JUKIBU: ห้องสมุดที่เด็กผู้อพยพค้นพบเสียงของตัวเอง

83 views
12 mins
November 10, 2025

          ในเมืองที่แม่น้ำไรน์ไหลผ่าน และผู้คนพูดกันได้หลายภาษา เด็กชายคนหนึ่งเดินผ่านประตูของอาคารเก่าแก่ในย่านเซนต์โยฮันน์  (St. Johann) เขากำลังตามเสียงนิทานภาษาอาหรับที่เล็ดลอดออกมาจากห้องชั้นใน 

          และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความผูกพันระหว่างเขากับภาษาแม่ที่เกือบจะสูญหายไปเมื่อครอบครัวของเขาอพยพมาจากซีเรีย

          สถานที่แห่งนั้นคือ จูคิบุ (JUKIBU) ห้องสมุดเล็กๆ ใจกลางเมืองบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่ไม่ใช่แค่ศูนย์รวมของหนังสือหลายพันเล่ม แต่เป็นที่พักพิงทางวัฒนธรรมของเด็กจากทั่วโลก

          กว่า 30 ปีมาแล้วที่จูคิบุยืนหยัดอยู่ในฐานะห้องสมุดเด็กและเยาวชนระหว่างวัฒนธรรม ภายใต้เครือข่ายห้องสมุดเมืองบาเซิล (GGG Stadtbibliothek Basel) ซึ่งไม่ได้เพียงตอบโจทย์การอ่าน หากยังกลายเป็นสะพานเชื่อมโลกเก่าและโลกใหม่เข้าด้วยกัน ผ่านตัวหนังสือ นิทาน เพลง และสื่อกลางอีกหลายชนิด

          จูคิบุไม่ใช่ห้องสมุดที่วางหนังสือให้หยิบอ่านเฉยๆ แต่เป็นพื้นที่มีชีวิต ที่เด็กๆ ได้ฟังเรื่องเล่าภาษาแม่ ได้เห็นชื่อตัวเองในป้ายกิจกรรม และได้ค้นพบว่ารากเหง้าของพวกเขายังได้รับการยอมรับ 

          แม้จะอยู่ห่างจากบ้านเกิดหลายพันไมล์ก็ตาม

JUKIBU: ห้องสมุดที่เด็กผู้อพยพค้นพบเสียงของตัวเอง
ห้องสมุดจูคิบู ตั้งอยู่ใจกลางเมืองบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
Photo: Stiftung Habitat

ห้องสมุดที่พูดได้หลายภาษา

          ลองจินตนาการถึงชั้นหนังสือที่กระซิบให้เราฟังผ่านเสียงของกว่า 60 ภาษา 

          จากเบงกาลีถึงบอสเนีย จากโรมานช์ถึงทมิฬ จากโซมาลีถึงญี่ปุ่น 

          ที่นี่มีหนังสือสำหรับเด็กและเยาวชนในหลากหลายภาษา ไม่ใช่แค่เล่มเดียวในภาษา “หายาก” แต่เป็นคอลเลกชันที่ได้รับดูแลอย่างตั้งใจ ทั้งวรรณกรรมพื้นบ้าน นิทานคลาสสิก หนังสือภาพ และสารคดีขนาดย่อมที่ออกแบบให้เหมาะสมกับช่วงวัย 

          เราอาจจะสปอยด์ผู้อ่านได้เล็กน้อยว่าจูคิบุคือ ‘สรวงสวรรค์ของภาษาแม่ที่ไม่เคยถูกลืม’ เพราะในที่แห่งนี้ พวกเขาไม่ได้เก็บหนังสือหลากภาษามา “โชว์” แต่เพื่อให้หนังสือเหล่านั้น “ถูกใช้งาน” อย่างแท้จริง

          เด็กจากอัฟกานิสถานที่เพิ่งรู้จักภาษาเยอรมัน อาจได้อ่านนิทานเรื่องเดียวกันที่เขาเคยฟังจากยายในดารี

          เด็กจากอเมริกาใต้ อาจพบกับบทกวีในภาษาสเปนที่ช่วยเยียวยาความรู้สึกของการเป็น “คนแปลกหน้า” ในโรงเรียนใหม่

          และเด็กจากแอฟริกาตะวันออก อาจได้ยินนิทานโซมาลีเล่าผ่านปากของแม่อาสาสมัคร 

          ทั้งหมดนี้ทำโดยไม่ต้องเสียเวลาถอดความ

          จูคิบุ ชื่อนี้ไม่ได้มาจากคำย่อเท่ๆ แบบสุ่มสี่สุ่มห้า แต่เป็นการผสมผสานคำภาษาเยอรมันที่สะท้อนหัวใจสำคัญของห้องสมุดแห่งนี้

          โดย “JU” มาจากคำว่า “Jugend” (เยาวชน) และ “KI” มาจากคำว่า “Kinder” (เด็ก) ส่วน “BU” นั้นมาจากคำว่า “Bücher” (หนังสือ) เมื่อรวมกันแล้ว จูคิบุ จึงหมายถึง “ห้องสมุดสำหรับเด็กและเยาวชน” นั่นเอง แต่แน่นอนว่ามันเป็นห้องสมุดที่พิเศษกว่านั้นมากนัก

Photo: Stiftung Habitat

          จูคิบุ ถือกำเนิดขึ้นมาด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกล เพื่อเป็น “ห้องสมุดหลากหลายวัฒนธรรมสำหรับเด็กและวัยรุ่นโดยเฉพาะ” คณะผู้ก่อตั้งคาดหวังจะเห็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะใสๆ ของเด็กจากทั่วทุกมุมโลก ที่ซึ่งนิทานถูกเล่าขานในภาษาที่แตกต่างกัน และเป็นที่ซึ่งเด็กๆ ผู้อพยพสามารถค้นพบเรื่องราวที่สะท้อนวัฒนธรรมบ้านเกิดของพวกเขา ในขณะเดียวกันก็เรียนรู้และปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ได้อย่างกลมกลืนโดยที่ไม่ทิ้งรากเหง้าของตนเอง

          “ชั้นหนังสือของเรามีเรื่องราวมากกว่า 60 ภาษา” มอรีน เซนน์ (Maureen Senn) หัวหน้าบรรณารักษ์คนปัจจุบัน พูดถึงพันธกิจของจูคิบุ พร้อมกับยืนยันด้วยว่า 

          “ทุกภาษา ทุกวัฒนธรรม มีคุณค่าและควรได้รับการเฉลิมฉลอง”

          สิ่งที่มอรีนพูดนั้น ชี้ให้เห็นแน่นอนว่าจูคิบุแตกต่างจากห้องสมุดที่อื่นๆ มาก เพราะแม้ที่นี่เด็กๆ จะได้พบกับพื้นที่นั่งอ่านแสนสบาย เชื้อเชิญให้จมดิ่งไปในโลกของตัวอักษร หรือห้องแยกสำหรับกลุ่มที่เปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งจะว่าไปแล้ว ก็ไม่ต่างจากห้องสมุดอื่นๆ เท่าไหร่นัก แต่สิ่งที่ทำให้จูคิบุแตกต่างอย่างแท้จริงและเป็นหัวใจสำคัญที่หล่อเลี้ยงความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรมในชุมชน คือคอลเลกชันวรรณกรรมสำหรับเด็กและเยาวชนกว่า 60 ภาษา

          นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่มันคือการรวบรวมเรื่องราวจากทุกมุมโลกมาไว้ในที่เดียว เพื่อให้เด็กๆ ได้สัมผัสกับมรดกทางภาษาและวัฒนธรรมของตนเองได้อย่างใกล้ชิด

          อีกภารกิจหลักของห้องสมุดจูคิบุจึงลึกซึ้งกว่าการเป็นเพียงแหล่งรวมหนังสือ นั่นคือการช่วยเหลือเด็กต่างชาติในการปรับตัวเข้ากับพื้นที่ที่พูดภาษาเยอรมันในบาเซิล

          เพราะการย้ายถิ่นฐานมายังประเทศใหม่นั้นเต็มไปด้วยความท้าทาย โดยเฉพาะสำหรับเด็กๆ ที่ต้องเผชิญกับกำแพงภาษาและวัฒนธรรมที่แตกต่าง 

จูคิบุเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ด้วยการมอบพื้นที่ปลอดภัยที่พวกเขาจะรู้สึกได้รับการยอมรับ

          และที่สำคัญที่สุดคือ “เปิดโอกาสให้พวกเขารักษาและบำรุงรักษาวัฒนธรรมและภาษาของตนเองไว้”

JUKIBU: ห้องสมุดที่เด็กผู้อพยพค้นพบเสียงของตัวเอง
ตัวอย่างหนังสือภาษาต่างๆ ที่ให้บริการอยู่ภายในห้องสมุดจูคิบุ
Photo: JUKIBU Interkulturelle Bibliothek für Kinder und Jugendliche

JUKIBU: ห้องสมุดที่เด็กผู้อพยพค้นพบเสียงของตัวเอง
Photo: JUKIBU Interkulturelle Bibliothek für Kinder und Jugendliche

JUKIBU: ห้องสมุดที่เด็กผู้อพยพค้นพบเสียงของตัวเอง
Photo: JUKIBU Interkulturelle Bibliothek für Kinder und Jugendliche

เกือบทุกภาษาในโลกอาศัยอยู่ที่นี่

          ถ้าคุณเคยคิดว่าห้องสมุดเป็นเพียงสถานที่เก็บหนังสือภาษาหลักของประเทศ จูคิบุอาจเปลี่ยนความคิดนั้นอย่างสิ้นเชิง 

          หัวใจของความพิเศษนี้อยู่ที่ คอลเลกชันหนังสือมหาศาลกว่า 60 ภาษา (และกว่า 50 ภาษาในหมวดเด็กและเยาวชน)

          ส่วนที่ใหญ่ที่สุดในคอลเลกชันนี้คือหนังสือภาษาอังกฤษ แต่สิ่งสำคัญคือหนังสือทุกเล่มที่นี่ไม่ได้ถูกเลือกมาเพียงเพื่อความครบครัน แต่เพื่อเฉลิมฉลองความหลากหลายของภาษาและวัฒนธรรม 

          อย่างที่บอกว่าจูคิบุไม่ได้หยุดแค่การ “เก็บ” หนังสือ สิ่งที่ทำให้ที่นี่แตกต่างจริงๆ คือการทำให้ภาษามีชีวิตผ่านกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะ การเล่านิทานสองภาษา 

          เด็กๆ จะได้ฟังเรื่องราวในภาษาเยอรมันก่อน แล้วตามด้วยภาษาแม่ของพวกเขาเอง เทคนิคนี้ช่วยให้พวกเขาคุ้นเคยกับภาษาหลักของประเทศ ขณะเดียวกันก็ยังภาคภูมิใจกับภาษารากเหง้าของตัวเอง เป็นการบอกว่าภาษาแม่ไม่ใช่สิ่งที่ควรเก็บซ่อน 

          ในฤดูร้อน กิจกรรมเล่านิทานจะย้ายออกไปกลางแจ้งในเซนต์โยฮันน์พาร์ค (St. Johannspark) ครอบครัวจากหลากชาติจะมาปูผ้านั่งใต้แสงแดด ฟังเรื่องราวที่เดินทางข้ามทวีปผ่านน้ำเสียงของนักเล่าเรื่อง นอกจากนี้ ยังมีการเล่านิทานภาษาอังกฤษทุกเดือนร่วมกับ Basel Children’s Trust และกิจกรรมอย่างต้นไม้นิทาน (Geschichtenbaum) ที่ในปี 2020 มีผู้เล่าถึง 46 คน จัดไป 64 ครั้งใน 15 ภาษา

          ทั้งหมดนี้ทำให้จูคิบุไม่ใช่แค่ห้องสมุดที่ “เก็บเรื่องราว” แต่เป็นพื้นที่ที่ “สร้างเรื่องราวร่วมกัน” และเป็นศูนย์กลางชุมชนที่ครอบครัวสามารถพบปะ แลกเปลี่ยน และรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของภาพที่ใหญ่กว่า

ผู้ใช้บริการบอกตรงกันว่าที่นี่เป็น “สถานที่พบปะหลากภาษา” และ “ศูนย์กลางวัฒนธรรม” ที่มีบรรยากาศอบอุ่น พนักงานเต็มใจช่วยเหลือ และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แม้กระทั่งทางลาดสำหรับรถเข็น เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างแท้จริง

          หากเปรียบกับห้องสมุดระดับโลก เช่น International Children’s Digital Library (ICDL) หรือ International Youth Library (IYL) จูคิบุจะโดดเด่นด้วยการเป็น ห้องสมุดระหว่างวัฒนธรรมในระดับท้องถิ่น ที่มีคอลเลกชันสิ่งพิมพ์หลากภาษาขนาดใหญ่ และการมีส่วนร่วมโดยตรงกับชุมชน ต่างจาก ICDL ที่เน้นเชื่อมโลกผ่านหนังสือดิจิทัล หรือ IYL ที่เป็นหอสมุดขนาดใหญ่ในนานาชาติ

          แม้จูคิบุจะมีแคตตาล็อกออนไลน์และทรัพยากรดิจิทัล แต่หัวใจของที่นี่อยู่ที่ ประสบการณ์จริงในพื้นที่จริง  การสัมผัสหนังสือด้วยมือ การนั่งล้อมวงฟังนิทาน และการสบตากับผู้เล่าเรื่อง 

          ข้อได้เปรียบนี้สำคัญมากสำหรับครอบครัวผู้อพยพที่อาจเผชิญอุปสรรคด้านการเข้าถึงดิจิทัล

แนวทางนี้สอดคล้องกับงานวิจัยด้านพัฒนาการเด็กที่ชี้ว่า การรักษาภาษาแม่ช่วยเสริมความมั่นใจและการเรียนรู้ภาษาที่สองได้ดียิ่งขึ้น และนี่คือเหตุผลว่าทำไมจูคิบุจึงไม่ใช่แค่ห้องสมุดหนึ่งในบาเซิล แต่เป็น แบบอย่างระดับโลก ของห้องสมุดหลากภาษาที่ทำงานจริงกับชุมชนและสร้างผลกระทบที่จับต้องได้

          เพราะท้ายที่สุด ความหลากหลายไม่ใช่เพียงสิ่งที่มีอยู่ แต่ต้องถูกใช้ ถูกแบ่งปัน และถูกทำให้มีชีวิต และที่จูคิบุ ความหลากหลายนั้นก็กำลังมีชีวิตอยู่ทุกวัน

JUKIBU: ห้องสมุดที่เด็กผู้อพยพค้นพบเสียงของตัวเอง
กิจกรรมอ่านหนังสือในสวน
Photo: JUKIBU Interkulturelle Bibliothek für Kinder und Jugendliche

เครือข่ายห้องสมุดเมืองบาเซิล

          เรื่องราวของห้องสมุดจูคิบุไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่เติบโตมาจากรากฐานที่แข็งแรงในฐานะ “สาขาหนึ่ง” ของเครือข่ายห้องสมุดสาธารณะเมืองบาเซิล (GGG Stadtbibliothek Basel) หนึ่งในเครือข่ายห้องสมุดที่เก่าแก่และทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งของสวิตเซอร์แลนด์

          GGG Stadtbibliothek Basel มีประวัติยาวนานตั้งแต่ปี ค.ศ. 1807 และอยู่ภายใต้การสนับสนุนขององค์กรเอกชนไม่แสวงหากำไรชื่อ GGG Basel ซึ่งก่อตั้งตั้งแต่ปี ค.ศ. 1777 เพื่อขับเคลื่อนงานทางสังคมและวัฒนธรรมของเมืองบาเซิล 

          โดย GGG ในปัจจุบันดูแลองค์กรและหน่วยงานต่างๆ กว่า 90 แห่งในภูมิภาคนี้ รวมถึงเครือข่ายห้องสมุดสาธารณะทั้ง 12 แห่งที่สำคัญในเมือง

          การเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายนี้ทำให้จูคิบุได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ในเรื่องของทรัพยากร มีโอกาสแลกเปลี่ยนและเข้าถึงหนังสือหรือสื่อจากห้องสมุดสาขาอื่นๆ ในเครือข่ายได้อย่างอิสระ 

          แต่แม้จูคิบุจะอยู่ภายใต้ระบบห้องสมุดสาธารณะของเมือง แต่ก็ยังคงสถานะ “กึ่งอิสระ” อย่างโดดเด่น ด้วยรูปแบบการจัดการที่เปิดกว้างและยืดหยุ่น ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะของชุมชนผู้อพยพและกลุ่มเปราะบางได้อย่างคล่องตัวและเหมาะสมที่สุด เหนือกว่าการเป็นเพียงสาขาย่อย หรือสถานที่เก็บหนังสือทั่วไป

          ความยืดหยุ่นนี้ก่อให้เกิดโอกาสใหม่ๆ สำหรับพลังของพลเมือง โดยเฉพาะกลุ่มแม่ผู้อพยพ ที่ได้รับเชิญให้เข้ามา “เป็นผู้สร้าง ผู้ดูแล และผู้ถ่ายทอดความหวัง” ผ่านหนังสือและกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่จัดขึ้นในพื้นที่นี้ 

          ตัวอย่างหนึ่งคือ “สมาคมเพื่อนจูคิบุ” (Freundeskreis JUKIBU)  ซึ่งก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 1990 ทำหน้าที่เป็นแหล่งสนับสนุนด้านการเงิน การจัดกิจกรรม และการเสนอนโยบายต่างๆ เพื่อให้เสียงและความต้องการของชุมชนมีพื้นที่แสดงออกและได้รับการยอมรับ

          จากจุดเล็กๆ ในฐานะสาขาหนึ่ง จูคิบุได้พัฒนาไปสู่สถาบันที่มีความสำคัญและรู้จักในวงกว้างในฐานะแหล่งรวมพลังของชุมชนผู้อพยพ และยังได้รับการสนับสนุนด้วยความมุ่งมั่นของ “สมาคมเพื่อนห้องสมุดจูคิบุ” (Förderverein JUKIBU) ซึ่งเป็นตัวแทนของความศรัทธาและความมุ่งมั่นของเครือข่ายอาสาสมัครกว่า 30 ปี ที่คอยผนึกกำลังให้ จูคิบุ เติบโตและมั่นคงท่ามกลางความท้าทายต่างๆ

          ทั้งหมดที่ว่ามา เหมือนผลลัพธ์ที่เราเห็นจากความพยายามของที่แห่งนี้

          แต่เส้นทางไม่ได้ราบเรียบเสมอไป เมื่อปี 2012 ของ จูคิบุระบุถึงปัญหาท้าทายสำคัญอย่าง “การขาดแคลนเงินทุนเชิงโครงสร้าง” ที่เลี่ยงไม่ได้มากว่าหลายปี เงินทุนจากเครือข่ายห้องสมุดฯ เป็นเพียงเงินสนับสนุนระยะสั้นและหมดลงในปลายปีถัดมา สร้างความไม่แน่นอนอย่างยิ่งต่อการวางแผนระยะยาว

          นอกจากข้อจำกัดด้านงบประมาณแล้ว ในรายงานของจูคิบุในปี 2020 ยังเผยให้เห็นถึงความต้องการเพิ่มจำนวนบุคลากรที่ได้รับค่าตอบแทนอย่างเหมาะสมโดยเฉพาะตำแหน่งบริหารและธุรการ ที่ปัจจุบันมีเพียง 50% แต่จำเป็นต้องเพิ่มเป็นประมาณ 130% เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

          ความตึงเครียดทางการเงินนี้สะท้อนออกมาชัดเจนจากการจ่ายค่าตอบแทนที่ต่ำเกินไป และชั่วโมงการทำงานที่ไม่เพียงพอ สำหรับผู้บริหารห้องสมุด รวมถึงภาระงานหนักเกินไปสำหรับอาสาสมัครที่ทุ่มเท 

          จูคิบุ พูดถึงปัญหานี้เอาไว้อย่างชัดเจนในปี 2020 ว่าอาสาสมัครทำงานรวมกันมากกว่า 3,556 ชั่วโมง และผู้อำนวยการ รวมถึงผู้ช่วย ยังทำงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนอีก 544 ชั่วโมง แสดงให้เห็นความเสียสละและทุ่มเทที่เป็นหัวใจสำคัญของห้องสมุดแห่งนี้

          แม้มีการหารือกับหน่วยงานรัฐเพิ่มเติม ก็ยังไม่มีผลสรุปที่ชัดเจนหรือทรัพยากรเพิ่มเติมในปี 2020 ตำแหน่งผู้ช่วยที่ขาดแคลนต้องถูกยกเลิก ส่งผลให้ความยั่งยืนของโครงการต้องเผชิญกับความเสี่ยง แต่จุดแข็งสำคัญของจูคิบุ คือฐานอาสาสมัครที่เข้มแข็งและแข็งแกร่ง ซึ่งในปัจจุบันมีมากกว่า 50 คนจาก 28 ชาติพันธุ์ ที่ทุ่มเทเวลาทำงานในบทบาทต่างๆ ตั้งแต่นักแปล เล่านิทาน จัดกิจกรรม ไปจนถึงผู้ประสานวัฒนธรรม 

          ความหลากหลายนี้ทำให้ จูคิบุ ไม่ใช่แค่พื้นที่ให้บริการ แต่เป็น “บ้าน” ที่อบอุ่นและหลากหลาย

          รูปแบบการดำเนินงานแบบ “ผสมผสาน” โดยไม่ได้พึ่งพาแหล่งรายได้จากรัฐเพียงอย่างเดียวทำให้ จูคิบุ ได้ใช้ประโยชน์จากความมั่นคงและทรัพยากรระบบเครือข่ายขนาดใหญ่ และในขณะเดียวกัน ก็ยังรักษาความคล่องตัวที่จำเป็นต่อการตอบโจทย์ชุมชนเฉพาะกลุ่ม เช่น ชุมชนผู้อพยพและกลุ่มเปราะบางอื่นๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

JUKIBU: ห้องสมุดที่เด็กผู้อพยพค้นพบเสียงของตัวเอง
Photo: Stiftung Habitat

JUKIBU: ห้องสมุดที่เด็กผู้อพยพค้นพบเสียงของตัวเอง
Photo: Stiftung Habitat

โอบกอดเด็กผู้อพยพด้วยภาษา เสียง และหัวใจ

          สำหรับเด็กๆ ที่ก้าวข้ามพรมแดนมาจากบ้านเกิดที่ห่างไกล บางครั้งเสียงภาษาเยอรมันในโรงเรียนและเสียงสำเนียงต่างๆ อาจกลายเป็นกำแพงที่ทำให้เขารู้สึกห่างเหิน 

          แต่จูคิบุก็ได้ทำให้โลกของพวกเขาก็เปลี่ยนไป  ไม่ใช่เพราะการได้เรียนภาษาที่สอง แต่เพราะได้พบ “บ้านในเสียงภาษาแม่” ในรูปแบบที่เรียบง่ายที่สุด

          แนวคิด ‘โอบกอดผู้อพยพ’ ซึ่งไม่ได้เป็นแค่นโยบายแผ่นกระดาษ แต่ฝังอยู่ในทุกอณูของการออกแบบและกิจกรรมในจูคิบุคือสิ่งที่ทำให้ห้องสมุดนี้แตกต่าง จากการอนุญาตให้ผู้ใช้เสนอหนังสือในภาษาแม่ของตนเอง จัดกิจกรรมเล่านิทานโดยพ่อแม่ผู้ย้ายถิ่น ไปจนถึงการออกแบบพื้นที่ให้เป็นมิตร 

          ไม่มีเคาน์เตอร์สูง ไม่มีเสียงประกาศห้าม แต่มีเพียงโต๊ะกลม เก้าอี้ไม้ ดวงตาที่เปิดกว้าง และหูที่พร้อมรับฟัง

JUKIBU: ห้องสมุดที่เด็กผู้อพยพค้นพบเสียงของตัวเอง
Photo: JUKIBU Interkulturelle Bibliothek für Kinder und Jugendliche

          การสนับสนุนจากเครือข่ายห้องสมุดบาเซิล เสมือนร่มที่โอบอุ้มพลังจากภาคประชาชน ใน ปี 2022 งบประมาณของจูคิบุกว่า 30% นั้นมาจากการบริจาคของผู้ใช้พื้นที่และองค์กรมูลนิธิในท้องถิ่น นั่นสะท้อนว่าห้องสมุดนี้ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อตัวมันเอง แต่เพื่อชุมชนที่หลากหลาย

          ยิ่งไปกว่านั้น เบื้องหลังความอบอุ่นของจูคิบุ คืออาสาสมัคร ที่มีทั้งนักแปล นักเล่านิทาน นักเขียน รวมถึงคนที่ทำงานในด้านวัฒนธรรมในองค์กรต่างๆ ผู้ที่ไม่ได้รับเงินเดือนในการทำงาน แต่เลือกมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้ด้วยความศรัทธาและความไว้วางใจ

          ลิซ เพจ (Liz Page) หนึ่งในผู้ก่อตั้งจูคิบุ เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า

          “ห้องสมุดที่กาซาถูกทำลายเมื่อไม่นานมานี้ ในสงครามโลกครั้งที่สอง หนังสือถูกเผา ส่วนห้องสมุดก็ถูกทำลาย ดังนั้นเราทุกคนควรเข้าใจว่า หากคุณต้องการควบคุมประเทศใดก็ตาม จงทำลายวรรณกรรมของและแบนหนังสือของพวกเขาซะ”

          คำพูดนี้สะท้อนถึงเรื่องราวเบื้องหลังของจูคิบุ ที่ไม่เพียงแต่มุ่งมั่นรักษาภาษาแม่ของเด็ก ๆ แต่ยังถือว่า “หนังสือ” คือตัวแทนของอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของพวกเขา

          ภารกิจ “ช่วยเหลือเด็กต่างชาติในการปรับตัวเข้ากับพื้นที่ที่พูดภาษาเยอรมันในบาเซิล” ประจำห้องสมุดอาจฟังดูเหมือนนโยบายทางการ แต่เมื่อเดินเข้าไปด้านใน คุณจะเข้าใจความหมายของมันทันที

          เด็กๆ นั่งอ่านหนังสือในภาษาแม่ของตนเองอย่างผ่อนคลาย ขณะที่ผู้ปกครองคุยกันเป็นกลุ่มเล็กๆ ที่คุณอาจจะฟังไม่เข้าใจหรอก เพราะพวกเขาใช้หลากหลายภาษาแลกเปลี่ยนกัน

          มันไม่ใช่บรรยากาศของการ “ปรับตัว” แต่เป็นของการ “เติบโต” อย่างเป็นธรรมชาติ

          โครงการ “เล่าเรื่องให้ฉันฟัง” (Schenk mir eine Geschichte) ที่จูคิบุ จัดขึ้นในปี 2022 ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการอ่านหนังสือ แต่เป็นเรื่องของการปลุกเสียงที่เงียบไปนานในใจของคนทั้งครอบครัว 

          คุณแม่ชาวโซมาเลียที่มาอยู่เยอรมนีได้สามปีแล้ว เธอเคยกลัวที่จะพูดภาษาของตัวเองในที่สาธารณะ เพราะกลัวสายตาแปลกๆ ของคนรอบข้าง

          แต่ในห้องของจูคิบุเธอได้นั่งเล่านิทานพื้นบ้านโซมาเลียให้ลูกชายและเด็กๆ คนอื่นฟัง เสียงของเธอดังขึ้นทีละน้อยๆ จนกลายเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความภูมิใจ 

          ลูกชายที่เคยอายที่จะบอกเพื่อนว่าแม่พูดภาษาอะไร ตอนนี้กลับชวนเพื่อนมาฟังแม่เล่านิทาน และถามไถ่เรื่องราวของบ้านเกิดแม่อย่างกระตือรือร้น

JUKIBU: ห้องสมุดที่เด็กผู้อพยพค้นพบเสียงของตัวเอง
Photo: JUKIBU Interkulturelle Bibliothek für Kinder und Jugendliche

          หรือการเวิร์กชอปการส่งเสริมผู้นำในชุมชน (Edulina) ก็เป็นอีกหนึ่งความมหัศจรรย์ ที่นี่คุณจะเห็นเด็กเล็กๆ กำลังวาดรูปช้างจากนิทานอินเดีย ขณะที่คุณพ่อเล่าให้ฟังในภาษาทมิฬ แล้วช่วยกันแปลเป็นเยอรมัน เด็กๆ ได้เรียนรู้ว่าแต่ละภาษามีเสน่ห์และความงามในแบบของตัวเอง และพวกเขาโชคดีที่ได้เป็นเจ้าของภาษามากกว่าหนึ่งภาษา

          ในยุคที่ทุกอย่างมุ่งสู่ความเป็นดิจิทัล จูคิบุใช้เทคโนโลยีในรูปแบบที่แตกต่างจากแอปพลิเคชันธรรมดาทั่วไป เห็นได้จากการสร้างคลังเสียงออนไลน์ (Hear Your Language) บนเว็บไซต์ ซึ่งเปรียบเสมือนหีบเพลงวิเศษที่เก็บเสียงจากทุกมุมโลกไว้ สิ่งที่ทำให้มันพิเศษไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่อยู่ที่เนื้อหาและความใส่ใจในรายละเอียด

          ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดและคาดไม่ถึง คือในหน้าเว็บของจูคิบุ มีเพลงภาษาไทยที่สามารถกดฟังได้ด้วย เป็นเพลงที่เราในสมัยเด็กทุกคนน่าจะเคยผ่านหูกันมาบ้าง

          “โอ้ทะเลแสนงาม ฟ้าสีครามสดใส มองเห็นเรือใบ เล่นอยู่ในทะเล…”

          ผู้เขียนเองไม่พลาดที่จะคลิกฟังอีกหลายภาษาที่มีให้เลือก แม้จะไม่ได้เข้าใจความหมายก็ตาม แต่ก็รู้สึกเหมือนได้สัมผัสกับเสียงแห่งบ้านเกิดจากทั่วโลกเช่นเดียวกับเด็กคนอื่นๆ 

          อาจมีเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบสักคน ที่เพิ่งย้ายมาจากอัฟกานิสถานพร้อมครอบครัว เธออาจจะคิดถึงเสียงของคุณยายที่เคยร้องเพลงกล่อมเด็กให้ฟังทุกคืนก่อนนอน ซึ่งเสียงนั้นกลายเป็นความทรงจำที่ห่างไกลมากขึ้นทุกวันจนเธอเริ่มกลัวว่าจะลืมไปเสียแล้ว แต่เมื่อเธอได้นั่งที่คอมพิวเตอร์ในจูคิบุและคลิกเข้าไปในหมวด เพลงกล่อมเด็กของอัฟกานิสถาน (Afghan Lullabies) เธอได้ยินเสียงเพลงกล่อมเด็กในภาษาดารี เสียงของหญิงสาวที่ร้องด้วยความอ่อนโยนเหมือนกับคุณยายของเธอ

          เพลงนั้นไม่ได้มาจากแผ่นเสียงหรือการผลิตในสตูดิโอ แต่มาจากคุณแม่ชาวอัฟกานิสถานที่อยู่ในบาเซิลคนหนึ่ง ที่นั่งอัดเสียงที่บ้านของเธอขณะที่ลูกคนเล็กหลับอยู่บนตัก เสียงที่บันทึกไว้นั้นยังคงมีเสียงเบาๆ ของนาฬิกาข้างแขวนในห้อง เสียงหายใจลึกๆ ของเด็กที่กำลังฝันหวาน 

          ความไม่สมบูรณ์แบบเหล่านี้กลับทำให้บันทึกเสียงฟังสมจริงและอบอุ่นกว่าการผลิตแบบมืออาชีพ

          สิ่งที่น่าประทับใจคือคำแปลที่แสดงอยู่ข้างเคียง ซึ่งไม่ได้เป็นแค่การแปลแบบคำต่อคำ แต่เป็นการอธิบายบริบททางวัฒนธรรม เช่น เมื่อเพลงกล่อมเด็กพูดถึง “ดาวเจ็ดดวงในท้องฟ้า” คำแปลจะอธิบายเพิ่มเติมว่าในวัฒนธรรมอัฟกานิสถาน กลุ่มดาวลูกไก่ (Pleiades) ถือเป็นสัญลักษณ์ของความหวังและการนำทาง หรือเมื่อเพลงพูดถึง “นกอินทรีสีทอง” มันหมายถึงจิตวิญญาณของบรรพบุรุษที่มาคุ้มครองเด็กน้อยตอนหลับ

          การได้ฟังเสียงเหล่านี้พร้อมกับเข้าใจความหมายที่ลึกซึ้งไม่ได้แค่ทำให้เด็กๆ จำภาษาแม่ได้ แต่มันยังช่วยให้พวกเขาเข้าใจรากเหง้าทางวัฒนธรรมของตนเองมากขึ้น 

          เด็กหญิงชาวอัฟกานิสถานคนนั้นได้เรียนรู้ว่าเพลงกล่อมเด็กไม่ได้เป็นแค่เสียงเพลง แต่เป็นการส่งผ่านความเชื่อ ความหวัง และความรักจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง และตอนนี้เธอก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการส่งผ่านนั้นต่อไปได้

          ที่สำคัญกว่านั้น คอลเล็กชั่นเสียงนี้ยังกลายเป็นสะพานเชื่อมระหว่างครอบครัวผู้อพยพด้วย

จากหนังสือสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม

          อันที่จริง จูคิบุไม่ใช่แค่ห้องสมุดสำหรับเด็กผู้อพยพทั่วไป แต่กลายเป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ที่เริ่มต้นด้วยคำง่ายๆ ในภาษาของแม่ แต่ชุดคำเหล่านั้นกลับกลายเป็นแรงผลักดันที่ปลุกเร้าความมั่นใจในตัวตน ความกล้าในการแสดงออก และความเข้าใจในความแตกต่างระหว่างผู้คนที่หลากหลายทางวัฒนธรรมและภาษา

          เรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในเชิงของการอ่านหรือการศึกษาเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปสู่ความตระหนักทางสังคมที่กว้างไกลขึ้น 

          ห้องสมุดแห่งนี้กลายเป็น “เวที” แห่งเสียงที่เคยถูกมองข้ามหรือแม้กระทั่งถูกทำให้เงียบ ความเห็นความคิดต่างได้รับโอกาสดังขึ้นอย่างมีพลัง ซึ่งเสียงเหล่านี้ได้ช่วยกระตุ้นให้เกิดการยอมรับและความเข้าใจ 

          หญิงชาวซีเรียคนหนึ่งในฐานะผู้ปกครองเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเธอในกิจกรรมเล่านิทานสองภาษาที่จัดโดยจูคิบุว่า “ตอนแรกฉันไม่กล้าอ่านภาษาอาหรับให้ลูกฟังเลย แต่เมื่อเราได้พบกับกลุ่มแม่ๆ ที่นี่ มันทำให้เรารู้ว่าเราก็ทำได้”

          เธอไม่เพียงแต่ฝึกฝนตัวเอง แต่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่เข้าใจและสนับสนุนให้ผู้ปกครองทุกคนกล้ากลับมารักษาภาษาและวัฒนธรรมของตนเองได้อย่างภาคภูมิใจ

          เรื่องราวของเธอสะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของจูคิบุไม่ได้หยุดอยู่แค่เพียงเด็กๆ เท่านั้น แต่ยังแทรกซึมในครอบครัวและผู้ใหญ่ด้วย 

          หลายครอบครัวพบว่าการกลับมาใช้ภาษาแม่ในบ้านนั้นไม่ใช่แค่การรักษารากเหง้า แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของความเข้าอกเข้าใจกันภายในบ้าน 

          ผู้ใหญ่ก็ได้ทบทวนความทรงจำเก่าๆ ผ่านบทเพลง นิทาน และคำพูดที่เคยได้ยินจากแม่ในวัยเด็ก กลายเป็นเสมือนสะพานที่เชื่อมโยงอดีตและปัจจุบันของครอบครัวให้เข้ากันอย่างสมดุล

          จูลี่ เทลฟอร์ด (Julie Telford) ผู้ดูแลคอลเลกชันหนังสือภาษาอังกฤษของจูคิบุ เคยเล่าให้ฟังถึงช่วงเวลาที่เธอย้ายมาอยู่เมืองบาเซิลในปี 1991 ว่า “เมื่อฉันและลูกสาววัยสองขวบได้ค้นพบจูคิบุ ซึ่งในตอนนั้นยังเป็นเพียงห้องสมุดเล็กๆ กับหนังสือภาษาอังกฤษสำหรับเด็ก เราเติบโตขึ้นพร้อมกับจูคิบุ”

          “มันคือความอบอุ่นใจอย่างแท้จริงที่ได้เจอหนังสือที่เป็นภาษาของเรา และบอกเล่าวัฒนธรรมของเราผ่านเล่มหนังสือ”

          เสียงของเธอช่วยให้เราเห็นภาพสะท้อนของจูคิบุที่เติบโตไปพร้อมเด็กๆ และครอบครัวผู้อพยพหลายรุ่นเป็นทั้งสถานที่เก็บหนังสือและเป็นพื้นที่หล่อหลอมอัตลักษณ์วัฒนธรรม

          ในช่วงทศวรรษต่อมา ห้องสมุดขยายบทบาทไปมากกว่าเดิม โครงการที่น่าสนใจเมื่อปีที่ผ่านมาคือ “Tandem Tales” เวิร์กชอปที่จับคู่เด็กผู้อพยพกับเด็กในท้องถิ่น เพื่อเขียนและเล่าเรื่องสองภาษา เด็กชายคนหนึ่งจากครอบครัวชาวซีเรียซึ่งเคยเงียบไม่พูดเลยในห้องเรียน เริ่มจับไมค์เล่านิทานในภาษาอาหรับก่อน แล้วค่อย ๆ แทรกคำในภาษาเยอรมันด้วยความมั่นใจ

          คำกล่าวของครูภาษาเยอรมันในโครงการนี้สะท้อนความเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งว่า “ฉันเห็นเด็กที่เคยไม่กล้าพูดในห้องเรียน กล้าพูดประโยคแรกในภาษาแม่ของเขาหลังจากร่วมงานกับจูคิบุเพียงเดือนเดียว”

          นี่ไม่เพียงแค่เป็นผลลัพธ์ของการศึกษาหลายภาษาเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงพลังของการรับฟังเสียงเด็กในฐานะมนุษย์ผู้มีเรื่องราวมีคุณค่าในความแตกต่างของตนเอง

          UNESCO ยืนยันว่าการเรียนรู้ผ่านภาษาแม่ในปฐมวัยช่วยเสริมความมั่นใจทางอารมณ์และการพัฒนาปัญญาเด็ก ซึ่งส่งผลดีอย่างยั่งยืนในระยะยาวต่อการเรียนรู้ในระบบการศึกษา เด็กๆ ที่ได้รับการสนับสนุนให้เรียนรู้ภาษาแม่มักทำได้ดีขึ้นในภาษาเยอรมันและวิชาอื่นๆ อย่างรวดเร็ว

          ยิ่งไปกว่านั้น จูคิบุได้กลายเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมและความร่วมมือของชุมชนผู้ลี้ภัยและผู้อพยพในบาเซิล พวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับองค์กรมากมาย เช่น Pro Juventute, UNICEF และเครือข่ายห้องสมุดหลายภาษาทั่วโลก เช่น The Multilingual Library ในออสโล ประเทศนอร์เวย์

          เรื่องราวของความสำเร็จเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่หลักฐานพิสูจน์ว่า การเข้าถึงหนังสือภาษาแม่เป็นสิ่งสำคัญ แต่ยังเป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงการยอมรับและการให้ความสำคัญกับเสียงและวัฒนธรรมของผู้อพยพนั้นๆ อย่างแท้จริง

JUKIBU: ห้องสมุดที่เด็กผู้อพยพค้นพบเสียงของตัวเอง
Photo: JUKIBU Interkulturelle Bibliothek für Kinder und Jugendliche

จูคิบุจะพูดภาษาอะไรในอนาคต

          พูดให้ถึงที่สุด เราจะเห็นว่าจูคิบุไม่ได้มีงบประมาณนับล้าน หรือเทคโนโลยีล้ำสมัยใด ๆ เลย สิ่งที่พวกเขามีคือ “หัวใจของชุมชน” ที่มีความเชื่อและเห็นคุณค่าร่วมกันตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา 

          ห้องสมุดแห่งนี้พยายามบอกเรามาตลอดว่า ความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรมไม่ใช่ภาระ แต่เป็นโอกาสล้ำค่าในการสร้างอนาคตร่วมกัน

          จูคิบุจึงเปรียบเหมือน “พิพิธภัณฑ์ภาษา” ที่ไม่ได้มีไว้เพื่อเก็บรักษาอย่างนิ่งเฉย แต่เป็นแหล่งฟื้นคืนชีพและบ่มเพาะภาษาต่างๆ ให้เติบโตใหม่ในชีวิตจริงของผู้คนในชุมชนนี้

          ทว่าอนาคตของการอนุรักษ์ภาษาแม่ในโลกยุคดิจิทัลก็ยังเต็มไปด้วยความท้าทาย แวดล้อมด้วยข้อมูลข่าวสารและสื่อดิจิทัลที่ไหลเวียนอย่างรวดเร็ว ความสะดวกในการใช้ภาษาหลักอย่างเยอรมัน หรือภาษาอื่นๆ ที่กลายเป็นภาษาสากล อาจทำให้ภาษาแม่ถูกลดทอนบทบาทในชีวิตประจำวันของเด็ก ๆ ไปโดยไม่รู้ตัว

          คำถามคือเราจะหยุดยั้งหรือชะลอสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร

          “ภาษาแม่มิใช่สิ่งที่เด็กหรือผู้ลี้ภัยต้องละทิ้งเพื่อเข้าไปอยู่ในสังคมใหม่ หากแต่เป็น ‘รากเหง้า’ สำคัญที่ต้องได้รับการส่งเสริมและถ่ายทอด เพื่อให้เด็ก ๆ เติบโตขึ้นอย่างมั่นคงด้วยอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและภาษาที่ครบถ้วนสมดุล”

          ผู้เขียนคิดว่าวิสัยทัศน์ของจูคิบุในข้อนี้ คงจะพอให้คำตอบได้

          ในโลกที่ผู้อพยพถูกตีตรา ในสังคมที่ภาษาแม่ถูกลดทอนว่าขัดขวางความก้าวหน้า พันธกิจที่จูคิบุพยายามทำมาโดยตลอด กำลังบอกเราว่า

          การได้เป็นเจ้าของและใช้ภาษาของตัวเอง คือสิทธิที่ไม่ควรถูกถอน ไม่ว่าคุณจะเดินทางมาไกลแค่ไหนก็ตาม

JUKIBU: ห้องสมุดที่เด็กผู้อพยพค้นพบเสียงของตัวเอง
Photo: Stiftung Habitat


ที่มา

เว็บไซต์ JUKIBU
เว็บไซต์ IMP School
เว็บไซต์ The IBBY UK
เว็บไซต์ Stiftung Habitat
เว็บไซต์ GGG Stadtbibliothek Basel
เว็บไซต์ YBI Basel
เว็บไซต์ International Youth Library
เว็บไซต์ Interbiblio
เว็บไซต์ PLAY BASEL
เว็บไซต์ Basel Stadt
เว็บไซต์ UNICEF Serbia Teacher Manual
เว็บไซต์ YBI Basel Blog
เว็บไซต์ SRF

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

PDPA Icon

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก