ท่ามกลางตึกแถวย่านที่พักอาศัยในชุมชนตลาดบางจาก มีร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่เพียงหนึ่งคูหา ด้วยแสงไฟสีโทนอุ่นจากโคมแขวนเพดานส่องกระทบชั้นไม้พาเลทที่เรียงรายด้วยหนังสือภาษาอังกฤษ ข้างเคียงด้วยชุดโต๊ะไม้ที่ชวนให้นึกถึงห้องเวิร์กชอป หรือห้องปฏิบัติงานเล็กๆ ในโรงงานอุตสาหกรรมสุดคลาสสิก ตามความเชื่อของ Books & Belongings ที่ว่า วรรณกรรม คือปฏิบัติทางแนวคิดที่ต้องอาศัยการลงมือ ลงเรี่ยวแรง ดังนั้นตัวร้านจึงหยิบยืมความเป็นโต๊ะเก้าอี้ของห้องเวิร์กชอป ที่อาจดูไม่นุ่มนวล แต่สามารถนั่งทำงานนานๆ ได้มาใช้ตกแต่งร้าน ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ความเป็นนักทดลองความคิดและกลิ่นอายภูมิปัญญาของหนังสือมากขึ้น
Books & Belongings หรือร้านหนังสือและสิ่งของ เริ่มต้นจากความฝันของ โย–กิตติพล สรัคคานนท์ เมื่อราว 12 ปีก่อน กับความตั้งใจเปิดร้านหนังสือเฉพาะทางด้านปรัชญา และทฤษฎีทางสังคม-มนุษยศาสตร์ ทั้งเก่าและใหม่ หากรู้ว่ามีร้านหนังสือแบบนี้อยู่ที่ไหนบนโลก ก็พร้อมจะเดินทางไปหา ก่อนกลายมาเป็นร้านหนังสืออิสระบริเวณริมถนนสุขุมวิท 91 จนเกือบจะปิดตัวลง แล้ววันหนึ่งก็ได้โยกย้ายมาตั้งหลักในพื้นที่ปัจจุบัน ณ ซอยสุขุมวิท 95 และได้หุ้นส่วนทางไกล วิกกี้–วิชุตา โลหิตโยธิน ลูกค้าของร้านและมิตรสหายที่กลายมาเป็นเพื่อนร่วมงาน เข้ามาช่วยพัฒนาให้ร้านก้าวเข้าสู่โลกออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ booksandbelongings.com ที่อำนวยความสะดวกให้นักอ่านได้เข้าถึงหนังสือหายาก หนังสือวิชาการ และหนังสือเฉพาะทางอย่างรู้ตัว…หรือบางทีก็ไม่รู้ตัว แต่รู้แค่ว่าอยากอ่านหนังสือขึ้นเรื่อยๆ

เกือบลาจาก แต่หนังสือยังเรียกไว้
โย เจ้าของร้านเล่าถึงช่วงเวลาที่วิกกี้เข้ามาช่วยไว้ในเวลาที่เขาเริ่มอิ่มตัวและคิดจะปิดร้านว่า “วิกกี้เคยแวะมาร้านตอนช่วงที่ยังอยู่ปากซอยสุขุมวิท 91 ครับ ซึ่งเธอก็รู้สึกประทับใจ แล้วพอได้ยินผมเล่าว่า ร้านอาจจะต้องปิดเร็วๆ นี้ เพราะอาจทำต่อไม่ไหว ก่อนกลับไป เธอก็เลยเสนอว่า จะขอเข้ามาเป็นหุ้นส่วน มาช่วยทำร้านด้วยอีกแรง เพราะอยากต่อชีวิตให้ร้านมันอยู่ต่อ ไม่ได้อยากให้ร้านหนังสือที่หาได้ยากอยู่แล้ว มาหายไปเฉยๆ” ซึ่งการที่วิกกี้เข้ามาเป็นหุ้นส่วน ทำให้โยรู้สึกว่าเป็นการเซฟชีวิตทั้งร้านและชีวิตเขาด้วยจริงๆ
“การที่วิกกี้เข้ามา ผมคิดว่าอีกด้านก็คือ มันช่วยชีวิตผมด้วยในเวลาเดียวกัน”
โยได้ระลึกไปก่อนที่จะเกิด Books & Belongings เล่าถึงความฝันในการทำร้านหนังสือของตัวเอง ซึ่งย้อนไปไกลเป็นสิบปี “ในโลกของธุรกิจการทำงานที่ได้เงินจริงมันย่อมเป็นสิ่งที่ดี แต่มันไม่ใช่สิ่งที่เราชอบหรือถนัด จนเมื่อเราต้องมาทำร้านหนังสือ ซึ่งก็คือธุรกิจแบบหนึ่ง แต่กว่าจะเป็นธุรกิจที่ทำเงินจริงๆ ได้ก็ต้องใช้เวลา สำหรับผมมันก็คือหลังจากวิกกี้เข้ามาแล้ว ซึ่งในด้านของวิกกี้เอง เธอก็มองว่า ร้านหนังสือก็ช่วยชีวิตเธอด้วยเหมือนกัน มันทำให้เธอได้มีเป้าหมาย และการทำร้านก็เป็นเป้าหมายของเธอที่เคยฝันว่าอยากมีร้านเล็กๆ ของตัวเอง”
วิกกี้เข้ามาเติมในส่วนที่ Books & Belongings ขาด นั่นคือระบบการจัดการคลังหนังสือและการขายออนไลน์ ทำให้เธอเร่งพัฒนาระบบนับจากนั้น
“วิกกี้เธอเห็นว่าตอนนั้นร้านยังไม่มีระบบที่สามารถตรวจสอบสินค้าคงคลังแบบเรียลไทม์และจำหน่ายหนังสือออนไลน์ได้ด้วย ก็เลยเสนอว่า มันต้องมีนะ แต่วิธีที่มันจะมีแล้วเกิดประโยชน์สูงสุดคือระบบสต๊อกสินค้าที่เชื่อมโยงเข้ากับตัวร้านหนังสือและเว็บไซต์ของร้านด้วย
“มันทำให้เราไม่ทำงานซ้ำหลายหน ลูกค้าทำออร์เดอร์หนึ่งครั้ง ระบบจะตัดสต๊อกให้ทันทีและแจ้งยอดคงเหลือ ทำให้เราสามารถวางแผนการจัดการและทำรายการหนังสือเข้าใหม่ได้สะดวกรวดเร็วขึ้น ในขณะที่ร้านหนังสือตอนแรกเริ่ม จะเขียนมือไว้ แล้วค่อยเข้าไปคีย์ข้อมูลเพื่อตัดยอด ไม่ได้ทำระบบตั้งแต่แรก การได้เจอกับวิกกี้ก็เหมือนพบความจริงว่าผมเองแอนะล็อกมากๆ” โยเล่า
ข้อดีของระบบออนไลน์นี้เอง ที่ช่วยให้ร้านสามารถเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้อ่านได้กว้างขึ้น สามารถก้าวผ่านอุปสรรคสำคัญ และยังคงเติบโตเป็นร้านหนังสือคัดสรรที่เคียงคู่นักอ่านจากไทยและทั่วโลก

ร้านหนังสือและการก้าวผ่าน
“ผมชอบคำพูดของนักเขียนคนหนึ่งที่ว่า ความอยู่หรือการมีอยู่ของสิ่งใดก็นับเป็นความยากของ สิ่งนั้นเสมอ อุปสรรคที่เราเจอจะว่าไปก็คงเป็นส่วนหนึ่งของการมีอยู่ ที่ต้องแก้ ต้องปรับเปลี่ยนกันไป ในแง่ของการอยู่มาถึงหลักสิบปีขึ้นไป ความเหนื่อยล้าก็เป็นความรู้สึกที่อยู่กับเราตลอด แต่พอคิดว่าเรามีนักอ่าน มีลูกค้าที่คอยสนับสนุนให้เราอยู่ต่อไป แบบซื้อกันอย่างจริงจังในทุกๆ อาทิตย์ ทุกเดือน และตลอดทั้งปี เราก็หายเหนื่อยและมีแรงทำงานต่อทันที อุปสรรคเลยไม่ค่อยเป็นอุปสรรคนัก” โยเล่า ส่วนวิกกี้ได้ฝากคำตอบนี้ไว้ผ่านโยว่า อุปสรรคสำคัญของร้านมี 2 เหตุการณ์คือ โควิด-19 และการไม่ต่อสัญญาพื้นที่ร้านเดิม (ริมถนนสุขุมวิท 91)
ในเหตุการณ์โควิด-19 เป็นช่วงที่ต้องปิดหน้าร้าน ซึ่งเป็นโชคดีที่ขณะนั้นร้านกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านจากการมีเพียงหน้าร้าน มาเป็นเว็บไซต์ booksandbelongings.com พอดี ทำให้แม้จะเกิดสถานการณ์โรคระบาด นักอ่านก็ยังสามารถเข้าถึงรายการหนังสือ และสั่งซื้อได้ทันทีโดยที่ไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่หน้าร้าน แม้การทำระบบออนไลน์จะฟังดูง่าย แต่ในความเป็นจริงการพาหนังสือหลายพันเล่มเข้าสู่เว็บไซต์ มีทั้งเรื่องข้อจำกัดของเวลา และ time zone ที่หุ้นส่วนทั้งสองคนอยู่คนละฟากฝั่งโลกการทำงานร่วมกันย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ทั้งคู่ต่างก็ผ่านช่วงเวลาทดสอบนี้ได้ในที่สุด ด้วยเพราะมีเป้าหมายร่วมกันชัดเจน
“การมีอยู่ของร้านหนังสืออิสระมีความสำคัญต่อการเติบโตของชุมชนนักอ่าน ที่จำเป็นต้องรักษาตัวเลือก และทางเลือกในการอ่านให้นักอ่านได้เข้าถึง text และวรรณกรรมที่ไม่ได้อยู่ในโลกกระแสหลัก ให้งานเหล่านี้มีที่ทาง และถึงมือนักอ่านทั้งรุ่นใหม่และร่วมสมัยให้ได้มากที่สุด เท่าที่เราทำได้” วิกกี้ฝากข้อความนี้ไว้
ส่วนโยขยายความเพิ่มเติมเพื่อให้เห็นภาพการทำงานในช่วงนั้นให้ฟังว่า “ช่วงที่วิกกี้กลับไปอเมริกา สิ่งแรกที่เขาทำคือ การทำเว็บไซต์ให้เสร็จ แล้วผมที่อยู่ไทยก็ต้องเป็นคนเอาหนังสือทุกเล่มมาเข้าระบบ ด้วยการถ่ายรูปหนังสือทีละเล่ม เขียนเรื่องย่อหนังสือหลายร้อยเล่ม เป็นลักษณะ manual อยู่ แต่ตอนหลังเราก็ค่อนข้างฉลาดขึ้น ก็ใช้ source ภาพจากที่สำนักพิมพ์ให้ แต่เมื่อก่อนต้องเซตอัปถ่ายรูปเอง ซึ่งตอนนี้ในฐานข้อมูลเรามีหนังสือน่าจะเป็นหมื่นเล่มแล้วมั้ง จากลองนึกดูว่าเมื่อก่อนต้องทำเองทั้งหมด บางอันต้องไปชั่งน้ำหนักหนังสือเอง เพราะมันไม่มีข้อมูล แต่ว่าพอทำแล้ว มันทำครั้งเดียวครับ แล้วเราไม่ต้องทำแล้ว อาจจะมีแค่เข้ามาแก้ราคาบ้าง แต่มันกลายเป็นฐานข้อมูลของหนังสือไปแล้ว”
เมื่อเว็บไซต์สำเร็จผ่านไปด้วยดี เรียกได้ว่า ช่วงโควิด-19 เป็นช่วงที่หนังสือขายดีทีเดียว จนดูเหมือนสถานการณ์ร้านจะเริ่มคลี่คลายแล้ว กลับเผชิญกับอุปสรรคที่วิกกี้เปรียบเปรยว่าเหมือนพายุลูกใหญ่ คือการที่เจ้าของพื้นที่ร้านเดิมตรงริมถนนสุขุมวิท 91 เปลี่ยนใจไม่ต่อสัญญาเช่า ร้านจึงจำเป็นต้องย้ายออกอย่างกะทันหันภายใน 5 วัน ทั้งคู่จึงเดินลัดเลาะซอกซอยตามหาทำเลใหม่ พร้อมโทรหาตัวแทนรับฝากขาย-เช่าอาคารไปด้วย จนกระทั่งเจอพื้นที่ซึ่งโยได้นิยามว่า “เราไม่ได้เลือกย่านนี้เอง แต่ย่านนี้เลือกเรา”
“เราเจอป้ายให้เช่าแขวนไว้ข้างหน้าตึก แล้วตึกมันก็หน้าตาคุ้นๆ เหมือนร้านเรา คุยกับวิกกี้ว่าโทรหาดีไหม ผมก็โทรไปว่าเรามาจากร้านหนังสือ ต้องการหาที่เช่า เพราะต้องย้ายของออก เจ้าของตึกที่รับสายก็บอกว่า อ๋อ ร้านหนังสือใช่ไหม รู้จักเคยเป็นลูกค้า เขาบอกว่าขนของมาได้ เรื่องสัญญาค่อยว่ากัน เดี๋ยวราคาค่อยดูให้ที่ไม่แพงเกินไป จากเดิมที่เขาไม่ค่อยปล่อยเช่า เพราะเป็นบ้านเขา แม้จะติดป้ายไว้ก็ไม่เคยปล่อย จากนั้นวิกกี้ก็เนรมิตรถขนของภายในวันเดียว ย้ายหนังสือจากตรงนั้นมาที่นี่ โดยที่เจ้าของตึกนี้ก็ยังไม่คิดค่าเช่าหรือทำสัญญานะ เลยบอกว่าเราไม่ได้เลือก แต่ชุมชนเลือกเราให้มาอยู่ตรงนี้”
และที่โยบอกว่าตึกหน้าตาคุ้นๆ ก็มารู้ภายหลังว่า เจ้าของตึกชอบการตกแต่งที่ร้านเดิม เลยเอาไอเดียทั้งสีสัน โคมไฟ มาออกแบบตึกนี้ไว้ ราวกับตั้งใจเผื่อไว้ให้ร้านหนังสือได้ย้ายมาอยู่ในสักวัน ด้วยพื้นที่ที่เล็กลงจากร้านเดิม การจัดวางภายในจึงต้องคิดใหม่ทั้งหมด
โดยวิกกี้ฝากข้อความไว้ว่า “พอขนาดร้านเล็กลง ทำให้เรามีโอกาสได้ปรับปรุง layout การจัดร้าน ทุกอย่างต้องคัดสรรมากขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับพื้นที่จำกัด ทุกครั้งที่เจออุปสรรค เราทั้งคู่มองหาหนทาง finding the way ดูความเป็นไปได้ วางแผนและลงมือทำทันที
“เราเชื่ออย่างหมดหัวใจว่า เราจะผ่านไปได้ เราต่างเป็นทั้งแรงงาน และแรงใจให้กัน พวกเราทำงานเป็นทีม และที่สำคัญที่สุดคือ การได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนจากลูกค้า มิตรสหายที่ส่งกำลังใจ และสนับสนุนร้านหนังสือมาโดยตลอด ร้านหนังสืออิสระไม่มีทางอยู่รอดได้หากไม่มีลูกค้านักอ่านคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าในทุกปัญหาเราจะรู้สึกว่ามันเบาบางลง หรือมีกำลังใจขึ้นมาทันที เมื่อเรารู้ว่า เราไม่ได้รับมือหรือสู้อยู่คนเดียวลำพัง”


ร้านหนังสือแห่งการคัดสรร
ด้วยความที่ Books & Belongings วางตัวเป็นร้านหนังสือคัดสรร (Curated Bookstore) ทำให้การคัดเลือกหนังสือเป็นแนวทางที่เฉพาะเจาะจง ในร้านล้วนเต็มไปด้วยหนังสือที่ไม่เจอตามร้านอื่นๆ บางเล่มก็หายาก หลายเล่มก็ไม่ได้อยู่ในกระแสหลัก อย่างความสนใจของโยจะมุ่งเน้นที่การคัดเลือกวรรณกรรม โดยโฟกัสไปที่กระแสความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในช่วงรอยต่อระหว่างศตวรรษที่ 19-20 ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1-2 และเริ่มมีวรรณกรรมร่วมสมัยที่เล็งเห็นว่าน่าสนใจมากขึ้น ส่วนงานทฤษฎีทางสังคมก็มุ่งเน้นไปที่ประเภทงานคลาสสิก และงานใหม่ถอดด้าม ส่วนวิกกี้ก็เข้ามาเติมเต็มด้วยการคัดเลือกงานที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัล งานร่วมสมัยและวัฒนธรรมอาหารการกินมากขึ้น
“บางเล่มก็เป็นหนังสือที่ผมมองข้ามไปไม่ได้สนใจมาก แต่ว่าวิกกี้เพิ่มเติมเข้ามา เช่น I’m a Fan ของนักเขียนหญิง Sheena Patel มันน่าสนใจดี เพราะเป็นเสียงที่ร่วมสมัยขึ้น แต่ของผมจะไปดูงานคลาสสิก และงานน่าสนใจแบบที่เขาเรียกว่า The Grand Masters ที่รู้สึกว่าคุณต้องอ่านเล่มนี้ เช่นงานของ James Joyce รู้ไหมว่า Finnegans Wake ฉบับใหม่ล่าสุดออกมาแล้วนะ ส่วนที่เป็นทฤษฎีทางสังคมเนี่ยของผมก็จะโฟกัสบางเรื่อง แต่วิกกี้บอกว่าโลกทุกวันนี้มัน Merge กันหมดแล้ว เทคโนโลยีมันก็เข้ามาอยู่ในชีวิตเรา หลายสิ่งหลายอย่างที่วิกกี้เอาเข้ามาเสริม เช่น Crypto, A.I. แต่มันไม่ใช่ในเชิงที่ทำความรู้จักธรรมดา แต่เป็นเชิงวิเคราะห์วิพากษ์ เอาเข้ามาให้รับกับตัวที่มีอยู่ มันก็กลมขึ้น” ซึ่งการมีหนังสือแนวใหม่ๆ ในร้านเข้ามา ก็พาผู้คนในแวดวงนั้นเข้าสู่ร้าน และขยับไปอ่านหนังสือแนวอื่นๆ ด้วย
“มันน่าสนใจตรงที่ว่า บางคนถูกพาเข้ามาด้วยเพราะสนใจงานด้านเทคโนโลยี แต่พอเขาได้รู้จักกับร้านด้านที่เป็นวรรณกรรม เขากลับรู้สึกว่า อยากลองอ่านวรรณกรรมบ้าง ลูกค้าบางคนที่ทำงานด้านการเงิน ก็อยากอ่านอะไรที่มีชีวิตชีวาหรือเยียวยาโลกอันแห้งแล้งอย่างการอ่านวรรณกรรมที่เหมือนเป็นสิ่งที่เยียวยาเขา”
และด้วยการขายหนังสือเฉพาะทาง ที่ทำให้รู้สึกเหมือนร้านจับกลุ่มเฉพาะลูกค้า High-End และกลุ่มคนอีลีต จนบางทีถูกมองว่าแล้วถ้าไม่ใช่ชนชั้นอีลีต ใครจะอ่านหนังสือปรัชญา หรือวรรณกรรมคลาสสิกที่แพงเกินกว่าค่าครองชีพ
“นี่เป็นคำถามที่ยังอยู่ในความรู้สึกและยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนหรอกครับ เมื่อก่อนผมคิดว่า หนังสือเป็นเรื่องของอีลีต เพราะหนังสือคือสินค้าฟุ่มเฟือย แล้วหนังสือปรัชญา วรรณกรรม ยิ่งเป็นสินค้าที่เกินความจำเป็นไปมาก อย่างเพื่อนอาจารย์ หรือนักวิชาการที่ผมรู้จัก เขาเห็นว่า มันน่าจะเป็นความเพ้อฝัน หรือคิดไปเองว่า ร้านผมจะมีคนงานก่อสร้างมาซื้อ แต่วันหนึ่งผมก็เจอคนงานก่อสร้างที่ตอนนี้ทำงานเป็นโฟร์แมนเดินเข้ามาในร้านจริงๆ เขารับค่าแรง 500 บาทต่อวัน ลงสมัครเรียนรามฯ สาขาปรัชญา และเพื่อนที่มากับเขาที่บ้านก็เป็นร้านขายข้าวสาร พากันขับมอเตอร์ไซค์มาซื้อหนังสือเดือนละครั้งสองครั้ง แน่นอนเขาซื้อไม่ได้มาก เดือนนึงอาจจะซื้อสักสองสามเล่ม”
ในฐานะผู้จัดการร้าน โยมักเน้นย้ำว่า สำหรับผู้ที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอ่านอะไร เวลาเดินเข้ามาในร้าน Books and Belongings ก็ขอให้คิดว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมีจุดเริ่มต้นที่เรารู้สึกแปลกและไม่คุ้นเคยมาก่อนทั้งนั้น
“หนังสือมันจะดูแปลกหน่อยในช่วงแรก แต่จะแปลกน้อยลงหลังจากที่เราได้เริ่มอ่าน อย่างลูกค้าที่ปกติอ่านเฉพาะหนังสือแนวพัฒนาตัวเอง ซึ่งที่ร้านเราอาจไม่มี ผมก็จะแนะนำไปว่า วิธีพัฒนาตัวเองที่ดีมากๆ อีกทางคือการรู้จักชีวิตและผู้คนในพื้นที่และเวลาอื่นๆ ผ่านวรรณกรรม และเรื่องเล่า”
การคัดสรรหนังสือในแบบ Books & Belongings นี่เองที่ทำให้ร้านกลายเป็นหมุดหมายของนักอ่านชาวไทยที่ตามหาหนังสือเฉพาะทาง หนังสือนอกกระแสความสนใจ รวมถึงนักอ่านต่างชาติที่ได้รู้จักร้านผ่านรีวิวในต่างประเทศจนถึงกับปักหมุดว่าจะต้องแวะมาให้ได้ และทำให้ร้านเล็กๆ แห่งนี้ อยู่ในความรับรู้และสนใจของนักอ่านทั้งในและนอกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้




ร้านหนังสือที่สัมพันธ์กับชุมชน
Books & Belongings ไม่ได้เป็นแค่ร้านหนังสือ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน วิกกี้ให้คำอธิบายว่า คำว่า ‘ชุมชน’ สำหรับร้านหมายถึง ชุมชนที่เป็นทั้ง physical (กายภาพ) ในพื้นที่ และนอกพื้นที่ (ซึ่งไม่ได้จำกัดว่าต้องอยู่ในย่านบางจาก) รวมถึงชุมชนออนไลน์ ซึ่งก็คือนักอ่านและสมาชิกจากทั่วโลกที่เชื่อมโยงกันผ่านโลกออนไลน์ การสื่อสารเหล่านี้ได้สร้างโอกาสให้เกิดกิจกรรมมากมายที่เปิดโอกาสให้นักอ่าน สมาชิก และมิตรสหายได้มีพื้นที่ในการพูดคุยและแลก เปลี่ยนความคิดกัน ซึ่งสะท้อนว่าร้านก็เติบโตไปพร้อมกับความสัมพันธ์ของชุมชน และพัฒนาไปพร้อมกัน
อย่างปีที่ผ่านมา พวกเขาร่วมเทศกาล Bangkok Design Week 2024 ด้วยพื้นที่ของย่านตลาดบางจากที่โดดเด่นด้านอาหารการกิน จึงจัดเสวนาในหัวข้อ การเมืองเรื่องอาหาร (Politics of Food) ที่กระตุ้นความคิดและสร้างปฏิสัมพันธ์กับคนในและคนนอกพื้นที่สุขุมวิทใต้ ในเรื่องการเมืองของอาหารและอาหารกับการเมือง โดยมีนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ และนักกิจกรรมด้านอาหาร มาร่วมพูดคุยในประเด็นของความยั่งยืนที่ไม่ยั่งยืนของอาหาร และอาหารสร้างชุมชน ชุมชนสร้างอาหาร พร้อมด้วยเวิร์กชอปสวนหย่อมกินได้ด้วยตัวเอง
นอกจากนี้ยังร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Learning Fest ทั้งในปี 2024 และ 2025 โดยในปีแรกมาพร้อมธีม Read for Change ชวนถกถึงพลังของหนังสือที่สร้างความเปลี่ยนแปลงทางความคิดและสังคม ขณะที่ปีนี้ เดินทางต่อในธีม Philosophy for Everyday Life: ปรัชญาสามัญประจำ ที่เริ่มต้นจากคำถามว่า หากปรัชญาไม่ใช่เพียงความรู้อันประเสริฐ แต่เป็นเครื่องมือสำหรับใช้ตั้งคำถาม และหาคำตอบในชีวิตประจำวัน เป็นเสมือนความรู้สามัญประจำบ้าน จะเป็นอย่างไร? จึงเกิดเป็นงานเสวนาที่นำแนวคิดทางปรัชญามาแตะเข้าชีวิตจริง ทั้งเรื่องความรัก ความเปลี่ยนแปลง ความผิดหวัง ความโดดเดี่ยว ความแปลกแยก ความเศร้า ความทรงจำ ความโกรธ ความกลัว หรือแม้แต่ความตาย ด้วยหวังว่าจะเป็นพื้นที่ให้ผู้คนได้มานั่งฟัง ตั้งคำถาม แบ่งปัน และเรียนรู้ร่วมกันอย่างไม่ตัดสิน
สำหรับในโลกออนไลน์ Books & Belongings ยังสานต่อบทสนทนาว่าด้วยหนังสือผ่านกิจกรรม B&B Reading Club รายการพูดคุยหนังสือที่ได้ อาจารย์อรรถสิทธิ์ สิทธิดำรง มาเป็นผู้ร่วมรายการหลัก และร่วมคัดเลือกหนังสือทั้งสายวิชาการและวรรณกรรม พูดคุยกับแขกรับเชิญอย่างลึกซึ้ง ซึ่งตลอดปี 2023 ถึงต้นปี 2024 จัดไปแล้วกว่า 33 ตอน กับหนังสือ 33 เล่ม กลายเป็นพื้นที่ของนักอ่านที่อยากเข้าใจเนื้อหาอย่างรอบด้าน และเชื่อมต่อความคิดกันผ่านการอ่าน
รวมถึงพื้นที่นี้ยังเป็นที่ทำงานของสำนักพิมพ์เล็กๆ ในนาม B&B Press ร่วมก่อตั้งโดย อาจารย์สรวิศ ชัยนาม และเน้นตีพิมพ์หนังสือวิชาการที่ใช้ต่อยอดทางความคิด โดยเฉพาะในเชิงการเมืองและสังคม ซึ่งถ้าพูดในนิยามของอาจารย์สรวิศ จะหมายถึง ‘How-to ของฝ่ายซ้าย ฝ่ายก้าวหน้า’ ซึ่งโยเล่าอย่างขำๆ ว่า หนังสือที่ขายดีที่สุดอย่างไม่น่าเชื่อคือ When Philo Met Sophia: เมื่อความรักพบความรู้ ผลงานของเขาเอง
“ไม่แน่ใจว่าเพราะชื่อเรื่อง รูปเล่ม หรืออะไร แต่ให้พูด มันก็เป็นความสุขใจอย่างหนึ่งของนักเขียนประเภทขายไม่ดี ฮ่าๆ” ในปีนี้ B&B Press ก็ยังมีแพลนออกหนังสือแนวความเรียง หรือวรรณกรรม เพื่อเปิดพื้นที่การอ่านให้กว้างขึ้นอีกด้วย
การเดินทางร่วมสิบกว่าปีของ Books & Belongings ที่แม้วันนี้โยจะเรียกช่วงชีวิตตัวเองว่า ‘บั้นปลาย’ แต่เขากับวิกกี้ก็ยังมีความตั้งใจชัดเจนที่จะพาหนังสือบางเล่มไปพบเจอกับนักอ่าน “ผมมาค้นพบในบั้นปลายชีวิตว่า สังคมการอ่านเขียนไม่ได้สร้างในห้วงเวลาเพียงสิบยี่สิบปี แต่ใช้เวลาหลายร้อยหลายพันปี ดังนั้น จุดที่เราอยู่ก็เป็นเพียงก้าวแรกๆ ร้านของเราก็เป็นเพียงจุดเล็กๆ บนเส้นเวลา สิ่งที่เราทำได้ก็คือการหยิบยื่นโอกาสให้หนังสือบางเล่ม ได้พบกันกับนักอ่านบางคน บนเส้นทางที่ต้องดำเนินไปอีกแสนยาวไกล”



