โลกการอ่านและการเขียน ในทัศนะของศิลปินมรดกอีสาน ‘มาโนช พรหมสิงห์’

1,350 views
6 mins
March 2, 2021

          ท่ามกลางสวนสงบร่มรื่นในอำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ‘มาโนช พรหมสิงห์’ ได้นำธรรมชาติและวิถีชีวิตที่เรียบง่ายในแบบชาวอีสาน มาเป็นวัตถุดิบในการผลิตงานเขียนที่มีความละเมียดละไมชิ้นแล้วชิ้นเล่า ทั้ง นวนิยาย เรื่องสั้น กวีนิพนธ์ ความเรียง อย่างเรื่อง ‘คุกดอกไม้’  ‘ณ ดวงตาเธอมีดวงดาวประกายพรึก’ ‘เสียงเพรียกจากสวนดอกไม้’ ‘สายรุ้งกลางซากผุกร่อน’

          จนกระทั่งในปี 2551 เขาเป็นคนแรกที่ได้รับ ‘รางวัลรพีพร’ ซึ่งเป็นรางวัลสำหรับนักเขียนที่ผลิตผลงานอย่างต่อเนื่อง และยังได้รับการยกย่องเชิดชูจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้เป็นศิลปินมรดกอีสานสาขาวรรณศิลป์ ประเภทวรรณกรรมร่วมสมัย ประจำปี 2559

          มาโนช พรหมสิงห์ สั่งสมอะไรมาบ้างกว่าจะมาเป็นนักเขียนมืออาชีพที่ประสบความสำเร็จ เขามีความคิดเรื่องการอ่าน การเขียน ในแง่มุมต่างๆ อย่างไร ไปพบกับคำตอบเหล่านั้นได้ จากการสนทนากับนักเขียนหลากรางวัลคนนี้

ชอบการอ่านและการเขียนหนังสือมาตั้งแต่เมื่อไร

          ตอนเด็กๆ พ่อแม่ไม่ค่อยสนับสนุนให้อ่านหนังสือประเภทอื่นนอกจากตำราเรียน แต่ผมเป็นคนที่รักการอ่าน ก็เลยต้องอาศัยอ่านจากห้องสมุดของโรงเรียน ทำให้ได้เพิ่มพูนความรู้จากเรื่องราวที่อยู่ในโลกของหนังสือ ตอนเรียนมัธยมการอ่านของผมพัฒนาขึ้นมากๆ เพราะผมอยู่โรงเรียนประจำซึ่งห้องสมุดมีหนังสือมากและหลากหลาย มีบรรณารักษ์ที่ช่วยแนะนำหนังสือให้เราว่าเล่มไหนน่าอ่าน

          ผมได้อ่านงานเขียนของ ‘เฮอร์มันน์ เฮสเส’ (Hermann Hesse) นักเขียนรางวัลโนเบล (สาขาวรรณกรรม ปี ค.ศ.1945) ตั้งแต่อยู่ชั้น ม.2 ได้อ่านเรื่อง เมืองหิมะ (Snow Country) ของ ‘ยาสึนาริ คาวาบาตะ’ (Yasunari Kawabata) นักเขียนชาวญี่ปุ่นคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม (ปี ค.ศ. 1968) ผมจึงคิดว่าห้องสมุดที่ดีจะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อบ่มเพาะให้เด็กเป็นนักอ่านที่มีคุณภาพ ทำให้เกิดวัฒนธรรมการอ่านขึ้นมาได้

          อย่างกรณีลูกสาวคนโตของผม ปีแรกที่ลูกไปโรงเรียน ห้องสมุดโรงเรียนของเขากว้างขวาง แต่น่าเสียดายมาก เมื่อผ่านไป 6 ปี ห้องสมุดกลายเป็นห้องคอมพิวเตอร์ เหลือแค่มุมอ่านหนังสือเล็กๆ ซึ่งไม่มีใครต้องการอ่านแล้ว ส่วนในคาบห้องสมุด ครูก็ไม่ได้พาเด็กเข้าไปเรียนรู้เพื่อให้พวกเขารักการอ่านอย่างแท้จริง

การอ่านหนังสือมีคุณค่าต่อชีวิตอย่างไรบ้าง

          หนังสือทำให้เราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับโลกอันประกอบไปด้วยชีวิตที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผู้คน สัตว์ พืช สิ่งไม่มีชีวิต สถานที่ต่างๆ ฯลฯ เพียงแค่เราอ่าน ก็เสมือนได้เดินทางไปพบปะสิ่งต่างๆ ได้เรียนรู้วิถีชีวิตของผู้คนในทุกมุมโลก อาณาจักรของพืชของสัตว์ กระทั่งระบบสุริยะจักรวาลอันไกลโพ้นเราก็เดินทางไปได้

          อย่างเช่น ถ้าเราได้อ่านวรรณกรรมเรื่อง ‘รูทส์’ (Roots: The Saga of an American Family) ของ ‘อเล็กซ์ ฮาเลย์’ (Alex Haley) ที่เกี่ยวกับการค้าทาสในยุคสมัยของอเมริกา เราก็จะเข้าใจถึงหัวใจของทั้งทาส และนายทาส เข้าใจการต่อสู้ของทาสที่อาจจะเปรียบเทียบได้กับชนชั้นล่างในปัจจุบัน ว่าเขามีการดิ้นรนต่อสู้กันอย่างไร ภาษาในวรรณกรรมจะทำให้เรามีความรู้สึกร่วมกับเรื่องราวเหล่านั้น เสมือนว่าเราเป็นพลเมืองในที่แห่งนั้นด้วย เราจะมีความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับเพื่อนมนุษย์ที่ไม่ใช่แค่ในฐานะพลเมืองไทย แต่ในฐานะพลเมืองโลกด้วย

จากการที่เป็นคนรักการอ่าน ก้าวมาสู่การเป็นนักเขียนได้อย่างไร

          ไม่มีโรงเรียนที่เปิดสอนการเป็นนักเขียน แม้แต่คณะอักษรศาสตร์ก็ไม่ได้สอนเพื่อให้คนจบออกมาเป็นนักเขียน การจะเป็นนักเขียนได้ต้องอ่านอย่างหลงใหล จะทำให้เรามีคลังคำ มีความรู้สึกว่าฉันมีความสามารถ ถึงเวลาแล้วที่ฉันจะร้อยเรียงประสบการณ์ชีวิตผนวกกับจินตนาการออกมาเป็นเรื่องราว และเมื่อฝึกหัดฝึกเขียนแล้วก็อย่าทอดทิ้งการอ่าน ต้องอ่านให้เยอะ

          งานเขียนของผมได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกตอนเรียนมหาวิทยาลัยปีสุดท้าย เป็นเรื่องสั้นเรื่องแรก จากนั้นบทกวี กลอนเปล่า ก็ทยอยออกมา แต่มีช่วงที่หยุดไป 10 ปีตอนเป็นครูคณิตศาสตร์ สุดท้ายก็ลาออกเพื่อจะได้ทำงานเขียนที่เราใฝ่ฝันตั้งแต่เด็ก เพราะผมคิดว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่เราจะทำตามความฝัน ผมอยากเกิดมาชีวิตหนึ่งเพื่อที่จะได้ทำตามความฝันของตัวเอง

นักเขียนที่ดีในความคิดของคุณเป็นอย่างไร

          นักเขียนที่ดีควรเป็นผู้ที่สามารถหลอมรวมอุดมคติการใช้ชีวิตให้เป็นหนึ่งเดียวกับงานที่ตัวเองเขียน ไม่ใช่เขียนแบบหนึ่งแล้วใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่ง วรรณกรรมอาจเป็นเรื่องสมมติ เป็นการใช้จินตนาการ เป็นความลวง หรือไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเลยก็ได้ แต่สิ่งเหล่านี้สามารถนำไปสู่ความเป็นจริงอันยิ่งใหญ่ของชีวิต นั่นคือการรู้จักเพื่อนมนุษย์กระทั่งที่สุดก็ย้อนมารู้จักตัวเราเอง มันจึงเป็นความลวงที่นำไปสู่ความจริง

          ถ้าเราฝึกฝนการอ่านการเขียนให้มากๆ อ่านให้กว้าง อย่าอ่านแต่แนวใดแนวหนึ่ง เราจะเป็นนักเขียนที่ดีได้ อย่างผมก็ไม่ได้อ่านเฉพาะวรรณกรรม ผมอ่านบทความ ประวัติศาสตร์ ดาราศาสตร์ งานวิชาการต่างๆ งานวิจัยทุกอย่าง เพื่อให้เรารู้จักสภาพสังคม

เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของนักเขียนอีสานเป็นอย่างไร

          งานเขียนของพวกเขามักสะท้อนความเป็นชาติพันธุ์ วิถีชีวิตวัฒนธรรมที่ดูแตกต่างไปจากศูนย์กลางของประเทศไทย คือ ภาคกลาง หรือกรุงเทพฯ เช่น ภาษา ความเชื่อ ประเพณีต่างๆ ฯลฯ อย่างเรื่อง ‘ฟ้าบ่กั้น’ ของ ลาวคำหอม ‘ลูกอีสาน’ ของ คำพูน บุญทวี ‘ครูบ้านนอก’ ของ คำหมาน คนไค หรือ ‘ชะบน’ ของ ธีรยุทธ ดาวจันทึก จะมีความเป็นพื้นถิ่นที่ผ่านความเป็นชาติพันธุ์สะท้อนออกมาในแง่วิถีชีวิต การหาอยู่หากิน ประเพณี วัฒนธรรม ภาษา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลกนะ ไม่ว่าจะเป็นล้านนาทางเหนือ มลายูทางใต้ หรือทางอีสานของเรา มันก็ไม่ใช่ความเป็นอื่น แต่มันเป็นสิ่งที่หลอมรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวที่มีนามว่า ชาติไทย ทุกวันนี้ยังเกิดกลุ่มนักเขียนอีสานใหม่ขึ้นมา พวกเขานำวรรณกรรมโลกมาแปลมาเป็นภาษาอีสาน

นักอ่านในปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตหรือไม่ อย่างไร

          เปลี่ยนครับ เพราะว่าโลกของเรามันก็มีวิวัฒนาการ มีเทคโนโลยีการสื่อสารที่กว้างไกลขึ้น เราสามารถอ่านอีบุ๊กผ่านจากจอสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ บางเล่มเขาก็ให้โหลดฟรี มันก็ไม่แปลกที่พฤติกรรมการอ่านจะเปลี่ยน

          ผลสะเทือนนี้ส่งผลให้นิตยสารที่วางแผงค่อยๆ ทยอยหายไป แต่ผมมีความรู้สึกว่าหนังสือกระดาษน่าจะยังคงอยู่ แล้วก็ดูเป็นสิ่งที่จะยิ่งคลาสสิกขึ้นเรื่อยๆ มันเหมือนการฟังเพลง คือหากบ้านไหนมีเครื่องเล่นแผ่นเสียงมันจะดูคลาสสิก ขอเพียงแต่เยาวชนคนรุ่นใหม่หรือผู้คนในปัจจุบันอย่าได้ทอดทิ้งการอ่าน ไม่ว่าจะเป็นจากหน้าจอหรือหนังสือเล่ม เทคโนโลยีมันล้ำยุคขึ้น พฤติกรรมก็ต้องเปลี่ยน แม้แต่สำนักพิมพ์ที่ผมเป็นบรรณาธิการ ถ้าไม่มีเทคโนโลยีแบบคอมพิวเตอร์ ไม่มีการติดต่อผ่านอีเมล ผมก็ไม่สามารถทำงานอยู่ที่บ้านคนเดียวแบบนี้ได้

การเปลี่ยนแปลงของนักอ่านและกระบวนการผลิตหนังสือ ส่งผลต่อนักเขียนรุ่นใหม่อย่างไร

          ไม่น่าเชื่อว่ายิ่งนานวัน นักเขียนรุ่นใหม่ๆ ยิ่งจะมีเพิ่มขึ้น อย่างต้นฉบับของนักเขียนที่ส่งมาให้ผมก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ ประเด็นการเขียนและคุณภาพก็ดีขึ้นด้วย ผมคิดว่าคนยุคใหม่เก่งขึ้น เขาอ่านกว้าง เรื่องราวที่เขียนจึงหลากหลาย เรื่องเพศสภาพหรือเพศวิถีก็มีมากขึ้น เช่นหนังสือวาย ชายรักชาย หญิงรักหญิง ก็มีการเขียนส่งเข้ามา ซึ่งเมื่อก่อนประเด็นเหล่านี้เราจะไม่แตะ ใครแตะก็ดูแปลก แต่ทุกวันนี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้ว ต้นฉบับแบบนิยายโรมานซ์แบบเก่าก็มี แต่มีเทคนิคก้าวล้ำมากขึ้นเยอะ เทียบงานต่างประเทศได้สบาย

บรรยากาศการส่งเสริมการอ่านของจังหวัดอุบลราชธานีในปัจจุบันเป็นอย่างไร

          ห้องสมุดใหญ่ๆ อย่างของมหาวิทยาลัยดีขึ้นมากเลย ผนวกกับงานสัปดาห์หนังสือที่ตระเวนจัดกันมันก็เป็นการกระตุ้นให้คนเกิดความรู้สึกอยากอ่าน อยากเดินไปเลือกหาซื้อหนังสือมาอ่าน มันเป็นการกระตุ้นคนตามหัวเมืองต่างๆ ให้เกิดการรัก การเลือกสรร การหาหนังสือ ลูกผมเองเวลาไปงานหนังสือเขาก็จะซื้อหอบกลับมาพะรุงพะรัง

ควรสร้างแรงจูงใจอย่างไร เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนคนรุ่นใหม่รักการอ่าน

          เด็กรุ่นใหม่นี่ไม่ต้องเป็นนักเขียนอย่างผมก็ได้ ขออย่างเดียวให้เป็นนักอ่านที่อ่านอย่างหลงใหล และอ่านหนังสือทุกศาสตร์ ผมเองก็ปลูกฝังลูกให้รักการอ่าน โดยการเล่านิทานให้ฟังก่อนนอน แล้วก็พาไปเลือกซื้อหนังสือนิทานที่มีภาพการ์ตูน ทุกวันนี้ระบบการพิมพ์ยิ่งสวยนะครับ ยิ่งของต่างประเทศ กระดาษดีสีสันสวยงาม พอโตขึ้นก็ให้หยิบหนังสือที่มีอยู่ในบ้าน ผมก็แนะนำลูกให้อ่านเล่มนั้นเล่มนี้ ผมคิดว่านั่นน่าจะเป็นต้นทุนที่ดีให้กับเด็กนะครับ           

           แต่ผมอยากบอกคุณพ่อคุณแม่หรือคนที่จะเติบโตไปเป็นคุณพ่อคุณแม่ในอนาคต สิ่งที่ดีที่สุดในการสั่งสอนปลูกฝังก็คือ ต้องทำให้เห็น พ่อแม่ต้องมีหนังสือที่จะอ่าน อย่างน้อยๆ ที่เกี่ยวกับวิชาชีพตัวเอง พยายามเสาะหาซื้อมาอ่าน เพื่อความรู้มันจะได้งอกงามหลากหลาย เพราะทุกวันนี้หนังสือมีเยอะและเจาะเฉพาะกลุ่ม แล้วก็ต้องอ่านให้ลูกเห็น เพื่อเด็กจะได้เห็นภาพนั้นแล้วตระหนักรู้ว่ามันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับพ่อสำหรับแม่ และน่าจะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับตัวเขา เพราะฉะนั้นหากอยากปลูกฝังจงทำให้เห็นดีกว่าสอนแบบปากเปล่า


เผยแพร่ครั้งแรก ทาง TK Podcast กันยายน 2562 (สัมภาษณ์เมื่อ สิงหาคม 2562)

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก