ท่ามกลางมายาคติที่ว่า “คนรุ่นใหม่ไม่อ่านหนังสือ” ประกอบกับสภาวะลุ่มๆ ดอนๆ ของอุตสาหกรรมหนังสือไทย ความเคลื่อนไหวอันเข้มข้นทว่าอบอุ่นค่อยๆ ก่อตัวขึ้นที่จังหวัดขอนแก่น ศูนย์กลางความคิดสร้างสรรค์และเมืองแห่งการเรียนรู้ของภาคอีสาน
ช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เครือข่ายร้านหนังสืออิสระ คนทำงานสร้างสรรค์ และนักเล่าเรื่องทั่วเมืองขอนแก่น ผนึกกำลังกันปลุกปั้น ‘เทศกาลหนังสืออิสระ ขอนแก่น’ ภายใต้โครงการส่งเสริมระบบนิเวศหนังสือ โดย สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park)
นี่ไม่ใช่แค่อีเวนต์ขายหนังสือตามฤดูกาล แต่คือกระบวนการเปิดเมืองอ่านหนังสือร่วมกัน เพื่อสำรวจว่าร้านหนังสือขนาดเล็กจะทำหน้าที่รับใช้ความรู้สึก นำเสนอทางเลือก และปักหมุดระบบนิเวศการอ่านที่ยั่งยืนได้อย่างไร
บทสนทนากับ ไนท์-พิชิต ชัยสิทธิ์ เจ้าของห้องหนังสือสมจริง (Somjing Book) และ กี้-นราธิป นาถาดทอง เจ้าของร้าน 100 Acre Book House จะพาเราไปค้นหาคำตอบตั้งแต่รากเหง้าตัวตน มิติความสัมพันธ์กับชุมชน ปรากฏการณ์ Magic Moment หน้างาน ไปจนถึงความอยู่รอดเชิงโครงสร้างของคนทำร้านหนังสือในยุคปัจจุบัน

จากนักกิจกรรมสายม็อบ สู่การขับเคลื่อนด้วย Soft Power
การจะเข้าใจปรากฏการณ์และความเคลื่อนไหวขอวร้านหนังสืออิสระในขอนแก่น ไม่อาจแยกขาดจากเบื้องหลังชีวิตและกรอบความคิดของผู้สร้างพื้นที่เหล่านี้ได้ ทั้งไนท์และกี้ ต่างมีเส้นทางชีวิตที่ต้องสู้รบกับความคิดของตัวเอง ก่อนจะพบจุดลงตัวในการเปิดพื้นที่เพื่อรับใช้ผู้คน
สำหรับ ‘ห้องหนังสือสมจริง’ เป็นร้านหนังสือตั้งอยู่ในพื้นที่ของ Columbo Craft Village หลังมหาวิทยาลัยขอนแก่น ท่ามกลางร้านค้าเพื่อนบ้านกว่า 15 ร้าน
ไนท์-พิชิต ชัยสิทธิ์ เจ้าของร้าน เล่าปูมหลังให้ฟังว่าเขามีภูมิหลังจากการศึกษาด้านนิติศาสตร์ และเป็นนักกิจกรรมตัวยงที่เคยลงพื้นที่ต่อสู้เรื่องสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม กลุ่มชาติพันธุ์ และประเด็นความทุกข์ยากของชาวบ้านในภาคอีสานอย่างเข้มข้น
“ผมเรียนนิติศาสตร์และทำกิจกรรมลงพื้นที่มาเยอะมาก พอยิ่งโตขึ้นเรื่อยๆ เราเริ่มเหนื่อยกับการต้องไปม็อบตลอดเวลา แต่มันมีความรู้สึกว่า น่าจะมีวิธีขับเคลื่อนสังคมในรูปแบบอื่นที่เราพอจะทำได้ ผมเลยเลือกแนวทางนี้ คือใช้ร้านหนังสือเป็น Soft Power และเป็นพื้นที่ขับเคลื่อนทางสังคมอีกรูปแบบหนึ่ง
“ชื่อ ‘สมจริง’ มาจากคำอุทานของพี่คนหนึ่งเวลาเราคุยไอเดียสร้างสรรค์กัน แทนที่จะพูดว่าเจ๋งว่ะ เขาจะพูดว่า ‘แม่งสมจริงว่ะ’ มันคือพื้นที่ที่มีความจริงของชีวิตอยู่ แต่ยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เราได้จินตนาการและแต่งเติมสีสันเข้าไป”
นอกจากบทบาทเจ้าของร้านหนังสือ ไนท์ยังทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานโครงการ ‘ปิดเทอมสร้างสรรค์’ ของ สสส. ในขอนแก่น ทำให้เขามีทักษะการเชื่อมร้อยเครือข่ายเยาวชนและชุมชนเข้าด้วยกันอย่างแนบเนียน

Photo: Book Festival
จากร้านหนังสือออนไลน์ สู่การทลายอีโก้ในโลกความจริง
อีกหนึ่งกำลังสำคัญของการจัดเทศกาลหนังสืออิสระครั้งนี้ คือกี้-นราธิป นาถาดทอง เจ้าของร้าน 100 Acre Book house
กี้เริ่มต้นจากการทำร้านหนังสือบนโลกออนไลน์กว่า 6-7 ปี ก่อนจะขยับมาทำหน้าร้านจริงจังได้ประมาณ 3 ปี
เธอยอมรับตรงๆ ว่าในอดีต ร้านหนังสือของเธอเต็มไปด้วย ‘อีโก้’ ของคนรักวรรณกรรมสายเข้มข้น
“เมื่อก่อน 100 Acre จะจัดกิจกรรมสายดาร์กและเฉพาะกลุ่มมาก เลือกจัดเสวนาเกี่ยวกับวรรณกรรมเข้มข้น กวีนิพนธ์ หรือนิยายสืบสวนสอบสวนลึกลับสไตล์ญี่ปุ่น…
“แต่พอมาทำโครงการนี้ เราได้เรียนรู้ที่จะลดอีโก้ของตัวเองลง การทำพื้นที่สาธารณะทำให้เราต้องปลดล็อกตัวเองเพื่อทำความเข้าใจนักอ่านรุ่นใหม่ ถ้าร้านหนังสือเอาแต่เอาความชอบตัวเองเป็นศูนย์กลางแบบที่เคยเป็นมา คนทั่วไปอาจรู้สึกเข้าถึงยาก เหมือนถูกกีดกันออกไปตั้งแต่ยังไม่ได้ก้าวเข้ามา”

Photo: Naratip Nathadtong
คนรุ่นใหม่ไม่ได้อ่านน้อยลง แต่เลือกอ่านในสิ่งที่ต่างออกไป
เมื่อเปิดใจสำรวจนักอ่านที่เข้ามาร่วมงาน ทั้งสองพบความจริงที่ล้มล้างความเชื่อเดิมอย่างสิ้นเชิง
พวกเขาพบว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้เลิกอ่านหนังสือ เพียงแต่มีรสนิยมที่หลากหลาย กลุ่มเด็กประถมและครอบครัวมักมองหากิจกรรมเล่านิทานและงานศิลปะทำมือ กลุ่มนักเรียน ม.ปลาย และนักศึกษามหาวิทยาลัย นั้นมีความหลากหลายสูงมาก
บางกลุ่มหลงใหลในนิยายวาย หรืองานมังงะที่มีความเป็นปัจเจกสูง บางกลุ่มสนใจหนังสือ How-To หรือจิตวิทยา บางกลุ่มชอบงานวรรณกรรมแปลสืบสวน ขณะเดียวกันก็มีนักอ่านรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่ชอบย้อนกลับไปค้นหางานแปลคลาสสิกและวรรณกรรมยุค Y2K
“เด็กสมัยนี้ไม่ได้อ่านแค่วายหรือ How-to อย่างเดียว งานวรรณกรรมยุค Y2K งานคลาสสิกเขาก็อ่าน มันทำให้เรารู้สึกว่า คนรุ่นใหม่เขารับของใหม่ก็จริง แต่ไม่ได้ปฏิเสธของเก่า ถ้าเขามีทางเลือกเยอะขึ้น ทำไมเขาจะไม่เลือกล่ะ หน้าที่ของเราคือต้องอัปเดตช่องว่างตรงนี้ให้ทันเขาด้วย”
หนึ่งในจุดร่วมที่ทั้งคู่เห็นตรงกันคือ นิยามใหม่ของร้านหนังสืออิสระ ไม่ใช่แค่สถานที่ซื้อขายสินค้า แต่ต้องทำหน้าที่เป็น ‘พื้นที่ที่สาม’ (Third Place) ที่โอบอุ้มและรองรับความหลากหลายของผู้คนและความคิด ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่สะท้อนจิตวิญญาณของเมืองไปด้วยในตัว
เมื่อถูกถามถึงความสำคัญของพื้นที่เรียนรู้และร้านหนังสืออิสระต่อชุมชน ไนท์ให้คำตอบที่น่าสนใจว่า เขาไม่ได้มองร้านหนังสือผ่านตัวเลขทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว
“พื้นที่แบบพวกเราไม่ได้เป็นตัวชี้วัด GDP ทางเศรษฐกิจที่เป็นตัวเงินทั้งหมด แต่มันเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ ความเขียวชอุ่มทางความคิด เราเห็นต่างกันได้โดยไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น ร้านหนังสือไม่ได้ทำงานแบบท็อปดาวน์ แต่มันเปิดพื้นที่ใหม่ๆ ในแนวราบเพื่อรับใช้ผู้คนอย่างแท้จริง”
พื้นที่โอบรับจิตใจอันเหนื่อยล้า และ Magic Moments หน้างาน
ในสภาวะสังคมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความกดดัน ร้านหนังสืออิสระกลายเป็นหมุดหมายของการเยียวยาใจ เป็นพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์ที่ผู้คนสามารถเดินเข้ามานั่งเฉยๆ พักผ่อน ปรับทุกข์ กระทั่งเป็นแหล่งพบปะมิตรสหายหน้าใหม่ที่มีนิสัยใจคคล้ายคลึงกัน
ตลอดการจัดเทศกาล ได้เกิดช่วงเวลาปาฏิหาริย์ขึ้นมากมาย ตั้งแต่เวิร์กชอป Scrapbook และการเขียนจดหมายถึงตัวเองที่วางเวลาไว้ชั่วโมงครึ่ง แต่ผู้เข้าร่วมกลับอินและใช้เวลาเขียนระบายตัวตนยาวนานถึง 3-5 ชั่วโมง หรือวง Book Club ที่พูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างมีพลังจนลากยาวถึงดึกดื่น
นอกจากนี้ กี้ยังเล่าถึงช่วงเวลาที่จำใจต้องปิดหน้าร้าน 100 Acre Books ลงชั่วคราว เนื่องจากแบกรับภาระต้นทุนไม่ไหว และต้องย้ายไปจัดกิจกรรมร่วมกับพื้นที่อื่น
ปรากฏว่าในวันที่จัดงานเสวนา มีนักศึกษาที่เป็นลูกค้าประจำคนหนึ่งวิ่งเข้ามากอดทั้งน้ำตาแล้วบอกกี้ว่า “เพิ่งรู้ว่าร้านกลับมาทำกิจกรรมอีกครั้ง” หลังจากที่เธอเคยไปถึงหน้าร้านแล้วเห็นว่าร้านประกาศปิดชั่วคราว
เหตุการณ์นั้นทำให้คนทำร้านหนังสือตระหนักว่า แม้ในวันที่ยากลำบากเชิงธุรกิจ แต่พื้นที่ที่พวกเขาสร้างขึ้นมานั้นมีคุณค่าและมีความหมายต่อชีวิตของคนในชุมชนอย่างแท้จริง
เบื้องหลังเทศกาลหนังสืออิสระ กำเนิด Book Club ไร้กระบวนท่า
ในมุมของผู้จัดงาน ไนซ์เล่าว่า โครงการส่งเสริมระบบนิเวศหนังสือโดย TK Park ที่เข้ามาช่วยสนับสนุนการจัดเทศกาลครั้งนี้ เป็นเสมือนตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญที่เปลี่ยนการทำงานแบบต่างคนต่างทำ หรือแตะไม้แตะมือกันแบบหลวมๆ ให้กลายเป็นการเคลื่อนไหวทั้งระบบ โดยดึงเอาพื้นที่สร้างสรรค์และร้านหนังสือต่างๆ มาออกแบบกิจกรรมที่สอดรับกันตลอดทั้งเดือนกรกฎาคมอย่างมีชั้นเชิง
การเดินทางของเทศกาลเริ่มต้นขึ้นในค่ำคืนของวันที่ 4 กรกฎาคม ด้วยกิจกรรม Book Club ในหัวข้อ ‘เล่มที่ทำให้คุณเติบโต เมื่อพายุผ่านพ้น’ เป็นการผนึกกำลังกันระหว่าง หายเหนื่อยและเป็นสุข Books Space, 100 Acre Books และ Colorlesswolf จัดขึ้นที่ห้องหนังสือสมจริง
บรรยากาศของการโอบกอดความรู้สึกผ่านตัวอักษรในค่ำคืนนั้น ปูทางไปสู่กิจกรรมถัดมาในวันที่ 9-10 กรกฎาคม กับ SCRAP & Letter to Someone Workshop จัดขึ้นที่ห้องหนังสือสมจริง ชวนผู้คนมาใช้ศิลปะการตัดแปะ ระบายสีปกสมุด และเขียนจดหมายถึงใครสักคน เพื่อสำรวจความรู้สึกภายใน
ช่วงกลางเดือนกรกฎาคม ความคึกคักย้ายหมุดหมายไปที่ หายเหนื่อยและเป็นสุข Books Space บริเวณชั้น 2 ของอาคารหอศิลป์ตลาดต้นตาล ซึ่งถูกเนรมิตให้เป็นพื้นที่ของครอบครัวและงานคราฟท์
กิจกรรมที่นี่เต็มไปด้วยความหลากหลาย ตั้งแต่ ‘วาดไปเล่าไป’ ที่ชวนนักเล่านิทานพื้นบ้านมาจับคู่กับศิลปินจาก ติส Studio วาดภาพประกอบให้ดูสดๆ ต่อด้วยเวิร์กชอปนักเล่านิทาน ที่ชวนพ่อแม่มาเรียนรู้วิธีสื่อสารกับเด็ก
อีกหนึ่งไฮไลต์ที่สร้างความประทับใจให้แขกผู้ร่วมงาน คือเวิร์กชอปที่คั่นหนังสือกลิ่นพิเศษจาก Nisha Personal Perfume
ความเข้มข้นของเทศกาลยังถูกหล่อเลี้ยงด้วยกิจกรรม Book Club หลากหลายหัวข้อ โดยมี Abdul Book เป็นเจ้าภาพ เปิดพื้นที่ให้คนรักหนังสือมาแบ่งปันวรรณกรรมที่หล่อหลอมชีวิตของพวกเขา รวมถึงกิจกรรม ‘Human Lifebrary’ โดยห้องหนังสือสมจริง ที่เปลี่ยนผู้คนธรรมดาให้เป็นหนังสือเล่มพิเศษให้ผู้เข้าร่วมได้สืบค้นและตั้งคำถาม
ผลลัพธ์ของเทศกาลครั้งนี้สร้างความตื่นตัวในหมู่นักอ่านอย่างมาก ไนซ์เล่าว่า มีวง Book Club เกิดขึ้นทั้งแบบเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ รวมกันไม่ต่ำกว่า 20 วง
“สิ่งที่งดงามที่สุดคือการเปลี่ยนบทบาทของนักอ่าน จากคนที่เคยมาแค่นั่งฟัง ได้รับแรงบันดาลใจจนลุกขึ้นมาเป็นผู้จัดวงคุยในหัวข้อที่ตนเองหลงใหล ทำให้ทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่ร่วมกัน”
อย่างไรก็ดี หากย้อนกลับมามองในมิติของความอยู่รอดเชิงธุรกิจ ทั้งสองมองว่าลำพังการขายหนังสือไม่อาจทำให้ร้านรอดได้ ร้านหนังสือยุคใหม่ต้องปรับตัวเป็นพื้นที่ผสมผสาน นำเสนอกิจกรรม และให้บริการในฐานะพื้นที่ที่สาม (Third Place) สำหรับคนในชุมชน
“การทำงานแบบนี้ ต้องอาศัยเครือข่ายภาคีที่แน่นแฟ้นแต่ยืดหยุ่น มีการสื่อสารเชิงรุกเพื่อสร้างวัฒนธรรมความอยากอ่าน ขณะเดียวกัน สังคมและภาครัฐต้องหันมามองปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ทั้งเรื่องสัดส่วนกำไรระหว่างสำนักพิมพ์ สายส่ง และร้านหนังสือ รวมถึงนโยบายสนับสนุนที่ไม่ปล่อยให้ร้านหนังสืออิสระแบกรับภาระการสร้างพื้นที่ปัญญาของเมืองเพียงลำพัง”
บทสรุป: แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของร้านหนังสืออิสระ
บทสนทนากับ ไนท์ และ กี้ ในฐานะตัวแทนผู้จัดเทศกาลหนังสืออิสระ ขอนแก่น เผยให้เห็นความจริงสองด้านของวงการหนังสือไทย
ด้านหนึ่งคือความเจ็บปวดและภาระทางเศรษฐกิจที่คนทำร้านต้องเผชิญ แต่อีกด้านคือพลังแห่งความหวังและคุณค่าอันยิ่งใหญ่ที่ร้านหนังสือมอบให้กับผู้คน
เทศกาลหนังสืออิสระ ขอนแก่น ภายใต้การจุดประกายของ TK Park ได้สร้างหมุดหมายสำคัญให้ขอนแก่นกลายเป็นเมืองที่ผู้คนสามารถเติบโต เรียนรู้ และเยียวยาจิตใจไปพร้อมกับการอ่าน ดังคำพูดปิดท้ายของไนท์ที่ย้ำเตือนเราว่า การทำพื้นที่ตรงนี้ทำให้คนทำร้านรู้สึก “อยากมีชีวิตอยู่ต่อกับร้านหนังสือเล็กๆ แห่งนี้”
เพราะทุกกิจกรรมที่ผ่านพ้นไปคือบทพิสูจน์ว่า พวกเขาไม่ได้ทำสิ่งนี้เพียงลำพัง และยังมีผู้คนอีกไม่น้อยที่คอยหล่อเลี้ยงลมหายใจของการอ่าน หลงใหลในงานสร้างสรรค์ และขับเคลื่อนชีวิตด้านจิตวิญญาณเสรี

ที่มา
Cover Photo: Somjing Book







