) เป็นงานที่รวบรวมตัวแทนจากภาคประชาสังคม นักวิชาการ รัฐบาล สถาบัน และภาคเอกชนในพื้นที่ต่างๆ มาช่วยกันระดมไอเดียแก้ปัญหาสำคัญเกี่ยวกับน้ำ โดย EPM กลายเป็นผู้ชนะในการเสนอข้อแนวทางปฏิบัติที่ดีด้านน้ำและการสุขาภิบาลในลาตินอเมริกาและแคริบเบียน จากข้อเสนอทั้งหมดกว่า 486 รายการ โดยพวกเขาได้รับการคัดเลือกเนื่องจากแนวทางที่จัดทำนั้นมีศักยภาพที่จะนำไปปรับใช้ได้สูง
นอกจากนี้ยังมีโครงการสำหรับเด็กเล็กที่เป็นเมล็ดพันธุ์สำคัญของเมือง นั่นคือ My name is Earth ซึ่งเป็นโครงการปลูกฝังเรื่องน้ำและสิ่งแวดล้อมให้กับเด็กปฐมวัย โดยเน้นพัฒนาการเรียนการสอนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการปกป้องน้ำ ซึ่งเป็นโครงการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ EPM ทำร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการแห่งชาติ มีเป้าหมายเพื่อจัดหาการเรียนการสอนและสื่อดิจิทัลสำหรับเด็ก เยาวชน และครู เพื่อทำให้พวกเขากลายเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างโลกที่ยั่งยืนยิ่งขึ้นได้

แนวคิดและการนำไปใช้ในชุมชนมีความสำเร็จให้เห็น นั่นคือการได้นวัตกรรมเกี่ยวกับน้ำไปใช้ในชุมชนจริงๆ มีผลผลิตออกมาเป็นโครงการบำบัดน้ำเสียในครัวเรือนโดยใช้หลักการหมุนเวียนของธรรมชาติในพื้นที่ชุ่มน้ำ หรือการนำระบบผลิตน้ำบริสุทธิ์และการกำจัดสารเคมีอันไม่พึงประสงค์ไปใช้กับสถาบันการศึกษาในชนบทกว่า 848 แห่ง พร้อมด้วยความสำเร็จอีกประการ คือการทำให้ผู้คนเข้าใจความสำคัญของทรัพยากรน้ำ และเข้าใจผลพวงของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศไปพร้อมกัน (ซึ่งถ้าเราจะโยงกับเป้า SDGs สักหน่อยก็ถือว่าตรงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 6 และ 13 นั่นเอง)
นักสิ่งแวดล้อมหลายคนมักพูดซ้ำๆ ว่าการรักษ์โลกที่ได้ผลชะงัดที่สุด คือการทำให้มันกลายเป็นเนื้อเดียวกันกับชีวิตประจำวันของคนทุกคน เป็นสำนึกพื้นฐานในการใช้ชีวิต และเป็นเหมือนภารกิจที่เรามีร่วมกัน
EPM ก็ทำเช่นนั้นโดยการให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมกับชุมชน ผ่านโครงการที่ชื่อว่า The Environment for Life project ซึ่งเป็นโครงการที่ทำมาตั้งแต่ปี 2019 มีวัตถุประสงค์เพื่อ ‘รื้อฟื้น’ ความไว้วางใจของชุมชนที่มีต่อโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ โคลอมเบียเคยสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำที่ใหญ่ที่สุดบนแม่น้ำคอกา ซึ่งเป็นโครงการที่รู้จักกันในชื่อ ‘เขื่อนอิตวงโก’ หรือ ‘ฮิดรอยตวงโก’ โครงการเขื่อนไฟฟ้านี้ดำเนินการล่าช้ามาหลายปีและก่อให้เกิดความโกรธแค้นในหมู่ประชาชนหลังจากเกิดภัยพิบัติหลายครั้ง ดังนั้นการรื้อฟื้นความไว้วางใจจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้เมืองพัฒนาต่อไป ในขณะที่ชาวบ้านก็มีความรู้เท่าทันเทคโนโลยีดังกล่าว

ดังนั้นภายในโครงการ The Environment for Life project จะมีทั้งกิจกรรมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน การพยายามสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนและแม่น้ำ ไปจนถึงการให้ความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมเพื่อที่ชาวบ้านจะได้รู้ว่า พวกเขาจะมีส่วนร่วมในการดูแลพื้นที่ของตัวเองได้อย่างไร
เมืองจึงออกแบบโครงการที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนชื่อว่า Environmental education project ซึ่งเป็นโครงการที่ช่วยฝึกอบรม กระตุ้นให้ชุมชนตื่นรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม และให้การสนับสนุนโปรเจกต์ต่างๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การกระตุ้นให้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสม การเสริมสร้างองค์กรชุมชน โครงการนี้จะผลักดันให้เกิดการมีส่วนร่วมระหว่างผู้คนในเทศบาลต่างๆ และจนถึงปัจจุบันนี้ Environmental education project ก็ดำเนินกิจกรรมร่วมกับชุมชนไปแล้วถึง 5,036 กิจกรรม มีผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ถึง 4,660 คนแล้ว
การสร้างชุมชนรักษ์โลกของ EPM ทำให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งแวดล้อมและเมือง ประชากรในเมืองต่างเข้าใจว่าสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว และแม้แต่ประชากรตัวเล็กๆ อย่างพวกเขาเองก็สามารถปรับตัวและเรียนรู้ที่จะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้เช่นกัน
ความสุขและความสัมพันธ์ของคนในเมือง EPM ก็รับจบ
ว่ากันว่าสังคมที่ผู้คนมีใจคิดถึงเรื่องส่วนรวม ต้องมีสารตั้งต้นจากความสุขและความสัมพันธ์อันดีภายในพื้นที่ก่อน และ EPM ก็เข้ามามีส่วนร่วมกับเรื่องเหล่านี้ผ่านกิจกรรมเพื่อสังคมอีกหลายโครงการ
ในแง่หนึ่ง การทำกิจกรรมเพื่อสังคมถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเมืองให้ยั่งยืน โดยความยั่งยืนนั้นไม่ได้มีแค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่รวมไปถึงคำที่เราได้ยินบ่อยๆ อย่างการเป็น ‘เมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ นั่นคือการหลอมรวมคนหลายๆ คนที่แตกต่างกันในสังคมทั้งด้านอายุ ความสนใจ ความเชื่อ เพศ ฯลฯ และทำให้แน่ใจว่าพวกเขาเป็นพลเมืองที่ถูกมองเห็นอย่างทั่วถึง และที่สำคัญคือการทำให้ผู้คนเหล่านี้ได้มา ‘รวมกลุ่มกัน’ เพราะนอกจากจะส่งเสริมความเป็นชุมชนแล้ว อาจจะก่อให้เกิดประโยชน์ที่สะท้อนกลับไปยังเมืองอีกทอดหนึ่งด้วย
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือโครงการต่างๆ ที่ EPM พยายามทำ อย่างกิจกรรมที่เรียกว่า ‘Club’ ที่ทำให้เรานึกถึงการรวมตัวของผู้คน และพื้นที่ที่เราแวะเวียนไปได้ประจำ โดยคลับของ EPM ได้แก่ คลับของวันวานยังหวานอยู่ หรือ Club of Yesteryear กิจกรรมที่ชวนผู้สูงอายุมาช่วยสอนทำสวนและแชร์ประสบการณ์รวมถึงเคล็ดลับการทำสวนที่ถูกบอกต่อกันมาหลายทอด โครงการนี้เป็นเหมือนการสืบทอดภูมิปัญญาในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ และเปิดให้ผู้สูงวัยได้มาพบเจอกับคนวัยอื่นๆ ในฐานะผู้มากประสบการณ์
คลับต่อมาคือคลับของวัยเตาะแตะ หรือกิจกรรมที่ชื่อว่า Vacations for the planet หรือพอจะเรียกได้ว่าวันหยุดเพื่อโลกเรา เป็นกิจกรรมที่ชักชวนเด็กหญิงและเด็กชายอายุระหว่าง 8 -12 ปี มาเรียนรู้วิทยาศาสตร์อย่างสนุกสนาน โดยเน้นที่การเล่น การทดลอง และการสร้างความบันเทิงผ่านวิทยาศาสตร์ เพื่อให้พวกเขาเรียนรู้ที่จะดูแลบ้านของเราทุกคน นั่นก็คือโลกนั่นเอง
นอกจากกิจกรรมเหล่านี้ สุขภาวะของชาวเมืองโคลอมเบียต้องไม่หยุดอยู่แค่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง และหากมันกองเป็นคอขวดอยู่ตรง ‘ห้องสมุด’ หรือ ‘พิพิธภัณฑ์’ หรือ ‘โครงการเพื่อชุมชน’ ก็คงจะน่าเบื่อแย่ EPM จึงพยายามที่จะสนับสนุนการนำพื้นที่สาธารณะมาใช้อย่างโดดเด่นเพื่อตอบสนองกับชุมชนให้พวกเขาใช้สอยประโยชน์ได้อย่างแท้จริง
โครงการที่ชื่อว่า Park of desire หรือแปลได้ว่าสวนสาธารณะแห่งความปรารถนา คือแนวคิดที่ EPM คิดมาเพื่อตอบโจทย์จินตนาการและความเป็นไปได้ที่เมืองจะมีกิจกรรมบันเทิงหรือผู้คนที่มองเห็นว่าพื้นที่สาธารณะสามารถเป็นปลายทางของพวกเขาได้ โดยนำพื้นที่สาธารณะ 4 จุดในเมืองซึ่งเป็นพื้นที่ที่รถไฟใต้ดินเข้าถึงมาใช้จัดกิจกรรมสำหรับคนหลายวัยตั้งแต่การฉายภาพยนตร์กลางแจ้ง การจัดคอนเสิร์ต การจัดเวิร์กชอปตามธีมเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และบริการสาธารณะ นิทรรศการศิลปะ การซ้อมดนตรี การบรรยายความรู้กลางแจ้ง การเต้นแอโรบิก และอื่นๆ อีกมากมาย
ชาวเมืองเลยได้ดื่มด่ำกับหนึ่งในกิจกรรมที่โดดเด่นของสวนแห่งความปรารถนานั่นคือ Casa de la Música ซึ่งเป็นจุดนัดพบสำหรับผู้มีใจรักดนตรี โดย EPM จะเปิดให้นักดนตรีและศิลปินในเมืองมาพบกันเพื่อสนับสนุนการเติบโตของศิลปะแขนงต่างๆ ในพื้นที่
แม้ดูเผินๆ เราอาจจะเห็นว่าผู้คนได้มารวมตัวกันผ่อนคลายหรือแลกเปลี่ยนสิ่งที่สนใจ แต่ลึกลงไป เราก็เห็นได้ว่านี่คือการสันทนาการที่แฝงไปด้วยความสามารถทางวิชาชีพของตัวบุคคล ชาวเมืองจึงได้เชื่อมต่อองค์ความรู้ระหว่างกัน ปัจเจกสู่ปัจเจก แถมคนที่ไม่เคยรู้หรือเข้าใจ ก็ได้ไอเดียไปต่อเติมความรู้ความสามารถของตนเองอีกด้วย
ห้องสมุด ‘พีระมิดแห่งความรู้’ ของ EPM
ในโลกที่มีหลายสิ่งให้เราไล่คว้า มีเป้าหมายมากมายให้เราพิชิต พื้นที่ที่เป็นทั้งแหล่งสะสมความรู้ ที่ชุบชูพลังงาน และเป็นประตูที่เปิดให้เราไปสำรวจโลก อาจรวมอยู่ในสถานที่เดียวที่เรียกว่า ‘ห้องสมุด’
EPM จัดทำห้องสมุดที่ทรงพลังขึ้นมาในเมืองเมเดยิน ชื่อว่า ‘Biblioteca EPM’ ห้องสมุดชุมชนที่ให้การบริการอันยอดเยี่ยม มีหนังสือและสื่อความรู้ทั้งแบบตีพิมพ์และดิจิทัล เป็นพื้นที่ที่เป็นมิตรกับผู้คนหลากหลาย ทั้งผู้ที่ทำงานศึกษาวิจัย ผู้ที่พยายามพัฒนาธุรกิจ เด็กๆ ที่อยู่ในวัยเรียนรู้ ผู้เชี่ยวชาญที่สนใจในหัวข้อเฉพาะและเฉพาะทาง

Photo: Wikipedia
ห้องสมุดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในคอนเซปต์ที่เรียกว่า ‘พีระมิดแห่งความรู้’ โดยพวกเขาออกแบบพื้นที่แต่ละชั้นให้ไล่เรียงประเด็นความรู้ขึ้นไปเรื่อยๆ เหมือนกับพีระมิด จากชั้นแรกที่เป็นความรู้ข้อมูลพื้นฐาน เมื่อขึ้นไปยังชั้นบนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ผู้ใช้บริการจะค่อยๆ พบกับความรู้ในลักษณะ ‘เฉพาะทาง’ ขึ้นตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นโซนความรู้วิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี
ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะแนวคิดพีระมิดคือการทำให้การเข้าถึงความรู้และแหล่งข้อมูลครอบคลุมตั้งแต่ระดับพื้นฐานที่สุดไปจนถึงสาขาเฉพาะทางที่สุด และทั้งหมดนี่เปิดให้ประชาชนเข้าถึงได้ทุกส่วน มันจึงเป็นห้องสมุดสาธารณะที่ไม่เพียงต้องการเติมเต็มความรู้ที่ขาดแคลน แต่คิดไปถึงการพัฒนาในมิติอื่นๆ เช่น การสร้างนิสัยรักการอ่าน การสนับสนุนให้เกิดการศึกษาวิจัย การพัฒนาศักยภาพของผู้คน
ห้องสมุดพีระมิดนี้เป็นโครงการเพื่อความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร EPM ทั้งหมด และมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างชุมชนที่กระหายในวัฒนธรรม การศึกษา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี โดยใช้ห้องสมุดสำหรับสาธารณะนี้เป็นจุดตั้งต้น และบนยอดปีรามิดของความสำเร็จคือการที่สังคมได้นำความรู้จากห้องสมุดนี้ไปใช้จริงนั่นเอง
และตามลายเซ็นของ EPM ห้องสมุดเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญในการสร้างเมืองยั่งยืนที่ผู้คนพร้อมเสริมความรู้อยู่ตลอดเวลา ห้องสมุด EPM ตั้งอยู่บริเวณ Plaza Cisneros พื้นที่เก่าแก่ใจกลางเมืองเมเดยินซึ่งสามารถเดินทางไปอย่างสะดวกสบายด้วยขนส่งสาธารณะ ทั้งรถเมล์ และรถไฟใต้ดินถึง 3 สาย
ภายในห้องสมุดมีพื้นที่อ่านหนังสือกว่า 10,000 ตารางเมตร และมีห้องอินเทอร์เน็ต ห้องจัดแสดงนิทรรศการ ร้านกาแฟ พื้นที่สำหรับเด็กและการฝึกอบรม โรงภาพยนตร์ ห้องประชุม ห้องอ่านหนังสือ และอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งหมดนี้ทำให้ภายในปี 2023 ห้องสมุด EPM ดำเนินกิจกรรมด้านการศึกษาและการสร้างความตระหนักรู้ไปได้ถึง 1,122 กิจกรรม มีประโยชน์ต่อผู้ใช้ 17,094 ราย รวมถึงชุมชนท้องถิ่น ตลอดจนกลุ่มชาติพันธุ์ ผู้อพยพ และชุมชนชนบทด้วย

Photo: Wikipedia
ในปี 2023 ห้องสมุดในเมเดยินแห่งนี้ได้รับรางวัลห้องสมุดสีเขียวที่ดีที่สุดในโลกจากสหพันธ์นานาชาติแห่งสถาบันและสมาคมห้องสมุด (IFLA) รางวัลดังกล่าวสหพันธ์จะมอบให้ห้องสมุดต่างๆ ทุกปีเพื่อยกย่องการทำงานของห้องสมุดที่สร้างผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมให้กับโลก
สหพันธ์ฯ เคยกล่าวถึงห้องสมุด EPM ไว้ว่า “เป็นห้องสมุดที่น่าชื่นชมและน่าประทับใจ เพราะได้ทำให้ความยั่งยืนกลายเป็นแกนหลักของกลยุทธ์ พัฒนาทุกแง่มุมเพื่อสร้างผลกระทบทางสังคมที่ยิ่งใหญ่และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม”
เหตุผลที่ห้องสมุดได้รับรางวัล เพราะแม้จะเป็นห้องสมุดแต่พื้นที่นี้ก็จัดกิจกรรมและบริการหลายอย่างเพื่อสนับสนุนการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เช่น ชมรมอ่านหนังสือสำหรับเด็ก หรือการประกวดเล่านิทานในหัวข้อ ‘อนาคตที่ยั่งยืนของฉัน’
“งานนิทรรศการและกิจกรรมด้านการศึกษาทั้งหมดที่เราจัดขึ้นเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) นอกจากนี้ เรายังเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการใช้พลังงานสะอาด แผนการจัดการขยะ รวมถึงแบบจำลองเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วย”
“เรายินดีกับรางวัลนี้ ซึ่งไม่เพียงแต่มอบให้กับห้องสมุดของเราและทีมงานที่ยอดเยี่ยม แต่ยังรวมถึงกลุ่ม EPM ด้วย” วิเวียน ปูเอร์ตา กูเอรา (Vivian Puerta Guerra) ผู้อำนวยการ EPM Foundation กล่าวถึงรางวัลที่ห้องสมุดได้รับ
และก็ไม่เกินจริงดังที่เธอกล่าว เพราะห้องสมุดแห่งนี้ได้ใช้กลยุทธ์หลายอย่างเพื่อเป็นมิตรกับโลก เช่นลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนด้วยการแผงโซลาร์เซลล์ 450 แผง ซึ่งผลิตไฟฟ้าได้รวม 291 เมกะวัตต์ต่อปี คิดเป็น 39% ของการใช้พลังงานของห้องสมุด และเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 7,584 ต้น และห้องสมุดก็ยังมีแผนจัดการขยะมูลฝอย จนในปี 2022 พวกเขารีไซเคิลขยะมูลฝอยไปได้ถึง 4,630 กิโลกรัม
อีกส่วนหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ คือห้องสมุดนี้ยังไม่ได้ตอบสนองแค่ผู้มาใช้บริการเท่านั้น แต่ยังมีโครงการที่มอบประโยชน์ให้กับบุคลากรของห้องสมุดและองค์กร EPM เพื่อพัฒนาความรู้ภายในองค์กรด้วย
พวกเขาจะให้บริการหนังสือทั้งแบบสิ่งพิมพ์และดิจิทัลแก่เจ้าหน้าที่ และจัดกิจกรรมสันทนาการและการศึกษาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ วิธีการเหล่านี้เรียกว่า Strategic Surveillance เป็นวิธีอันชาญฉลาดที่ทำให้ความรู้และข้อมูลที่เจ้าหน้าที่ได้จากห้องสมุด หวนกลับมายังองค์กรอีกทอด เพราะคนทำงานสามารถนำความรู้ไปปรับปรุงการทำงาน และพัฒนาองค์กรได้ด้วย
แน่นอนว่าการพัฒนาภายในองค์กรก็สอดคล้องกับเป้าหมาย SDGs ข้อที่ 8 ว่าด้วยงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่เน้นส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยสำหรับพนักงาน และพัฒนาบุคลากรให้เติบโต
เมื่อมองการทำงานของ EPM สิ่งที่เราเรียนรู้ได้จากภารกิจของพวกเขาก็คือ การทำงานเรื่อง ‘ความยั่งยืน’ เป็นเรื่องที่วนเวียนอยู่รอบๆ ตัวเราอย่างแนบสนิท ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างทรัพยากรที่เราใช้ อยู่กลางสายธารของความสัมพันธ์ในชุมชน และอยู่ในปลายทางที่แตกแขนงไปเรื่อยๆ เป็นความรู้ใหม่ นวัตกรรมใหม่ หรือพูดอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด คือเป็นเมืองเมืองหนึ่งมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมีกลยุทธ์ชัดเจนจนพร้อมจะก้าวไปข้างหน้า
ทั้งหมดนี้ทำให้เราฉุกใจได้อย่างแรงกล้าว่าถ้าเมืองที่เคยขึ้นชื่อเรื่องอันตรายและพ่อค้ายาเสพติดสามารถพัฒนาแหล่งความรู้ พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด และประชากรได้มากขนาดนี้ บางทีความยั่งยืนที่ว่ายากและที่หลายคนชอบมองว่านามธรรม อาจจะไม่ยากเกินกำลังของมนุษย์เลยก็ได้
ที่มา
บทความ “Medellin History” (Online)
เว็บไซต์ “https://www.sdgmove.com/” (Online)
เว็บไซต์ “www.undp.org” (Online)
บทความ “Medellín’s Other Success Story: How the City Cleaned Up Its Water” (Online)
เว็บไซต์ “www.epm.com.co” (Online)

