ถ้าถือว่า ‘ความไม่พยาบาท’ ที่เขียนโดย ‘ครูเหลี่ยม’ (หลวงวิลาศปริวัตร) ที่ตีพิมพ์ในปี 2458 เป็นนวนิยายสมัยใหม่เล่มแรกของไทย ถึงปัจจุบันนวนิยายเล่มนี้ก็มีอายุกว่าร้อยปีแล้ว วงการวรรณกรรมไทยเดินทางและเดินหน้ามาไกลมาก เกิดความเปลี่ยนแปลงชนิดที่ถอยไปแค่สองสามทศวรรษก็เรียกได้ว่าพลิกโฉม
ระหว่างการเดินทางยาวนานนี้ มีนักเขียนเกิดขึ้นและล้มหายตายจากไปมากมาย เกิดการรวมตัวของนักเขียน มีสถาบันทั้งรูปธรรมและนามธรรมขึ้นมารองรับการดำรงอยู่ของผู้สร้างสรรค์งานผ่านตัวอักษร ในยุคหนึ่งมีการผลักดันโรงเรียนนักเขียนเพื่อพัฒนาวงการวรรณกรรมไทยก่อนจะเงียบหาย เกิดรางวัลทางวรรณกรรมหลายรางวัล บางรางวัลก็เริ่มคลายความศักดิ์สิทธิ์ลงไปมากโข ฯลฯ
สาขาวิชาวรรณกรรมโลกและการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2567 นับอายุถือว่าสั้นมาก แต่นี่คือหลักสูตรการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมครั้งแรกในการสร้างนักเขียน อาจารย์ ดร.จิรัฏฐ์ เฉลิมแสนยากร ประธานหลักสูตรสาขาวิชาวรรณกรรมโลกและการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ภาควิชาวรรณคดีเปรียบเทียบ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต้องการให้สิ่งนี้เป็นก้าวสำคัญของวงการวรรณกรรมไทย ไม่ใช่เพียงแค่หลักสูตรที่สร้างนักเขียนเท่านั้น
หากรวมถึงการพัฒนาวงการวรรณกรรมไทยโดยรวม การสร้างความเข้าใจต่องานเขียนลักษณะต่างๆ การใส่ความสนุกลงไปในการอ่านผ่านทฤษฎีวรรณกรรม การตีความใหม่ๆ การลดช่องว่างระหว่างงานที่ถูกยกย่องกับงานเขียนที่ถูกละเลย และอนาคตอาจจะมีพื้นที่ให้นักอยากเขียนได้ลงไปเรียนอย่างจริงจังไม่ต่างจากนักศึกษาคนอื่นๆ
ถ้าคุณอยากรู้ว่าหลักสูตรนี้สอนอะไรบ้าง น่าสนุกแค่ไหน เราก็มาเริ่มกันเลย

วิชาวรรณกรรมโลกและการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือเป็นที่แรกของเมืองไทยหรือเปล่า
ถ้าเรานับเป็นสาขาวิชาเอกในระดับปริญญาตรีก็ถือว่าเป็นสาขาแรกครับ หมายถึงว่านิสิตที่เรียนครบ 4 ปีในหลักสูตรนี้จะได้รับปริญญาอักษรศาสตร์บัณฑิต วรรณกรรมโลกและการเขียนเชิงสร้างสรรค์ เหมือนกับที่มีสาขาประวัติศาสตร์หรือสาขาภาษาไทยอะไรแบบนั้น แต่ถ้าในลักษณะของรายวิชา ผมคิดว่าน่าจะมีมานานแล้ว อาจอยู่ในหลักสูตรของภาษาอังกฤษหรือภาษาไทยก็ได้ แต่ละมหาวิทยาลัยก็จะมีรายวิชาอย่าง วรรณกรรมร่วมสมัย วรรณกรรมโลก วรรณคดีเปรียบเทียบ การเขียนเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งเปิดสอนอยู่แล้ว
ทำไมทางคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ถึงเห็นว่าควรยกขึ้นมาเป็นสาขาวิชาเอก
ที่จริงก็มองกันว่าอักษรควรจะเป็นคณะที่ผลิตนักเขียนหรืออย่างน้อยก็เป็นพื้นที่ที่เอื้อให้เกิดนักเขียน ถึงจะไม่จำเป็นต้องผลิตโดยตรง แต่ความคิดเริ่มแรกจริงๆ เกิดจากการร่วมมือกันของภาควิชาวรรณคดีเปรียบเทียบกับภาควิชาภาษาอังกฤษ ทั้งสองภาคนี้ต่างก็มีจุดแข็งของตัวเอง วรรณคดีเปรียบเทียบเน้นการวิเคราะห์ วิจารณ์ และการตีความในเชิงทฤษฎีวรรณคดี ส่วนภาคภาษาอังกฤษก็มีฐานวรรณกรรมสากลและกลุ่มวรรณคดีอังกฤษที่แข็งแรงอยู่แล้ว เราก็เลยมารวมกัน แล้วคิดว่าการบูรณาการทั้งสองด้านนี้น่าจะต่อยอดสู่วิชาชีพนักเขียนได้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นจุดมุ่งหมายของหลักสูตรก็คือการนำองค์ความรู้ทางวรรณกรรม ทั้งด้านการคิดวิเคราะห์และความคิดเชิงสร้างสรรค์มารวมกันเพื่อสร้างบัณฑิตที่สามารถเป็นนักเขียนอาชีพได้ คือเพิ่งเปิดเมื่อปี 2567 ผมเองก็เข้ามาสอนตอนนั้นเลย
คุณกำลังบอกว่าวิชานี้สร้างคนเพื่อให้ไปเป็นนักเขียน?
ใช่ครับ คือการต่อยอดในเชิงวิชาชีพ เพราะเราคุ้นกับคำว่านักเขียนมานานมากแล้วในสังคมไทย แต่เรายังไม่เคยเห็นสถาบันที่สร้างหรือสนับสนุนคนให้เป็นนักเขียนอย่างจริงจัง ที่ผ่านมานักเขียนมักเกิดจากสายอาชีพอื่น เช่น นักหนังสือพิมพ์ นักข่าว หรือบางคนก็มีอาชีพหลักอื่น แล้วเขียนในเวลาว่าง ผลิตงานจากความชอบส่วนตัว เพราะฉะนั้นความเป็นนักเขียนในไทยเลยดูเหมือนว่าไม่จำเป็นต้องมีสถาบันมารองรับ แต่มันก็เป็นเรื่องของยุคสมัยด้วย เพราะตอนนี้โลกเปลี่ยนไป มีสื่อใหม่ๆ เกิดขึ้น เราเลยมองว่านักเขียนสามารถเกิดได้หลายรูปแบบ
การเรียนในหลักสูตรนี้ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้คนอยากเป็นนักเขียนได้เรียนรู้อย่างเป็นระบบ และในแง่หนึ่งเราก็หวังว่ามันจะช่วยย่นระยะเวลาในการฝึกฝนตัวเอง แทนที่จะต้องใช้เวลาสะสมประสบการณ์หลายปี การเรียน 4 ปีในหลักสูตรนี้จะช่วยให้ได้ทั้งทฤษฎี เทคนิค และมุมมองที่รอบด้านที่สุดในฐานะนักเขียน โดยเฉพาะในด้านการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และการตีความวรรณกรรม ซึ่งเราก็ลงลึกมากอยู่แล้ว รวมถึงการให้นิสิตเห็นความหลากหลายของกลวิธี เนื้อหา และรูปแบบจากวรรณกรรมทั่วโลก เพื่อให้เขาได้ซึมซับแนวคิดและนำไปต่อยอดในการเขียนของตัวเอง
ถ้าเรานับจากจุดเริ่มต้นของแวดวงวรรณกรรมไทยที่มีมาค่อนข้างยาวนาน ทำไมเราถึงเพิ่งจะมีวิชานี้ในตอนนี้ คุณคิดว่าช้าไปหรือเปล่าสำหรับสังคมไทย
จะว่าช้าก็ไม่เชิง เพราะจริงๆ แล้วความพยายามที่จะมีหลักสูตรลักษณะนี้มีมานานมากแล้ว เท่าที่จำได้ตั้งแต่ยุคต้นๆ หลังสงครามโลกครั้งที่สองหรือก่อนหน้านั้นก็มีความพยายามของกลุ่มนักเขียนที่จะสร้างโรงเรียนการประพันธ์ขึ้นมา บางแห่งสอนผ่านไปรษณีย์หรือเปิดเป็นคอร์สระยะสั้นซึ่งถือว่ามีมานานพอสมควรแล้ว แต่ถ้ามองในบริบทของสังคมไทยก็อาจจะช้าเมื่อเทียบกับต่างประเทศ เพราะต่างประเทศเขามีหลักสูตร Creative Writing ตั้งแต่ช่วงปี 1950–1960 แล้ว มหาวิทยาลัยต่างๆ ก็เริ่มเปิดกันเยอะมาก ขณะที่บ้านเราความคิดเรื่องนักเขียนอาชีพเพิ่งได้รับการยอมรับในช่วงหลังๆ นี่เอง
เราคิดว่าการเกิดขึ้นของคําว่านักเขียนในสังคมไทยด้วยที่มีทัศนคติว่าการประกอบวิชาชีพนี้ในสังคมไทยยังไม่ได้รับความสำคัญ ไม่ถึงขั้นที่จะต้องผ่านระบบการศึกษาหรือเปล่า ก็เลยไม่มีการถูกก่อร่างเป็นหลักสูตรขึ้นมา ด้วยความที่การยืนยันความเป็นนักเขียนเกิดขึ้นจากการยืนยันว่าคุณมีผลงานเขียน หรือจะเป็นที่ยอมรับหน่อยอาจจะต้องผ่านผู้อ่านใช่มั้ยครับ ได้รับความนิยม หรืออาจจะผ่านรางวัล ผ่านสถาบันอะไรบางอย่างก็ได้เป็นนักเขียนแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้ปริญญาหรือเปล่า มันก็เลยยังไม่เกิดขึ้นสักที

วิชาวรรณกรรมโลกและการเขียนเชิงสร้างสรรค์ แบ่งคำสำคัญได้สองคำคือวรรณกรรมโลกกับการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ทั้งสองสิ่งนี้คืออะไร สัมพันธ์กันอย่างไร
วรรณกรรมโลกผมอาจจะตอบได้ไม่ลึกซึ้งมากเพราะเป็นคอนเซปต์ที่มีอาจารย์ท่านอื่นเชี่ยวชาญกว่า แต่โดยภาพรวม วรรณกรรมโลกเราถือว่าวรรณกรรมไม่ว่าจะมาจากชาติหรือภาษาใด มันเป็นคุณสมบัติของโลกนี้ หมายถึงว่าเราไม่ได้มองว่าวรรณกรรมต้องจำกัดอยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ทุกพื้นที่ ทุกภูมิภาค เมื่อผลิตวรรณกรรมออกมาแล้ว เราก็นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของวรรณกรรมโลกเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นทิศทางในการศึกษาก็คือเราจะลงไปดูวรรณกรรมในแต่ละประเทศ อาจจะไม่ทั้งหมด แต่อย่างน้อยให้เห็นภาพรวมมากที่สุดว่าแต่ละชาติเขียนงานประเภทไหน อย่างไร เราก็มีวิชาวรรณกรรมโลกเป็นวิชาพื้นฐานบังคับของหลักสูตรนี้ที่นิสิตต้องเรียน
วิชานี้ก็จะมีเนื้อหาหลากหลาย เราเชิญอาจารย์ในภาควิชาและในคณะทั้งหมดที่สอนวรรณกรรมจากภาษาต่างๆ เช่น เยอรมัน ฝรั่งเศส สเปน เม็กซิกัน เกาหลี จีน ญี่ปุ่น รวมไปถึงวรรณกรรมและภาพยนตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย ตอนนี้ก็วางแผนจะขยายไปถึงวรรณกรรมยุโรปกลาง ยุโรปตะวันออก อเมริกา แคนาดา เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมด แต่ละสัปดาห์อาจารย์แต่ละท่านที่เชี่ยวชาญวรรณกรรมของภาษานั้นๆ ก็จะพูดให้เห็นถึงความสำคัญของวรรณกรรมชาตินั้นๆ อาจจะให้เห็นมิติทางสังคม วัฒนธรรม รวมไปถึงกลวิธีการประพันธ์ที่แตกต่างกันในแต่ละชาติว่ามีที่มา จุดกำเนิด หรือความคิดสร้างสรรค์อย่างไร เพื่ออะไร และส่งผลต่อสังคมนั้นๆ อย่างไร ดังนั้น วิชานี้จึงสามารถต่อยอดหรือสัมพันธ์กับการเขียนเชิงสร้างสรรค์ได้ เพราะเหมือนเป็นการให้นิสิตเห็นว่าแต่ละชาติมีกลวิธีการเขียนและรูปแบบการสื่อสารอย่างไร
พอส่งต่อมาที่วิชาการเขียนเชิงสร้างสรรค์ซึ่งผมเป็นผู้รับผิดชอบในส่วนนี้ ก็เป็นวิชาพื้นฐานที่นิสิตทุกคนต้องผ่าน ผมจะเน้นที่องค์ประกอบของเรื่องแต่ง ไม่ว่าจะเป็นตัวละคร ฉาก โครงเรื่อง ทุกอย่างที่เป็นพื้นฐานทั้งหมดแต่ผมก็บอกนิสิตเสมอว่าพื้นฐานการเขียนเชิงสร้างสรรค์หรือการเขียนเรื่องแต่ง มันมีส่วนที่สอนได้กับสอนไม่ได้ ส่วนที่สอนได้แน่นอนคือองค์ประกอบพื้นฐาน ทุกคนต้องเข้าใจร่วมกันว่าเรื่องสั้นหนึ่งเรื่องหรือนิยายหนึ่งเรื่องมีตัวละครเดินเรื่องยังไง การผูกพล็อต การบรรยายฉากเป็นอย่างไร พวกนี้คือพื้นฐานที่ทุกคนต้องมี แต่สิ่งที่สอนไม่ได้คือเรื่องของประสบการณ์กับภาษาหรือน้ำเสียงในการเล่าเรื่อง ซึ่งอันนี้จะออกมาจากตัวของแต่ละคน เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของนักเขียนแต่ละคน อย่างไรก็ตาม เราก็ยังรับมาจากวิธีการอ่านวรรณกรรม วิธีการวิเคราะห์วิจารณ์จากวิชาวรรณกรรมโลกเพื่อให้เอามาประยุกต์ใช้กับงานเขียนเชิงสร้างสรรค์ต่อ
พอพูดถึงวรรณกรรมโลกแสดงว่ามีวรรณกรรมไทยรวมอยู่ในนั้นด้วย
ศึกษาด้วยครับ ผมก็จะเป็นคนสอนหัวข้อนั้น เราจะมองงานวรรณกรรมไทยในฐานะวรรณกรรมโลก เช่น ผมจะใช้ผลงานของแดนอรัญ แสงทอง ซึ่งมีความเป็นสากลพอสมควร ทั้งในแง่ของการเผยแพร่ผลงานเป็นภาษาต่างๆ และในแง่ของเนื้อหา เราจะไม่มองแค่ว่าวรรณกรรมไทยที่พูดถึงความเป็นสากลเท่านั้น แต่ยังมีลักษณะเฉพาะของไทย เช่น ภาษาหรือกลวิธีการเล่าเรื่อง การพูดถึงประเด็นอย่างการสร้างชุมชนในพื้นที่แพรกหนามแดงในเรื่องสั้นหรือนวนิยาย ซึ่งสะท้อนกลับไปสู่การสร้างชุมชนในสังคมโลกได้ไหม เราจะมองความเชื่อมโยงระหว่างความเป็นพื้นถิ่นกับความเป็นสากลว่า ในอนาคต วรรณกรรมไทยมีความเป็นสากลในด้านรูปแบบการเขียน กลวิธีการประพันธ์ที่รับมาจากวรรณกรรมตะวันตก ขณะเดียวกันก็ผสานเข้ากับเรื่องเล่าของไทยได้อย่างไร เพราะฉะนั้นวรรณกรรมไทยก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของวรรณกรรมโลกเช่นเดียวกัน
คุณใช้คำว่า มีความเป็นสากลในรูปแบบการเขียน ฟังแล้วเกิดคำถามว่าวรรณกรรมโลกมีองค์ประกอบบางอย่างที่เหมือนกันอยู่
ความเป็นสากลที่ว่าคืออะไร ผมคิดว่ามันเป็นลักษณะของความเป็นมนุษย์ที่มีร่วมกันหรือเปล่า อาจจะไม่ได้มองในเชิงรูปแบบอย่างเดียว รูปแบบในความเป็นสากลอาจหมายถึงรูปแบบของเรื่องสั้นหรือนวนิยายที่มีโครงสร้างคล้ายกัน ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรมเกาหลี ญี่ปุ่น หรือตะวันตก ซึ่งก็รับอิทธิพลจากกันและกัน เช่น เรื่องกระแสสำนึก วิธีการเล่าเรื่อง หรือกลวิธีการเขียนที่คล้ายกันในระดับพื้นผิว แต่ในเชิงเนื้อหา ความเป็นสากลคือการเข้าไปข้างในของความเป็นมนุษย์ การเปิดเผยความมืด ความโลภ ความโกรธ ความเกลียด ความอาฆาตพยาบาท คือมันแตะจุดที่ทุกชาติมีร่วมกันได้
ยกตัวอย่างเช่นถ้านักเขียนไทยเข้าไปลึกถึงระดับนั้นได้ มันก็สะเทือนหรือสะท้อนความมืดมนของมนุษย์ในอีกสังคมหนึ่งได้เหมือนกัน ความเป็นสากลจึงอาจไม่ได้หมายถึงเส้นที่ต้องไปถึง แต่คือสิ่งที่เชื่อมโยงกันได้เมื่อวรรณกรรมถูกเผยแพร่และถูกอ่านในพื้นที่ต่างๆ แล้วเกิดการเชื่อมต่อทางอารมณ์ ความคิด หรือประสบการณ์ของมนุษย์ร่วมกัน
ถ้าบทสัมภาษณ์นี้เผยแพร่น่าจะมีคนออกมาแสดงความเห็นว่าวรรณกรรมโลกต้องเป็นงานเขียนที่ได้รับการยกย่องในแต่ละประเทศอยู่แล้ว แล้วงานอีกจำนวนมากที่ไม่ถูกยกย่อง ไม่ถูกมองเห็น จะตกหายไปไหม
ตอนที่เราคัดสรรวรรณกรรม เราไม่ได้มุ่งไปที่การตัดสินเชิงคุณค่าในแง่ความสูงต่ำแบบนั้น เรามองในเชิงคุณค่าความคิดหรือการนำเสนอมากกว่า ผมมองว่าจริงๆ แล้วเราไม่สามารถนำวรรณกรรมทุกเรื่องมาได้ เพราะมีข้อจำกัดทั้งในด้านภาษาและการเข้าถึงเลยยังมีอีกมากที่เราไปไม่ถึง แต่ที่เราคัดมาสอนก็ไม่ใช่ว่าเพราะมันถูกยกย่องหรือได้รางวัลอะไร พื้นฐานของการอ่านวรรณกรรมโดยเฉพาะในสายวรรณคดีเปรียบเทียบหรือวรรณกรรมศึกษา เราเน้นการตีความมากกว่า เราให้น้ำหนักกับเหตุผลว่าเรามองเห็นอะไร เราผูกโยงความหมายกับตัวละครยังไง หนังสือให้อะไรกับเรา
เราไม่ได้เริ่มจากคำถามว่าเรื่องนี้ได้รางวัลหรือยัง แต่เริ่มจากเราสามารถอ่านและพูดกับมันได้ยังไงมากกว่า ดังนั้น เราไม่ได้คัดเลือกวรรณกรรมผ่านสถาบันหรือรางวัล แต่เรามองหางานที่มีคุณค่าในเชิงความหมายที่รุ่มรวยและสามารถเข้าถึงได้ภายใต้ข้อจำกัดที่เรามี มันเลยถูกคัดกรองมาในระดับหนึ่งแล้วว่าเราจะสามารถอธิบาย สอน หรือวิเคราะห์วิจารณ์งานนั้นได้ยังไง
งานเขียนเชิงสร้างสรรค์จึงหมายถึงประเภทของงานมากกว่าคุณค่าของมัน หมายถึงว่าเรามองว่างานเขียนประเภทนี้จะต้องเป็นงานที่มุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้สึก นึกคิด หรือจินตนาการ ผ่านรูปแบบ องค์ประกอบของเรื่อง ตัวละคร ฉาก หรือบรรยากาศ เพื่อสร้างอารมณ์และความรู้สึกให้กับผู้อ่านหรือผู้รับ

เหมือนกำลังจะบอกว่าการเขียนเชิงสร้างสรรค์เป็นเรื่องของกระบวนการคิดมากกว่า ไม่ได้อยู่ที่ตัวผลงานโดยตรง?
งานเขียนเชิงสร้างสรรค์ในประโยคนี้มันหมายถึงประเภทของงานครับ แต่ถ้าเป็นความคิดสร้างสรรค์ในลักษณะของกระบวนการคิดมันเกิดขึ้นได้ในทุกประเภทงาน ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละประเภทให้นิยามของความสร้างสรรค์ไว้อย่างไร เช่น บทความวิชาการหรือบทความวิจัยก็มีความคิดสร้างสรรค์ในลักษณะที่ให้คำตอบใหม่ๆ หรือสร้างคำถามใหม่ๆ ให้กับสังคม ส่วนงานเขียนเชิงสร้างสรรค์ก็มีวิธีคิดและกระบวนการสร้างสรรค์ผ่านเรื่องเล่า กลวิธี ตัวละคร ฉาก ซึ่งเป็นความสร้างสรรค์อีกแบบหนึ่ง
อย่างงานเขียนที่เป็นหน้ากระดาษเปล่าๆ ถือเป็นงานสร้างสรรค์ประเภทหนึ่ง
ถือว่าใช่ครับ เป็นงานสร้างสรรค์ เพราะมันแสดงความคิดสร้างสรรค์ผ่านรูปแบบ ถ้าในเชิงวรรณกรรมเรียกว่าเล่นกับรูปแบบหรือเล่นกับคอนเซปต์ แม้ว่าจะไม่มีตัวอักษร แต่มันกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกนึกคิดบางอย่างเกี่ยวกับความว่างถือว่าเป็นงานเขียนเชิงสร้างสรรค์ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ผ่านรูปแบบการเล่าเรื่อง
ถ้าอย่างนั้นงานสร้างสรรค์บางอย่างก็ทำได้แค่ครั้งเดียว
ใช่ครับ งานประเภททดลองแบบนี้มักทำได้ครั้งเดียว พอทำซ้ำมันก็ไม่สร้างความรู้สึกตื่นเต้นอีกแล้ว ความสร้างสรรค์มักถูกโยงกับความใหม่หรือความสดซึ่งก็ใช่ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ทั้งหมด เพราะบางครั้งความสร้างสรรค์ก็เกิดขึ้นจากการคิดนอกกรอบหรือการไร้กรอบก็ได้ แต่ในอีกด้านหนึ่งมันก็สามารถเกิดขึ้นภายใต้กรอบได้เหมือนกัน อย่างงานกวีนิพนธ์ของคุณอุเทน มหามิตร เขากำหนดข้อจำกัดของตัวเอง เช่น เขียนกลอนที่ไม่มีพยัญชนะบนล่างเลย มีแต่ตัวอักษรเรียงกัน ซึ่งก็สร้างความแปลกใหม่ขึ้นมาได้ เป็นการเล่นกับกฎเกณฑ์อย่างหนึ่ง หรือบางคนก็สร้างสรรค์จากขนบเดิมมากๆ ก็มี ความใหม่อาจอยู่ที่การผูกเรื่อง การสร้างตัวละคร หรือกลวิธีในการใช้สรรพนาม ทั้งหมดนี้ก็เป็นความสร้างสรรค์ภายใต้กรอบของเรื่องสั้นหรือนวนิยาย องค์ประกอบแต่ละอย่างก็สร้างความใหม่ได้เหมือนกัน
การเขียนเชิงสร้างสรรค์ต้องยึดโยงกับคุณค่าในเชิงจริยธรรมด้วยหรือเปล่า งานอย่าง Mein Kampf ของฮิตเลอร์หรืองานในยุคนาซีที่สร้างสรรค์ออกมาเพื่อทำลายล้างชาวยิว งานเขียนแบบนี้เราถือว่าเป็นงานเชิงสร้างสรรค์ไหม
เป็นคำถามเชิงปรัชญา ถ้าเรามองแค่เฉพาะด้านรูปแบบ กลวิธี หรือสุนทรียศาสตร์ เมื่อใดก็ตามที่งานเขียนนั้นสร้างความสะเทือนอารมณ์ ชักจูงจิตใจ หรือให้ความคิดความเชื่อได้ งานนั้นก็ถือว่าเป็นงานสร้างสรรค์ แต่พอมีปัจจัยที่ว่าสร้างสรรค์แล้วนำไปสู่อะไรในเชิงจริยธรรมหรือจริยศาสตร์ เราคิดว่ามันควรจะต้องมี เพราะเวลาเราอ่านหรือวิพากษ์วิจารณ์วรรณกรรม มันก็กรองเรื่องจริยศาสตร์อยู่แล้ว การอ่านอย่างมีวิจารณญาณพยายามเข้าไปรบกวนความเหลื่อมล้ำ ความรุนแรงที่ซ่อนเร้นอยู่ จริยศาสตร์จึงอยู่ในวิธีการอ่านด้วย ซึ่งจะส่งผลย้อนกลับมาสู่กระบวนการสร้างสรรค์ของเรา ความสร้างสรรค์จึงควรมีมิตินี้เข้าไปเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน โดยมาจากวิธีการอ่านวิเคราะห์วิจารณ์วรรณกรรมอย่างมีวิจารณญาณ
ขอถามพื้นฐานสักข้อคิดว่าน่าจะมีหลายคนสงสัย เวลาพูดถึงวรรณกรรมกับวรรณคดี มันคือสิ่งเดียวกันหรือเปล่า
โดยความหมายที่ควรจะเป็นมันคือสิ่งเดียวกัน แต่ในสังคมไทย คำสองคำนี้มีน้ำหนักไม่เท่ากัน วรรณคดีมักมีนัยของมิติเวลา คือเป็นสิ่งที่ถูกประทับค่าไว้แล้ว เช่น ถูกยกให้เป็นงานชั้นสูงหรือได้รับการยอมรับในทางคุณค่า เพราะเกิดขึ้นในยุควรรณคดีสโมสรที่พยายามกำหนดว่าอะไรคือวรรณคดี อะไรไม่ใช่ ส่วนวรรณกรรมจะมีความร่วมสมัยกว่า ลื่นไหลกว่า ยังไม่ถูกประทับตรา และมีขอบเขตกว้างกว่า ในเชิงวิชาการ วรรณกรรมจึงอาจหมายถึงทั้งเรื่องแต่งและสารคดีด้วย เช่น เวลาพูดว่าทบทวนวรรณกรรมก็ไม่ได้หมายถึงเฉพาะเรื่องแต่งใช่ไหม แต่ถ้าพูดเฉพาะในแง่งานเขียนเรื่องแต่งแล้ว วรรณกรรมกับวรรณคดีก็ถือว่าหมายถึงสิ่งเดียวกันครับ
แปลว่างานอย่าง Republic ของเพลโต งานของเชกสเปียร์ หรืองานของสุนทรภู่ ก็ถือเป็นวรรณกรรมได้ทั้งหมด แต่ที่คุณบอกว่ามันแน่นิ่ง หมายความว่ายังไง
ใช่ครับ แต่ที่ผมใช้คำว่ามันมีความแน่นิ่ง หมายถึงในเชิงของคนที่นิยามมัน อาจเป็นสถาบันทางวรรณกรรมที่พยายามจะนำวรรณกรรมหรือวรรณคดีเหล่านี้ขึ้นทำเนียบให้เป็นสมบัติของชาติ มันก็จะแน่นิ่งแล้ว คือถูกให้คุณค่า ศึกษา ถูกมองเป็นต้นแบบของการสร้างสรรค์งาน แต่ถ้าเรามองมันเป็นวรรณกรรม ไม่ได้มองเป็นวรรณคดีแบบที่สถาบันขึ้นทำเนียบ เราจะสามารถทำให้มันไม่แน่นิ่งได้ โดยการเข้าไปอ่านมัน ตีความมันใหม่ หรือหา Approach ใหม่ๆ เข้าไปศึกษา เช่น โฟกัสที่มิติทางเพศหรือสถานะทางสังคม นัยสำคัญของการใช้คำวรรณคดีกับวรรณกรรมจึงต่างกัน ถ้าเรามองว่าไม่ว่าจะเก่าหรือใหม่คือวรรณกรรม เราจะเข้าไปสั่นสะเทือน ตั้งคำถาม หรือวิพากษ์มันได้

คุณพูดว่าวรรณกรรมโลกคือการพยายามมองจากหลายๆ ภูมิภาค ดังนั้น จึงไม่จำเพาะเจาะจงเฉพาะวรรณกรรมในโลกภาษาอังกฤษ อย่างไรก็ตาม มันก็มีข้อจำกัดทางภาษาอยู่ งานไม่ว่าจากประเทศไหนก็อาจจะต้องผ่านสื่อที่เป็นภาษาอังกฤษเป็นหลักแล้วก็นำมาสอน
ใช่ครับ จำกัดอยู่ตรงนี้ ในวิชาวรรณกรรมโลกเลยต้องมีอีกหัวข้อหนึ่งที่เกี่ยวกับการแปล อาจารย์แพร (รองศาสตราจารย์ ดร.แพร จิตติพลังศรี) จะเป็นคนสอนเรื่องการแปล ข้อจำกัดคือเราไม่สามารถเรียนภาษาต้นทางได้หมด เราจะเรียนผ่านบทแปล ไม่ว่าจะเป็นบทแปลภาษาอังกฤษหรือภาษาไทย การอ่านผ่านบทแปลก็ต้องมีวิธีคิดอีกแบบหนึ่ง เราต้องตระหนักรู้ตลอดว่าเมื่อผ่านการแปลแล้วมีนัยสำคัญอะไรเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร หัวข้อนี้จะบรรจุอยู่ในรายวิชาของวรรณกรรมโลกด้วย
การแปลคือความพยายามดึงสิ่งที่เป็นต้นทาง ถ่ายทอดทั้งความหมาย ความคิด ความรู้สึก เข้ามาสู่ภาษาปลายทาง การถ่ายทอดจะมีสิ่งที่เรียกว่าแปลได้กับแปลไม่ได้ เพราะมันมีลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมหรือสังคม ด้านหนึ่งคือรักษาความเป็นต้นฉบับไว้ แต่อีกด้านก็จำเป็นต้องทำให้เข้าใจในความหมายปลายทางด้วย มันจะมีสิ่งที่เรียกว่าได้มาใหม่กับสิ่งที่สูญเสียไป อีกด้านหนึ่ง นักแปลก็ถือว่าเป็นนักสร้างสรรค์เช่นเดียวกัน เขาพยายามคิดคำ คิดประโยค คิดวิธีการสื่อสารอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งเป็นวิธีสร้างสรรค์แบบหนึ่ง สิ่งนี้คือสิ่งที่ได้มาในบทแปล มันก็จะได้อย่างเสียอย่าง เวลาเราอ่านบทแปล เราต้องเข้าใจเนื้อหา รูปแบบ และตระหนักถึงสิ่งที่หายไปหรือสิ่งที่ได้มาใหม่ไปพร้อมๆ กัน
ถ้างานแปลยิ่งข้ามหลายภาษา เช่น หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว ฉบับแปลของคุณปณิธาน-ร.จันเสนที่แปลจากภาษาอังกฤษซึ่งแปลจากสเปนอีกที จะยิ่งมีบางอย่างที่หล่นหายไปพอสมควรและมีอะไรใหม่ๆ ที่ได้กลับมา
ถูกต้องครับ สองเวอร์ชันจะไม่เหมือนกัน การอ่านจากต้นฉบับภาษาเดิม เช่น สเปนจะได้เปรียบในแง่ที่นัยสำคัญบางอย่างยังคงอยู่ แต่ถ้ามันผ่านภาษาอังกฤษแล้ว มันถูกคัดกรองจากคนที่แปลเป็นภาษาอังกฤษแล้ว คือเขาอาจจะตัดส่วนที่เขาไม่เข้าใจในภาษาเดิมออกไป พอเรามาแปลไทยอีกทีผ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษ อันนั้นก็หายไป แต่มันก็ขึ้นอยู่กับความชอบ รสนิยมของคนอ่านที่อยู่ปลายทางคือภาษาไทยด้วย แต่ถ้าดีก็ควรจะอ่านสองอย่างเทียบกัน แน่นอนมันจะต้องหายไป ถ้าเราแปลจากภาษาอังกฤษหรือถูกแปลมาหลายต่อ
วรรณกรรมโลกต้องเป็นอะไรที่อ่านยากไหม
มี 2 แบบครับ หนึ่ง วรรณกรรมที่ยากโดยตัวของมันเอง คือผู้เขียนตั้งใจที่จะสื่อสารผ่านความคิดที่สลับซับซ้อน เล่นรูปแบบ เล่นเนื้อหา ซึ่งจะยิ่งอ่านยาก สอง บทประพันธ์ไม่ได้มีอะไร อ่านได้สนุกในระดับหนึ่ง แต่ความยากอาจจะไปอยู่ที่วิธีการอ่านหรือการตีความที่พยายามจะดึงความหมายที่ซ่อนอยู่ของผู้เขียนออกมา วรรณกรรมโลกจึงมีทั้งยากและง่าย ถ้ามันยากอาจเป็นเพราะผู้ประพันธ์นำเสนอประเด็นปัญหาที่ซับซ้อนในสังคม การนำเสนอความซับซ้อนตรงนี้เลยต้องผ่านวิธีการเขียนที่ต้องสื่อสารออกมาให้ได้ มันจึงไป Shape วิธีการเล่าเรื่อง เช่น วรรณกรรมสภาพสังคมร่วมสมัยมีความยากที่จะแยกความจริงความลวง ทำให้เราไม่รู้ว่าอันไหนจริงอันไหนลวง มันเลยจำเป็นต้องอ่านยาก แต่ความยากก็อาจเป็นความสนุกหรือความท้าทายบางอย่างซึ่งช่วยทำให้เราเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการเล่าเรื่องหรือความเป็นไปได้ในการอ่านอาจจะกระตุ้นให้คนอ่านหาวิธีคิด วิธีอ่านกับมันเพิ่มมากขึ้นก็น่าจะดี
แต่ในขณะเดียวกัน วรรณกรรมโลกก็ใช่ว่าทุกเล่มจะต้องอ่านยาก อย่างเจ้าชายน้อยก็น่าจะถือว่าอ่านไม่ยาก
ใช่ มันมีทั้งด้านที่ตัวบทประพันธ์เองอาจจะยากและด้านที่วรรณกรรมโลกอาจจะไม่ได้ยาก แต่ความยากอยู่ที่วิธีการเข้าไปอ่านหรือเปล่า
คุณช่วยขยายความคำว่า วิธีเข้าไปอ่าน หน่อยได้มั้ย
อย่างเช่นเราอาจได้แรงบันดาลใจจากแนวคิดทฤษฎีบางอย่างแล้วอยากมาประยุกต์ใช้ เช่น รัฐศาสตร์ จิตวิเคราะห์ จิตวิทยา เข้ามาอ่านวรรณกรรมเล่มเดียวกัน ทิศทางในการตีความอาจแตกต่างกันออกไป ลองคิดดูว่าอ่านเจ้าชายน้อย แต่พอคนเอาแนวคิดอื่นๆ หรือเอาชีวประวัติผู้เขียนเข้าไปอ่านก็ได้อีกความหมายหนึ่ง เอาจิตวิเคราะห์เข้าไปอ่านก็เห็นอีกความหมายหนึ่งว่าตัวละครนี้สื่อสัญลักษณ์อะไร มันก็แตกยอดความหมายไปผ่านวิธีการเข้าไปอ่านมัน
วิธีการอ่านกับวิธีการตีความนี่คือสิ่งเดียวกันหรือเปล่า
ตีความกับการอ่านนั้นใกล้เคียงกันครับ คำว่า อ่าน อาจจะหญ่กว่า อ่านได้ทั้งตีความและอ่านเอาเรื่อง ถ้าอ่านในลักษณะที่ตัวละครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ก็เป็นการอ่านตามเรื่องไปก่อน คือสรุปเรื่อง แต่เมื่อใดก็ตามที่เราตั้งคำถามว่าทำไมตัวละครต้องทำแบบนี้ มันหมายถึงอะไร อันนี้ก็จะเป็นการอ่านในระดับตีความ เราพยายามเข้าไปหาความหมายของวรรณกรรมผ่านองค์ประกอบของเรื่องเล่า ดังนั้น การอ่านเป็นคำใหญ่กว่าและการตีความเป็นกระบวนการอ่านแบบหนึ่ง
ถ้าอย่างนั้นการตีความก็น่าจะไม่มีผิด มีถูก
มีผิดมีถูกหมายถึงว่าการอ่านก็ต้องอ่านให้ได้เรื่องก่อน อ่านได้ตรงตามเนื้อเรื่อง ถ้าไปเจองูก็ต้องรู้ว่าไปเจองู แต่ถ้าเป็นการอ่านแบบตีความ การหาความหมาย การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของตัวละครหรือองค์ประกอบ มันไม่มีผิดมีถูก มันอยู่ที่ว่าเราตีความได้แล้ว ให้น้ำหนักเหตุผลเชื่อมโยงให้เห็นได้ไหมว่าทำไมเราถึงมองเช่นนั้น มันขึ้นอยู่กับน้ำหนักเหตุและผล ตัวอย่าง หรือการนำแนวคิดมาอ้างอิง ซึ่งช่วยให้เราเชื่อตาม มันจึงเกิดสิ่งที่เรียกว่าการวิจารณ์วรรณกรรม คนจะตีความงานวรรณกรรมไปหลากหลายแบบ เราก็จะไปดูว่าความหมายที่นักวิจารณ์คนนั้นให้น่าเชื่อถือแค่ไหน
คุณพูดถึงว่าเราต้องอ่านเอาเรื่องก่อน เห็นงูก็ต้องรู้ว่าเห็นงู ผมนึกถึงเรื่อง Life of Pi ที่ตัวเอกอยู่บนเรือกับเสือ ผมกับเพื่อนยังเถียงกันอยู่ว่าตกลงมันเป็นคนหรือเป็นเสือ
ใช่ ถ้าเราอ่านในระดับเรื่อง ถ้าเชื่อตามเรื่องที่ตัวละครเล่า เสือก็คือเสือ แต่พอเริ่มตั้งคำถามว่า เสือจะหมายถึงอะไรได้บ้าง นี่คือการเข้าสู่กระบวนการตีความ ถ้าเราอ่านแล้วบอกว่าเขาเจอมาจริงๆ ก็ต้องอธิบายว่าทำไมถึงเจอ แต่เพื่อนบอกว่าไม่ มันเป็นตัวแทนของพ่อครัวใจร้ายซึ่งเขาใช้แค่อุปลักษณ์ (Metaphor) เป็นเสือมาแทน น่าเชื่อถือทั้งสองด้าน แต่คำถามคือจริงหรือไม่จริงอาจจะไม่สำคัญเท่ากับว่ามันหมายถึงอะไรหรือกำลังสื่อให้เห็นถึงกระบวนการจิตใจของตัวละครอย่างไร การทำให้ผู้อ่านเห็นว่าจริงหรือไม่จริงก็มีนัยสำคัญ อาจจะสะท้อนปมปัญหาของตัวละคร เมื่อเกิดผลกระทบทางจิตใจ เราอาจเกิดอาการแยกความจริงกับความลวงไม่ออก ฉากนี้จึงทำให้ผู้อ่านเห็นว่าเป็นได้ทั้งเสือและเป็นได้ทั้งพ่อครัว

พูดถึงรสนิยมการอ่าน แต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน การให้ค่าต่องานวรรณกรรม นิยายชิ้นหนึ่งก็คงไม่เท่ากัน คนหนึ่งอาจจะอ่านศาลาคนเศร้าสนุกกว่าอ่านแฮมเลต ซึ่งมันเถียงกันไม่จบแน่นอน คุณคิดว่าวิชานี้จะลดช่องว่างตรงนี้ลงได้ไหม
ได้ครับ เป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการเรียนวรรณกรรมและการเขียนเชิงสร้างสรรค์มีจุดมุ่งหมายเข้าไปทำลายความเชื่อในการแบ่งรสนิยมอยู่แล้ว เพราะเรามองวรรณกรรมในฐานะความหมาย เราไม่รู้ว่ามันสนุกสนานหรือมีคุณค่าสูงต่ำยังไง แต่เรามองว่ามันมีความหมายอะไรและมีความสัมพันธ์กับสังคมและผู้อ่านยังไง โดยพื้นฐานของการศึกษาวรรณกรรมในคณะคือการเข้าไปค้นหาความหมาย การตีความ การวิเคราะห์วิจารณ์มากกว่า มันจึงเป็นการลดช่องว่างไปโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว อย่างตอนนี้การศึกษาวรรณกรรมเราดูแม้กระทั่งงานที่ถูกมองข้าม
อย่างผมเองก็ศึกษาโรมานซ์ แต่มันอยู่ที่เราไปค้นหาความหมายว่ามันสัมพันธ์กับคนยังไง ให้คุณค่า ให้ความหมายกับชีวิตเขายังไง ในคลาสของผมเอง เราจะบอกนิสิตว่าเวลาเลือกก็เอาที่ตัวเองอ่าน เขาก็จะเอาอนิเมะ การ์ตูน หรือบางคนเอาโนเบลมา หน้าที่ของผมคือจะอ่านอนิเมะหรือจะอ่านโนเบลก็ตาม คุณได้อะไร คุณการันตีความหมายมันว่ายังไง มันสื่อสารอะไรกับเรา เรามุ่งไปที่ความหมายเลย
แสดงว่าในวิชานี้ศาลาคนเศร้า มังงะที่ป๊อบๆ หรืองานโนเบล จะถูกนำเข้าไปศึกษาและทำความเข้าใจเหมือนกัน
ใช่ครับ เราเปิดโอกาสให้ทุกงานทุกประเภทที่กล่าวมาศึกษาได้ในระดับเดียวกัน ในวิธีคิด วิธีการอ่านตีความเหมือนๆ กัน โดยไม่ได้มองว่างานอย่างศาลาคนเศร้าไม่น่ามีอะไรให้อ่าน แต่มันยิ่งน่าสนใจมากๆ ว่างานที่ไม่ซับซ้อน คุณทำให้มันมีการตีความที่ซับซ้อนขึ้นมาได้ยังไง เราคิดว่าเราศึกษาทุกประเภทแบบนี้
คาดว่าหรืออาจจะเกิดขึ้นแล้ว งานวรรณกรรมที่ AI ผลิตจะเป็นวัตถุของการศึกษาของสาขาวิชานี้ด้วยมั้ย
ก็เป็นครับ ถือว่ามีการใช้เทคโนโลยีร่วมในการสร้างสรรค์งาน ตอนนี้เราพยายามให้นิสิตตระหนักรู้ถึงการใช้ AI กับวรรณกรรม รุ่นใหม่เขาใช้กันอยู่แล้ว บางคนอาจจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ หน้าที่ของเราคือกระตุ้นให้พวกเขาตระหนักรู้ถึงกระบวนการที่นำมาใช้และความรับผิดชอบ เราไม่ได้ห้ามใช้ แต่ถามว่าใช้ในกระบวนการไหน ขั้นตอนไหนบ้าง ใช้แล้วดีไหมอย่างไร อยากให้เห็นการวิพากษ์กลับด้วย ในอนาคตเราจะต้องศึกษาและศึกษาในลักษณะวรรณกรรมประเภทหนึ่ง การจัดการเรื่องนโยบายอาจจะต้องอยู่เหนือกว่าเรา แต่ในการศึกษาเราก็เปิดรับ เปิดกว้างในการเข้าศึกษาการเขียนกับ AI
ทั้งหมดที่คุณอธิบายมาจะถูกบรรจุอยู่ในวิชานี้ด้วย
ครับ เป็นพาร์ตของกลุ่มวรรณกรรมที่มีการวิเคราะห์วิจารณ์วรรณกรรม ซึ่งภาควิชาวรรณคดีเปรียบเทียบกับภาคภาษาอังกฤษมีจุดแข็งตรงนี้อยู่แล้ว คือการเอาทฤษฎีมาใช้ประยุกต์ในการอ่านละเอียด ผมเชื่อว่าการวิจารณ์จะเป็นเครื่องมือสำคัญในกระบวนการเขียนงานสร้างสรรค์ เพราะนักเขียนอย่างน้อยก็ต้องเป็นนักอ่าน ศึกษาผู้อื่นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือประยุกต์ใช้กับงานตัวเอง การวิจารณ์จึงจำเป็น พอเราเขียนเสร็จ เราก็ทำตัวเป็นนักวิจารณ์งานเขียนตัวเองได้
มีเคสหนึ่งที่ผมให้นิสิตเขียนเรื่องสั้นจากวัตถุดิบในชีวิต นิสิตเล่าเรื่องความรักอกหักตอนไป Work and Travel ที่ฮาวาย เขาอยากเล่าช่วงที่อยากจะมูฟออนสลัดความเศร้าออกไป ในความเป็นจริงเขาอยู่อพาร์ตเมนต์สามชั้นตอนเลิกกับแฟน เขาจะขึ้นไปร้องไห้อยู่คนเดียวที่ชั้น 3 แล้วร้องเสร็จก็จะกลับมาที่ชั้น 2 ผมก็บอกว่า ถ้าเราจะเล่าเหตุการณ์มูฟออน เราควรจะลงมาร้องไห้ที่ชั้น 2 เขาถามว่าทำไมต้องลงชั้น 2 ผมบอกว่าเพราะชั้น 2 สื่อความหมายถึงความอยู่ระหว่างชั้น 3 กับ 1 ตัวละครอยู่ในภาวะที่กำลังต้องเลือก ต้องให้อยู่ในตำแหน่งที่ In Between ซึ่งจะมีนัยสำคัญและสื่อความหมายที่ดีกว่า
นี่คือทักษะของการวิจารณ์วรรณกรรมที่นำมาใช้ในงานสร้างสรรค์ เราเล่าเรื่องอย่างมีเป้าหมาย นิสิตก็บอกว่าจะมาร้องไห้ชั้น 2 ผมบอกต่อว่าถ้าจะมูฟออนคุณต้องลงมาชั้น 1 เขาเลือกมาลงชั้น 1 ที่เป็นลานจอดรถ มีรถจอดอยู่ เขาบอกว่าเป็นรถที่แฟนเก่าเขาเคยขับพาไปเที่ยว ผมถามว่าแล้วจบตรงไหน เขาบอกจบตรงที่มาถึงรถคันนี้ ผมบอกว่าถ้าจะเสริมความต่อไป เราควรจะต้องขับรถออกไปแล้วค่อยจบเรื่องใช่ไหม นิสิตก็บอกว่าแต่หนูขับรถไม่เป็น ผมบอกว่าไม่เป็นไร เราให้ตัวละครขับไปทั้งที่ขับไม่เป็นนั่นแหละ การขับไม่เป็นอาจจะช่วยสื่อความหมายได้ว่าต่อจากนี้ไปฉันจะควบคุมชีวิตของฉันเองแล้ว ทักษะของการคิดวิเคราะห์วรรณกรรมจะมาอยู่ในกระบวนการที่เรามาอีดิทงานนี่แหละครับ องค์ประกอบในเรื่องมีความหมายทั้งสิ้น ทักษะการวิเคราะห์วิจารณ์วรรณกรรมจึงเอื้อในงานเขียนเชิงสร้างสรรค์ได้
ตอนนี้เพิ่งมีนักศึกษาได้ 2 รุ่น ไม่รู้ว่าถามเร็วไปหรือเปล่า แต่ทางสาขามีการสำรวจหรือรับฟังเสียงสะท้อนผู้เรียนบ้างไหมว่าเสียงตอบรับเป็นอย่างไร
มีครับ ปีที่แล้วก็มีการทำสำรวจซึ่งต้องทำทุกสาขา เพราะเราจะเตรียมตัวปรับปรุงหลักสูตรในรอบสี่ถึงห้าปี เท่าที่ผมทราบและได้คุยฟีดแบ็กกับนิสิต ส่วนใหญ่คนที่เลือกมาคือคนที่ชอบเขียนจริงๆ พวกเขาก็เลยอินกับสิ่งที่ทำอยู่ แต่ด้านหนึ่งพวกเขาก็มีความกังวลเหมือนที่ถามไปตอนต้นว่าจบไปแล้วจะทำอะไรในทางที่เป็นรูปธรรม เรากำลังพยายามลดความกังวลในเรื่องนี้ให้มากที่สุด
โดยการนำคนในสาขาวิชาชีพการเขียนมาบรรยาย มาพูดคุย เราเชิญบรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ บรรณาธิการบริหารสื่อต่างๆ เข้ามา เพื่อให้นิสิตรู้ว่าเขาทำงานอะไร เขียนแบบไหน เพื่อให้เห็นรูปธรรมมากขึ้นว่าจบไปแล้วจะใช้ทักษะนี้ในด้านไหนได้บ้าง อีกด้านหนึ่งคือวางแผนเรื่องการพยายามส่งนิสิตเข้าไปฝึกงานหรือร่วมงานกับสำนักพิมพ์กับสื่อต่างๆ เพื่อให้พวกเขาเห็นชัดเจนขึ้นว่าจะไปไหนต่อ
วิชานี้ก็คงจะเปิดสอนไปอีกยาวนาน คุณคิดว่าวรรณกรรมโลกและการเขียนเชิงสร้างสรรค์จะนำคุณูปการอะไรมาสู่แวดวงวรรณกรรมไทยในอนาคตระยะยาว
เป็นคำถามใหญ่ เรื่องคุณูปการก็อยู่ระหว่างทางที่ผมตอบไปแล้ว คือเราช่วยสร้างคนในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ช่วยสร้างคนที่อ่านอย่างมีความคิดวิเคราะห์ และสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างสรรค์อื่นๆ ได้ คุณูปการอาจจะอยู่กับคนที่เราสร้างไปด้วย ความตั้งใจของเราคือเราพยายามผลิตบัณฑิตออกไปในฐานะนักเขียน ในฐานะผู้สร้างสรรค์ผลงานเขียน ทั้งในระดับชาติและพยายามไปสู่ระดับนานาชาติ เราพยายามสร้างคนที่เข้าไปจรรโลงสังคม หน้าที่ของนักเขียนคือผู้ที่จรรโลงสังคม โอบอุ้ม พยุงสภาพจิตใจ หรือชี้นำ บอกทิศทางของสังคมผ่านงานเขียน มันอาจจะไม่ได้เห็นเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ แต่มันเป็นคุณูปการผ่านการสร้างคน การสร้างจิตสำนึก การพยุงโอบรับอารมณ์ความรู้สึกของสังคม


