งานอดิเรกคืออะไร เป็นคำถามที่หลายคนมักจะนิ่งคิดใช้เวลาไปครู่ใหญ่ เพื่อค้นหาคำตอบว่าอะไรคือสิ่งที่ชอบทำ ทั้งเล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง สิ่งง่ายๆ ที่เหมือนว่าใครทั่วไปก็ทำกันอยู่ในชีวิตประจำวัน
กลับกันกับ เบส-กิตติศักดิ์ คงคา เจ้าของสำนักพิมพ์ 13357 Publishing เขาเป็นทั้งนักเขียน นักลงทุน เจ้าของกิจการ เจ้าของโรงงานสมุนไพร ผู้ซึ่งมีบทบาทชีวิตที่หลากหลาย มีรางวัลงานเขียนวรรณกรรมมากมาย
แม้ตัวเขาจะมองว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นไม่ได้มากมาย และเป็นเพียงงานอดิเรกที่ขับเคลื่อนด้วยความสนุกเท่านั้น แต่การที่เขาหยิบจับความหวังมาเล่าผ่านตัวละคร เปลี่ยนวันเวลาที่ต้องเผชิญกับโรคซึมเศร้า ด้วยการใช้เวลาไปในโลกของงานเขียนเพื่อค้นหาความสุข ก็ทำให้เขาพบเจอกับตัวเองในอีกโลกหนึ่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“งานเขียนทำให้เราหลุดโฟกัสจากชีวิตตัวเองไปเป็นชีวิตคนอื่น เหมือนเราต้องไปจินตนาการตัวเองเป็นคนอื่น มันเทำให้เราไม่ต้องเป็นตัวเองไปช่วงเวลาหนึ่ง มันทำให้เรารู้สึกว่าตอนนี้เรามีความสุข”
นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นในอีกบทบาทหนึ่งของชีวิต จุดเล็กๆ ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงภายในหัวใจ สู่การแบ่งปันความหวังให้กับนักอ่าน และนำมาสู่ความมั่นคงในยุคสมัยของการเปลี่ยนผ่าน วันที่ความเป็นมนุษย์และความสนใจอันหลากหลายเปิดโอกาสให้เขาก้าวไปสู่เส้นทางใหม่ๆ และเอาชนะเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้ในฐานะนักเขียน

คุณเริ่มสนใจในหนังสือตั้งแต่ตอนไหน ?
ช่วงมัธยม เป็นช่วงชีวิตที่การเรียนไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ มีความสัมพันธ์กับเพื่อนที่โรงเรียนไม่ค่อยดี เหมือนยังปรับตัวเข้าหาสังคมไม่เก่ง แล้วก็ที่บ้านก็ไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกันเท่าไหร่เพราะว่าพ่อแม่อยู่ในช่วงตั้งต้นธุรกิจ เขาไปต่างจังหวัดบ่อยๆ ผมก็จะอยู่บ้านคนเดียวหรือว่าอยู่กับพี่ อยู่กับญาติคนอื่น
พอย้อนกลับไปเมื่อสัก 20 ปีที่แล้วมันไม่ได้มีตัวเลือกในชีวิตเยอะ ทีวีมันก็ไม่ได้มีให้ดูตลอดเวลา อินเทอร์เน็ตก็ไม่มี การอ่านหนังสือก็เป็นตัวเลือกที่ดีมากสำหรับผมในเวลานั้น
อ่านหนังสือมันก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราได้ไปสู่โลกใหม่ๆ ได้เลือกได้ว่าเราจะเสพอะไร ชอบอะไร เลยเป็นจุดเริ่มต้นทำให้เราชอบหนังสือมาตลอด โดยเฉพาะหนังสือที่ทำให้ผมชอบการอ่านมากๆ คือ เพชรพระอุมา เราอ่านซ้ำไม่ต่ำกว่าห้ารอบ เรียกได้ว่าเปลี่ยนชีวิตของเราไปเลย เพราะทำให้ตัวผมรู้สึกว่า โลกของหนังสือมันทรงพลังมากๆ แล้วก็ทำให้ผมอยากจะเป็นนักเขียนด้วย
แล้วผมก็รู้สึกว่า เราอยากมีโลกแบบนี้บ้างจัง เราชอบบรรยากาศที่นักอ่านสามารถหลุดเข้าไปอยู่ในโลกของนักเขียนได้ ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ดีจริงๆ สำหรับเรา
หนังสือเพชรพระอุมา ชุดนี้มีความเชื่อมโยงอะไรกับตัวคุณทำให้คุณต้องกลับไปอ่านไม่ต่ำกว่า 5 รอบ ?
ผมคิดว่าเพชรพระอุมาน่าจะเป็นหนังสือแฟนตาซีผจญภัยที่ดีที่สุดที่มีในประเทศไทย ด้วยความยาว ด้วยจำนวนเล่มพอช่วงเวลาที่เราตอนเด็กๆ เราว่าง ผมก็อยากอ่านอะไรที่มันยาวๆ หน่อย ไม่ได้อยากอ่านแบบ 2-3 เล่มจบ
แล้วเพชรพระอุมามี 48 เล่ม มันตอบโจทย์มากๆ กับตัวผมเอง แต่พอโตมาผมไม่ได้ต้องการอ่านอะไรที่เยอะเท่าเดิมแล้ว แต่มันก็เป็นความ nostalgia นึกถึงช่วงเวลาตอนที่เราเด็กๆ เพราะทุกครั้งที่เรากลับไปอ่านเพชรพระอุมา เหมือนเราย้อนเวลากลับไปสมัยที่เราอายุ 12-13 ปี ได้เริ่มต้นรู้จักหนังสือ
ตอนนั้นผมก็จะได้เรียนรู้โลกหนังสือผ่าน เพชรพระอุมา ทั้งรูปแบบของการเล่าเรื่อง จังหวะในการเล่าเรื่องหรือพล็อตหรือคาแรกเตอร์อะไรต่างๆ ผมรู้สึกว่ามันเป็นรากฐานหนึ่งสำคัญของการเขียนผมในยุคปัจจุบัน
ก่อนที่จะเริ่มเขียนหนังสือ คุณสนใจเรื่อง บิซิเนสได้อย่างไร ?
เรื่องมันเริ่มต้นจากการที่พี่ชายผมเรียนจบแล้วเขาก็ไปขอรถแม่คันหนึ่งแล้วแม่ก็ให้ แล้วตอนผมเรียนจบเภสัช แม่ก็รู้สึกว่าถ้าให้ไม่เท่ากันเดี๋ยวลูกจะเสียใจ แต่ผมไม่ได้อยากได้รถ เขาก็เลยให้เงินมาเท่ากับที่เขาซื้อรถให้พี่ แต่ก็กลายเป็นว่าเราก็ไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไร แต่ก็เป็นประเด็นขึ้นอีกเพราะว่าเรารู้สึกว่าเก็บเงินไว้เฉยๆ มันก็ไม่รู้จะทำยังไงให้เงินมันงอกเงย
ผมก็เริ่มต้นมาศึกษาเรื่องการลงทุนก็เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต พอศึกษาการลงทุนจริงจัง มันก็กลายเป็นแพสชั่นหนึ่งในชีวิตที่เรารู้สึกว่าสนุก สุดท้ายแล้วมันไม่ได้เป็นเรื่องของการหาเงินไปตั้งนานแล้ว มันเป็นเรื่องของการชื่นชอบที่จะอยู่ที่นี่ ซึ่งจริงๆ ตอนนี้ผมก็เป็นเจ้าของโรงงานสมุนไพร มันตรงโจทย์เภสัชแต่ไม่ค่อยมีคนรู้ว่าผมทำสิ่งนี้ด้วย

สิ่งที่คุณทำดูหลากหลายมากเลย อะไรคือความหมายของคุณในแต่ละบทบาท ?
ตัวผมไม่ได้มองว่ามันเป็นบทบาทที่หลากหลายขนาดนั้น ผมมองเหมือนเป็นคนที่มีงานอดิเรกหลายอย่าง ไม่ได้ชอบทำอะไรเล่นๆ ไปเรื่อยๆ ผมชอบ ผมมีความสุขกับการทำอะไรที่มันจริงจังมากๆ มันก็เลยขยับขยายกลายเป็นว่าจะลงทุนก็ต้องลงทุนจริงจัง จะเขียนก็ต้องเขียนจริงจัง จะขายหนังสือก็ขายหนังสือจริงจัง แต่พื้นฐานมันมาจากความสนุก เหมือนคนทั่วไปที่ชอบไปตีแบด แล้วก็ชอบไปดูคอนเสิร์ต แล้วก็ชอบไปวาดรูปมันก็เหมือนงานอดิเรกของคนอื่น
แต่สำหรับผมแล้ว เราทำงานอดิเรกเป็นอาชีพด้วยมั้ง มันก็เลยดูจริงจัง แต่ความจริงผมไม่ได้มองว่ามันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตขนาดนั้น ผมรู้สึกว่าเราเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่แค่มีความชอบที่หลากหลายเฉยๆ
ผมคิดว่าคนอื่นก็มีความชอบที่หลากหลาย แต่เขาอาจจะไม่ได้มีเวลาหรือมีโอกาสที่จะลุกขึ้นมาทำสิ่งเหล่านั้นอย่างจริงจัง ผมอาจจะเป็นแค่ภาคต่อขยายของคนอื่นเฉยๆ
หมายความว่าการเขียนหนังสือก็คืองานอดิเรก แล้วหนังสือเล่มแรกที่เขียนเกี่ยวกับอะไร ?
หนังสือเล่มแรกที่เขียนจริงๆ เป็นนิยายวายชื่อว่า เกียร์สีขาวกาวน์สีฝุ่น เป็นจุดเริ่มต้นในการเขียน แต่หนังสือ มนุษย์ซึมเศร้ากับเรื่องเล่าสีขาวดำ เป็นหนังสือเล่มแรกของสำนักพิมพ์ 13357 ซึ่งจริงๆ ตอนนั้นที่เขียนมนุษย์ซึมเศร้าฯ ผมป่วยเป็นโรคซึมเศร้าค่อนข้างหนัก แล้วหมอก็ให้ลองไปใช้ชีวิตหลายๆ อย่าง มันก็เหมือนเป็นโจทย์ของคนเป็นโรคซึมเศร้านะว่าลองไปสำรวจโลกดูว่าทำอะไรแล้วเรายังมีความสุขอยู่บ้าง
จริงๆ แล้วผมเป็นคน enjoy exercise เป็นคน enjoy eating เป็นคนมีความสุขไม่ได้ยากขนาดนั้น แต่ช่วงเวลาดังกล่าวมันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขยากมาก แต่สิ่งหนึ่งที่มันมีความสุขมากคือการเขียน ประเด็นหนึ่งก็เพราะว่าเหมือนการเขียนมันทำให้เราหลุดโฟกัสจากชีวิตตัวเองไปเป็นชีวิตคนอื่น เหมือนเราต้องไปจินตนาการตัวเองเป็นคนอื่น มันทำให้เราไม่ต้องเป็นตัวเองไปช่วงเวลาหนึ่ง มันทำให้เรารู้สึกว่าตอนนี้เรามีความสุข
เลยกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเขียนหนังสืออย่างจริงจัง เพราะว่าอยากจะคล้ายๆ บำบัดตัวเองในการเจ็บป่วยด้วย แล้วก็อยากจะดึงความชอบของตัวเองในอดีตที่เคยเป็นความฝันในลิ้นชักมาตั้งนานแล้ว ให้กลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
อะไรที่ทำให้คุณตัดสินใจเปิดสำนักพิมพ์ 13357 Publishing ?
ช่วงเวลานั้นผมก็เขียนหนังสือแล้วหลายเล่มในมือตัวเอง แล้วงานวายมันก็หาที่พิมพ์ไม่ยากมากในยุคนั้นเพราะว่าเราถือว่ามีชื่อเสียงในเชิงออนไลน์ระดับหนึ่ง แต่พอมาเป็นงานฝั่งวรรณกรรม งานฝั่งเสียดสีสังคมกลายเป็นว่าเราไม่สามารถหาที่ตีพิมพ์ได้
แล้วก็ตอนนั้นเขียน จวบจนสิ้นแสงแดงดาว ซึ่งผมมารู้สึกว่า นี่คืองานที่เรารักมากๆ มั่นใจ แล้วก็ภูมิใจมากๆ แต่เสนอสำนักพิมพ์ไหนก็ไม่ผ่าน เรารู้สึกว่าโอเค ถ้ามันเสนอไม่ผ่านก็ทำเองก็ได้ เราคิดว่าสำนักพิมพ์ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ง่ายที่จะทำ แต่มันก็คงไม่ยากเกินกว่าที่จะเรียนรู้
ผมก็ล้มลุกคลุกคลานมาด้วยตัวเองกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในชีวิตมากๆ แล้วผมก็ยังย้อนกลับไปขอบคุณตัวเองทุกครั้งที่ตั้งสำนักพิมพ์ตัวเองขึ้นมา เพราะว่าช่วงแรกๆ ที่ตั้งสำนักพิมพ์มันหนักหนาสาหัสมาก แต่พอผ่านมาได้แล้วมันเป็นสิ่งที่ดีมากๆ ในชีวิตที่เราได้ตัดสินใจทำลงไป

ช่วงที่มันหนัก มันหนักอย่างไร ?
ผมไม่ได้เป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงและผมก็อยู่ในสำนักพิมพ์ที่ไม่มีชื่อเสียง ปกติถ้าเราเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงเราควรจะอยู่กับสำนักพิมพ์ที่มีชื่อเสียง แต่ถ้าเราทำสำนักพิมพ์ที่ไม่มีชื่อเสียงเราควรจะหานักเขียนที่มีชื่อเสียงมาใส่ให้ขายได้
แต่ผมไม่มีอะไรเลย ตอนนั้นนายพินต้าก็อาจจะเป็น account ที่มีชื่อเสียงในออนไลน์ระดับหนึ่ง แต่งานเล่มแรกๆ ที่พิมพ์ในชื่อ กิตติศักดิ์ คงคา ซึ่งไม่เคยพิมพ์หนังสือออกมาก่อนเลย มันเป็นอะไรที่กดดัน ถึงแม้ว่าจะมีหนังสือที่ขายดีอยู่บ้าง แต่มันก็ไม่ได้มากพอที่จะมาชดเชยกับค่าประชาสัมพันธ์ ค่า fixed cost ในการจ่ายพนักงาน ค่าการทำรูปเล่ม และหลายเล่มเราพิมพ์ออกไปแล้วผิดพลาดมันก็ขาดทุนเยอะ ผมเลยตัดสินใจใส่เงินเข้าไปหนึ่งล้าน แล้วก็สัญญากับตัวเองว่าจะไม่เติมอีกเด็ดขาด ถ้าเจ๊งก็จะปล่อยเจ๊งเลย
ผมยื้อมาได้สองปี คือปี 2020 กับ 2021 ผมพยายามจะไม่เขียนหนังสือหุ้นมาตลอดเพราะรู้สึกว่าการเขียนหนังสือหุ้นมันขี้โกง เพราะเรามีฐานคนอ่านอยู่แล้วมันไม่ได้พิสูจน์ตัวเอง แต่จังหวะนั้นมันไม่ได้แล้ว มันถึงจุดสิ้นสุดแล้วสำนักพิมพ์จะเจ๊งแล้ว
จำได้เลยว่าวันที่ 30 พฤศจิกายน 2021 เงินในสำนักพิมพ์เหลือประมาณหลักพัน ซึ่งพรุ่งนี้จะต้องจ่ายค่าแรงพนักงานที่เป็นพนักงานประจำแล้วมันไม่พอ มันมีช้อยส์ให้เลือกว่าจะใส่เงินเพิ่มหรือจะปิด
ตอนนั้นผมก็เลยตัดสินใจเปิดพรีออร์เดอร์หนังสือใหม่ Stock Lecture ลงทุนหุ้นได้ในเล่มเดียว แล้วก็เปลี่ยนชีวิตมียอดขายหลักล้านภายในสองวัน มันก็เลยกลายเป็นว่าจากสิ่งที่เราอดทนทรมานต่อสู้มันมาตลอด สุดท้ายมันก็ผ่านไปได้
ส่วนตอนนี้ไม่ได้พึ่งพิงหนังสือหุ้นอย่างเดียวแล้ว เดี๋ยวนี้กลายเป็นว่าหนังสือที่ขายดีจริงๆ เป็นหนังสือนิยายสืบสวน มันมีการเปลี่ยนแปลง การพิสูจน์ตัวเองมาเรื่อยๆ
เหมือนผมเองก็เป็นนักเขียนที่มีหลายยุคสมัยของตัวเอง ช่วงหนึ่งก็จะเขียนวายเยอะมาก งานวายก็จะดัง อีกช่วงหนึ่งก็มาเขียนหนังสือหุ้นก็จะดังมาก แล้วตอนนี้ก็จะกลับกลายมาเป็นหนังสือสืบสวนมันก็จะมีจังหวะของชีวิตที่แตกต่างกันไป
การเข้ามาของ AI ในฐานะที่คุณเป็นนักเขียน เจ้าของสำนักพิมพ์คิดเห็นอย่างไร ?
ผมไม่ได้มอง AI เป็น threat ผมคิดว่าต่อให้มีคนเอา AI มาเขียนหนังสือขายจริงๆ แน่นอนว่ามีอยู่แล้วแหละก็เห็นกันอยู่ ผมว่าประเด็นนี้ มันยิ่งเป็นสิ่งกดดันให้นักเขียนเองต้องมีตัวตน เพราะว่าไม่มีใครอยากอ่านหนังสือจาก AI หรอก ถ้าพูดตรงๆ เรายังมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อยู่ว่า เราไม่อยากเสพศิลปะจากปัญญาประดิษฐ์ แต่โอเค 100 ปีข้างหน้าอาจจะไม่คิดแบบอีกแล้ว แต่วันนี้ ตอนนี้ไม่มีนักอ่านคนไหนหรอกที่รู้สึกว่าฉันดีใจจังเลยที่ได้อ่านงานจาก AI
มันรู้สึกว่ามันถูกลดทอนคุณค่าในเชิงวรรณกรรมลง ดังนั้นนักเขียนทุกคนถูกบังคับว่าคุณจะต้องออกมาแสดงตัวตนว่าคุณคือใคร อยู่ในพื้นที่โลกใบนี้ได้อย่างไร นั่นเป็นสิ่งสำคัญ และถ้าคุณสื่อสารเรื่องนี้กับนักอ่านไม่ได้คุณอาจจะสอบตกก็ได้
เพราะถ้าคุณไม่มีชื่อเสียงหรือว่าไม่มีตัวตนของคุณเอง นักอ่านก็อาจจะไม่มั่นใจคิดว่านี่งาน AI หรือเปล่า อย่างพวกงานใน e-book ทั้งหลายที่ขายกัน ผมว่าเป็นผลกระทบในแง่ลบด้วยซ้ำ เพราะคนก็จะหวาดระแวงมากขึ้นทั้งเรื่องปก เรื่องเนื้อหา สุดท้ายผมคิดว่าคนจะยิ่งกระชับความเชื่อมั่นในตัวนักเขียนมากขึ้นว่า เฮ้ย รู้จักคนนี้ว่ะ เคยอ่านคนนี้ใช้ได้นักอ่านก็จะอ่านคนเดิม มันกลายเป็นว่านักเขียนก็ต้องแสดงความเป็นมนุษย์ออกมาเพื่อที่จะสู้กับสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์
คุณมีตัวตนที่ชัดเจน มีนักอ่านในหลายศาสตร์ มีรางวัลมากมาย และมีคำพูดของนักอ่านแบบไหนที่มีความหมายกับตัวคุณ ?
งานหนังสือที่ผ่านมามีคนมาหาผมแล้วก็บอกว่า ‘พี่เบสหนูเกือบจะตายหลายครั้งแล้วนะ แต่หนูยังมีชีวิตอยู่ได้เพราะว่าหนูยังมีเป้าหมาย คือหนูจะรออ่านหนังสือเล่มต่อไปของพี่ ดังนั้นพี่อย่าหยุดออกหนังสือนะคะ เพราะว่าการออก หนังสือเล่มใหม่ของพี่คือความหวังในการมีชีวิตอยู่ของหนู’
ผมรู้สึกว่า โห นี่คือ สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าประติมากรรมหรือว่ารางวัลวรรณกรรมไหนในโลกใบนี้อีก คือการที่คนหนึ่งเขาให้เกียรติงานของเราเป็นคุณค่าในการมีชีวิตอยู่ของเขา เขายังรอคอยที่จะแบบว่า เฮ้ย กูยังตายไม่ได้ เดี๋ยวตุลาคมนี้พี่เบสออกหนังสือใหม่เดี๋ยวกูไม่ได้อ่าน มันมีคนที่คิดแบบนี้ผมไม่รู้ว่าเราคิดจริงจังแค่ไหน
แต่สุดท้ายแล้วการที่เขาเดินมาบอกเราด้วยน้ำเสียงที่จริงใจ มันคือคุณค่ามากๆ ว่างานเขียนของเราไปเปลี่ยนแปลงชีวิตคนคนหนึ่งเลยนะ โอเคแหละรางวัลวรรณกรรมมันยิ่งใหญ่ก็จริง แต่สุดท้ายแล้วเราเขียนงานให้นักอ่านอ่าน ดังนั้นการที่มีนักอ่านให้เราเป็นคุณค่าในการมีชีวิตอยู่ ผมคิดว่ามันไม่มีอะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านี้ได้อีกแล้ว เราเปลี่ยนแปลงชีวิตคนนึงได้ถ้าเขามีชีวิตต่ออยู่อีกวัน เพราะรออ่านหนังสือเราผมคิดว่านี่มันก็คือที่สุดของการเป็นนักเขียนแล้ว

ในฐานะคนทำงานในแวดวงวรรณกรรม อะไรคือบทเรียนสำคัญสำหรับคุณ ?
ผมเรียนรู้ว่าเราเป็นมนุษย์ที่ธรรมดามากๆ เป็นคนที่ไม่สมบูรณ์แบบ เป็นคนที่จะต้องผิดพลาดในทุกวัน การทำอะไรสักอย่างที่ต้องรับมือกับคนจำนวนมาก เช่น หนังสือมีคนอ่านอาจจะหลักหมื่นคน หรือว่าผมเขียนบทละครด้วยมีคนดูเป็นล้านคน เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะทำงานได้สมบูรณ์แบบ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีคนชอบทุกชิ้นนะ
สิ่งสำคัญคือเราต้องบอกตัวเองว่าเราเป็นแค่มนุษย์ธรรมดา เราไม่ใช่สมมติเทพมาจากไหน งานของเรามันก็ผิดพลาดเป็นธรรมดาอยู่แล้ว เสียหายเป็นธรรมดาอยู่แล้ว พอเราก็เรียนรู้ว่างานนี้ไม่ดี งานนี้มีจุดผิดพลาด ไม่เป็นไรชิ้นต่อไปทำต่อ สำนักพิมพ์ก็เหมือนกันเราเคยผิดพลาดอะไรหลายๆ อย่าง เช่น ขาดทุนเป็นหลักแสนกับการตัดสินใจครั้งเดียวก็เคย แต่สุดท้ายแล้วเราบอกตัวเองว่า เฮ้ย ชีวิตเราเป็นแบบนี้ เราก็เรียนรู้เข้าใจว่ามันเป็นธรรมดามากๆ ที่เราจะไม่สมบูรณ์แบบ
ผมรู้ตัวว่าเป็น perfectionist ในระยะแรกที่ผมทำอะไรใหม่ๆ ถ้าผมเริ่มเขียนผมก็จะเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์มาก พยายามทำมันให้ดีที่สุด แต่เวลามันไปถึงจุดหนึ่งของชีวิตหรือของเส้นทางแล้วผมจะปล่อยวางทุกอย่างลง แล้วบอกว่า เฮ้ย เราเป็นแค่คนธรรมดาเอง เราเป็นแค่มนุษย์คนหนึ่งที่ทำงานออกมามีความสุขที่อยากจะทำ
พอเรายอมรับได้แล้วว่าเราเป็นแค่คนธรรมดาชีวิตเรามันจะเบาขึ้น มันจะง่ายขึ้น มันจะให้โอกาสในการผิดพลาดล้มเหลว เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ที่ไม่ได้แค่บอกว่า เฮ้ย ฉันคือคนที่เก่งที่สุด
ถ้าเราเป็นคนพยายามเป็นคนที่สมบูรณ์แบบมากๆ เราจะไม่มีพื้นที่ให้ตัวเองได้ผิดพลาดแล้วมันจะเจ็บปวดมากๆ แต่พอเราเป็นคนธรรมดา เราทำอะไรผิดพลาด เราก็ให้บอกตัวเองว่าเราก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง สุดท้ายมันก็จะผ่านไปแบบชีวิตคนธรรมดาทั่วๆ ไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมเรียนรู้แล้วก็เติบโตมากับการทำงานเขียน



