meb และ readAwrite จากมวยรองสู่แพลตฟอร์ม E-Book ที่พูดชื่อไปไม่มีใครไม่รู้จัก

507 views
5 mins
January 20, 2026

          meb เกิดปี 2011 ส่วน readAwrite เกิดปี 2017 ทั้งคู่เป็นสองพี่น้อง ‘ร้าน E-Book สะดวกซื้อ’ ในตระกูลเดียวกันของสองเพื่อนสนิท ไช้รวิวร มะหะสิทธิ์ และ โก๋กิตติพงษ์ แซ่ลิ้ม ที่ใช้แรงเฮือกสุดท้ายพยุงธุรกิจให้อยู่รอด ด้วยการสร้างแพลตฟอร์มอ่านหนังสือบนโทรศัพท์เหล่านี้ จนตอนนี้ได้กลายเป็นผู้นำการประกอบธุรกิจอีบุ๊ก ที่แทบไม่มีใครไม่รู้จัก และยังเป็นแพลตฟอร์มแรกๆ ที่มีนิยาย LGBTQ+ หมวด Boy Love / Girl Love ให้อ่านกว้างขวางในยุคที่ร้านหนังสือ
ยังไม่เปิดรับความรักที่ปกติธรรมดานี้

          จากมวยรองที่เป็นธุรกิจเล็กๆ สู่วันที่ยืนหนึ่งด้านอีบุ๊ก มียอดดาวน์โหลดหลายล้าน มีนิยายรายตอนหลายสิบล้านตอน และมีนักเขียนทั้งหมดมากกว่าสองแสนราย

          ไช้และโก๋บอกว่า “เป็นมวยรองก็ต้องขยันซ้อมหน่อย เพราะเราเริ่มโดยไม่มีท่าไม้ตาย ไม่มีพาร์ตเนอร์ ไม่มีทุนเยอะ จะอยู่รอดท่ามกลางแพลตฟอร์มอื่นที่เขามีคอนเนกชันอะไรที่เราทำได้อยู่แล้ว ก็ทำให้มันดีขึ้น ลูกค้าชม ลูกค้าติ เราแก้ไขทันที

          ลูกค้าที่ว่าประกอบด้วย นักเขียน และ นักอ่าน ไช้และโก๋ที่เคยทำสำนักพิมพ์มาด้วยกัน เคยทำบริษัทซอฟต์แวร์มาด้วยกัน และเป็นนักอ่านด้วยกันทั้งคู่ จึงใช้ข้อได้เปรียบที่เข้าใจทั้งนักเขียน นักอ่าน และมีความรู้ด้านระบบไอที มาแก้ pain point มากมาย ด้วยความคิดที่ว่า “อะไรที่เรารู้สึกว่าไม่ชอบให้ชาวบ้านทำกับเรา ทำกับนักเขียน ทำกับนักอ่าน เราก็เอามาปรับปรุงในยุคของเรา”

          นักเขียนตัวเล็กๆ ต้องสามารถเผยแพร่งานเขียนได้โดยไม่ต้องมีทุนอะไรมากมาย ได้รับรายได้อย่างเป็นธรรม และพวกเขาเชื่อว่านักเขียนต้องการกำลังใจจากนักอ่าน จึงเปิดพื้นที่ให้นักอ่านส่งกำลังใจผ่านฟีเจอร์ต่างๆ ขณะที่นักอ่าน นอกจากมีหนังสือให้อ่านอย่างหลากหลาย สามารถพูดคุยและส่งกำลังใจให้นักเขียนได้ การอ่านก็ต้องสะดุดน้อยที่สุด และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์บนโทรศัพท์มากที่สุด อะไรที่ไม่ชอบหรือรู้สึกว่ายังไม่ใช่ ไช้และโก๋ พร้อมแก้!

meb และ readAwrite จากมวยรองสู่แพลตฟอร์ม E-Book ที่พูดชื่อไปไม่มีใครไม่รู้จัก

ก่อนคลอด พี่ meb น้อง readAwrite

          สองพี่น้องเติบโตมาด้วยเลนส์ที่แตกต่าง พี่ meb เป็นหนังสือเล่มที่เขียนจบแล้ว เปรียบเสมือนปลายน้ำของนักเขียน ส่วนน้อง readAwrite เป็นคอมมูนิตี้ของนักเขียนและนักอ่าน ซึ่งเป็นต้นน้ำ ให้คนมาลองเขียนดู เขียนไปเรื่อยๆ ทีละตอนได้ เพื่อที่จะได้ดูฟีดแบ็กทีละตอนว่าเวิร์กหรือไม่เวิร์ก กระทั่งสามารถแบ่งเวลามาเขียนได้เรื่อยๆ โดยที่ไม่ต้องรอเขียนจบก่อนค่อยลงให้อ่านทีเดียว (เหมือนที่บางครั้งไรเตอร์ไม่ยอมมาเขียนต่อสักที จนคนอ่านแอบทวง ฮ่าๆ) โดยที่ไช้และโก๋ตั้งใจอยากให้เป็นพื้นที่ที่ไม่มีโฆษณามารบกวน เป็นพื้นที่ที่เป็นมิตรกับนักอ่านและนักเขียนจริงๆ

          ไช้และโก๋ผู้เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเรียน ทั้งคู่ที่เป็นหนุ่มวิศวะ ซึ่งชื่นชอบนิยายไซไฟ ได้มาจับเข่าคุยกันว่า คนจบใหม่ที่มีไฟอย่างพวกเขา อยากทำสำนักพิมพ์ขึ้นมา จนเกิดเป็นสำนักพิมพ์ที่ทำนิยายไซไฟ ในช่วงที่เมืองไทยไม่ค่อยมีให้อ่าน แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด

meb และ readAwrite จากมวยรองสู่แพลตฟอร์ม E-Book ที่พูดชื่อไปไม่มีใครไม่รู้จัก
ไช้-รวิวร มะหะสิทธิ์

          โก๋เล่าว่า “เดิมทีเราทำหลายอย่าง ทำสำนักพิมพ์ พิมพ์นิยายไซไฟ แต่ขายไม่ค่อยดี เพราะมันเฉพาะกลุ่มเกินไป แต่เราทำเพราะความชอบล้วนๆ เราก็เลยเปิดอีกขาหนึ่งขึ้นมา เป็นการทำซอฟต์แวร์ เช่น ซอฟต์แวร์พิสูจน์อักษร ซอฟต์แวร์ช่วยจัดหน้าหนังสือ เราก็ยังอยู่ในวงการสิ่งพิมพ์ และอีกขาคือรับทำซอฟต์แวร์ตามลูกค้าจ้าง พอทั้งสามขามันลงพร้อมๆ กัน เราเลยต้องเลือกทำสักทาง ตัดสินใจเลือกทำโปรดักต์ที่ตอบโจทย์คนใช้งานดีกว่า”

          ไช้เล่าว่า “meb จึงเป็นโปรเจกต์ที่เป็นแรงเฮือกสุดท้ายของพวกเราในช่วงที่บริษัทมีความยากลำบาก แต่มันไม่ใช่ว่าเราคิดวันนี้ พรุ่งนี้ meb ก็เกิดมาได้เลย กว่าจะเกิดก็ใช้เวลาเป็นปี หมายความว่าระหว่างที่เรากำลังพัฒนา meb เราจะกินอะไรล่ะ? ธุรกิจสำนักพิมพ์เราเลยต้องขายล้างสต๊อก และขายซอฟต์แวร์พิสูจน์อักษร ซอฟต์แวร์จัดหน้าหนังสือ เพื่อเลี้ยงชีพ ขายได้เดือนละชุดสองชุด ก็ต่ออายุบริษัทไปได้”

          แม้ช่วงแรกจะเหมือนช่วงหนีตาย นั่งนับเงินในกระเป๋าอยู่บ่อยๆ แต่พอผ่านพ้นไปทีละเดือน จนถึง 6 เดือน และอยู่ได้ต่ออีก 1 ปี ทั้งคู่ก็ค่อยๆ ขยายธุรกิจเพิ่มขึ้น เกิดเป็น ‘meb’ ที่โก๋และไช้แชร์ร่วมกันว่า “พอคนทำแพลตฟอร์ม มีทั้งคนทำหนังสือมาก่อน มีประสบการณ์ในการทำสำนักพิมพ์ เป็นคนตัวเล็กที่เข้าใจนักเขียน และยังทำซอฟต์แวร์ด้วย หลายอย่างรวมกัน เลยกลายเป็นข้อดี ที่แม้จะมีคนตัวใหญ่กว่าเรา และทำก่อนเรา เราก็หาทางรอดในแบบของเราได้ ตรงที่คนตัวเล็กอย่างเราที่เคยเจออะไรที่ดูแล้วเจ็บปวด เราก็จะไม่ทำสิ่งนั้นให้คนอื่นเจ็บปวด”

meb และ readAwrite จากมวยรองสู่แพลตฟอร์ม E-Book ที่พูดชื่อไปไม่มีใครไม่รู้จัก

ร้านอีบุ๊กที่เข้าใจความชีช้ำของนักเขียน

          ทั้งคู่ตั้งใจสร้างบรรยากาศให้ meb และ readAwrite เป็นมิตรต่อนักเขียนที่สุด และทำให้พวกเขารู้สึกมีไฟในการอยากเขียนต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งไฟนั้นจะเกิดขึ้นหรือมอดลงได้จากหลายปัจจัย ไช้อธิบายว่า

           “อีบุ๊กมันเข้ามาแก้ pain point การทำหนังสือแล้วขายไม่ออก สต๊อกค้าง แต่นั่นคือมูลค่าที่นักเขียนจ่ายไปแล้ว พอมาเป็นอีบุ๊ก มันไม่มีสต๊อก ไม่มีคำว่าเงินจม ไม่ต้องลุ้นว่า หากหนังสือขายไม่ดี จะถูกเชิญออกจากร้าน หรือโดนลดการแสดงผล เพราะเรามีพื้นที่เก็บข้อมูลแบบไม่จำกัด หนังสือจะถูกขายไปเรื่อยๆ ไม่มีวันหมดอายุ นักเขียนตัวเล็กๆ ที่ไม่ได้มีเงินทุนมาก เขาก็ไม่ต้องใช้เงินทุนเยอะในการตีพิมพ์ มากสุดอาจแค่ออกแรงจัดหน้ากระดาษหรือทำปก จุดนี้จะตัดต้นทุนในการพิมพ์ออกไปมาก และเราก็ทำระบบสมัครสมาชิกที่ตรวจสอบเร็ว อนุมัติไว เริ่มต้นการขายได้เลย

           “นอกจากนี้เรายังมีระบบให้นักเขียนเช็กยอดขายแบบเรียลไทม์ เพราะก่อนหน้านี้กว่าจะรู้ว่าเล่มไหนขายได้ ต้องรอเป็นอีกเดือน ว่าหนังสือที่เราเขียนมันขายดีหรือแป้ก พอเราไม่รู้ เราก็แพลนไม่ได้ว่าจะยังไงต่อ วางแผนยาก”

          โก๋ย้ำว่า “บางคนอาจไม่เข้าใจความชีช้ำของนักเขียน เพราะไม่ใช่ทุกเล่มที่ได้รับการตีพิมพ์หรือเล่มเก่าๆ ก็อาจไม่พิมพ์ซ้ำแล้ว หากสำนักพิมพ์มองว่าไม่คุ้ม พวกเราเลยกลายเป็นช่องทางปล่อยของ สำหรับคนที่สำนักพิมพ์ไม่เลือก”

meb และ readAwrite จากมวยรองสู่แพลตฟอร์ม E-Book ที่พูดชื่อไปไม่มีใครไม่รู้จัก
โก๋–กิตติพงษ์ แซ่ลิ้ม

          ถัดมา พวกเขาเชื่อว่านักเขียนทุกคนต้องการ กำลังใจ แต่กำลังใจจะมาจากไหนบ้าง? คำตอบคือเงินและกำลังใจในรูปแบบข้อความเชิงบวก

           “ทั้ง meb และ readAwrite ใช้สูตรเดียวกัน คือการแบ่งรายได้นักเขียน 70-80% จากที่ลูกค้าจ่ายมา จากที่ปกติแต่ละแพลตฟอร์มเขาจะให้นักเขียนประมาณ 30% แต่เราใช้ตัวเลขนี้มาตั้งแต่วันแรกยันวันนี้ ไม่เคยเปลี่ยน เพราะเราเชื่อว่าการให้เขาในระดับที่เราอยู่ได้ นักเขียนแฮปปี้ มันจะดีกว่าการคิดว่าเราต้องได้มากที่สุด” ไช้เล่า ส่วนโก๋ได้เสริมถึงแนวคิดนี้ว่า “หลักคิดง่ายๆ คือ ถ้าทุกคนแฮปปี้ สิ่งแวดล้อมรอบข้างจะโตขึ้นเรื่อยๆ เราจะรวยขึ้น ทุกคนจะรวยขึ้น นักอ่านแฮปปี้ที่จะเปย์ นักเขียนแฮปปี้ที่จะเขียน เราก็แฮปปี้จากที่เขาโต เพราะเราก็ได้ส่วนแบ่ง มันคือการทำธุรกิจให้เราอยู่ได้ แต่การอยู่ได้ มันคือการอยู่ได้ แบบที่แคร์คนรอบข้าง”

          ทั้งนี้ ทั้งคู่อยากให้มองไปไกลกว่านั้น เพราะแม้จะมีนักเขียนที่ทำรายได้ถึง 7-8 หลัก มีคนที่สามารถเลี้ยงชีพ เลี้ยงลูกได้จากการเป็นนักเขียน แต่โก๋ก็ย้ำว่า “ไม่อยากให้ยึดติดกับตัวเลขเงินเสมอไป เพราะยังมีนักเขียนที่เขารู้สึกว่าเขาเขียนงานเฉพาะกลุ่ม เขียนเพราะเขาอยากเขียน การขายได้ ตัวเลขอาจไม่เยอะมาก แต่พอมีคนยอมรับงานของเขา เขาก็รู้สึกดีแล้ว ซึ่งเราก็รู้สึกดีไปด้วยที่ได้สร้างพื้นที่แบบนี้ ที่ไม่จำเป็นต้องปล่อยให้อ่านเฉพาะแค่งานแมสๆ

           “กำลังใจตรงนี้ ก็มาจากการที่เราสร้างฟีเจอร์ใน readAwrite ไว้ให้นักอ่านคอมเมนต์ เกิดระบบสติกเกอร์ และมีระบบโดเนตเงินขึ้นมาเพิ่มด้วย และมีระบบติดเหรียญที่ตามมาทีหลัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่นักเขียนกับนักอ่านเขาขอเข้ามา เราพบว่ามีนักอ่านที่อยากให้กำลังใจนักเขียนอยู่มาก เขาบอกว่าอยากส่งการ์ด เราก็เริ่มเติมการ์ดเข้ามาให้เขาเขียนถึงนักเขียนที่ชอบ ทีนี้นักเขียนก็อยากตอบกลับบ้าง ก็เลยมีการ์ดตอบกลับนักอ่านได้ด้วย บางครั้งอะไรแบบนี้มันสำคัญกว่าตัวเงินอีกครับ คุณจะเริ่มต้นได้ ช่วงแรกมันอาจจะขายไม่ได้หรือไม่แมส แต่ถ้ามีคนยอมจ่ายเงินให้งานที่เราเขียน ถึงจะเล็กน้อยผ่านโดเนต มันก็เป็นคุณค่าทางใจเหมือนกัน”

meb และ readAwrite จากมวยรองสู่แพลตฟอร์ม E-Book ที่พูดชื่อไปไม่มีใครไม่รู้จัก

ขวัญใจแม่ยกนักอ่าน

          แม้ meb และ readAwrite จะมีนิยายหลายรูปแบบในสัดส่วนเท่าๆ กัน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าได้กลายเป็นภาพจำของแพลตฟอร์มที่โดดเด่นเรื่องนิยายรัก โดยเฉพาะความรักของ LGBTQ+ ไปแล้ว

          ไช้พยักหน้ายอมรับว่า “นิยายของเรา คนอ่านมากที่สุดคือนิยายรักจริงๆ มีทั้งรักแบบชาย-หญิง รักแบบชาย-ชาย และรักแบบหญิง-หญิง เพราะความรักยุคนี้มันมีหลากหลายมากขึ้น โลกนี้หมุนด้วยความรัก มันเป็นตัวบ่งชี้ว่า ความหลากหลายของความรักมันมีอยู่จริง ยิ่งคอมมูนิตี้ใน readAwrite โตขึ้นเรื่อยๆ ก็ยิ่งตอบได้ชัดว่าสิ่งนี้มีอยู่จริง”

          โก๋เล่าย้อนไปถึงเมื่อก่อน เขาบอกว่า “เรามีหมวด Boy Love / Girl Love มาตั้งแต่ 10 กว่าปีก่อน สมัยที่ร้านหนังสือเขาไม่รับหมวดนี้ แต่เรามองว่า คนอยากอ่าน มันก็เรื่องของผู้อ่าน จะไปตัดสินเขาทำไม เราเลยทำหมวดนี้ขึ้นมาตั้งแต่แรก เป็นเจ้าเดียวเลยที่ทำในตอนนั้น เพราะไม่ได้อยากทำให้ความรักของ LGBTQ+ ต้องหลบอยู่ใต้ดิน เพราะมันไม่ได้มีอะไรผิดเลย”

          อย่างไรก็ตาม จากที่สำรวจกลุ่มลูกค้า เขาบอกว่า แม้จะเป็น LGBTQ+ แต่คนอ่าน บางครั้งก็ไม่ได้จำเป็นว่าต้องเป็น LGBTQ+ ก็ได้ แต่เขาอ่านเพราะอยากอ่าน และส่วนหนึ่งก็อาจหมายถึงการมองนิยายรักนี้เป็นเรื่องปกติทั่วไป

          การที่เข้าใจความต้องการของนักอ่าน ไม่ได้อยู่แค่ประเภทเนื้อหา แต่เมื่อเป็นรูปแบบอีบุ๊ก ประสบการณ์การอ่านบนโทรศัพท์จึงสำคัญ และเป็นสิ่งที่ CEO หนุ่มทั้งสองต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ

           “พวกเรายังลองผิดลองถูกกันอยู่เสมอ ไม่เคยแน่ใจหรอกว่าสิ่งที่ทำมันสำเร็จแน่ๆ ดีแน่ๆ การอ่านหนังสือในแอปฯ ช่วงแรกก็ไม่ได้อ่านสะดวกแบบนี้ เมื่อก่อนจะเน้นปัดข้างๆ และซูมเข้ามาอ่าน แต่จุดหนึ่งคุณโก๋ที่เป็นคนใช้แอปฯ จริงๆ อยากจะอ่านโดยที่สามารถโหนรถเมล์ โหนรถไฟฟ้าไปด้วยได้ ซึ่งมันก็ควรจะอ่านได้ด้วยมือเดียว เราเลยออกแบบให้มันอ่านง่าย เลื่อนขึ้น เลื่อนลง ปรับฟอนต์ตามต้องการได้ แล้วเราก็มองขาด เพราะนี่คือสิ่งที่คนอ่านต้องการ

           “หลังจากนั้น นิยายแชตก็เพิ่มเข้ามาใน readAwrite เพื่อตอบโจทย์ด้านความเป็นส่วนตัวเข้าไปอีก เหมือนได้อ่านคนคุยกันในแชต”

          ไช้เล่าต่อว่า ข้อดีของการเริ่มต้นด้วยการเป็นบริษัทเล็กๆ คือเมื่อมีจำนวนคนในบริษัทไม่เยอะ ทำให้ทั้งเขาและโก๋ สามารถรับฟีดแบ็กกับทางนักอ่านได้โดยตรงและรวดเร็ว เช่น “อ่านๆ อยู่แอปฯ เด้ง พอเราลองกด เด้งจริง เป็นบักก็รีบแก้ อัปเดตใหม่ ลูกค้าจะรู้สึกว่าพอเด้งปุ๊บ แจ้งเราปั๊บ วันสองวันก็อัปเดตแล้ว”

          โก๋เสริมต่อว่า “สมมติลูกค้าจ่ายเงินค่าหนังสือไม่ได้ เราต้องแก้ให้ได้ภายในหลักชั่วโมง คีย์หลักๆ ของเราน่าจะเป็นการซัพพอร์ตลูกค้าตรงนี้ให้ทันท่วงที นี่คือสิ่งสำคัญ”

          ทิศทางที่ไช้และโก๋เห็นตรงกันเกี่ยวกับพฤติกรรมการอ่านคือ “นักอ่านยุคนี้ให้คุณค่างานเขียนมากขึ้น เมื่อก่อนคุณค่าอาจอยู่บนกระดาษ แต่ยุคนี้คนยอมซื้องานเขียนของคนที่บางครั้งก็ไม่ระบุชื่อ ไม่มีตัวตน แต่เราชื่นชอบฝีมือของเขา แปลว่าเขาให้คุณค่ากับตัวเนื้อหาแท้ๆ จนพร้อมจะจ่ายเงินให้นักเขียนที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตา และไม่รู้จักมาก่อน

           “ในวันนี้ที่แม้อีบุ๊กจะโตขึ้นเรื่อยๆ แต่คนก็ยังอ่านหนังสือกระดาษอยู่มาก พวกเราก็ดีใจที่คนยังอ่านหนังสือกันอยู่ ก้าวต่อไปของพวกเราคงเป็นความตั้งใจที่จะพาคอนเทนต์ฝีมือคนไทยออกสู่สายตาชาวโลกให้มากขึ้นกว่านี้ อย่างตอนนี้เราก็เปิด LunarWrite เพื่อเอาคอนเทนต์ของนักเขียนไทย ไปทำเป็นต้นฉบับภาษาต่างประเทศ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มคนอ่านนานาชาติ ตอนนี้เปิดมาปีกว่าแล้ว มียอดดาวน์โหลดไปสามแสนกว่าดาวน์โหลดแล้วครับ”

meb และ readAwrite จากมวยรองสู่แพลตฟอร์ม E-Book ที่พูดชื่อไปไม่มีใครไม่รู้จัก


เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือ ‘Readtopia 3 ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศการอ่านของไทย’ (2568)

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

PDPA Icon

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก