นักเขียนคนหนึ่งเป็นความสุขให้คนอ่านได้ขนาดไหน บางทีเราอาจพอวัดได้จากรอยยิ้มของนักอ่านที่เดินเข้ามาทักเธอในงานหนังสือ
ในงานหนังสือ 2568 น้ำฝน-จิตติณัฏฐ์ งามหนัก หรือ จิตติ เจ้าของนามปากกา JittiRain เดินทางลงมาจากเชียงใหม่อีกครั้ง เพื่อพบเจอนักอ่านที่คิดถึง แม้ครั้งนี้จะยังไม่มีหนังสือเล่มใหม่ แต่ผลงานนิยายของเธอก็กำลังโลดแล่นอยู่ในโลกซีรีส์ อย่างเรื่องล่าสุด ก็มาจากหนังสือชุด Engineer Cute Boy ทั้งสามเล่มอย่าง วิศวกรรมประสาท, วิศวกรรณโยธา และ วิศวะกับไฟฟ้า ซึ่งได้กลายเป็นซีรีส์วาย สายรหัสเทวดา (Perfect 10 Liners) โดยค่าย GMMTV
เธอชี้ชวนให้ดูหนังสือหลายเล่มที่ถูกเขียนขึ้นมาอย่างตั้งใจ ทั้งแนวโรแมนติกคอเมดี และเมโล-ดราม่า ซึ่งไม่เพียงเต็มไปด้วยเรื่องราวที่เปลี่ยนชีวิตเธอ หากยังเปลี่ยนทิศทางของวงการวายไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับนานาชาติ โดยเฉพาะกับเรื่อง เพราะเราคู่กัน หรือ คั่นกู ที่ไม่เพียงครองใจนักอ่านทั่วประเทศ แต่ยังกลายเป็นตำนานของวายไทยที่ถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อวางขายในต่างประเทศ และยังกลายเป็นมังงะ เพื่อวางขายที่ญี่ปุ่น
แต่เบื้องหลังความสำเร็จอันงดงาม จิตติก็ต้องเผชิญกับวันที่ไม่ง่ายนัก… วันที่เสียงชื่นชมกลายเป็นเสียงตำหนิ วันที่เคยได้รับความรักจากนักอ่านในโลกออนไลน์แปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัว จนต้องลบช่องทางการติดต่อทางโซเชียลมีเดียทิ้ง และเก็บตัวอยู่พื้นที่ปลอดภัย เธอเติบโตแบบก้าวกระโดดเพราะซีรีส์วาย แต่ก็หวาดกลัวกับคำนี้ จนได้ยินใครพูดถึงมันไม่ได้
กระทั่งวันนี้รอยยิ้มกลับมาอีกครั้ง พร้อมแรงบันดาลใจและความเชื่อมั่นในงานเขียน เธอยังเดินหน้าต่อ ทั้งในฐานะนักเขียนนิยาย และก้าวใหม่ในฐานะนักเขียนบทซีรีส์ ที่กำลังเริ่มต้นอย่างสนุกสนาน

ความชอบในการเขียนของคุณเริ่มต้นมาจากไหน ?
เริ่มต้นจากการอ่านหนังสือของแม่ค่ะ แม่มีหนังสือเยอะ เพราะเขาเป็นนักอ่านตัวยง แล้วนิยามของแม่คือผู้หญิงช่างฝัน เธอชอบอ่านนิยายรักโรแมนติกมากๆ แล้วหนังสือที่แม่มีทุกเล่มก็ส่งต่อมาถึงฝน สร้างความเป็นนักอ่านให้ หนังสือที่รำลึกถึงได้เลย จะไม่ใช่เรื่องรักโรแมนติกนะ แต่จะเป็นของขวัญวันเกิดที่แม่ซื้อให้ คือ ความสุขของกะทิ ซึ่งทำให้เรากล้าอ่านหนังสือแนวอื่นมากขึ้น
แล้วเมื่อก่อนโรงเรียนมีกิจกรรมบันทึกการอ่าน ทุกครั้งที่อ่านจะได้โจทย์ว่า ‘คุณได้อะไรจากเรื่องนี้’ฝนอ่านแล้วก็จดบันทึก ดังนั้นหนังสือในห้องสมุดส่วนใหญ่จะผ่านตาฝนมาหมดแล้ว เลยติดเป็นนิสัยให้เราชอบการอ่าน ส่วนการเริ่มเข้าสู่วงการนิยาย มันอาจจะมาจากอิทธิพลงานเขียนของหนังสือทุกเล่มที่ได้อ่าน เรารู้สึกว่าเราอิน เราคิดว่าเราทำได้ ก็เลยทดลองเขียน แต่จุดเริ่มต้นแรก มันไม่ดีอยู่แล้วค่ะ (หัวเราะสดใส)
นิยายเรื่องแรกที่คุณเขียนเป็นแบบไหน ?
นิยายแฟนตาซีค่ะ เล่นยากเลย (หัวเราะ) เพราะยุคสมัยนั้นนิยายแฟนตาซีมาแรง หัวขโมยแห่งบารามอส นาร์เนีย เราอินมาก เลยเริ่มเขียน แล้วพิมพ์ใส่กระดาษให้เพื่อนอ่าน ให้เพื่อนฟีดแบ็กว่ารู้สึกยังไงบ้าง พอตอน ม.ปลาย เด็กเจนวายก็ต้องอ่าน Jamsai Love Series ของแสตมป์เบอรี่, May112, Hideko_Sunshine ภาพการเขียนของฝนเลยเปลี่ยนจากช่วง ม.ต้น ที่เขียนแฟนตาซี มา ม.ปลาย ที่เขียนแนวรักสดใส วัยรุ่นชอบ หนังสือเล่มเล็กๆ บางๆ ฝนก็ลองทำอย่างจริงจัง เขียนแล้วส่งให้สำนักพิมพ์พิจารณาเยอะมากก็ไม่ผ่าน เคยอีเมลไปถามบรรณาธิการของแจ่มใสว่า เป็นเพราะอะไรถึงไม่ผ่านเหรอคะ ฝนนึกว่าเขาคงไม่ตอบกลับมา เพราะมันมีต้นฉบับให้เขาพิจารณาเยอะ แต่สุดท้ายเขาฟีดแบ็กมายาวมากและเป็นประโยชน์มากเลยค่ะ แล้วเขาก็ให้กำลังใจว่า เดี๋ยวสักวันนึงเราอาจจะได้ทำงานร่วมกัน ให้เราพัฒนางานต่อไปนะ นั่นอาจจะเป็นอีกหนึ่งแรงที่ทำให้ฝนอยากพัฒนางานต่อ
แสดงว่าคุณไม่เคยหยุดเขียนนิยายเลย ?
มีช่วงที่เครียดกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย (คณะศึกษาศาสตร์ เอกชีววิทยา มหาวิทยาลัยนเรศวร) ก็หยุดไป แล้วก็กลับมาเขียนอีกครั้ง เคยส่งเข้าประกวดเวทีนักเขียนหน้าใส ซึ่งถ้าชนะจะได้ตีพิมพ์หนังสือกับสำนักพิมพ์ แล้วก็ไม่ได้ ตอนนั้นเสียใจมาก ร้องไห้กลางห้องเลย เพื่อนก็มาปลอบ จากนั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ฝนเข้าวงการวาย เพราะว่าเพื่อนคนนึง เดินเข้ามากอด แล้วบอกว่า ‘ไม่เป็นไรนะ ถึงเธอพิมพ์หนังสือกับสำนักพิมพ์ไม่ได้ แต่เธอพิมพ์หนังสือเองได้นะ’ แล้วเขาก็พาฝนไปรู้จักคอมมูนิตี้คณะศึกษาศาสตร์ ที่เป็นนักเขียนเหมือนกัน มีเขียนหลายแนวเลยค่ะ มีทั้งคนที่สังกัดสำนักพิมพ์ และพิมพ์เอง ซึ่งเปิดโลกฝนมาก คือฝนไม่ต้องมีเงินเยอะ แต่สามารถเปิดพรีออร์เดอร์หนังสือได้ แล้วโรงพิมพ์ที่เพื่อนแนะนำก็บอกว่า คุณพิมพ์ขั้นต่ำ 20 เล่ม คุณทำได้เลย ฝนก็เลยมีกำลังใจเอางานสดใสวัยรุ่นมาพิมพ์ขายเอง ก็เปิดพรีออร์เดอร์ในเว็บ Dek-D ได้ 4 เล่มแน่ะ แต่ว่าขั้นต่ำของโรงพิมพ์คือ 20 เล่มไง แม่ฝนก็เลยซื้อเอง (หัวเราะ) แม่ซัพพอร์ตสุดๆ ว่าลูกพิมพ์หนังสือเล่มแรกได้ เดี๋ยวแม่ซื้อ แล้วเอาไปแจกลุงๆ ป้าๆ

คุณบอกว่าเพราะคอมมูนี้ทำให้รู้จัก ‘นิยายวาย’ ?
ตอนนั้นเป็นช่วงที่ฝนตามหาตัวเองอยู่ว่าถนัดแนวไหน เลยยังเขียนหลายแนว เขียนแนวที่โตขึ้น เข้มข้นขึ้น แต่ยังไม่ทิ้งแนวมหาวิทยาลัย แล้ววันนึงเพื่อนที่พาเข้าคอมมูเนี่ย ก็บอกว่า ‘เธอๆ รู้ไหมบนโลกนี้ มันมีสิ่งที่เรียกว่านิยายชายรักชายนะ’ ฝนก็เลยขอเวลาไปศึกษา แล้วช่วงนั้นแฟนฟิกชันมาแรง เขาก็พาเราไปติ่งศิลปิน EXO นำมาซึ่งการเข้าวงการแล้วออกไม่ได้ ติ่งตลอดไป (หัวเราะ) เรื่องแรกในชายรักชายของฝนจึงเป็นแฟนฟิกดราม่าของวง EXO ที่ไม่ได้ทำขายนะคะ แต่เขียนเพื่อดูว่าเราจะไปทางนี้ได้ไหม เราสามารถมีฐานคนอ่านในกลุ่มหนึ่งได้หรือเปล่า ซึ่งฟีดแบ็กค่อนข้างดี ทำให้เรามีกำลังใจในการเขียน แล้วก้าวเข้าสู่วงการชายรักชายอย่างเต็มตัว หลังจากได้รู้จักกับเล้าเป็ด (เว็บไซต์ thaiboyslove.com เว็บของนิยายวาย)
เล้าเป็ดเปิดโลกอะไรให้คุณ ?
สิ่งที่ทำให้ฝนชอบโลกของวาย ไม่ใช่เรื่องราวของชายรักชายแบบตรงๆ แต่ฝนหลงรักเสน่ห์ของคาแรกเตอร์ ฝนชอบเจอผู้คน เป็น ENFP (บุคลิกของคนที่ชอบอยู่ท่ามกลางผู้คน ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น) แล้วเราชอบทำความรู้จักกับคนแปลกหน้ามาก เพื่อนจะงงสุดๆ ว่าเธอไปบาร์ เธอไปคุยกับคนแปลกหน้า แล้วก็ได้คอนแท็กต์เขามา (หัวเราะ) ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ฝนสนใจการสร้างคาแรกเตอร์ของตัวละครเป็นอันดับแรกของนิยาย ในเล้าเป็ดคุณจะครีเอตอะไรก็ได้ จะเป็นจระเข้ ไดโนเสาร์ ย้อนยุค ย้อนเวลา ทุกบทบาท ทุกตัวละครคุณผสมรวมคาแรกเตอร์ของคนรอบตัวได้หมด มันเปิดกว้างสำหรับฝน นี่จึงเป็นเสน่ห์ของวายในยุคนั้นสุดๆ เลย
พูดได้ว่าเล้าเป็ดสร้างคุณเลยได้ไหม ?
ฝนคิดว่าอิทธิพลหลักที่ทำให้เราเป็นเราทุกวันนี้ คือเล้าเป็ด แล้วมันเป็นความทรงจำที่ดีมาก ฝนอาจไม่ได้เล่าให้ใครฟัง แต่นิยายเล่มที่ 3 ที่เขียนในเล้าเป็ด ฝนจบไม่ลง เพราะยังไม่รู้วิธีการเขียนที่เป็นตัวเองในวันนี้ เมื่อก่อนฝนเขียนแบบเอามู้ดเข้าว่า อาจมีโครงคร่าวๆ แล้วหลังจากนั้นก็ด้นเลย มันเลยจบไม่ลง แล้วมีคุณนักอ่านท่านหนึ่งที่เป็นหนึ่งในเว็บมาสเตอร์ ส่งอีเมลมาประมาณสองหน้ากระดาษ ว่า ‘จบไม่ลงใช่ไหมครับ ผมมีวิธีที่ให้คุณเขียน Sub Plot (เหตุการณ์รอง) ลงไปในตอนท้าย เพื่อที่คุณจะได้ขมวดปมแล้วจบลง’ คำแนะนำเขายาวมาก แล้วเราขอบคุณมาก เป็นคำแนะนำที่เปลี่ยนชีวิตฝนเลย
อะไรบ้างที่เปลี่ยนแปลงไป จากคำแนะนำนั้น ?
วิธีการเขียนของฝนเปลี่ยน การวางแผนในการทำงานเปลี่ยน หลังจากเรื่องนั้น ฝนวางแผนไว้หมดตามคำแนะนำของเขา อาจจะมีปรับเปลี่ยนบ้าง แต่ท้ายที่สุด ฝนสามารถเขียนนิยายจบลงได้เพราะเขา
สิ่งที่เป็นเราในทุกวันนี้ คือการเขียนทรีตเมนต์ (การเขียนเรื่องย่อแบบขยายความ) ค่อนข้างละเอียด เช่น บางคนอาจจะเขียนว่าใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร แล้วจบ ซึ่งมันอาจไม่เป็นปัญหากับนักเขียนท่านอื่น เพียงแต่ฝนขี้ลืม ครั้งหนึ่งเคยเขียนว่า ตัวละครมีน้องสาวอยู่ต่างจังหวัด แต่เขียนไปเขียนมา บอกว่าเป็นลูกคนเดียว (หัวเราะ) ดังนั้นทรีตเมนต์จึงสำคัญ ตอนนี้ทรีตเมนต์ของฝนในหนึ่งตอน อาจยาว 3-6 หน้าขึ้นไป ก็คือใส่ดีเทลทั้งหมด สถานที่ เกิดเหตุการณ์อะไร รวมถึงถ้ามีไดอะล็อกบ้างก็จะดี ซึ่งการเขียนทรีตเมนต์ละเอียดทำให้เรากลับมาอ่านได้ว่า เราขาดตกตรงไหนบ้าง
สนพ. แจ่มใส ที่เคยปฏิเสธคุณไป เขากลับมาหาคุณได้อย่างไร ?
ตอนนั้นฝนเขียนเรื่อง ปลาบนฟ้า ในเล้าเป็ด แล้วมีแพลนจะเปิดพรีออร์เดอร์หนังสือเพราะเรามีแพสชันกับการทำหนังสือเอง เรามีความสุขที่ได้แพ็กหนังสือ พอ บ.ก. ติดต่อมา เราก็ลังเลว่าจะทำยังไงดี เพราะมีอิสระกับการทำหนังสือด้วยตนเองไปแล้ว แต่ท้ายที่สุด เพื่อนบอกว่านี่เป็นความฝันของเธอไม่ใช่เหรอ ที่อยากพิมพ์งานกับเขา เลยส่งเรื่องนี้ตีพิมพ์กับแจ่มใส ซึ่งเป็นเล่มแรกของสำนักพิมพ์ everY (สำนักพิมพ์ในเครือแจ่มใส ที่มุ่งตลาดวายโดยเฉพาะ) ได้เห็นหนังสือในร้านหนังสือ ได้มีกลุ่มคนอ่านวายมากขึ้น แต่ก่อนถ้าฝนพิมพ์หนังสือเอง ยอดจะน้อยประมาณ 60-80 เล่ม พอกลายมาเป็น 4,500 เล่ม ก็ถือเป็นการเติบโตที่ยิ่งใหญ่ เหมือนความฝันสำเร็จแล้ว
หนังสือ 4 เล่มแรกที่มีนักอ่านซื้อแล้ว ฝันต่อมาคือ อยากมีหนังสือวางขายในร้านหนังสือ ก็จบฝันนั้นแล้วเหมือนกัน ได้ซื้อหนังสือไปแจกเพื่อน มันก็ฟูลฟิลว่าเราทำได้ เมื่อก่อน Self-esteem ยังสูง เลยรู้สึกว่า ฉันมันเก่งเหลือเกิน ที่สุดเลย สำหรับตัวเราในตอนนั้น



พอพูดถึงความดังของ คั่นกู เพราะเราคู่กัน มันคือจุดเปลี่ยนของชีวิตคุณเลยนะ เรื่องนี้เขียนมาได้ยังไง ?
คั่นกู ถูกเขียนในช่วงที่ฝนใช้ชีวิตลำบากในมหา’ลัย ทั้งเรียนหนักและเดินทางหนัก เลยใช้เวลาเขียนนานเป็นปี เป็นช่วงคาบเกี่ยวระหว่างปี 4-5 ซึ่งปี 4 ยังสนุกอยู่ ยังแฮปปี้กับการเขียน เรื่องราวมันง่ายๆ เป็นเด็กมหา’ลัย รักกัน จีบกัน และมีดนตรีของวง Scrubb ประกอบอยู่ เนื่องจากเราอินเลยอยากนำเสนอสิ่งที่เราชอบให้กับคนอื่นรู้สึกอินด้วย
แต่ในช่วงปี 5 ฝนไปฝึกงานเป็นครูฝึกสอน แล้วโรงเรียนกับมหา’ลัยไป-กลับ 80 กิโล ฝนต้องกลับมหา’ลัย ทุกวัน เพราะอยู่แถวนั้นไม่ได้ มันค่อนข้างเปลี่ยว เราตื่นตีสี่ขับรถไป 40 กิโล ขากลับบางวันโรงเรียนมีกิจกรรมกว่าจะออก บางทีก็ตี 2-3 ทั้งถนนมีรถเราแค่คันเดียว มันเหนื่อยกับสิ่งนี้ ทำให้คั่นกูเบรกไป พอทิ้งช่วงนานแล้วมีเวลากลับมาอ่านใหม่ ความรู้สึกเลยเปลี่ยน ก่อนหน้านั้นรู้สึกว่าซีนนี้เขียนดีมาก แต่เราดันไปเจอบางอย่างกระทบใจ เลยรู้สึกว่าไม่ได้ ต้องลบทั้งตอนแล้วเขียนใหม่ เลยเป็นคั่นกูที่อัปลงในเล้าเป็ดช้าหนึ่งเดือนมาที สองเดือนมาที
แต่ผลของเรื่องนี้คือดังมาก ตอนนั้นคุณเป็นอย่างไร ?
มันเหมือนหลับไปหนึ่งตื่นแล้วตื่นมาโลกเปลี่ยน ในช่วงแรกฝนรับมือไม่ทัน มีคนแอดเฟซบุ๊กส่วนตัวมาเยอะมาก ซึ่งมันเป็นพื้นที่ไพรเวต เรารับมือกับมันได้งงๆ ไม่รู้ต้องทำตัวยังไง แล้วในช่วงแรกใช้คำว่าเราหลงละเลิงได้เลยนะ เราสุดยอด เรามันดัง แต่สักพักถึงเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า เกิดอะไรขึ้น ซีรีส์มันโด่งดังเราก็ควรดีใจให้สุดสิ แต่ทำไมชีวิตว้าวุ่น จากที่อยากเจอคนเยอะๆ เริ่มไม่อยากเจอคนแล้ว อยากเก็บตัวอยู่บ้าน
เป็นจุดที่ขึ้นสุด ลงสุด ถ้าเป็นกราฟหนังคงเป็นไคลแม็กซ์ของเรื่อง มันมีฟีดแบ็กคนชมว่างานคุณดีมาก ดีสุดๆ เลย สักพักนึงต้องมาเจอคอมเมนต์ ‘งานมึงห่วยแตกสัด’ เราไม่ได้เตรียมใจจะมารับข้อความลบแบบนี้ จากคนที่เคยอยู่ในเล้าเป็ด ที่ต่อให้เขียนแย่แค่ไหน คนก็จะแนะนำว่า ‘งานคุณไม่ได้แย่นะคะ งานคุณปรับปรุงได้ค่ะ’ แต่พออันนี้มันเป็นใครไม่รู้ที่พิมพ์ใน X (ทวิตเตอร์) และเป็นคนทั้งประเทศ เราไม่รู้จะทำยังไงดี ได้แต่นั่งอ่านเอง
ตอนนั้นคุณรับมือกับข้อความเชิงลบอย่างไร ?
ฝนไม่เคยเตรียมใจที่จะรับความโด่งดังด้วยซ้ำ นั่นหมายถึงพลังทั้งเชิงบวกและเชิงลบ น่าเศร้าที่จิตใจของเราดันชอบจดจำแต่ข้อความเจ็บปวด ต่อให้มีคนรัก คนชอบคุณ เรากลับจำฝังใจแค่คนที่ด่าคุณ แล้วมันไม่ได้มีหนึ่งลบ มันมีจำนวนมาก พอฝนไม่รู้จะจัดการกับมันยังไง ทำให้ Self-esteem ต่ำ จากคนที่มั่นใจว่าฉันเก่งเหลือเกิน กลายเป็นว่า ‘ไม่เก่งเหี้ยอะไรเลย ฉันนั้นด้อยค่ามาก’
ช่วงนั้นฝนพักอยู่ใกล้หอนักศึกษา มช. (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) คนก็อ่านนิยายวายเยอะ คนรู้จักคั่นกูเยอะ ฝนไม่กล้าออกจากห้อง ไม่อยากเดินไปกินข้าว เพราะกลัวคนเห็นแล้วบอกว่า ‘อีนี่ไง ที่เขียนนิยายเรื่องนั้น’ พอเพื่อนมาหา ก็จะบอกเพื่อนว่าอย่าเรียกฉันว่า ‘จิตติ’ นะ ให้เรียกชื่ออื่น ชื่อที่คิดขึ้นมาเอง ถ้าเรียกจิตติแล้วจะแพนิก ห้ามเพื่อนพูดคำว่า ‘ซีรีส์วาย’ ถ้าพูดแล้วจะเดินหนี แล้วก็กลัวเสียงโทรศัพท์ เวลามือถือเด้งแจ้งเตือนขึ้นมา รู้เลยว่าน่าจะมาจากทวิตเตอร์แน่นอน มันต้องเป็นคำด่าแน่เลย ไม่อยากเปิด กลัวเสียง จนแพนิก มีอาการสั่น แม่ก็เลยให้ไปหานักจิตบำบัด เป็นอีกก้าวหนึ่งของชีวิตเลย
คุณใช้เวลาก้าวผ่านจุดนั้นนานไหม ?
ตอนนั้นฝนยังสามารถควบคุมตัวเองได้ประมาณหนึ่ง แต่ก็รักษาประมาณหนึ่งปี ซึ่งค่อยๆ ปรับความคิดกับนักจิตบำบัดว่า สิ่งที่เจอคืออะไรบ้าง แล้วปรับตรงไหนได้บ้าง ตรงไหนที่ก้าวผ่านได้ ตรงไหนที่ก้าวผ่านไม่ได้ ซึ่งมันส่งผลมาถึงตัวตนและความคิดของฝนในปัจจุบันด้วย ตอนที่ยังเด็กกว่านี้ใน 4-5 ปีก่อน ฝนรู้สึกว่า คนเราเวลาเจออุปสรรคอะไร มันต้องก้าวผ่านได้สิ ถ้าแกก้าวผ่านได้ แกจะเก่งมาก ความคิดนั้นเลยสะท้อนมาถึงงานของฝนในอดีต ที่ตอนจบตัวละครมักก้าวผ่านทุกอย่าง มักเจอแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่พอได้เจอนักจิตบำบัด มีสิ่งที่เราต้องเผชิญเอง มันมีหลายอย่างที่เราก้าวผ่านไม่ได้ เช่น ฝนกลับไปเล่นทวิตเตอร์ไม่ได้ เห็นแอปแล้วยังสั่น มันไม่เคยหาย หมอก็เลยบอกว่า ถ้าชีวิตคนเราก้าวผ่านได้มันก็ดี แต่ไม่จำเป็นต้องเฆี่ยนตีตัวเองเพื่อให้มันก้าวผ่าน นั่นทำให้นิยายในปัจจุบันของฝนมักจะมีตัวละครที่ไม่สามารถก้าวผ่านบางสิ่งบางอย่าง แต่ยังคงใช้ชีวิตต่อไป
เราเชื่อมั่นว่า ถ้ามีฟีดแบ็กด้านลบ เรายินดีรับมาจากทางอื่นแล้วก็นำมาปรับปรุง แต่บางอย่างถ้าไม่รับรู้ เราอาจจะไม่เจ็บปวด ซึ่งโชคดีที่ครอบครัวและเพื่อนเข้าใจ แม่ก็เข้าใจสภาวะของเราในช่วงนั้น เขาสนับสนุน ไม่ว่าเราจะเจอกับอะไร หรือหวาดกลัวกับอะไร ให้กลับมาที่บ้าน เพราะว่าบ้านจะเป็นที่ปลอดภัยให้เสมอ

ในแง่ดีของคั่นกู ก็ทำให้วายไทยไปไกลมากเลยนะ แต่พอคุณมีเรื่องเศร้ากับมันมากๆ คุณภูมิใจกับงานชิ้นนี้น้อยลงไหม ?
(นิ่งคิด) ตอนนั้นก็รู้สึกภูมิใจน้อยลง ถ้าย้อนกลับไปได้ คงไม่ได้เขียนมัน แต่ในตอนนี้ภูมิใจกับมันมากๆ ในช่วงเวลานั้น เราทำเต็มที่ที่สุดเท่าที่ทำได้ แล้วพามันไปไกลขนาดนั้น จริงๆ มันไม่ใช่ความสำเร็จของฝนที่เคลมได้ด้วยตนเอง ความสำเร็จของคั่นกู คือคนอ่านหนังสือที่ผลักดันมันไปเข้าตาผู้จัด แล้วก็กลุ่มโปรดักชัน ทั้งนักแสดง ทีมงาน ที่พามันไปให้คนทั่วโลกรู้จัก ฝนเป็นแค่องค์ประกอบเล็กๆ ที่เป็นฟันเฟืองหนึ่ง แต่ก็ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมันค่ะ
มีอะไรเป็นสะเก็ดบาดแผลที่หลงเหลืออยู่บ้าง หลังเหตุการณ์ครั้งนั้น ?
มีช่วงตอนเขียน Vice Versa รักสลับโลก เป็นช่วงที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเองเลย เพราะถูกด่าจากคั่นกู ตอนนั้นฝนเขียนแก้ไปสิบๆ ดราฟต์ รู้สึกว่ามันไม่เคยดีพอ ก็เลยทำไปเรื่อยๆ เขียนเป็นปีก็ไม่จบ เพราะเราไม่เคยพอใจในตัวเอง เราหยุดมันไม่ได้ แต่พอโดนเดดไลน์แล้วไม่มีนิยายส่งสำนักพิมพ์ มันกระทบส่วนรวม ซึ่งทำให้ฝนรู้ว่ามันไม่ใช่ตัวเราคนเดียวแล้วนะ ทุกคนต้องกินต้องใช้ เราช้ามาเป็นปีแล้ว ควรพอใจได้แล้วไหม เพื่อที่ทุกคนจะได้เดินหน้าต่อ
ส่วนเวลาฝน burn out ก็หายไปนานแบบครึ่งปีเลย (แม้แต่แฟนเพจเฟซบุ๊ก JittiRain ก็อัปอะไรน้อย) เราแก้ปัญหาด้วยการออกไปเจอคน อ่านหนังสือ ดูหนัง ท่องเที่ยว ซึ่งมีส่วนทำให้ฝนและงานเติบโต พออยู่เชียงใหม่ ก็มีโอกาสเจอผู้คนหลากหลาย บางทีฝนไปเดินป่า ก็ไปเจอกลุ่มคนเดินป่า อยู่ในเมืองเดินห้าง เจอคุณป้านั่งกินข้าวคนเดียว ก็คุยกัน หรือไปบาร์ คาเฟ่ ก็ได้เรียนรู้ มีสถานที่ให้คนทำงานมานั่งถกเถียงกัน เราได้เจอทั้งคนที่สำเร็จและล้มเหลว เรารู้สึกว่าผู้คนมันพิเศษ มีฝัน มีไฟ แม้จะหมดไฟ แต่ก็ต้องเดินต่อนะ ผู้คนทำให้เราเปลี่ยนแปลง เปลี่ยน mindset
ในวันนี้ เรามีสมรสเท่าเทียมแล้วนะ ในฐานะส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมวาย คุณมองอย่างไร ?
ก่อนนั้นต่อให้ประเทศเรามี LGBTQIAN+ มากเท่าไหร่ คนก็รับรู้ แต่ยอมรับหรือเปล่า เมื่อก่อนนิยายวายก็อยู่ใต้ดิน และโดนตั้งคำถามเช่นกันว่า มันไม่ได้พรีเซนต์ความเป็น LGBTQIAN+ หรือเปล่า แต่ในปัจจุบัน ในยุคที่ซีรีส์และหนังสือวายแข่งขันกันพัฒนา ช่วยพัฒนาบทให้ดี หลายครั้งเขาพยายามใส่ประเด็นของ LGBTQIAN+ Community ลงไป ทำให้คนรับรู้ว่าเขาต้องเผชิญกับอะไรบ้าง ท่ามกลางความหวานชื่นของตัวบท และพอวายบูม คนก็เห็นกันบ่อย นี่ไง มันคือปกติของพวกเรา มันคือสังคม โอเค แม่ฝนอาจจะอ่านนิยายวายมาเป็น 10 กว่าปี ยาวนานพอๆ กับฝน เพราะแม่เป็นสาววาย แต่คนรอบข้างเขา คุณลุง คุณป้า หรือเพื่อนเขา ที่เริ่มเปิดใจดูซีรีส์วาย หรือแม้ไม่เปิดใจดูแต่ก็พบเห็นหลากหลายคอนเทนต์จากหน้าสื่อ ต่างค่อยๆ รับรู้ถึงการมีอยู่ของ LGBTQIAN+ Community มากขึ้น ซึ่งนั่นรวมถึงความเข้าอกเข้าใจในสิทธิที่ทุกคนควรได้ด้วย สมรสเท่าเทียมคือหนึ่งในนั้น
เป้าหมายในปีนี้ของคุณเป็นอย่างไร ?
ฝนตั้งเป้าหมายเป็นปีๆ ไม่ได้ไกลมาก อย่างปีนี้คาดหวังแค่หนังสือออกมาสักเล่มหนึ่ง แล้วก็เขียนบท Burnout Syndrome ภาวะรักคนหมดไฟ กับพี่นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ จบก็ถือว่าสำเร็จแล้ว ซึ่งพี่นุชี่ เขาสอนให้เราอยู่ตรงกลางระหว่างความเพ้อฝัน กับความเป็นจริง เขาทำให้รู้สึกได้ว่าการอยู่ตรงกลางนั้นมันดีขึ้น มีตรรกะดีขึ้น และทำให้ฝนพัฒนางานแบบก้าวกระโดดมาก ซึ่งส่งผลต่องานเขียนที่เนี้ยบขึ้นด้วย
ตอนนี้ก็มีแนวที่อยากเขียนนะ คือแนวลัทธิ (หัวเราะ) คือฝนชอบดูหนังมาก ดูทุกประเทศ เพราะพี่นุชี่กับน้องที่เขียนบทด้วยกัน ทำให้เราได้ดูหนังหลากหลายขึ้น เมื่อคืนก็ดูหนังผีอินโดนีเซีย
มีอะไรที่คุณอยากฝากบอกผู้อ่านไหม ?
ขอยกคำถามหนึ่ง ตอนนั้นฝนเจอ นริศพงศ์ รักวัฒนานนท์ คนเขียนเรื่อง ด้วยรักและผุพัง ที่ได้ซีไรต์ เรามีโอกาสได้นั่งคุยกัน นริศพงศ์ถามว่า ‘เมื่อความโด่งดังคือสิ่งที่คุณรับ และขณะเดียวกันอะไรคือสิ่งที่คุณสูญเสียไป’ เราตอบว่าความสดใสในวัยเด็ก คือ ฝนเชื่อว่าความสดใสที่ยิ้มหัวเราะได้เต็มที่ ความกล้าพุ่งชนในวัยเด็ก เมื่อเราโตขึ้น มันไม่มีอีกแล้วนะ แล้วงานเขียนในปัจจุบันต่อให้จะเขียนโรแมนติกคอเมดีเหมือนเดิม มันก็ไม่สดใสแบบเดิม คือมันเอาสิ่งนี้กลับมาไม่ได้อีกแล้ว
ทุกคนก็เช่นกัน ในแต่ละช่วงชีวิตของเรามีสิ่งที่ได้รับและสูญเสียมากมาย แต่ท้ายที่สุดเราก็ต้องเดินต่อ เรียนรู้จากสิ่งที่ทำให้สูญเสีย โอบกอดกับสิ่งที่ได้รับ และเห็นคุณค่าในตัวเอง



