ไม่ใช่แค่หน้าปก แต่คือน่าเปิด คุยเบื้องหลังการออกแบบปกหนังสือกับ มานิตา ส่งเสริม

883 views
6 mins
February 17, 2026

          หนังสือหลายเล่มล้วนโดนป้ายยาจากหน้าปก บางเล่มยังไม่รู้ว่าเนื้อหาข้างในคืออะไรด้วยซ้ำ แต่ก็คว้ามาก่อนเพราะ ‘ปกสวย’ และหนึ่งในนักออกแบบปกแห่งยุคสมัยที่สร้างผลงานโดดเด่นน่าจับตา คือ ใหม่-มานิตา ส่งเสริม โดยมีผลงานโดนใจนักอ่าน เช่น สักวันเราต่างลาลับดับสลาย (Everyone in This Room Will Someday Be Dead), ไม่มีไฟใดร้อนร้ายกว่าความลับ (Kein Feuer kann brennen so heiß), พื้นที่ให้เศร้า (Crying in H MART), ความจำที่สาบสูญ (The Memory Police), วุธเธอริง ไฮตส์ (Wuthering Heights), สรรพสิ่งร่วงหล่นมาจากท้องฟ้า (Taivaalta Tippuvat Asiat), แอปเปิลสามผลร่วงหล่นจากฟ้า (Three Apples Fell from the Sky), เรือนร่างเงียบเชียบ การบอกลาเย็นเยียบน่าขยะแขยง (Revenge : Eleven Dark Tales), ซัม : สี่สิบเรื่องเล่าหลังความตาย (SUM : Forty Tales from the Afterlives), แดงรวี และอีกมากมายหลายปก

          กว่า 12 ปีของการออกแบบปกหนังสือ สไตล์ที่ชัดเจนของมานิตาได้กลายเป็นภาพจำให้ทุกคนได้รู้จัก ผ่านการใช้ตัวอักษร Typographic นำมาจัดวางให้เป็นองค์ประกอบหลัก ดูโดดเด่น แปลกตา งดงามและเปี่ยมเสน่ห์ ยิ่งเมื่อได้เห็นโปรเจกต์ศิลปะ ส่วนตัวอย่าง Typewriter Project ยิ่งสะท้อนความหลงใหลในศิลปะตัวพิมพ์ ผสมผสานกับความงามของดิจิทัลในรูปแบบ Neo-Geometric อย่างลงตัว นอกจากปกหนังสือ เธอยังออกแบบโปสเตอร์กราฟิก หนังสือประกอบนิทรรศการศิลปะของ BACC และร่วมงานกับ Bookmoby ในนิตยสารศิลปะกรุงเทพฯ ฉบับพิเศษสำหรับงานเทศกาลอีกด้วย

          ในปี 2562 มานิตาได้รับเลือกเป็นสมาชิก Alliance Graphique Internationale (AGI) สโมสรระดับโลกของนักออกแบบและศิลปินกราฟิกชั้นนำ นับเป็นการยืนยันบทบาทและอิทธิพลของเธอในแวดวงอย่างชัดเจน และในปีล่าสุด งาน Design Perspectives x Golden Pin Salon Bangkok 2025 ที่จัดโดย Golden Pin Design Award หนึ่งในอีเวนต์งานออกแบบที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ก็ได้เชิญเธอไปร่วมแชร์มุมมองในฐานะหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบกราฟิก ซึ่งไม่เพียงสะท้อนถึงการยอมรับ แต่เธอยังเป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับนักออกแบบรุ่นใหม่อีกด้วย

ไม่ใช่แค่หน้าปก แต่คือน่าเปิด คุยเบื้องหลังการออกแบบปกหนังสือกับ มานิตา ส่งเสริม

คุณเริ่มต้นทำงานในสายออกแบบกราฟิกหนังสือหรือศิลปะได้อย่างไร ?

          เราชอบอ่านหนังสือ แล้วตอนเรียนกราฟิก มันจะมีคลาสชื่อว่า Creative Graphic อาจารย์จะให้เราตั้งโปรเจกต์ขึ้นมาเอง เราจะวนอยู่กับการรีดีไซน์หน้าปกใหม่ที่ชอบ หรือทำโปสเตอร์งาน Exhibition แล้วปรากฏว่าตอนไปฝึกงาน เราเลือกไปฝึกกับ พี่คุ่น-ปราบดา หยุ่น ที่ ไต้ฝุ่น สตูดิโอ เรารู้สึกว่าเมื่ออยากทำในสิ่งที่ชอบ ก็ต้องเอาตัวเองไปอยู่กับคนที่เราชื่นชม ซึ่งกลายเป็นการแนะนำเราเข้าไปอยู่ในส่วนอื่นๆ ของด้านนี้ด้วย

          พอเรียนจบมา งานที่ได้ทำที่แรกคือ หอศิลปกรุงเทพฯ (BACC) เราทำ Graphic Exhibition ซึ่งตอนนั้นเด็กมากเลยนะ แต่ก่อนเรานึกว่ากรอบของงานมันมีแค่พื้นที่ 2D แต่สุดท้ายมันกลายเป็น Exhibition ที่มีพื้นที่ใหญ่มาก จาก Text ที่มันมีอยู่แค่นี้ เราต้องคิดว่าทำอย่างไรให้มันป๊อปขึ้นมา แล้วคนปะทะกับมัน และตัวพื้นที่ของหอศิลป์ ก็เป็นพื้นที่จัดงานเขียน ศิลปะ ดนตรีต่างๆ ทำให้คนที่มางาน เขาได้เห็นงานเราโดยอัตโนมัติ ถามกันว่า ใครทำกราฟิกอันนี้นะ มันเลยเป็นการบอกต่อ ทำให้คนชอบงานเราและชวนเราทำปกหนังสือ 

ปกหนังสือเล่มแรกของคุณเป็นแบบไหน ? 

          งานเล่มแรกที่ทำคือ ซัม : สี่สิบเรื่องเล่าหลังความตาย (SUM : Forty Tales from the Afterlives) เป็นการเริ่มต้นออกแบบปกหนังสือที่ดี เพราะถ้าเราเริ่มต้นจากสำนักพิมพ์ใหญ่ เราคงไม่ได้ทำเล่มนี้ เมื่อ 10 ปีแล้ว หน้าปกสไตล์นี้มันไม่มี แต่ว่าเราเก็บสิ่งที่เราชอบ สังเกตจากการออกแบบหนังสือของต่างประเทศ และเราเห็นว่าทำไมปกหนังสือไทยต้องมีแค่รูปภาพอย่างเดียวนะ ทำไมถึงให้ความสำคัญกับฟอนต์น้อยจัง เราไม่ต้องบอกหมดได้ไหม แล้วปรากฏว่า เจ้าของสำนักพิมพ์ไจไจบุ๊คส์ (Chaichai Books) ก็เชื่อใจ ให้เกียรติที่เราเป็นเด็กศิลปกรรม ให้ทำเลยไม่ห้าม ตอนนั้นเรายังคุยกันขำๆ ว่า สงสัยจะทำหนังสือเล่มนี้เป็นเล่มสุดท้าย (หัวเราะ) แต่ว่าดันมีเล่มอื่นๆ เข้ามาเรื่อยๆ 

          ความจริงเราไม่ได้คิดให้มันต่างนะ แค่คิดว่าเป็นงานออกแบบที่เราชอบ อยากนำเสนอแนวทางใหม่ ให้กับสำนักพิมพ์ที่อัลเทอร์เนทีฟมากๆ พอหนังสือเป็นแนว Contemporary ที่ไม่ใช่วรรณกรรมแบบหนักๆ แม้จะเล่าถึงชีวิตหลังความตาย แต่พออ่านแล้วความรู้สึกคือ ไม่กลัวความตายเลยนะ เราเลยนึกถึงคำว่า ซัม ที่พูดถึงเศษส่วน เศษเสี้ยวของชีวิต นึกถึง shape abstract ง่ายๆ ถูกตัดออกหรือเฉือนทิ้ง กระจัดกระจาย ไม่เห็นต้องวาดรูปศพเลย ซึ่งปกต่างประเทศน่ากลัวมากเลยนะ เป็นรูปนอนอยู่บนเตียงแบบในห้องชันสูตร (หัวเราะ) เราเลยอยากรีภาพปกให้เป็นอีกภาพนึง นี่คือหน้าที่ของนักออกแบบปกว่า เราอยากนำเสนออะไรให้คนเห็น

ไม่ใช่แค่หน้าปก แต่คือน่าเปิด คุยเบื้องหลังการออกแบบปกหนังสือกับ มานิตา ส่งเสริม

เล่มซัม มี Typo ที่โดดเด่นมากๆ แล้วความชอบในการเล่น Typographic ของคุณมาจากไหน ? 

          ตอนเรียนไม่ค่อยชอบ Typo เลย เพราะมันยากมาก แต่พอทำงาน มันเหมือนบังคับให้เราต้องทำ เพราะเมื่อฟอนต์ไปอยู่บนปก มันเป็นสิ่งที่สื่อสารคนเป็นอันดับแรก และถ้าฟอนต์ไม่ลงตัว หรือไม่เข้าธีม จะทำให้หนังสือหลุดไปเลย ต่อให้รูปสวยแค่ไหนก็ตาม เรารู้สึกว่าการใส่ใจเลือกฟอนต์ มันทำให้งานเราละเอียดขึ้นมากนะ จะเลือกใช้ตัวนี้ ต้องดูว่ามีที่มาอย่างไร ดูประวัติศาสตร์ บางทีเราหยิบมาใช้เพราะมันถูกสร้างในปีนี้ ทำให้หลายครั้งแม้ปกหนังสือจะมีองค์ประกอบที่ไม่เหมือนกันเลย แต่คนก็สังเกตออกว่าเป็นงานที่เราทำ 

ในกระบวนการทำงานของนักออกแบบปก มีขั้นตอนอย่างไร ? 

          ช่วงที่คิด คือช่วงที่นานที่สุด คิดว่าจะทำสไตล์ไหนให้เข้ากับเล่มดี เราเริ่มอ่านเนื้อหา จดประโยคที่ทำให้เห็นภาพบรรยากาศ จากนั้นรีเสิร์ชหาข้อมูลเพิ่มเติม ประมาณ 2 สัปดาห์ได้ แต่พอลงมือทำแล้วก็ไม่นาน ไม่เกิน 3 วัน ยกเว้นว่ามันมีกระบวนการที่ต้องออกไปทำข้างนอก เช่น ถ่ายภาพ เพราะบางทีมันไม่ตรงกับในหัว ก็เลยต้องทำใหม่ไปเรื่อยๆ 

          อย่างเรื่อง วุธเธอริง ไฮตส์ (Wuthering Heights) ของสำนักพิมพ์ Library House มันมีประวัติศาสตร์ให้เราได้เชื่อมโยงบางอย่าง ก็เลยหยิบเอาฟอนต์ยุคโกธิกมาออกแบบ ให้เข้าถึงบรรยากาศในยุคนั้น

          สำหรับเรา ช่วงที่ลำบาก คือช่วงที่คิดงานไม่ออก ส่วนเราไม่ชอบออกไปสเกตช์ข้างนอก แต่จะทำบนอาร์ตบอร์ด ขยับไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพอใจ 

ตอนคุณทำงานออกแบบ มีปกหนังสือหลายดราฟต์ ให้บรรณาธิการได้เลือกไหม ? 

          ส่วนใหญ่เราจะไม่ทำหลายดราฟต์ เรารู้สึกว่า เราเลือกมาให้แล้ว จะทำขึ้นมาเป็น 10 ดราฟต์ทำไม? เราควรเลือกสิ่งที่เราอยากได้ หรือว่าสิ่งที่เหมาะสมให้กับเล่มนี้ไปเลย อย่างมากสุด ก็ทำ 2 ไดเรกชัน ไม่ใช่แค่ทำแบบเดียวแล้วเปลี่ยนพื้นหลังนะ แต่คือการทำสองทางที่ต่างกัน ให้คุณเลือกไปเลย เรารู้สึกว่า เวลาดีไซเนอร์คิดออกแบบปกหนังสือ ทุกคนคิดไม่เหมือนกันอยู่แล้ว แต่คนตัดสินใจคือบรรณาธิการว่า เขาจะซื้อไหม เพราะเขาต้องเอาไปขายต่อ ไปเล่าต่อให้คนสนใจด้วย 

ไม่ใช่แค่หน้าปก แต่คือน่าเปิด คุยเบื้องหลังการออกแบบปกหนังสือกับ มานิตา ส่งเสริม
ไม่ใช่แค่หน้าปก แต่คือน่าเปิด คุยเบื้องหลังการออกแบบปกหนังสือกับ มานิตา ส่งเสริม
ไม่ใช่แค่หน้าปก แต่คือน่าเปิด คุยเบื้องหลังการออกแบบปกหนังสือกับ มานิตา ส่งเสริม

คุณหาแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานมาจากไหน ? 

          ดูเยอะๆ เป็นสิ่งที่ช่วยที่สุดแล้ว กิจวัตรประจำวัน เราคือ วันที่เข้าออฟฟิศ เย็นนั้นจะไปเดินร้านหนังสือคิโนะ ไปดูปก แล้วก็ถ่ายภาพเก็บไว้ แล้วเอาภาพมาลงในไอจี อันที่จริงเป็นวิธีของเราเลยนะ พอเราลงรูปปกหนังสือต่างประเทศ ก็เป็นการไกด์สำนักพิมพ์ไทยไปในตัวว่า ปกแบบนี้มันก็ทำได้นะ ไม่ต้องกลัว แล้วตอนนี้ปกไทยส่วนใหญ่จะเป็นภาพประกอบเสียส่วนใหญ่ ซึ่งจริงๆ ไม่เป็นไรหรอกนะ แค่การจัดวางมันเหมือนกันหมดเลย ลองไปสังเกตในร้านหนังสือดู ว่าถ้าช่วงนี้ คนฮิตอะไรกัน ก็เป็นเหมือนกันหมด เราเข้าใจสำนักพิมพ์นะ เพราะเขารู้สึกว่ามันขายดี ต้องวาดอย่างนี้แหละ แต่ถ้าเราเป็นนักเขียนคงนอยด์ไหนหนังสือฉัน มันเหมือนกันหมดทุกเล่มเลย

คุณชอบงานออกแบบปกเล่มไหนของคุณเป็นพิเศษ ? 

          ชอบหมดนะ (หยุดคิด) น่าจะเป็น Revenge: Eleven Dark Tales จริงๆ ชอบปกที่ทำให้ไจไจบุ๊คส์หมดเลย เพราะมันไม่เหมือนปกทั่วไป ทั้งวิธีการเล่น หรือการจัดวาง อย่าง Revenge เป็นหนังสือแปลจากญี่ปุ่น ที่มีความน่ากลัวนิดนึง พูดถึงตัวละครที่วางแผนฆาตกรรมเป็นวงเวียน เราเลยไปรีเสิร์ชดูศิลปะในยุคนั้นว่ามีลูกเล่นอะไร อย่างแรกคงเป็น Futurism ที่การจัดวาง typography แบบคาดเดาไม่ได้ เราก็เลยหยิบมาเล่า ปรากฏว่ามันซื้อ แล้วเลือกใช้กระดาษที่มีผิวสัมผัสเป็นริ้ว ดูไม่เป็นมิตร เหมือนผิวหนังแห้งหยาบของมนุษย์ดี 

ช่วยเล่าถึงเบื้องหลังการออกแบบปกหนังสือหน่อยได้ไหม ว่าแต่ละเล่มคุณคิดถึงอะไร ? 

          ได้เลย วุธเธอริง ไฮตส์ (Wuthering Heights) เป็นปกแข็ง เราชอบปกแบบ hardcover มาก เวลาจับแล้วมันฟินดี ปกอันนี้เราวาดมือ ใช้ปากกาหมึกดำและขาวหัวเล็กๆ เล่นกับความลึกชัดทำให้เทกซ์เจอร์เหมือนภาพพิมพ์ woodcut ซึ่งเรามักจะทำงานเป็นขาวดำก่อน จากนั้นค่อยเปลี่ยนสี พอธีมเรื่องมีความดาร์ก ตัวเอกต้องเดินผ่านบ้านที่เป็นป่าสน เราเลยนึก scenery ที่เป็นป่า เวลาคนมองป่า จะมีความรู้สึกหลากหลาย ยิ่งมีกิ่งก้านทับซ้อน ยิ่งมืดๆ เหมือนถูกดูดเข้าไปในความหลอกหลอน บวกกับความโกธิก ที่ดูรุนแรงรวดร้าวก็ยิ่งเกี่ยวข้องกับความดำมืดในจิตใจของตัวละคร ส่วนสีก็มาลงตัวกับสีมินต์กับน้ำตาลแดงเข้ม ที่ตัดกันได้ดี เราเลือกกระดาษที่ให้ผิวสัมผัสหยาบเหมือนผิวเนื้อไม้ และต้องวางลายกระดาษแนวนอนเพื่อให้ล้อไปกับดีไซน์ภาพรวม

          สักวันเราต่างลาลับดับสลาย (Everyone in This Room Will Someday Be Dead) เล่มนี้เราเคยเห็นปกของต่างประเทศ แต่ไม่เคยคิดว่าวันนึงจะมาถึงให้เราออกแบบ เราใช้การวาดมือ เพราะตัวละครสำคัญ เขาเล่าถึงตัวเองที่อยากตาย แต่มันไม่ได้เศร้านะ ประเด็นของเรื่องคือน้องแมวมันหายไป เป้าหมายการมีชีวิตตอนนี้คือการใช้ชีวิตให้ดี แล้วตามหาแมวที่หายไปให้คนข้างบ้าน แล้วมันเชื่อมโยงกับสัตว์เลี้ยงของเขาที่ตายตัวแรกคือกระต่าย เราเลยนึกถึงเฟรมที่มันค่อยๆ ส่งต่อไปถึงข้างหลัง ซึ่งเวลาเราออกแบบ เราชอบคิดปกหน้า-ปกหลังให้มันเป็นแผ่นเดียวกัน บางทีคนออกแบบปก เขาชอบคิดจบแค่ข้างหน้า เปิดให้ข้างหลังเป็นพื้นที่ของข้อมูล แต่เรารู้สึกว่า เวลาทำมันเห็นภาพหน้า-หลัง เลยอยากให้มันเป็นภาพเดียวกัน 

          ส่วนภาพถ่ายเราก็ชอบ แต่ปกหนังสือในไทยไม่ค่อยมีนะ เพราะว่ารูปมันต้องสวยจริงๆ อย่างเล่ม ความจำที่สาบสูญ อันนี้เป็นภาพถ่ายที่เราถ่ายเพื่อนในห้องนี้นี่ล่ะ (สตูดิโอของมานิตา) เล่าถึงตัวละครที่อาศัยอยู่บนเกาะไร้ชื่อ แล้วนางเอกเขาก็ค่อยๆ ลืมสิ่งต่างๆ รอบตัว เราเลยนึกถึง ภาพตัวละครที่ค่อยๆ หายไปจากเฟรม 

ไม่ใช่แค่หน้าปก แต่คือน่าเปิด คุยเบื้องหลังการออกแบบปกหนังสือกับ มานิตา ส่งเสริม

มีฟีดแบ็กจากคนอ่านถึงคุณบ้างไหม ว่าเขาชอบปกนี้ ? 

          มีวันที่เราไปงานหนังสือของบูท Library House ก็เจอคนมาถามที่บูทว่า หนังสือเนื้อเรื่องเกี่ยวกับอะไร เพราะเขามาเพราะดีไซเนอร์ เรารู้สึกว่าน่ารักดีนะ ตอนแรกคนอาจไม่ได้ตามเนื้อหา แต่ตามเพราะปก มันทำให้คนอยากอ่านตั้งแต่ยังไม่รู้เนื้อเรื่องเลยด้วยซ้ำ น้องที่เฝ้าบูทก็บอกว่า ซื้อเรื่องนี้เพราะว่าชอบปกมากๆ เลย แต่ที่เราชอบอีกอย่างหนึ่งคือ เรารู้สึกว่าปกหนังสือที่เราออกแบบ คนส่วนใหญ่จะบอกว่า เห็นตอนแรกอาจจะไม่เข้าใจ แต่พออ่านจบแล้วรู้เลยนะว่าทำไมต้องมีอันนี้ ทำไมต้องเป็นแบบนี้ เพราะเราหยิบซีนหนึ่ง หรือหยิบบางอย่างมาเป็นภาพของปก เรารู้สึกว่าการหยิบโมเมนต์หนึ่งของมันมาใช้ มันน่าสนใจมากกว่าการเล่าเรื่องทั้งหมด อย่างตอนทำปกให้ Library House เราชอบหยิบประโยคที่ชอบมาใช้ ชอบฉากไหน เราก็จินตนาการถึงฉากนั้น

รายได้การออกแบบปกหนังสือ ตอนนี้เป็นอย่างไร ? 

          เราเคยตั้งสมาคม ฟีลรวมกลุ่มดีไซเนอร์ที่ออกแบบปกหนังสือ แล้วถามกันว่า ได้ราคาเท่าไร ก็คือหลักหมื่นกว่า (หัวเราะ) ก็มองหน้ากัน แล้วคุยกันว่า มันเป็นอาชีพที่ตั้งราคากลางยากมากๆ เพราะแต่ละคนพอใจกับราคานี้เลยไม่มีปัญหา แล้วพอดีไซเนอร์รุ่นใหญ่ไม่ขึ้นราคา เด็กก็ขึ้นไม่ได้ มันมีเพดานอยู่ แต่วงการหนังสือเงินมันไม่เยอะมากขนาดนั้น 

เมื่อมันไม่เยอะมาก เคยคิดอยากไปทำกราฟิกในแวดวงอื่นๆ ไหม ? 

          เคยคุยประเด็นนี้กับเพื่อนอยู่ เพราะเราก็มีเพื่อนทำงานวงการหนังสือ ศิลปะ เหมือนสิ่งที่เราทำเป็นงานแพสชั่นมาก เคยคิดเล่นๆ ว่า เราไปทำอย่างอื่นดีไหมนะ ก็เลยลองไปทำนะ แต่งานที่อยู่ภายใต้สตูดิโอ เรารู้ว่า เราไม่ชอบบรรยากาศแบบนั้น ที่คาดเดาไม่ได้ ในแง่ที่ว่า เราไม่รู้ว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ เราชาเลนจ์กับอะไรเหรอ ที่ไม่ใช่ความสามารถด้วย แต่เป็นงานที่ขึ้นอยู่กับคนอีกกลุ่มหนึ่ง เรารู้สึกว่าเราทำไปแล้วเหนื่อย รู้สึกไม่ดี สุขภาพจิตไม่ดีด้วย เงินก็ได้เยอะนะ แต่ได้เยอะแล้วไงต่อแต่คนที่ทำก็ไม่ผิดนะ เรารู้สึกว่าเขาเก่งด้วยซ้ำ ที่รับแรงกดดันได้ แค่สำหรับเรามันไม่ไหว 

ไม่ใช่แค่หน้าปก แต่คือน่าเปิด คุยเบื้องหลังการออกแบบปกหนังสือกับ มานิตา ส่งเสริม

ในฐานะที่คุณเป็นนักออกแบบปก มีเรื่องอะไรในแวดวงที่อยากแก้ไขไหม ? 

          เราคิดว่าจะทำยังไงดีนะ ถ้าเราอยากขับเคลื่อนค่าออกแบบให้มันมากขึ้น มันก็ต้องเพิ่มต้นทุนของหนังสืออีก แค่ตอนนี้ราคาหนังสือแพงก็ยังโดนเลย เราว่าสิ่งที่ทำได้ คือการค่อยๆ เปลี่ยนวิธีคิดว่า หนังสือเล่มนี้ต้องราคาเท่านี้ เพราะมีคนอยู่เบื้องหลังหนังสือเล่มหนึ่งเยอะมากเลย แต่เราเคยคุยกับเพื่อนนะ ว่าสุดท้ายเราอยากทำสำนักพิมพ์ของตัวเอง เลือกจากเล่มที่เราชอบ ทำราคาที่เข้าถึงได้ ลดต้นทุนจากกระดาษข้างใน แต่ก็ต้องยอมรับได้ว่าข้างในเป็นกระดาษปรู๊ฟนะ (หัวเราะ) แต่ทุกวันนี้ ทุกคนใช้กระดาษหน้าปกพรีเมียม ข้างในพรีเมียม แล้วบอกว่าหนังสือแพงจัง แต่พอใช้สิ่งที่ถูก ก็บอกว่าทำไมคุณภาพได้แค่นี้ ทุกอย่างมันต้องไปด้วยกันนะ 

มีอะไรอยากส่งต่อถึงนักออกแบบรุ่นใหม่ๆ ไหม ? 

          ถ้าอยากทำงานด้านนี้ ต้องพาตนเองมาอยู่ในสิ่งที่ชอบ ชอบทำปกก็ต้องชอบอ่าน ชอบจัดการพื้นที่บนหน้าหนังสือ อย่างช่วงหลัง เรารู้สึกว่าเด็กรุ่นใหม่ที่เข้ามาทำงานกับเรา จะมีการจัดวางตัวอักษรที่ไม่ค่อยลงตัวเท่าไร เพราะเขาเป็นคนอีกยุคที่มาจากการเล่น TikTok มันไม่ใช่ text ก็ค่อยๆ ปรับกันได้ ดังนั้น ถ้าสนใจ ก็ลองทำ self-project ก็ได้ เพราะเราก็เห็นงานทุกคนบนออนไลน์อยู่แล้ว อย่างงานของเราคนก็เห็นในออนไลน์ แล้วก็ติดต่อมาอัตโนมัติ

ไม่ใช่แค่หน้าปก แต่คือน่าเปิด คุยเบื้องหลังการออกแบบปกหนังสือกับ มานิตา ส่งเสริม


เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือ ‘Readtopia 3 ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศการอ่านของไทย’ (2568)

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

PDPA Icon

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก