ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลผ่านหน้าจอมือถืออย่างไม่หยุดหย่อน การอ่าน ‘หนังสือเล่ม’ ดูเหมือนจะกลายเป็นกิจกรรมที่ล้าสมัย ทว่าผลการสอบ PISA ปี 2022 ที่เผยให้เห็นว่าเด็กไทย 35% ‘อ่านไม่แตก’ กลับเป็นสัญญาณเตือนที่ดังสนั่น บอกเล่าถึงวิกฤตการศึกษาที่ลึกซึ้งกว่าที่เราเคยคิด
คิม จงสถิตย์วัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด ผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงหนังสือและการอ่านมายาวนาน มองเห็นภาพวิกฤตนี้อย่างชัดเจน จากประสบการณ์ตรงที่ได้ยินผู้บริหารสถานศึกษาพูดว่า “ไม่ต้องซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดหรอก เพราะไม่มีคนอ่านแล้ว”
ในฐานะผู้บริหารสำนักพิมพ์ และในฐานะคุณแม่ เธอชี้ให้เห็นว่าการอ่านไม่ใช่เพียงทักษะพื้นฐาน แต่เป็นรากฐานสำคัญในการสร้าง ‘Active Citizen’ หรือพลเมืองที่เข้มแข็ง ที่จะนำประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น การสร้างรากฐานการอ่านที่เข้มแข็งไม่เพียงแต่พัฒนาจินตนาการ แต่ยังเสริมสร้างทักษะ Digital Literacy ที่จำเป็นในยุคปัจจุบัน

จากโรงเรียน อบจ.เชียงราย ที่ปฏิรูประบบประเมินให้มีคะแนนการอ่าน 10 คะแนนจากคะแนนเต็ม 100 ไปจนถึงการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยวินิจฉัย ‘อายุทางคณิตศาสตร์’ ของนักเรียนแต่ละคน เธอนำเสนอทั้งแนวทางปฏิบัติและอุปสรรคที่เผชิญ รวมถึงข้อจำกัดของระบบราชการที่บางครั้งกลายเป็นกำแพงขวางทางการศึกษา
The KOMMON ชวนเธอสนทนาแบบเจาะลึกเกี่ยวกับวิกฤตการอ่านในบ้านเรา ด้านหนึ่งคือการเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจเกี่ยวกับสภาพการอ่านของเด็กไทย ขณะเดียวกันก็ชี้ทางออกที่เป็นรูปธรรม ว่าครู ผู้ปกครอง และทุกภาคส่วนของสังคม จะร่วมมือกันอย่างไรเพื่อให้การอ่านกลับมาเป็นส่วนสำคัญของชีวิตเด็กไทยอีกครั้ง…ก่อนที่จะสายเกินไป
ในฐานะที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงหนังสือและการอ่านมายาวนาน คุณมองว่าสถานการณ์ด้านการอ่านของประเทศไทยในปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง
สถานการณ์ปัจจุบันน่าเป็นห่วงมากค่ะ ในฐานะสำนักพิมพ์ เรามีหน้าที่ทำหนังสือที่ดีเพื่อให้คนไทยได้อ่าน เรายังมองว่าหนังสือคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาคนและพัฒนาประเทศ ส่วนตัวมองว่านอกจากร้านหนังสือ ช่องทางสำคัญที่สุดช่องทางหนึ่งคือโรงเรียนและห้องสมุด เพราะไม่ใช่ทุกคนจะเข้าถึงหนังสือที่หลากหลายได้ตลอดเวลา โครงสร้างของประเทศจึงต้องทำให้แน่ใจว่า ห้องสมุดมีหนังสือหลากหลายเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้
สิ่งที่น่าตกใจคือ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เราได้ยินคำพูดจากผู้บริหารสถานศึกษาอยู่บ่อยครั้งว่า “ไม่ต้องซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดหรอก เพราะไม่มีคนอ่านแล้ว” หรือ “ห้องสมุดไม่ทันสมัยแล้ว ไม่ต้องลงทุนกับมันหรอก”
คำพูดเหล่านี้ทำให้เราตั้งคำถามว่า พวกเขาใช้เหตุผลอะไรมาตอบ ถ้าเรายังต้องให้ความรู้ผู้บริหารโรงเรียนถึงความสำคัญของการอ่าน แสดงว่าเราเริ่มต้นกันคนละฐาน ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องมาคุยกันเรื่องนี้ค่ะ
แล้วในมุมของคุณ การอ่าน ‘หนังสือเล่ม’ มีความสำคัญอย่างไรในโลกปัจจุบัน
หนังสือมีพลังมหาศาลค่ะ หนังสือสร้างตัวตนและสร้างคน หากประเทศไทยต้องการ ‘Active Citizen’ หรือพลเมืองที่เข้มแข็งเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้น ก็ต้องเริ่มจากเรื่องการอ่าน
Active Citizen ในความหมายของเราคือ คนที่เก่ง ดี รับผิดชอบตัวเองได้ และมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมด้วย คือไม่ใช่แค่ดูแลตัวเอง แต่ต้องดูแลสังคมด้วย ซึ่งประเทศต้องการคนแบบนี้ ซึ่งโดยส่วนตัวยังมองว่า หนังสือหรือการอ่านคือเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการสร้างคนแบบนี้
ดังนั้น ถ้าจะทำให้คนไทยมีนิสัยรักการอ่าน ก็ต้องเริ่มตั้งแต่เด็ก ทั้งในสถาบันครอบครัวและในโรงเรียน หน้าที่ของผู้ใหญ่คือการเตรียมหนังสือที่หลากหลาย เพื่อให้เด็กได้เจอเล่มที่เขาโปรดปราน เพราะคนเราชอบอ่านหนังสือไม่เหมือนกัน
แล้ว ‘ห้องสมุด’ ยังมีบทบาทหรือความสำคัญมากน้อยแค่ไหน
ห้องสมุดสำคัญมาก เพราะครอบครัวส่วนใหญ่ในประเทศเราไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อหนังสือหลากหลายให้ลูกได้อย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น ห้องสมุด ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุดโรงเรียนหรือห้องสมุดประชาชน จึงมีหน้าที่ลงทุนในการซื้อหนังสือที่ดีและหลากหลาย
คำว่า ‘ห้องสมุด’ ในที่นี้ เราตีความอย่างกว้าง อาจเป็นห้องสมุดแบบเดิม ห้องสมุดหลังห้องเรียน (Classroom Libraries) หรือแม้แต่การทำให้หนังสือมีอยู่ทั่วทุกมุมของโรงเรียน ประเด็นสำคัญคือ หนังสือควรหลากหลายและเข้าถึงง่ายที่สุด

ในยุคที่เด็กมีสื่อยั่วยวนใจอย่างโซเชียลมีเดียมากขึ้น เราจะส่งเสริมการอ่านหนังสือเล่มอย่างไรให้เป็นรูปธรรม
หากมองในมุมของนักการศึกษา เราต้องคิดใหม่ทำใหม่ เริ่มจากคนที่มีหน้าที่ส่งเสริมหรือดึงดูดให้เด็กอยากอ่าน ไม่ควรเป็นแค่ครูบรรณารักษ์เท่านั้น แต่ควรเป็นครูทุกวิชา
มีวิธีการที่เรียกว่า ‘Literature-based Curriculum’ หรือการวางแผนหลักสูตรโดยใช้วรรณกรรมเป็นฐาน ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกวิชา ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเป็นครูวิทยาศาสตร์ที่สอนเรื่องความดัน ซึ่งอธิบายให้เป็นรูปธรรมค่อนข้างยาก แต่ถ้าเราเป็นคนที่มีส่วนรับผิดชอบในการส่งเสริมการอ่าน เราจะไปค้นคว้าว่ามีหนังสือการ์ตูนความรู้ หรือวรรณกรรมเยาวชนเรื่องไหนบ้าง ที่ถ้าอ่านแล้วจะช่วยให้เข้าใจหลักวิทยาศาสตร์หรือผลกระทบของหลักการนั้น
หรือถ้าเราเป็นครูภูมิศาสตร์ที่สอนเรื่องภูเขาไฟ ก็อาจแนะนำนิยายที่มีฉากภูเขาไฟระเบิด เพื่อให้เด็กเข้าใจมากขึ้น นี่คือวิถีใหม่ เป็นการบูรณาการให้การอ่านแทรกซึมไปในชีวิตประจำวัน ซึ่งทำได้ไม่ยากเลยค่ะ
แล้วจะทำอย่างไรให้ครู หรือกระทั่งผู้บริหารโรงเรียนนำวิธีเหล่านี้ไปปฏิบัติจริง
เราเคยมีกรณีศึกษาที่โรงเรียน อบจ.เชียงราย อดีตครูใหญ่ที่นั่น (ทุกคนเรียกว่า ‘ครูใหญ่จอมกบฏ’) ได้ปรับระบบประเมินของโรงเรียนทั้งระบบ ระบบประเมินแบบใหม่ที่เขาทำคือ จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน แบ่งเป็น 80 คะแนนจากการสอบหรือโครงงาน 10 คะแนนจากความรับผิดชอบ และอีก 10 คะแนนจากการอ่าน
การอ่านในที่นี้ แบ่งย่อยเป็น 2 ระดับในวิชานั้นๆ เช่น ครูวิทยาศาสตร์ จะกำหนดให้เด็กต้องอ่านหนังสือในวิชาวิทย์ฯ 3 เล่ม โดยมี 1 เล่มที่ครูแนะนำ และอีก 2 เล่ม เด็กสามารถอ่านอะไรก็ได้ที่อยากอ่าน แต่ต้องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์
หากเรานำแนวคิดเรื่องการอ่านนี้ไปฝังไว้ใน KPI (Key Performance Indicators) หรือในหลักสูตรเลย มันจะสำเร็จผลค่ะ แม้ว่าความพร้อมของแต่ละโรงเรียนจะต่างกัน แต่สิ่งสำคัญคือคุณครูและผู้บริหารโรงเรียนควรเห็นภาพเดียวกันว่า การอ่านนั้นสำคัญมาก มันสร้างตัวตนของเด็กแต่ละคน เป็นพื้นฐานของทักษะอื่นๆ อีกมากมาย
มีข้อมูลชุดหนึ่งที่สะท้อนว่า ความสามารถในการอ่านของเด็กไทยอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง คือผลสอบ PISA ปี 2022 ซึ่งเป็นการสอบเพื่อสะท้อนความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศโดยใช้การศึกษาเป็นตัวชี้วัด ปรากฏว่า ประเทศไทยได้ ‘คะแนนการอ่าน’ แย่ที่สุดตั้งแต่เคยสอบมา
ในส่วนของการอ่าน ซึ่งแบ่งออกเป็น 6 ระดับความสามารถ โดยระดับ 6 คือดีที่สุด ปรากฏว่า 35% ของเด็กไทยมีความสามารถในการอ่านต่ำกว่าระดับ 2 ซึ่งหมายความว่าเด็กไทย ‘อ่านไม่แตก’
ประเด็นสำคัญคือ หากเราเห็นตรงกันว่า การอ่านเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญในชีวิต คะแนน PISA ที่ย่ำแย่นี้ อาจสะท้อนถึงทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะการใช้ชีวิต และถ้าโยงมาถึงโลกยุคปัจจุบัน มันยังส่งผลกระทบต่อ Digital Literacy (ความสามารถในการรู้เท่าทันดิจิทัล) ด้วย

Digital Literacy เกี่ยวข้องกับการอ่านอย่างไร การอ่านหนังสือเล่มยังสำคัญอยู่ไหมในยุคดิจิทัล อีบุ๊กหรือการอ่านคอนเทนต์ในแพลตฟอร์มออนไลน์ สามารถทดแทนได้หรือไม่
เกี่ยวข้องอย่างมากค่ะ ยกตัวอย่างง่ายๆ เมื่อเราเปิดคอมพิวเตอร์และอ่านเว็บไซต์ที่มีข้อมูลมากมาย คนที่มีทักษะการอ่านที่ดี จะรู้ได้ในแวบแรกว่าจะต้องคลิกตรงไหนถึงจะเจอข้อมูลที่ต้องการ พวกเขาจะไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมหรือข้อมูลที่ผิดพลาด
มีงานวิจัยที่พิสูจน์แล้วว่า คนที่อ่านวรรณกรรม โดยเฉพาะเรื่องแต่ง (Fiction) ในรูปแบบหนังสือเล่ม จะมีทักษะ Digital Literacy ที่ดีกว่า ดังนั้นนักการศึกษา ครูใหญ่ หรือผู้มีอำนาจในโรงเรียน ไม่ควรปฏิเสธเรื่องการลงทุนเพื่อให้เด็กได้เข้าถึงหนังสือ ในฐานะสำนักพิมพ์ที่ทำหนังสือเยาวชน เราค่อนข้างตกใจที่มีบางโรงเรียนบอกว่า “ไม่ซื้อแล้วหนังสือเล่ม อยากซื้อแค่อีบุ๊ก”
ถามว่าอีบุ๊กดีไหม แน่นอนว่ามีข้อดี แต่ในบริบทของโรงเรียน อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด
เหตุผลแรกคือ หนังสือภาพหรือหนังสือความรู้หลายอย่าง เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่อนุญาตให้ทำอีบุ๊ก ซึ่งหมายความว่าถ้าโรงเรียนคิดแคบๆ ว่าจะซื้อแค่อีบุ๊ก ความหลากหลายของหนังสือที่เด็กจะได้รับ จะลดลงอย่างมาก
เหตุผลต่อมาคือเรื่องอุปกรณ์ มีหนังสือดีมากเล่มหนึ่งชื่อ The Anxious Generation ของ โจนาธาน เฮดท์ (Jonathan Haidt) พูดถึงการใช้สมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์ดิจิทัลว่า มันกำลังสร้างประชากรที่มีภาวะทางจิตเวชเพิ่มมากขึ้น ถามว่าอุปกรณ์เหล่านี้ใช้ได้ไหม ใช้ได้ มีประโยชน์ไหม มี แต่ต้องใช้อย่างรู้เท่าทัน
นอกจากการอ่านหนังสือทั่วไปแล้ว ทำไมเราต้องอ่าน ‘วรรณกรรม’ วรรณกรรมดีกว่าหนังสือประเภทอื่นๆ เช่น Non-fiction หรือหนังสือประวัติศาสตร์อย่างไรบ้าง
ขอพูดทั้งข้อดีและข้อเสียนะคะ สำหรับวรรณกรรมประเภทเรื่องแต่ง (Fiction) เรามองว่าในบางเรื่อง บางสถานการณ์ เรื่องเหนือจริงมันอธิบายความจริงได้ดีกว่าการเล่าความจริงแบบตรงไปตรงมา นึกภาพง่ายๆ บางครั้งเวลาเพื่อนบอกหรือเตือนอะไรเราตรงๆ เราจะไม่ค่อยเชื่อหรอก แต่พอคนอื่นเล่าเรื่องของอีกคน เรากลับเห็นภาพมากกว่า ทั้งที่จริงๆ เราอาจเป็นเหมือนคนในเรื่องนั้น
การอ่าน Fiction หรือวรรณกรรม กระตุ้นหลายอย่าง เพราะมันมีพลังในการดึงอะไรบางอย่างในจิตใต้สำนึก หรือดึงสิ่งที่เรากำลังคิดอยู่ออกมาให้เห็นภาพ
ย้อนไปเรื่องภูเขาไฟที่ยกตัวอย่างในตอนต้น ถ้าเรียนจากตำราเรียนอย่างเดียว เราจะรู้แค่ ‘ข้อเท็จจริง’ ว่าผลกระทบคืออาจทำให้คนละแวกนั้นสูญเสียพื้นที่ทำนาหรือบ้านเรือน แต่พออ่านนิยายและเห็นตัวละครที่ทำฟาร์มมาตลอดทั้งปี แล้วทุกอย่างหายไปในพริบตา หรือต้องออกไปตามหาม้าเลี้ยงไว้ แต่พอกลับบ้านมา พบว่าลูกเมียตายไปแล้ว และต้องอยู่กับความเศร้าโศก เราจะเห็นผลกระทบของภูเขาไฟอย่างลึกซึ้ง และจะยิ่งอยากรู้มากขึ้นว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร มันกระตุ้นการเรียนรู้ได้มากกว่า
แต่ขณะเดียวกัน เราก็ควรมีหนังสือ Non-fiction ด้วย ไม่ใช่แค่ Fiction อย่างเดียว
ยกตัวอย่างหนังสือ เผด็จเกรียน: รวมผู้นำที่ควรถูกแบนทุกยุคสมัย มันเชื่อมกับการเรียนรู้ในชีวิตคือ การที่เราจะมีบทบาทในสังคม หรือมีส่วนร่วมทางการเมือง หน้าที่ของพลเมืองคือการเลือกตั้ง เราจึงต้องเป็นพลเมืองที่มีความรู้ หากเราเรียนรู้จากอดีต เราก็จะสามารถตัดสินใจได้อย่างมีสติสำหรับปัจจุบัน
หากเรามีทักษะในการอ่านหนังสือที่แตกฉาน ประโยชน์ที่ได้มีหลากหลายมาก นอกจากการทำงานที่ดีและซับซ้อนได้แล้ว คุณจะมีโอกาสเรียนรู้วิชาอื่นอย่างเข้าใจ คุณจะสามารถมีส่วนร่วมกับสังคมในเรื่องประชาธิปไตยได้อย่างมีความหมาย และในภาพรวม มันจะช่วยลดช่องว่างของโอกาส ทั้งการเข้าถึงการศึกษา หรือช่องว่างคนจนคนรวย ถ้าเราทำให้แน่ใจว่าทุกคนมีทักษะพื้นฐานเรื่องการอ่านที่แน่น คนที่ถูกทิ้งอยู่ด้านหลังก็จะน้อยลง
การส่งเสริมให้เด็กมีทักษะการอ่านที่เราพูดคุยกันมา หมายถึง “อ่านอะไรก็ได้” หรือควรมีการกลั่นกรอง/มีเกณฑ์บ้างไหม หรือในทางกลับกัน มีอะไรที่ไม่ควรอ่านไหม
เอาจริงๆ เราคิดว่า “อยากอ่านอะไรก็อ่านเถอะ” นี่คือคำตอบในภาพใหญ่
แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องมีกลยุทธ์ด้วย ต้องมีเล่มที่เราเห็นตรงกันว่าเด็กต้องได้อ่าน ซึ่งสองระดับนี้ทำควบคู่ไปด้วยกันได้
ในฐานะที่ตัวเราเองเป็นแม่ และเป็นคนทำสำนักพิมพ์ด้วย เราจะรู้ว่า ถ้าอยากให้ลูกเป็นคนแบบนี้ หรือซึมซับเรื่องนี้ ต้องอ่านนิยายเรื่องไหน ต้องอ่านการ์ตูนเรื่องไหน หรือหนังสือแบบไหนที่จะตอบโจทย์การเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆ ให้เขาได้ ซึ่งในระดับโรงเรียน คุณครูก็สามารถทำได้เช่นกัน
บทบาทของสถาบันครอบครัวในการส่งเสริมการอ่านคืออะไร
บทบาทของผู้ปกครองคือ ชวนให้เด็กอ่านหนังสือที่บ้าน อ่านเป็นเพื่อนเขา ตั้งแต่วัยเล็กจนโต พอเด็กโตขึ้นก็เปลี่ยนประเภทหนังสือได้ พลังของการอ่านออกเสียง (Read out loud) สำคัญมาก มันเป็นการแสดงความรักจากพ่อแม่ เด็กจะรู้สึกว่าตัวเองสำคัญ ขณะเดียวกันก็เป็นการสะสมคลังคำศัพท์และสร้าง Literacy สิ่งเหล่านี้ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องเร่ง แต่ต้องอาศัยการทำอย่างสม่ำเสมอ ทำให้หนังสือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขาตั้งแต่เด็กๆ เดี๋ยวพวกเขาก็อ่านได้เอง ยกตัวอย่างลูกชายคนเล็กของเรา ตอน ป.2 ยังอ่านไม่ค่อยได้ แต่พอ ป.4 ก็อ่านวรรณกรรมเยาวชนอย่าง เพอร์ซีย์ แจ็กสัน (Percy Jackson) ได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้น หากเราจัดการเรียนรู้ในกลุ่มปฐมวัยในลักษณะที่ไม่ต้องเร่งว่า ต้องเขียนได้ไว ต้องอ่านได้เร็ว แต่เน้นให้เขาได้เล่น ได้สืบเสาะ ได้ทำการทดลองวิทยาศาสตร์ ได้ใช้หนังสือนิทาน หนังสือภาพสำหรับเด็กมาประกอบ จะยอดเยี่ยมมากค่ะ

นอกจากหนังสือ ปัจจุบันมีสื่อการเรียนรู้ใหม่ๆ ที่เป็นทางเลือกให้เด็ก ในมุมของคุณมองเรื่องนี้อย่างไร
เราต้องไม่ปฏิเสธการเรียนรู้แบบอื่นค่ะ ถ้าโฟกัสไปที่ระดับประถมศึกษา คีย์เวิร์ดในการเรียนรู้ที่เรามองว่าคือ
- Active Learning (การเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริง)
- Inquiry-based (การสืบเสาะ)
- การใช้หนังสือ
- AI
- การเข้าค่าย
เรื่อง AI และ Generative AI ที่มีบทบาทสำคัญในสังคมมากขึ้นในทุกมิติ สิ่งนี้ปฏิเสธไม่ได้ มีงานวิจัยระบุว่ายิ่ง Generative AI มีความสำคัญมากขึ้นเท่าไหร่ การฝึกฝนให้เด็กอ่านหนังสือแตกฉานก็ยิ่งสำคัญทวีคูณมากเท่านั้น
ถามว่าทำไม เพราะเมื่อ Generative AI ให้ข้อมูลอะไรมาก็ตาม เราต้องมีทักษะในการอ่านให้แตก ตีความ และประมวลผล ไม่เช่นนั้นเราจะไม่รู้ว่าข้อมูลที่ได้มาเกี่ยวข้องไหม ถูกต้องไหม หรือเป็นข้อมูลที่ผิดพลาดบิดเบือนหรือเปล่า ทักษะการอ่านให้แตกเพื่อประมวล วิเคราะห์ และต่อยอด เป็นทักษะที่จำเป็นในการประกอบอาชีพที่มีความหมายในอนาคต
ขณะเดียวกัน ครูก็สามารถนำ AI มาช่วยวิเคราะห์การเรียนการสอนได้ ไม่นานนี้เราเคยเจอเพื่อนที่เป็นพาร์ทเนอร์ชาวอังกฤษที่เรียนคณิตศาสตร์มานาน และครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรให้เด็กไม่กลัวคณิตศาสตร์ เขาจึงนำ AI และ Data Analytics มาช่วยพัฒนาซอฟต์แวร์ชื่อ Maths-Whizz เป็นระบบติวเตอร์คณิตศาสตร์ออนไลน์ สำหรับเด็กอายุ 5-13 ปี
จากงานวิจัยที่เขาทำ พบว่าในห้องเรียนที่มีเด็ก 30-50 คน จะมีช่องว่างระหว่างเด็กเก่งกับเด็กอ่อนประมาณ 4 ปี ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่ครูมีเพียงคนเดียว เป็นไปไม่ได้ที่จะจัดบทเรียนให้เหมาะกับเด็กทุกคน
สิ่งที่เขาทำคือ ใช้ AI ช่วยวินิจฉัย ‘อายุทางคณิตศาสตร์’ ของนักเรียนแต่ละคนได้ตั้งแต่ต้นเทอม เช่น ลูกของเรา อายุ 8 ขวบ แต่อายุทางคณิตศาสตร์ 6 ขวบ ก็ควรปูพื้นฐาน 6 ขวบก่อนไปเรียนเลขสำหรับเด็ก 8 ขวบ AI จะช่วยให้ครูรู้ว่าเด็กคนไหนควรเรียนอะไร และเทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยงานครูตรงนี้
เข้าใจว่าในส่วนของนานมีบุ๊คส์เอง (สถาบันนานมีบุ๊คส์ อินโนเวชั่น) ได้นำซอฟต์แวร์ที่ว่านี้มานำเสนอกับโรงเรียนต่างๆ ในไทยด้วย ผลตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง
ต้องบอกว่า แม้จะมีเจตนาดี แต่เรากลับเจออุปสรรคใหญ่หลวงในการผลัดกันและนำเสนอซอฟต์แวร์เหล่านี้เข้าไปในโรงเรียน
ด่านแรกคือเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นการจ่ายค่า subscription แบบรายปี เหมือน Netflix ที่ทุกคนจ่ายรายเดือนรายปีได้ แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา โรงเรียนหลายแห่งแม้จะเห็นว่ามีประโยชน์ แต่เหตุผลข้อต่อมาคือ ซอฟต์แวร์ไม่มี ‘ซาก’ ให้ตรวจรับ ไม่สามารถปรินท์ทุกใบงานออกมาได้
เราต้องยอมรับความจริงว่า บางครั้งกฎเกณฑ์เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ไม่เอื้อให้การศึกษาเดินไปข้างหน้า เช่น เงินที่รัฐให้โรงเรียนจัดซื้อแบบเรียน ต้องเป็นหนังสือที่อยู่ในลิสต์ของกระทรวงเท่านั้น ทำให้ครูยุคใหม่ที่อยากใช้หนังสือหลากหลาย รวมถึงสื่อการสอน อุปกรณ์หรือซอฟต์แวร์ใหม่ๆ ไม่สามารถซื้อได้
กลไกเหล่านี้คือกำแพงที่ปิดกั้น ไม่ให้ครูได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์และเครื่องมือที่เหมาะสมกับลูกศิษย์ได้
แต่ด้วยข้อจำกัดที่ว่ามา เราไม่ได้สิ้นหวังเสียทีเดียว เพราะความจริงแล้วหลักสูตรมีความยืดหยุ่น กระทรวงเคยบอกว่านี่เป็นเพียงคำแนะนำ และโรงเรียนสามารถตัดสินใจเองได้ให้เหมาะสม แม้เขตพื้นที่การศึกษาบางแห่งอาจตีความความยืดหยุ่นอย่างเข้มงวดเพราะความกลัว
ที่ผ่านมา มีหลายโรงเรียนที่ใช้โอกาสจากช่องว่างที่มีอยู่จริง ครูสามารถสร้างสรรค์ได้ และเงินที่ได้มา ถ้าอธิบายได้ ก็สามารถนำไปจัดซื้อจัดจ้างได้จริง
เราอยากใช้พื้นที่นี้ส่งเสียงปลุกเร้าให้บุคลากรที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นครู ครูใหญ่ ไปจนถึงผู้บริหารโรงเรียนที่มีไอเดียและอยากเปลี่ยนแปลง ได้ศึกษาและทดลองทำดู มีหลายโรงเรียนที่ลองทำแล้วก็ไม่ประสบปัญหาอะไร แถมเด็กๆ ยังสนุกด้วยซ้ำ
ประเด็นที่อยากจะสื่อ คือ เรื่องการเรียนรู้ การศึกษายุคปัจจุบัน มันไม่มีสูตรสำเร็จที่เป็น “One Size Fits All” ซึ่งหนังสือช่วยได้ เครื่องมือการศึกษาหลายอย่างช่วยได้ เราแค่ต้องเปิดใจกว้างและไม่ย่อท้อที่จะลองใช้
ถ้าทุกคนหันกลับมาให้ความสำคัญกับการอ่านและส่งเสริมการอ่าน แล้วทำงานร่วมกันทั้งภาคสังคม ภาคครอบครัว และภาคโรงเรียน เราเชื่อว่าประเทศไทยจะสามารถทะลุกับดักได้หลายอย่างมากค่ะ
ในแวดวงสำนักพิมพ์ โดยเฉพาะหนังสือเด็กและเยาวชน มีความท้าทายคล้ายๆ กันกับที่คุณเผชิญอยู่ไหม
จากที่เคยแลกเปลี่ยนกับเพื่อนสำนักพิมพ์หลายคน สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ เราล้วนทำงานเพื่ออุดมการณ์ เราล้วนคิดว่าการอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่ดี และความท้าทายที่เราเจอก็คล้ายๆ กัน
ในหมวดของหนังสือเด็กและเยาวชน พวกเราทำหนังสือที่รู้สึกว่าควรจะอยู่ในห้องสมุดโรงเรียนทุกโรงเรียน ดังนั้น ความท้าทายที่โรงเรียนไม่ซื้อหนังสือเข้าห้องสมุด เราก็เจอเหมือนกันหมด
ในแง่พื้นที่วางขาย การที่ร้านหนังสือปิดตัวลง หรือลดพื้นที่การวางหนังสือเด็กและเยาวชนที่หลากหลาย ก็ทำให้พวกเรามีที่วางขายน้อยลง
ในแง่ของสื่อ ที่เห็นความสำคัญของหนังสือและการอ่าน ทุกวันนี้ก็มีน้อยมาก หากเราไปดูหนังสือพิมพ์หรือสื่อต่างประเทศ จะเห็นคอลัมน์แนะนำหนังสือมากมาย พูดง่ายๆ ว่าหนังสือมีที่ยืนที่ดีมากในสื่อต่างประเทศ แต่ประเทศไทยไม่เป็นแบบนั้น
สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้ทุกภาคส่วนเห็นว่านี่คือวิกฤตของชาติ เราอยากเป็นหนึ่งในกระบอกเสียงว่า ถ้าคนไทยไม่อ่านหนังสือ ถ้าเราไม่ปลูกฝังการอ่านตั้งแต่เด็ก เราจะเจอปัญหาเยอะมากในอนาคต ทั้งเรื่องตลาดแรงงานและการพัฒนาเศรษฐกิจ
