LitWorld, Be the Story เมื่อเด็กเข้าถึงพลังของเรื่องเล่า เมื่อนั้นพวกเขาจึงเปลี่ยนโลกได้

18 views
9 mins
April 27, 2000

          การเล่าเรื่องเป็นวิถีปฏิบัติแบบโบราณที่ย้อนไปได้ถึง 27,000 ปีนับตั้งแต่ที่มีภาพเขียนผนังถ้ำ ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนให้เห็นวิถีของวัฒนธรรมและความเชื่อจากรุ่นสู่รุ่น

          เมื่อเราเล่าเรื่องของบรรพบุรุษในอดีต ความทรงจำที่ถูกถ่ายทอดผ่านริมฝีปากก็ถือเป็นเอนเทอร์เทนเมนต์รูปแบบหนึ่งที่รายล้อมไปด้วยรายละเอียดของการเอาชีวิตรอดหรือคุณค่าที่พวกเขายึดถือ ดังนั้นการเล่าเรื่องสักเรื่องจึงเป็นกระบวนการทางวัฒนธรรมที่มีไว้เพื่อสร้างความรื่นรมย์ สอนสั่ง และสื่อสารระหว่างกัน

          และนั่นถือเป็นกิจกรรมทางสังคมที่จำเป็นของมนุษย์ เพราะมันเชื่อมผู้คนเข้าด้วยกัน

          “ทักษะการรู้หนังสือคือนวัตกรรมที่ดีที่สุดของมนุษยชาติ”

          เมื่อแพม อลีน (Pam Allyn) นักเขียนมือรางวัลและนักการศึกษาเดินทางรอบโลกแล้วรับรู้ว่าเด็กๆ อยากอ่าน เขียน หรือแบ่งปันเรื่องราวของตัวเอง รวมถึงครอบครัวและชุมชนของพวกเขาและตัวเธอเองต้องการตอบสนองความฝันที่ฝังอยู่ในตัวอยู่แล้ว ปี 2007 แพมจึงก่อตั้ง LitWorld ขบวนการขับเคลื่อนการอ่านเขียนพร้อมกับด็อกเตอร์เอิร์นเนส มอร์เรล (Dr. Ernest Morrell) รองคณบดีคณะมนุษยศาสตร์และศิลปศาสตร์และผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้การศึกษาด้านการรู้หนังสือ (literacy) มหาวิทยาลัยนอทเตอร์ดาม (Associate Dean of Humanities in the College of Arts and Letters, Director of the Center for Literacy Education, University of Notre Dame)

          เด็กราว 393 ล้านคนทั่วโลกไม่รู้หนังสือ และทักษะนี้ก็ส่งผลกระทบกับประเด็นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา อคติทางเพศ และความยากจน มีงานวิจัยที่สะท้อนว่า ความเข้าใจด้านภาษาของเด็กวัย 3 ขวบสามารถประเมินความสามารถในการอ่านของเด็กวัย 7 ขวบได้ และเด็กที่ฝึกฝนทักษะเชิงวิพากษ์ เรียนรู้คลังศัพท์ใหม่ สำรวจที่มาที่ไปของตัวละครและสงสัยใคร่รู้ตลอดเวลาว่าพวกเขากำลังอ่านหนังสือเกี่ยวกับอะไรอยู่จะสามารถพัฒนาทักษะการจับใจความสำคัญได้ดี

          นี่คือเรื่องราวของการ ‘หาเด็กสร้างเรื่อง’ จนเกิดเป็นโครงการ LitWorld, Be the Story ที่ทำให้เด็กทุกคนเชื่อมั่นว่า เรื่องราวของพวกเขาสำคัญเสมอหากได้เรียนรู้วิธีการเล่ามันออกมา และทำได้ผ่านการสร้างสภาพแวดล้อมที่พร้อมต้อนรับผู้นำชุมชนทั่วโลกที่สนใจเรียนแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด เพื่อสอนให้เด็กๆ เล่าเรื่องผ่านการฟัง พูด อ่าน และเขียน

LitWorld, Be the Story เมื่อเด็กเข้าถึงพลังของเรื่องเล่า เมื่อนั้นพวกเขาจึงเปลี่ยนโลกได้
Photo: LitWorld

คบเด็กสร้างเรื่อง ชอบเด็กมากเรื่อง มากคนมากความสิยิ่งดี

          ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Litworld ก็คล้ายกับองค์กรไม่แสวงหากำไรที่เชี่ยวชาญในการสอนการอ่านเขียนให้เด็กด้อยโอกาสในรูปแบบต่างๆ ทั่วโลก ดูเรียบง่ายกว้างขวาง และเห็นได้ทั่วไปในสไตล์โปรแกรมครบวงจร คือมีแนวทางที่ชัดเจน เครือข่ายมากมาย และผลลัพธ์จับต้องได้ ทั้งยังมี พาร์ตเนอร์รอบโลก กว่า 50 องค์กรใน 30 ประเทศในละตินอเมริกา แอฟริกา เอเชีย ยุโรป อเมริกาเหนือ

          จุดแข็งทั้ง 7 ด้านที่มุ่งหมายให้เด็กๆ ค้นเจอคือ การรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง / ความใจดี / ความช่างสงสัย / มิตรภาพ / ความมั่นใจ / ความกล้าหาญ และความหวัง ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้จะช่วยให้พวกเขาใช้เรื่องเล่าเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม (social-emotional learning) ได้ผ่านโปรแกรม Lit Camp, Lit Club หรือ World Read Aloud Day ซึ่งเป็นตัวชูโรงขององค์กร

          พลังของเรื่องเล่าจะขับเคลื่อนให้เด็กๆ รู้สึกว่ามีอิสระในการค้นหาตัวตน มีจุดแข็ง กล้าฝัน และมีพลังมากพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ชุมชนที่อาศัยอยู่

          เพราะไม่มีใครจะรู้เรื่องราวของชุมชนนั้นๆ ดีไปกว่าผู้ที่อยู่ในชุมชนเอง 

          และใครจะต่อสู้เพื่อชุมชนของตัวเองได้ล่ะ ถ้าพวกเขาไม่เชื่อมั่นในพลังของปัจเจกเสียก่อน

          LitWorld ทำงานร่วมกับ 60 ประเทศทั้งในเขตชนบท เขตเมือง หรือชานเมืองทุกๆ ปี โดยเน้นไปที่ชุมชนรากหญ้าหรือชุมชนที่มีผู้หญิงเป็นผู้นำที่ตกสำรวจจากแหล่งทุนใหญ่ๆ มุ่งเป้าไปที่เด็กอายุ 10-14 ปี แล้วใช้การทำงานแบบ research-based หรือใช้การวิจัยเป็นพื้นฐานเพื่อศึกษาค้นคว้าทำงานร่วมกับชุมชนให้เหนียวแน่นที่สุด 

          โปรแกรมแรกที่ยืนหยัดเป็นหลักเป็นฐานของ LitWorld ชื่อว่า LitClub ที่ซึ่งสมาชิกจะได้รู้จักตัวเองในฐานะนักอ่าน นักคิด นักเขียน และผู้นำอย่างรู้สึกปลอดภัย

LitWorld, Be the Story เมื่อเด็กเข้าถึงพลังของเรื่องเล่า เมื่อนั้นพวกเขาจึงเปลี่ยนโลกได้
Photo: LitWorld

LitWorld, Be the Story เมื่อเด็กเข้าถึงพลังของเรื่องเล่า เมื่อนั้นพวกเขาจึงเปลี่ยนโลกได้
Photo: LitWorld/ Monet Iza beth Eliastam

          ไม่ว่าใครก็มีเรื่องเล่าด้วยกันทั้งนั้น และเรื่องราวเหล่านั้นวันหนึ่งมันก็อาจจะเปลี่ยนชีวิตใครสักคนหรือสร้างโลกที่น่าอยู่ขึ้นมาสักนิดหนึ่งก็ยังดี

          หลังโรงเรียนเลิก LitClub จะก่อตัวขึ้น เด็กในชุมชนจะได้ร่วมกิจกรรมแชร์เรื่องราวของตัวเองให้ชุมชนผ่านโปรแกรมที่สนับสนุนการรู้หนังสือที่เข้มข้นและลงลึกทางด้านศิลปะและความสร้างสรรค์ ซึ่งเนื้อหาในหลักสูตรจะถูกปรับให้เข้ากับความต้องการในชุมชนพร้อมกับเมนเทอร์ที่เชี่ยวชาญด้านการศึกษา

          ตัวอย่างหลักสูตรของชมรมนี้ เช่น ในปี 2018 LitClub เริ่มนับหนึ่งตั้งแต่ Unit 1 Introduction แนะนำว่า LitClub คืออะไร เด็กๆ จะได้ลองทำเซอร์เวย์ตัวตน (All About Me Survey) และทำความเข้าใจกับจุดแข็ง 7 ด้าน ต่อด้วย Unit 2 Belonging สอนเรื่องการคิดการเขียนในประเด็นของการรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง ต่อด้วย Unit3: Curiosity ความสงสัยใคร่รู้มันคืออะไรกันนะ จะเขียน แสดงออกหรือกลายเป็นคนช่างสงสัยได้อย่างไร ต่อไปที่ Unit 4: Friedship มิตรภาพคืออะไร เราจะสร้างมันขึ้นมาได้อย่างไร

          ผู้อ่านสังเกตไหมว่าแต่ละบทคือจุดแข็งแต่ละด้านที่เป็นแกนหลักของ LitWorld ทุกบทจะสอนให้เด็กเขียนและเรียนรู้ที่จะแสดงออกผ่านตัวตนที่เขาค่อยๆ เรียนรู้ ต่างกันที่รายละเอียดเล็กน้อย เช่น ในบทที่ 3 มีโปรแกรม LitClub Trip หรือบทที่ 4 จะมี Friendship Litfest

          บทที่ 8 ความหวัง คือบทสุดท้ายที่เด็กๆ จะได้มีส่วนร่วมกับ Future Talk Show ได้วางแผนการเฉลิมฉลอง และที่สำคัญคือจะได้สำรวจตัวเองอีกครั้งหนึ่งว่าพวกเขาเดินทางมมาถึงจุดไหนแล้ว เห็นตัวเองชอบฟัง พูด อ่าน เขียน คิดโปรเจ็กต์ หรือชอบแสดงออกผ่านเครื่องมือแบบไหนมากที่สุด

          นิชาเป็นเด็กที่ได้เข้าร่วมกับ Moon LitClub ตั้งแต่ปี 2018 พ่อของเธอเสียตั้งแต่เธอและน้องสาวทั้ง 3 คนยังเล็กๆ แม่และยายจึงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการขายผักหรือทำความสะอาดบ้านของคนมีฐานะ แต่หลังจากที่เธอเข้าร่วม LitClub นิชาก็เริ่มกล้าแสดงออกและสร้างมิตรภาพกับเพื่อนๆ ในชมรม 

          นิชาชอบเขียนและช่วยเพื่อนๆ เขียนด้วยเวลาที่พวกเขาเขียนไม่ออก แม้ว่าเธอจะพูดภาษามราฐี (Marathi) เป็นภาษาแม่ แต่ก็พยายามเรียนรู้ภาษาคุชราต (Gujarati) จนคล่องเพื่อที่จะพูดกับเพื่อนๆ ได้

          ที่ประเทศเคนยา บรรดา Litkids ใช้ LitClub เป็นพื้นที่จัดกิจกรรม “Bringing Characters Together” โดยแต่ละคนจะเขียนเล่าเรื่องราวสนุกๆ จากสิ่งที่เจอระหว่างที่ได้เดินสำรวจในกิจกรรม ในชุมชนที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกแต่ร่ำรวยทรัพยากร เด็กน้อยชาวเคนยาจึงได้ใช้โอกาสนี้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับแกะ วัว ดอกไม้ หรือแม้แต่ผึ้งที่กำลังดื่มกินเกสรดอกไม้

          ข้ามมาอีกฟากโลก ทีม LitWorld ที่นิวยอร์กจัดกิจกรรม LitFest ตลอดวันที่ย่านเดอะบร๊องซ์และบรู๊คลิน เด็กๆ จะได้เข้าร่วมกิจกรรมอ่านออกเสียง ประดิษฐ์ที่คั่นหนังสือและตุ๊กตากระดาษ และเลือกหนังสือเพื่อจัดห้องสมุดของตัวเอง

          “ตั้งแต่ต้นปี 2023-24 LitClub เราทำงานร่วมกับองค์กรไม่แสวงหากำไร The Children’s Village และเปิดเรียนพร้อมกับ LitClub ประจำสัปดาห์ 3 ชมรมซึ่งทำงานร่วมกับเด็กๆ ได้ราว 50 คน LitWorld ยังพร้อมขยายโปรแกรมไปที่โรงเรียนและศูนย์ชุมชนอื่นๆ ในปีต่อๆ ไป อีกด้วย” ดร.เชนีน เอ็น. ลินเซย์ (Dr. Shenean N. Lindsay) ผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษาของนิวยอร์กกล่าว

          “LitClub มอบความหวังสำหรับอนาคตที่ดีกว่าให้ฉัน มันให้ความหวังว่าชีวิตไม่ได้จบสิ้นเพราะความยากจน หรือเพราะคุณเด็กเกินไปที่จะสร้างความแตกต่าง ความกลัว ความโศกเศร้า หรือความยากลำบากมากแค่ไหนก็ไม่สามารถหยุดให้เราทำความฝันให้เป็นความจริง” พรินซ์เซส สมาชิกของ Project Pearls ซึ่งเป็น LitClub ที่ประเทศฟิลิปปินส์กล่าว

          หลังจากที่เธอเข้าร่วม TeensClub พรินซ์เซสก็ออกไปร่วมสร้างแผนส่งเสริมการศึกษาด้านสุขภาวะให้กับผู้หญิงในชุมชน และกลายเป็นเมนเทอร์ที่ตัดสินใจเรียนด้านจิตวิทยาต่อ

          “LitClub คือพื้นที่ปลอดภัยที่เด็กๆ จะได้เติบโตไปเป็นผู้นำที่ล้มแล้วลุกเร็วทั้งยังเป็นผู้นำด้านการเปลี่ยนแปลงที่พร้อมจะยกระดับและเปลี่ยนแปลงชุมชนของพวกเขา” องค์กร Ready for Reading ประเทศรวันดา

          นอกจากวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาทักษะการรู้หนังสือแบบตรงไปตรงมา LitWorld รู้ดีว่าชีวิตต้องอาศัยทักษะในการบริหารจัดการหลากหลายด้านที่เท่าทันโลก จึงติดเครื่องมือสอนอ่านเขียนให้เด็กนำไปเปลี่ยนแปลงชีวิตจริงได้ผ่าน literacy 3 ด้าน นั่นคือความรู้ด้านการเงิน (Financial Literacy) โดยสมาชิกชุมชน LitWorld จะได้สร้างสรรค์เรื่องราวที่เกี่ยวกับอิสรภาพทางการเงิน ออกแบบแผนการเก็บเงิน หาเงิน การลงทุน ฯลฯ ความรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) โดยเด็กที่อยู่ในชนบทห่างไกลจะได้ใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น โซเชียลมีเดีย หรือ AI เพื่อสื่อสารไอเดียร่วมกันกับผู้เชี่ยวชาญ  และด้านสุดท้ายคือศาสตร์ของการอ่าน (Science of Reading) โดยจะเทรนผู้นำชุมชนให้เรียนรู้ทักษะต่างๆ เช่น ภาษาศาสตร์ การอ่านจับใจความ

LitWorld, Be the Story เมื่อเด็กเข้าถึงพลังของเรื่องเล่า เมื่อนั้นพวกเขาจึงเปลี่ยนโลกได้
กิจกรรม Litclub
Photo: LitWorld

          แต่เราก็ทราบกันดีว่าการเลี้ยงดูเด็กสักคนให้มีคุณสมบัติข้างต้น (แค่ข้อเดียวก็อาจจะยากแสนยากแล้ว) อาศัยปัจจัยร้อยแปด หนึ่งในนั้นคือแม่ของพวกเขา ซึ่งถือเป็น ‘หัวใจสำคัญ’ ของหลายครอบครัว 

          LitWorld จึงออกแบบ LitMoms Club เป็นโปรแกรมทดลองตั้งแต่ปี 2012 เพื่อติดเครื่องมือให้ทั้งตัวเองและครอบครัว เมนเทอร์จะมอบพื้นที่ปลอดภัยให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองมีพลังมากพอที่จะเรียนการอ่านการเขียน ไม่มีใครแก่เกินเรียน และสามารถจัดการอารมณ์ตัวเองได้ดีท่ามกลางสังคมที่พวกเขาอยู่

          LitMoms Club จึงทำงานกับผู้นำชุมชนเพื่อออกแบบโปรแกรมสอนทักษะการอ่าน (ADULT READING SKILL BUILDING) บรรดาแม่ๆ จะได้อ่านหนังสือให้ลูกฟังได้ หรือโปรแกรมความรู้ด้านการเงิน (FINANCIAL LITERACY AND INDEPENDENCE) ที่พวกเขาจะได้วางแผนบริหารเงินเพื่อจุนเจือครอบครัวได้อย่างเป็นระบบ ในโลกความเป็นจริงเมื่อผู้หญิงมีอิสระทางการเงิน พวกเธอก็จะมีอิสระทางความคิดมากพอที่จะเป็นผู้นำของบ้านและชุมชน

ตัวอย่างโปรแกรม LitMoms Club

          ประสบการณ์และเวลาที่มนุษย์แม่ลงทุนไปกับกิจกรรมเหล่านี้ จะตอบแทนพวกเธอในรูปแบบของความสุขสนุกสนาน เปรียบเสมือนสารต้านความเหงาเพราะเข้าใจว่าการอ่านและการเขียนสามารถเปลี่ยนชีวิตของตัวเองและลูกๆ ได้

          การยิ้มได้ หัวเราะได้ หรือมีความสุขได้เคยเป็นเรื่องท้าทายมากๆ สำหรับโคเล็ตต์ จากหมู่บ้าน Rwinkwavu ในประเทศรวันดา เพราะแต่ละวันเต็มไปด้วยการเอาชีวิตรอด

          ประวัติศาสตร์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในปี 1994 ทิ้งร่องรอยของเลือดนับล้านชีวิต และทิ้งให้ประชากรอีกกว่า 2 ล้านชีวิตต้องหนีออกจากประเทศ รวันดาเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนมากและโดยเฉลี่ยเด็กๆ เข้าโรงเรียนได้ไม่ถึง 4 ปีเสียด้วยซ้ำ

          โคเล็ตต์รวมตัวกับผู้หญิงอีก 15 คนเพื่อบุกเบิก LitMoms เป็นครั้งแรกของโครงการเพื่อพัฒนาทักษะการรู้หนังสือกับองค์กร  Ready for Reading ผู้หญิงส่วนใหญ่ติดเชื้อ HIV และมีทักษะการอ่าน-เขียนต่ำมาก เธอจึงเริ่มจากการอ่านออกเสียงจากหนังสือภาพและแชร์เรื่องราวความโหดร้ายในชีวิตจนเกิดเป็นชุมชนที่เหนียวแน่น ความรวดร้าวและความแหลกสลายรวบรวมพวกเธอเอาไว้ผ่านการเล่าเรื่องและพลังที่อยากจะฟื้นคืนรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และความสุข

          อิเนซา ลูกชายคนโตของโคเล็ตต์ก็เข้าร่วม Boys LitClub เช่นกันเพราะมีแม่เป็นตัวอย่าง เขาถึงมีอำนาจในการมองเห็นว่าตัวเองก็คือนักเรียนและพลเมือง จนสุดท้ายสามารถเขียนหนังสือภาพสำเร็จมากกว่า 20 เล่ม

          ในปี 2023 LitWorld ส่งหนังสือให้เด็กไปทั้งสิ้น 11,500 เล่ม สร้างห้องสมุดกว่า 82 แห่ง ประสานงานกับองค์กรรากหญ้า 20 องค์กรใน 17 ประเทศ ฯลฯ

          “เราสำรวจความซับซ้อนของสภาพแวดล้อมในโรงเรียนที่มีตารางที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องตลอดปี เราจบปีด้วยการสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกและมองดูเด็กๆ เติบโตไปอย่างมั่นใจมากขึ้น และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้างเพิ่มมากขึ้น” เมนเทอร์ของ LitClub

          “เมื่อเด็กๆ มีโอกาสได้พัฒนาทักษะนอกเหนือจากการเรียนแบบดั้งเดิมประจำสัปดาห์ พวกเขาจะมีศักยภาพที่จะรู้สึกว่าตัวเองได้มีส่วนร่วมและผ่อนคลาย เรามีโอกาสเข้าถึงพวกเขาในวิถีใหม่ๆ โดยใช้ความรู้เชิงวิชาการเข้าช่วย” แพมกล่าว

          อีกหนึ่งโปรแกรมหัวใจหลักของ LitWorld คือ LitCamp ซึ่งทำงานต่อยอดมาจาก LitClub แต่เป็นในลักษณะของการเปิดสอนภาคฤดูร้อนให้กับเด็กๆ ช่วงวัยรุ่นหรือกลุ่มเพศหลากหลายที่เข้าถึงเด็กเป็นล้านทั้งในและนอกสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี 2015 มุ่งเน้นไปที่การบ่มเพาะทักษะการอ่าน โดยทำงานร่วมกับสำนักพิมพ์วิชาการระดับโลก Scholastic

           ตัวอย่างการทำการวิจัยของ Scholastic เช่น รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณจากเด็กเกรด 3-5 และคุณครูผ่านนิเทศศึกษา สัมภาษณ์พ่อแม่ของเด็ก และศึกษาข้อมูลด้านการสอนการอ่านที่ประสบความสำเร็จจากเด็กที่เรียน Summer Enrichment Program กับ Litcamp 2 ชั่วโมงต่อวัน ดังนั้นจึงมั่นใจได้เลยว่า วัตถุดิบในการเรียนการสอนจะถูกออกแบบมาเพื่อรองรับเด็กอย่างเหมาะสม (องค์กรเนิร์ดๆ แบบ research-based ก็เป็นเสียอย่างนี้!)

LitWorld, Be the Story เมื่อเด็กเข้าถึงพลังของเรื่องเล่า เมื่อนั้นพวกเขาจึงเปลี่ยนโลกได้
ภาพกิจกรรม LitCamp
Photo: LitWorld
LitWorld, Be the Story เมื่อเด็กเข้าถึงพลังของเรื่องเล่า เมื่อนั้นพวกเขาจึงเปลี่ยนโลกได้
Photo: LitWorld

          ปกติแล้วโรงเรียนภาคฤดูร้อนมักจะเป็นยาขมสำหรับเด็กๆ (เพราะใครๆ ก็อยากเล่นอยากพัก เราจะต้องเรียนมากเท่าไรถึงจะพอ) ยิ่งเป็นวัยรุ่น เด็กก็ยิ่งต้องการเวลาที่จะสนุกสุดเหวี่ยงกับชีวิตที่มีอิสรภาพ ปิดเทอมใหญ่หัวใจก็อยากว้าวุ่น แต่งานวิจัยก็ดันบอกว่าการเข้าถึงการเรียนในช่วงนี้มีผลต่ออนาคตเด็ก นั่นคือเด็กในครอบครัวที่มีรายได้สูง-ต่ำมีช่องว่างของการประสบความสำเร็จที่แตกต่างกันมากเพราะบางคนเข้าถึงการเรียนภาคฤดูร้อน แต่บางคนเข้าไม่ถึง

          ลมวูบใหญ่ๆ ที่พัดผ่านไปในช่วงฤดูร้อนที่กินเวลายาวนาน 2 เดือนอาจจะพัดพาความสามารถในการอ่านของเด็กๆ ให้ผ่านไปด้วยเช่นกัน

          LitCamp จึงออกแบบการเรียนการสอนและกิจกรรมที่สนุกสนาน เพื่อสอนให้เด็กแข็งแกร่งทั้ง 7 ด้าน เช่น Opening Campfire ร้องเพลงรอบกองเพื่อนเพื่อสอนคำศัพท์ เด็กๆ จะเริ่มวันด้วยการร้องเพลงและร่วมกิจกรรมกับเพื่อน หรือเล่นเกมสร้างปฏิสัมพันธ์ / Reading Power ที่มีกราฟฟิกช่วยสอนให้เด็กอ่านได้อย่างมีประโยชน์และสนุกสนานพร้อมอ่านออกเสียง / Bring the Text to Life เด็กร้องรำทำเพลง วาดภาพ ทำการแสดงหลังจากการพูดคุยเรื่องคาแรคเตอร์ของตัวละครในหนังสือ / Bunk Time เด็กๆ จะได้เลือกหนังสือตามใจชอบและอ่านจนสะใจ พร้อมแชร์เรื่องราวกับคุณครูและเพื่อนๆ 

          คุณครูให้การตอบรับเป็นอย่างดีและสะท้อนว่ากิจกรรมแต่ละแบบก็ส่งผลที่แตกต่างกันต่อเด็กคนละระดับชั้น เช่น การอ่านออกเสียง การร้องเพลงและสอนศัพท์เหมาะกับเด็กเกรด 15 ส่วนเด็กที่โตขึ้นมาหน่อยจะชอบกิจกรรม Bring the Text to Life มากกว่า และ Writing Power จะช่วยให้เด็กฝึกเขียนได้เป็นอย่างดีหากคุณครูส่งเสริมให้พวกเขาเชื่อมโยงตัวเองกับสิ่งที่อ่าน

          เด็กๆ มากกว่า 3 ใน 4 มีทักษะการอ่านที่เพิ่มมากขึ้น อ่านหนังสือได้ยาวขึ้น และเลือกหนังสือที่ท้าทายมากขึ้นหลังจากที่เข้าร่วม LitCamp 

          “เมื่อเด็กๆ ได้เข้าร่วม LitCamp เราก็ได้เพิ่มการเข้าถึงหนังสือและโอกาสที่จะได้ยกระดับทักษะเหล่านี้แทนที่ต้องเสียโอกาสไปเพราะไม่มีการเรียนการสอนในโรงเรียน เสียงตอบรับที่ท่วมท้นจากพื้นที่ต่างๆ แสดงให้เห็นถึงพลังอันมหาศาลที่อยู่เบื้องหลังความคิดที่จะดึงให้เด็กอ่านหนังสือช่วงปิดภาคเรียน โดยผสมผสานความรู้ทางวิชาการเข้ากับทักษะการจัดการอารมณ์สังคม พวกเขาจะได้มีความอดทนอดกลั้น มีแรงบันดาลใจเพิ่มมากขึ้น และได้รับการสนับสนุนให้ประสบความสำเร็จในระยะยาว” ไมเคิล แฮ็กเกน (Michael Haggen) หัวหน้าฝ่ายวิชาการจาก Scholastic Education ให้ความเห็น

Be the Story เพราะเรื่องเล่าทำให้เราเป็นมนุษย์

          นอกจากการสอนอ่าน เขียน ฟังเพื่อเล่าเรื่องที่ส่งผ่านไปถึงผู้คนกว่า 90 ล้านคนผ่านการทำแคมเปญและอีเวนต์ หนึ่งในการใช้ทักษะที่สำคัญสำหรับพัฒนาการรู้หนังสือของเด็กคือการอ่านออกเสียง World Read Aloud Day (WRAD) จึงกำเนิดขึ้นด้วยเหตุผลนี้ แถมยังเป็นการเกิดขึ้นอย่างน่ารักเพราะเป็นการค้นพบของแพมและเด็กจิ๋วคนหนึ่ง

          ปี 2010 วันธรรมดาวันหนึ่งในนิวยอร์ก ระหว่างที่แพมและเด็กน้อยที่อ่านออกเสียงด้วยกันในกิจกรรมของ LitWorld เด็กน้อยก็ถามคำถามขึ้นมาว่า “ทำไมเราไม่จัดงานวันเกิดให้กับการอ่านออกเสียงล่ะ” จึงกลายเป็นกิจกรรมระดับโลกขึ้นนับจากนั้นจากไอเดียจิ๋วแต่แจ๋วของเด็กน้อย

          จากออสเตรเลียถึงซิมบับเว และพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก ผู้คนต่างรวมตัวกันเฉลิมฉลองการอ่านออกเสียงไปพร้อมๆ กันทุกวันที่กำหนดของทุกปี

          ปี 2025 คือปีที่ WRAD ครบรอบ 25 ปี กว่า 170 ประเทศเข้าร่วมกิจกรรม ที่เน้นเรื่องเล่าล้านล้านแบบ และเน้นไอเดียเรื่องทักษะการรู้หนังสือในด้านสิทธิมุนษยชน ดึงชุมชนทั่วโลกมาอ่านออกเสียงร่วมกันเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง และขยายเครือข่ายไปสู่ห้องสมุดต่างๆ ในพื้นที่ที่จัดงานนี้

          และแน่นอนว่าพาร์ทเนอรคนเนิร์ดอย่าง Scholastic ก็เตรียม StoryVoice ไว้ให้พร้อมอยู่แล้ว รวมถึงห้องสมุดประชาชนนิวยอร์กก็เตรียมคลังการอ่านไว้มหาศาลเพื่อสนับสนุนกิจกรรมนี้เช่นกัน

กิจกรรม World Read Aloud Day ซึ่งช่วยพัฒนาการรู้หนังสือของเด็ก

          “เด็กทุกคนสามารถเป็นซูเปอร์สตาร์ด้าน Literacy ได้” แพมกล่าว

          ในเมื่อ LitWorld มีพาร์ตเนอร์ทรงคุณค่า พวกเขาจึงคิดแตกยอดว่าหากพาร์ตเนอร์มีไอเดียที่น่าสนใจที่จะพัฒนาต่อ LitWorld ก็พร้อมสนับสนุน

          Innovation Projects จึงเป็นโปรเจกต์เชิงนวัตกรรม+วัฒนธรรมที่เน้นการพัฒนาเชิงลึกแบบเฉพาะเจาะจงในแต่ละพื้นที่ เช่น Leaders of Tomorrow ที่ฮอนดูรัส LitWorld ทำงานร่วมกับเยาวรุ่นและเมนเทอร์เพื่อจัดโปรแกรมเทรนนิงภาวะผู้นำให้กับเด็กๆ ในชุมชนโดยมีธีมกำกับในทุกเดือน เช่น ภาวะโลกร้อน สุขภาวะของผู้หญิง อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเพื่อขยายกลุ่มเป้าหมายให้กว้างขวางไปกว่าสมาชิกในชมรม LitClub 

          ห้องสมุดเคลื่อนที่ (Travelling libralies) ในโคลอมเบียก็เป็นโปรเจกต์ที่ทำงานร่วมกับมูเซโอ ราโยเพื่อจัดตั้งห้องสมุดเคลื่อนที่ 11 แห่งให้กับเด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกล แพ็กหนังสือที่อัดไปด้วยความรู้และกิจกรรมในกระเป๋าเดินทางเพื่อความสะดวกในการขนย้ายไปทั่วเมืองรอลกานิโย

          EZESHA DADA (“EMPOWERING WOMEN”) โครงการเพิ่มพลังให้ผู้หญิงในเคนยา โดยการผสานโครงการ LitClub และ LitMoms เข้าด้วยกันเพื่อสนับสนุนคุณแม่วัยใส และให้ความรู้ด้านการคุกคามทางเพศหรือการฟื้นฟูสุขภาวะของผู้หญิง

          เรื่องเล่าจากคนตัวน้อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเด็กน้อยหรือคนตัวเล็กตัวน้อยที่ไม่มีปากเสียงคือสัญลักษณ์ที่บอกเราว่าโลกยังมีความสวยงามของชีวิตที่มีความสุข ยิ้มได้ ร้องไห้ได้ ดิ้นรน ต่อสู้ และอยู่ท่ามกลางคุณค่าที่พวกเขายึดถือ

          เมื่อเราเล่าเรื่องของตัวเราเอง เราได้บอกเล่าความหวัง ความฝัน จินตนาการ และบริบทของการดำรงอยู่ที่ลอยอย่างแน่วแน่เหนือเหตุผล

          LitWorld ยังมีโปรแกรมที่ออกแบบมาเพื่อรักษาคุณค่าของความเป็นมนุษย์ผ่านความทรงจำกลุ่มอีกหนึ่งโปรแกรม นั่นคือ Memory keepers project ซึ่งเป็น Community project ที่สนับสนุนทักษะ active listening ผู้เข้าร่วมจะรับฟังเรื่องราวของคนในชุมชน สะท้อน และเล่าเรื่องใหม่อีกครั้งเพื่อพิทักษ์รักษาภูมิปัญญาของชุมชนนั้นไว้

          ย้ำเตือนให้เราเข้าใจว่าความทรงจำของคนทุกรุ่นในทุกมุมโลกเป็นอีกหนึ่งเรื่องเล่าที่ขัดเกลาความเป็นมนุษย์ในตัวเราให้งดงามมากขึ้น

          “ถ้ามีหนังสือที่คุณอยากอ่าน แต่ยังไม่มีใครเขียน คุณก็ต้องเป็นคนที่เขียนมันออกมา” โทนี มอริสัน นักเขียนชื่อก้องเคยว่าไว้แบบนั้น

LitWorld, Be the Story เมื่อเด็กเข้าถึงพลังของเรื่องเล่า เมื่อนั้นพวกเขาจึงเปลี่ยนโลกได้
Memory keepers project
Photo: LitWorld

LitWorld, Be the Story เมื่อเด็กเข้าถึงพลังของเรื่องเล่า เมื่อนั้นพวกเขาจึงเปลี่ยนโลกได้
Photo: LitWorld


ที่มา

บทความ “It’s Not Too Soon: Early Literacy Works” จาก ascd.org (Online)

เว็บไวต์ LitWorld (Online)

เว็บไวต์ LitCamp (Online)

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

PDPA Icon

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก