คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา คือหนึ่งในบุคคลสำคัญที่ร่วมผลักดันให้โครงสร้างการศึกษาของประเทศไทยมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทใด ทั้งในฐานะข้าราชการระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ หรือในฐานะพลเมืองที่เชื่อมั่นในพลังของการเรียนรู้ และยังคงขับเคลื่อนพันธกิจนี้อย่างไม่หยุดยั้ง
ตลอดเส้นทางชีวิตราชการ คุณหญิงกษมาเคยดำรงตำแหน่งสำคัญมากมาย ทั้งเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน อธิบดีกรมสามัญศึกษา อธิบดีกรมวิชาการ อธิบดีกรมการศึกษานอกโรงเรียน และปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยแต่ละตำแหน่งล้วนสะท้อนถึงความสามารถในการกำหนดนโยบายและบริหารจัดการเชิงระบบที่มุ่งเน้นให้การศึกษาเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และมีคุณภาพสำหรับคนทุกกลุ่มในสังคม
หนึ่งในจุดเริ่มต้นของงานที่กลายเป็นรากฐานสำคัญของการส่งเสริมการรู้หนังสือในประเทศไทย คือโครงการแก้ไขการไม่รู้หนังสือแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งคุณหญิงกษมาเคยอธิบายไว้อย่างเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความหมายว่า หากต้องการให้ผู้ใหญ่เรียนรู้การอ่านออกเขียนได้อย่างยั่งยืน ต้องทำให้สิ่งที่เขาเรียนมีความหมาย ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน และช่วยให้คิดวิเคราะห์เป็น ไม่ใช่แค่ท่องจำ อย่างไรก็ตาม กระบวนการเรียนรู้ลักษณะนี้ไม่ง่าย ต้องอาศัยเวลา ความเข้าใจต่อชุมชน และแรงสนับสนุนอย่างทั่วถึง
โครงการรณรงค์เพื่อการรู้หนังสือแห่งชาติ เริ่มจากการสำรวจข้อมูลประชากรไทยทั่วประเทศที่ยังขาดทักษะพื้นฐานเหล่านี้ และนำรายชื่อเสนอต่อรัฐบาลในขณะนั้น จนเกิดการระดมพลังครั้งใหญ่ในระดับชาติ หน่วยงานท้องถิ่นได้รับการขอความร่วมมือ ให้ชาวบ้านที่สามารถอ่านเขียนได้ช่วยสอนคนรอบตัว ถือเป็นการพลิกโฉมแนวคิดการเรียนรู้จากระบบบนลงล่าง มาเป็นการเรียนรู้โดยชุมชนเพื่อชุมชนอย่างแท้จริง
“ในช่วงปี 2530 ก็ยังมีจำนวนคนที่อ่านเขียนไม่ได้ หรือว่าเรียนจบแล้วไม่ได้ใช้ประโยชน์ ก็ลืมไปเป็นจำนวนมาก ก็เกิดแนวความคิดว่าต้องมีการรณรงค์ให้เกิดการเรียนการสอนในระดับชุมชน ใครพอสอนใครได้ก็ให้ช่วยกันสอน อันนี้ก็คือที่มาของการรณรงค์เพื่อการรู้หนังสือ ซึ่งเราจะพยายามสำรวจว่าใครบ้างที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปี ถึงสัก 60 ปีที่ยังอ่านไม่ ออกเขียนไม่ได้ (ซึ่ง)ทุกหมู่บ้านก็จะทำรายชื่อมา แล้วครั้งนั้นก็เป็นเรื่องใหญ่ ท่านนายกฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ท่านก็เมตตา ส่งรายชื่อนี้ให้กับท่านผู้ว่า(ราชการจังหวัด) ในแต่ละจังหวัด แล้วก็จะมีการเชิญชวนให้ลูกสอนพ่อ เพื่อนบ้านสอนกัน ตำรวจ-ทหารช่วยกันสอน(ประชาชน) ดิฉันก็เป็นคนหนึ่ง ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการนี้”
จากการเริ่มต้นนี้เอง นำมาสู่การขยายงานด้านการอ่านและการเรียนรู้ตลอดชีวิตในรูปแบบอื่น ๆ ตามมา เช่น พื้นที่อ่านหนังสือพิมพ์ประจำหมู่บ้าน การจัดตั้งหอสมุดระดับอำเภอ และศูนย์การเรียนรู้สำหรับผู้สูงวัย กลุ่มแรงงานนอกระบบ และกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ โดยมีหลักคิดร่วมกันว่า ห้องสมุดควรเป็นของชุมชน ออกแบบโดยชุมชน และตอบโจทย์ของชุมชน ไม่ใช่เพียงการสร้างอาคารให้ดูทันสมัยแต่ไม่มีคนใช้
งานชิ้นหนึ่งที่สะท้อนมุมมองนี้ได้ชัดเจนคือโครงการรณรงค์เพื่อการรู้หนังสือแห่งชาติ ที่ไม่เพียงแต่สร้างให้คนอ่านออกเขียนได้ แต่ยังส่งเสริมให้เกิดการอ่านอย่างต่อเนื่อง ด้วยการจัดตั้งพื้นที่อ่านหนังสือพิมพ์ประจำหมู่บ้านเพื่อไม่ให้คนลืมสิ่งที่เรียนมา เพราะมีงานวิจัยพบว่าหากไม่มีหนังสือให้อ่านเลย คนที่เพิ่งเรียนรู้การอ่านเขียนใหม่อย่างน้อย 30% จะลืมทักษะที่มีภายในเวลาอันสั้น ผลลัพธ์ของโครงการนี้ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยยูเนสโกมอบ Noma Literacy Prize แก่ประเทศไทย ในฐานะที่สามารถระดมพลังสังคมเพื่อส่งเสริมการรู้หนังสือได้อย่างเป็นรูปธรรม
“(ดิฉัน) ก็ไม่แน่ใจว่าโครงการ (รณรงค์เพื่อการรู้หนังสือแห่งชาติ) ดีเด่นในแง่ไหนนะคะ แต่มันทำให้เกิดการรวมพลังภายในสังคมเพื่อให้เกิดการอ่านออกเขียนได้” คุณหญิงกษมา กล่าว
อีกโครงการที่คุณหญิงกษมาภูมิใจและมีส่วนผลักดันอย่างเต็มที่คือ Bookstart หรือโครงการหนังสือเล่มแรก ที่เชื่อว่าทัศนคติและนิสัยรักการอ่านต้องเริ่มปลูกฝังตั้งแต่วัยเยาว์ ท่านเคยอธิบายไว้อย่างน่าสนใจว่า เด็กเล็กแม้ยังอ่านไม่ออก แต่การมีพ่อแม่อ่านหนังสือให้ฟังเป็นประจำ จะทำให้พวกเขารู้สึกถึงความอบอุ่น ได้ยินเสียงของพ่อแม่ เห็นภาพประกอบ และสัมผัสได้ว่าหนังสือคือมิตรภาพ เป็นของดีในชีวิต เมื่อถึงวัยเข้าโรงเรียนก็จะไม่รู้สึกแปลกแยกกับการอ่าน และไม่ต่อต้านการเรียนรู้

ในสายตาของคุณหญิงกษมา ครอบครัวคือฐานแรกของการส่งเสริมการอ่าน แต่ครูและโรงเรียนต้องสานต่ออย่างเหมาะสม ไม่ใช่ทำให้การอ่านกลายเป็นการลงโทษ เช่น บังคับให้อ่านหนังสือเป็นร้อยหน้าเพราะทำผิด หรืออ่านซ้ำจนเกิดความเบื่อหน่าย ท่านเชื่อว่า การสร้างบรรยากาศของการอ่านต้องอิงอยู่กับความสนุก ความสมัครใจ และการจัดหาหนังสือที่เหมาะกับวัย สิ่งที่จำเป็นที่สุดสำหรับการสร้างนิสัยรักการอ่านสำหรับเด็กและเยาวชน คือการมี “สภาพแวดล้อมที่เขาเห็นความสำคัญว่า การอ่าน ทำให้เขามีความสุข ทำให้เขารู้สึกเพลิดเพลิน ทำให้เขาได้เรียนรู้… จุดแรกที่จะเริ่มตรงนี้ได้ก็คือในครอบครัว”
ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในธรรมชาติของการเรียนรู้และพฤติกรรมมนุษย์ คุณหญิงกษมาจึงมองว่าห้องสมุดไม่ควรมีรูปแบบตายตัว แต่ควรยืดหยุ่นตามความต้องการของผู้ใช้บริการ ห้องสมุดที่ดีควรมีทั้งพื้นที่สำหรับเด็ก พื้นที่เล่นของเล่นควบคู่กับการอ่านหนังสือ มีมุมท้องถิ่นเพื่อแสดงถึงภูมิปัญญาและนักเขียนในพื้นที่ เพื่อปลูกฝังความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของตน
ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อมีโอกาสดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งห้องสมุดประชาชนเฉลิมราชกุมารี คนแรกสุด คุณหญิงกษมาจึงผลักดันให้ห้องสมุดประชาชนเฉลิมราชกุมารีมีบทบาทมากกว่าการเป็นแหล่งเก็บหนังสือ แต่ต้องเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่คนทุกเพศทุกวัยสามารถมาใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ โครงการเริ่มต้นขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพฯ โดยวางเป้าหมายไว้ที่ 37 แห่งทั่วประเทศ แต่ด้วยพลังศรัทธาและความร่วมมือของสังคม ปัจจุบันมีห้องสมุดประชาชนเฉลิมราชกุมารีถึง 108 แห่งแล้วทั่วประเทศ

หลังเกษียณจากราชการ คุณหญิงกษมายังไม่หยุดทำงานเพื่อการเรียนรู้ ท่านรวมกลุ่มกับเพื่อนร่วมรุ่นโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และเพื่อนร่วมงานในโครงการห้องสมุดเฉลิมราชกุมารี ไปเยี่ยมเยือนห้องสมุดในจังหวัดต่างๆ ที่ยังขาดแคลน เพื่อช่วยระดมทรัพยากร ออกแบบพัฒนา และผลักดันให้ห้องสมุดเหล่านั้นสามารถตอบสนองผู้ใช้ได้ดียิ่งขึ้น หนึ่งในตัวอย่างที่น่าประทับใจคือห้องสมุดประชาชนอำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งคุณหญิงและทีมงานได้เข้าไปพัฒนา ติดตั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และในช่วงการระบาดของ โควิด-19 ที่ผ่านมา ห้องสมุดแห่งนี้ก็ได้กลายเป็นศูนย์เรียนรู้ของเยาวชนในพื้นที่จำนวนมาก
“จุดเปลี่ยนที่สำคัญก็เป็นช่วงโควิด โรงเรียนเป็นจำนวนมากต้องเรียนออนไลน์ แต่เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากห้องสมุด(หนองฉาง) ไม่สามารถเรียนออนไลน์ได้ ห้องสมุดก็เลยเปิดโอกาสให้โรงเรียนเหล่านี้มาเรียนออนไลน์ ก็มีโรงเรียนสมัครเป็นสมาชิกถึง 10 โรงเรียน”
นอกจากการสนับสนุนด้าน อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ให้กับเด็กนักเรียนที่มาอาศัยพื้นที่เรียนออนไลน์ ในช่วงที่โควิด-19 ระบาด ห้องสมุดประชาชนที่อำเภอหนองฉาง ยังขยายบทบาทเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้นอกห้องเรียนสำหรับเด็กนักเรียนที่มาเรียนหนังสือ เช่น การประดิษฐ์และการเล่นเกมที่สร้างสรรค์ “ถ้าเราทำให้กรรมการห้องสมุดมีความเข้มแข็ง เขาจะคิดโครงการเอง… แต่ละห้องสมุดจะมีจุดเน้นที่แตกต่างกัน”
สำหรับคุณหญิงกษมา ห้องสมุดในยุคใหม่ไม่ควรเป็นเพียงที่เก็บหนังสือ แต่ควรเป็นพื้นที่พบปะ เรียนรู้ และต่อยอดความคิด ท่านสนับสนุนให้ห้องสมุดเป็นทั้ง co-working space และ meeting space คุณหญิงกษมารู้สึกชื่นชมเมื่อพบว่า ห้องสมุดหลายแห่งมีผู้สูงวัยมาเล่นบอร์ดเกมหรือเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ อย่างกระตือรือร้น ซึ่งสะท้อนว่าห้องสมุดสามารถมีชีวิตชีวาได้ หากรู้จักปรับตัว
“ห้องสมุดประชาชน ยังมีความสำคัญเพราะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่จะเอื้ออำนวยให้ประชาชนทุกกลุ่มวัยได้สามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ แต่คิดว่าห้องสมุดประชาชนส่วนใหญ่ ก็ได้พยายามริเริ่มที่จะปรับตัว ตั้งแต่การนำไอทีในรูปแบบต่างๆ เพราะฉะนั้นคนที่มีข้อจำกัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอินเทอร์เน็ตไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งรวมข้อมูล ก็สามารถเข้ามาได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ไม่ใช่ห้องสมุดทุกแห่ง จะมีความพร้อมที่จะทำเรื่องนี้ แต่ถ้าห้องสมุดจับมือร่วมกับสถานศึกษา หรือหน่วยงานที่ให้บริการ เช่นกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ ก็จะทำให้ห้องสมุด (ประชาชน) ซึ่งมีอาคารสถานที่พร้อมอยู่แล้ว ตั้งอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสม เรื่องไอทีก็น่าจะเป็นไปได้ และ ห้องสมุดก็ยังเป็นแหล่งให้คนมาพบปะกัน มาเรียนรู้ ”
วิสัยทัศน์นี้นำไปสู่การผลักดันห้องสมุดให้บูรณาการเทคโนโลยี เช่น การตั้งศูนย์เรียนรู้ดิจิทัลในห้องสมุดประชาชน เพื่อให้คนทุกวัยเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในโลกยุคใหม่ และพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ไม่ว่าจะเป็นการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี หรือการเรียนรู้ตลอดชีวิต ห้องสมุดในมุมมองของคุณหญิงกษมา จึงไม่ใช่แค่หน่วยงานทางการศึกษา แต่คือหัวใจของการสร้างสังคมที่รู้เท่าทันโลก
ตลอดชีวิตการทำงานของคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา สิ่งที่ท่านได้ทำและได้รับ ไม่ใช่เพียงโครงการนับร้อย หรือรางวัลจากองค์กรระดับโลก แต่คือแนวคิดและวิธีคิดแบบใหม่เกี่ยวกับการเรียนรู้ ที่ให้คุณค่ากับผู้คนทุกกลุ่ม และเชื่อมั่นว่าเมื่อใครสักคนเริ่มต้นเรียนรู้ ก็ย่อมสามารถเปลี่ยนชีวิตตนเองและสังคมรอบข้างได้
บทบาทของท่านจึงไม่เพียงเป็นผู้บริหารที่วางรากฐานเชิงนโยบายให้กับวงการศึกษา แต่ยังเป็นผู้นำทางความคิดที่ผลักดันให้ห้องสมุดกลายเป็นพลังกลางของการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง ท่ามกลางยุคสมัยที่ความเปลี่ยนแปลงหมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ ชื่อของท่านจะยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้ที่เชื่อว่า ความรู้คือรากฐานของการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนเสมอ
ที่มา
เว็บไซต์ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม จาก www.nfe.go.th (Online)
เว็บไซต์ UNESCO จาก www.unesco.org (Online)
เว็บไซต์ สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย จาก www.tla.or.th (Online)
เว็บไซต์ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จาก www.thaimediafund.or.th (Online)
เว็บไซต์ สำนักงานหอสมุดแห่งชาติ จาก www.nlt.go.th (Online)
เว็บไซต์ สำนักข่าวไทย จาก nnthailand (Online)

