ต้องยอมรับก่อนว่าคนที่อยากทำความเข้าใจแนวคิดทางปรัชญาของสำนักสโตอิก ‘Lives of the Stoics: The Art of Living from Zeno to Marcus Aurelius’ ไม่ใช่หนังสือที่ตอบโจทย์ข้อนี้ เพราะมันไม่ได้เรียงประวัติความเป็นมาทางความคิด การพัฒนาความคิดและบอกเล่าแก่นสารทางความคิดอย่างเฉพาะเจาะจง หรือให้ขั้นตอนหนึ่ง สอง สาม สี่ เพื่อการเป็นชาวสโตอิกที่ดี
ไรอัน ฮอลิเดย์ (Ryan Holiday) และ สตีเฟน แฮนเซลแมน (Stephen Hanselman) ผู้เขียน ใช้วิธีการเล่าเรื่องผ่านนักปรัชญาสโตอิก 26 คน ตั้งแต่เซโน ผู้ก่อตั้ง จนถึงมาร์คัส ออเรลิอัส นักปรัชญาสโตอิกที่ (น่าจะ) มีชื่อเสียงที่สุด (อาจเป็นรองเซเนกา) โดยสอดแทรกแนวคิดสโตอิกลงไปเป็นสะเก็ดไฟเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง มันจึงไม่เหมาะกับผู้อ่านที่ไม่มีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับปรัชญาสำนักสโตอิกมาก่อน

แต่ด้วยวิธีการนำเสนอเช่นนี้กลับทำให้ ‘Lives of the Stoics’น่าสนใจกว่าหนังสือแนวเดียวกันในท้องตลาด
ความมัธยัสถ์ ความมั่นคงทางศีลธรรม การปล่อยวางสิ่งที่มิอาจควบคุมได้ การยับยั้งชั่งใจ การดำเนินชีวิตตามวิถีคุณธรรม ฯลฯ และคำคมอีกมากมายของนักปรัชญาสโตอิกที่อ่านเจอ มันทำให้เกิดความรู้สึกว่านักปรัชญาสโตอิกไม่ต่างอะไรกับนักบวชผู้ทรงศีลที่มีจริยวัตรเคร่งครัด น่าเกรงขาม และสูงส่งประหนึ่งเทพในร่างมนุษย์
ทว่า ‘Lives of the Stoics’ กลับทำให้เหล่าเทพแห่งคุณธรรมกลายเป็นมนุษย์ธรรมดาที่มีความทะเยอทะยาน ความโกรธ ความกลัว ความผิดพลาด ความขัดแย้งกับสิ่งที่ตนเองสอน และอื่นๆ ที่มนุษย์คนหนึ่งพึงเป็น ไรอัน ฮอลิเดย์ และ สตีเฟน แฮนเซลแมน ระบายสีเทาลงบนผืนผ้าใบของชีวิตแบบสโตอิก ไม่ใช่สีขาวบริสุทธิ์ และยังช่วยคลี่คลายความเข้าใจผิดที่ว่าผู้ยึดแนวคิดสโตอิกไม่ข้องเกี่ยวกับประเด็นสาธารณะ
ความเทาๆ นี่แหละที่ทำให้เราเห็นพัฒนาการทางความคิด การถูกท้าทาย การปรับตัว และความหลากหลายที่แตกกิ่งก้านออกไปตามความคิดของนักปรัชญาแต่ละคนของสำนักสโตอิกได้เด่นชัดยิ่งขึ้น เริ่มจากเซโน ผู้ก่อตั้งแนวคิดสโตอิกราวๆ ปลายศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล พ่อค้าผู้โชคร้ายชาวฟินิเชีย ความทุกข์เป็นตัวเร่งชั้นดีให้มนุษย์เสาะแสวงหาหนทางพ้นทุกข์ (ไม่ต่างจากเจ้าชายแห่งศากยะวงศ์-สิทธัตถะ) ซึ่งต่างก็ได้วิถีทางที่แตกต่างกันไปตามประสบการณ์ การขบคิด และบริบททางสังคมวัฒนธรรมที่อยู่รอบตัว
เซโนได้ถากถางเส้นทางหลักของสโตอิกผ่านข้อเขียนและแนวคิดที่ยังหลงเหลือหลักฐานอยู่ในปัจจุบันอย่าง “เป้าหมายชีวิตคือการอยู่อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ” หรือคุณธรรมหลัก 4 ข้อของสโตอิกที่ประกอบด้วย ความกล้าหาญ การยับยั้งชั่งใจ ความยุติธรรม และความรู้ สิ่งเหล่านี้ถูกส่งต่อรุ่นสู่รุ่นแก่ผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำสโตอิก
ไรอัน ฮอลิเดย์ และ สตีเฟน แฮนเซลแมน บรรยายชีวิตผู้นำสโตอิกต่อจากเซโน แต่ก็มิได้ลงลึกว่าแนวทางของสโตอิกเชื่อมโยงอย่างไรกับชีวิตสาธารณะ จวบจนถึงไดโอจีนิส ชาวสโตอิกผู้ถูกส่งไปยังโรมที่กำลังเรืองอำนาจในฐานะทูต เพื่อขอประนอมหนี้ที่เอเธนส์จำต้องจ่ายให้โรม วาทศิลป์ ข้อคิด และการให้เหตุผลของไดโอจีนิสทำให้ชาวโรมันสนอกสนใจแนวคิดสโตอิก เราอาจพูดได้ว่าถ้าเซโนเป็นผู้ก่อตั้ง ไดโอจีนิสก็คือผู้เผยแผ่คนสำคัญ เพราะหลังจากนั้นสโตอิกจะเติบโตไปพร้อมๆ กับสาธารณรัฐและอาณาจักรโรมันอันเกรียงไกร ทั้งยังทำให้เราเห็นว่าผู้ที่ได้ชื่อว่าทรงคุณธรรมที่สุดในแนวทางสโตอิกก็ไขว้เขวได้และกระทำสิ่งที่ขัดแย้งกับแนวคิดที่ตนสมาทานได้
สโตอิกเกิดที่เอเธนส์ แต่เติบโตในดินแดนโรมัน
แอนติพาเตอร์ ผู้นำคนต่อมาจากไดโอจีนิสได้ขยายขอบเขตสโตอิกให้กว้างขึ้น แอนติพาเตอร์มีความคิดว่า “เมืองที่ประสบความสำเร็จและโลกที่ประสบความสำเร็จต้องมีรากฐานมาจากครอบครัว” (หน้า 93) มันช่างน่าประหลาดใจจนผู้เขียนต้องตั้งคำถามเชิงเสียดสีว่า “ชาวสโตอิกรู้จักรักและเป็นที่รักได้ด้วยหรือ” (หน้า 93) จุดนี้ส่งผลอย่างสำคัญต่อมา…
“นี่มันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและมีความเป็นมนุษย์มากขึ้นสำหรับปรัชญาที่เคยเน้นการทำตัวเป็นกลางในชีวิตประจำวัน…ความคิดนี้ไม่เพียงเปลี่ยนปรัชญาสโตอิกและชีวิตของชาวโรมัน แต่ยังแทรกซึมเข้าสู่คริสต์ศาสนาและโลกที่เราอยู่ในทุกวันนี้ด้วย” (หน้า 94)
สโตอิกกำลังปรับปรุงตัวเองให้สอดคล้องกับโลกจริงมากขึ้น แพนอายทีอัสจะเป็นคนทำสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นในโรมัน เขา “ให้เหตุผลว่าหากเราอยากมีชีวิตอันเปี่ยมจริยธรรมและได้เลือกการกระทำที่เหมาะสม ก็ต้องค้นหาวิธีสร้างสมดุลระหว่างสิ่งเหล่านี้
- บทบาทและหน้าที่ทั่วไปของเราในฐานมนุษย์
- บทบาทและหน้าที่เฉพาะสำหรับไดมอนหรืออัจฉริยภาพ/ความใฝ่ฝันส่วนบุคคล
- บทบาทและหน้าที่ซึ่งเราได้รับมาตามสถานะทางสังคม (ครอบครัวและอาชีพ)
- บทบาทและหน้าที่ซึ่งเกิดจากการตัดสินใจและความมุ่งมั่นของเราเอง
แต่ละส่วนที่กล่าวมาเป็นส่วนสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างมีจริยธรรมในโลกจริง” (หน้า 108)
แนวคิดสโตอิกเติบโตแผ่ขยายในโรม ชาวสโตอิกหลายคนแสดงให้เห็นว่าการตายมิใช่สิ่งน่ากลัว การตายอย่างไร้เกียรติและความกลัวตายต่างหากที่น่าเย้ยหยัน พวกเขาใช้ชีวิตโดยมีหลักการนำทางซึ่งทำให้โรมันที่เต็มไปด้วยความฉ้อฉลไม่พอใจ เมื่อถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สาธารณรัฐโรมันกำลังจะแปรเปลี่ยนเป็นอาณาจักร ก็มี คาโต คนหนุ่มที่ยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องหลักการสาธารณรัฐ มันกลายเป็นแบบอย่างให้แก่ชาวสโตอิกรุ่นหลังต่อมาอีกหลายคน
ความตายของคาโตคนหนุ่มไม่อาจยับยั้งการเปลี่ยนแปลงโรมให้กลายเป็นอาณาจักรได้ จากนั้นโรมก็อยู่ภายใต้การปกครองของคนคนเดียวในนามจักรพรรดิ ซึ่งต้องบอกว่าเลวร้ายมากกว่าดีงาม บ่อยครั้งที่ชาวสโตอิกไม่เป็นที่ต้องการและถูกเนรเทศ และก็มีบ้างที่นักปรัชญาชาวสโตอิกได้เป็นครูของยุวกษัตริย์
คู่ที่น่าสนใจคือเซเนกาและเนโรกับจูนิอัส รัสติคัสและมาร์คัส ออเรลิอัส
เซเนกาเป็นชาวสโตอิกผู้สั่งสอนเนโรผู้จะเป็นทรราชแห่งโรมและสั่งประหารครูของตนในอนาคต เซเนการ่ำรวยและใช้ชีวิตอย่างหรูหราจากสถานะของตนซึ่งตรงข้ามกับความมัธยัสถ์ที่สโตอิกพยายามสั่งสอน หนักกว่านั้นทรัพย์สินของเขาก็มาจากเนโร มันเปื้อนเลือดผู้คนมากมาย แต่เซเนกาก็ดูจะวางเฉยกับเรื่องนี้เพราะคิดว่าเขาจะทำอะไรบางอย่างเพื่อให้เนโรกลับมามีความเป็นผู้เป็นคน แต่ประวัติศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าเขารับใช้ผิดคน และไม่เลือกจะถอยออกมาเช่นชาวสโตอิกที่ดี
จูนิอัส รัสติคัส โชคดีกว่า เขาได้สั่งสอน มาร์คัส ออเรลิอัส จักรพรรดิแห่งโรม ผู้ที่น่าจะเรียกได้ว่าใกล้เคียงราชาปราชญ์ (philosopher king) ตามแนวคิดของเพลโตที่สุด มาร์คัสเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับเนโรโดยสิ้นเชิง เขาเป็นชาวสโตอิกที่ดีแม้จะมีอำนาจล้นฟ้าในมือ งานเขียนที่โด่งดังที่สุดของเขา Meditations เป็นงานเขียนอายุ 2,500 ปีที่ยังคงถูกพิมพ์ซ้ำไม่หยุดหย่อน บันทึกที่เขาเขียนในตนเองอ่าน แต่สร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตเยี่ยงชาวสโตอิกจวบจนปัจจุบันและจะล่วงเลยไปถึงอนาคต
แต่ชาวสโตอิกทุกคนต่างก็มีจุดด่างพร้อย ไม่เว้นกระทั่งมาร์คัส ออเรลิอัส มันทำให้เห็นว่าชาวสโตอิกไม่ใช่มนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ พวกเธอและเขาเป็นมนุษย์ที่ไม่หยุดพัฒนาคุณธรรมภายในตัวเองและพยายามเดินตามหลักการอย่างถึงที่สุด ซึ่งก็ล้วนตกๆ หล่นๆ ตามประสามนุษย์ธรรมดา ล้มเหลวและพยายามใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกวันนี้ก็ยังมีคนที่ยึดแนวทางสโตอิกในการใช้ชีวิต ตั้งแต่คนธรรมดาถึงมหาเศรษฐี
ผู้เขียนสรุปในตอนท้ายว่า “สำหรับชาวสโตอิกแล้ว ตลอดทั้งชีวิตก็คือการเตรียมพร้อมสำหรับความตาย” (หน้า 357) และการเตรียมตัวตายที่ดีที่สุดคือการใช้ชีวิตตามหลักการที่เราเชื่อ ซึ่งสโตอิกยืนยันว่าสามารถมอบมันให้กับเราได้
อาจบางที วิธีการที่เราตายก็เป็นสิ่งบอกโลกว่าเราเป็นคนเช่นไร ไม่ต่างกับวิธีที่เรามีชีวิต
ปล. หนังสือเล่มนี้มีชื่อภาษาไทยว่า ‘นักปราชญ์สโตอิกรู้วิธี “ช่างแม่ง” มาตั้ง 2,500 ปีแล้ว’ แต่ผมว่าชื่อไทยไม่เข้ากับชื่อภาษาอังกฤษและเนื้อหาก็เลยไม่ได้เอ่ยถึง
