ในห้องทำงานของ จี-จีระวุฒิ เขียวมณี หนึ่งในผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ Biblio มีต้นฉบับแปลหนังสือ เกาะผีดุ โดยนักเขียนญี่ปุ่น ฮิซาดะ ทัตสึกิ วางอยู่ เป็นสัญญาณว่าผู้อ่านจะได้เห็นหนังสือเล่มที่เสร็จสมบูรณ์แล้วเร็วๆ นี้ นอกจากนั้นเขายังต้อนรับขับสู้ทั้งๆ ที่ในห้องมีกระดานสำหรับการวางแผนการทำงานของสำนักพิมพ์อยู่ ด้วยความที่อยากให้ผู้มาเยือนสบายใจพูดจึงออกตัวว่า “ตอนนี้ยังไม่ได้ลงแผนการทำงานอะไรครับ เข้ามาได้เลย”
หากนับจากช่วงปีแรกที่ Biblio สร้างภาพจำด้วยนิยายแปลญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวันจากสำนักพิมพ์ในเครือ Bibli เช่น จดหมายรักฉบับสุดท้าย ของนักเขียนและผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง อิวาอิ ชุนจิ ก่อนที่จะปล่อยหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวในชีวิตอย่างลึกซึ้งอย่าง ขนมปังของพรุ่งนี้ แกงกะหรี่เมื่อวันวาน แล้วชวนให้คนรักหนังสือไปผจญภัยกับ ปาฏิหาริย์แมวลายส้มผู้พิทักษ์หนังสือ โดย นัตสึคาวะ โซสุเกะ หรือนิยายแปลเกาหลี ชื่อของเธอคือ… ของ โชนัมจู ผู้เขียน คิมจียอง เกิดปี 82 คล้ายกับการนำหนังสือแปลที่ช่วยปลอบประโลมใจจากเอเชียมาบุกร้านหนังสือ แล้วยึดครองพื้นที่ในหัวใจของผู้อ่านได้ในระยะเวลาอันสั้น
ก่อนจะพลิกความคาดหมายด้วยหนังสือนอนฟิกชั่นภายใต้สำนักพิมพ์ในเครือ Be(ing) ที่ผู้อ่านให้การตอบรับอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น คาเฟ่สำหรับคนหลงทาง (The Why Café) โดย John Strelecky, ชายมหัศจรรย์ผู้ทำให้โลกรู้จักจิบลิ (Sharing a House with the Never-Ending Man: 15 Years at Studio Ghibli) เขียนโดย Steve Alpert, ชีวิตที่ใช่ ไม่ต้องใช้ทางลัด (Hacking Life) ของ Joseph M. และ คริสโตเฟอร์ โนแลน ความลับในภาพเคลื่อนไหว (The Nolan Variation) เขียนโดย Tom Shone เป็นต้น
แถมยังหยิบเอาหนังสือที่โด่งดังและถูกนำมา สร้างเป็นภาพยนตร์และซีรีส์มากมายทั้งจากฝั่งเอเชียและตะวันตก เช่น ถ้าโลกนี้ไม่มีแมว ของนักเขียน คาวามุระ เก็งกิ, นิยายชุดแม่มดกิกิผจญภัย, หนังสือชุดมหาศึกแห่งดูน (DUNE), เดอะไชนิ่ง โรงแรมนรก (The Shining), บอกแล้วไงว่าไม่ได้ฆ่า (One of Us Is Lying), ขอให้วัยเยาว์ของเราเป็นนิรันดร์ (The Perks of Being a Wallflower) และ ชมรมไขคดีฆาตกรรมวันพฤหัสฯ (The Thursday Murder Club) ของนักเขียน Richard Osman ที่นำมาสร้างให้ชมผ่านสตรีมมิ่ง Netflix ด้วย
แต่ใครจะรู้ว่าการถือกำเนิดของสำนักพิมพ์ Biblio ยังเป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ว่า หนังสือสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้จริง เมื่อจีเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนเขาเป็นเหมือนวัยรุ่นทั่วไป จนกระทั่งเพื่อนคนหนึ่งหยิบยื่นหนังสือให้อ่าน แล้วเขาก็เลือกเดินมาบนเส้นทางคนทำนิตยสาร ทำงานในสำนักพิมพ์ จนกลายเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ Biblio ในปัจจุบัน
ผู้อ่านกำลังจะได้ย้อนกลับไปดูที่มาของการรักการอ่านของเขา ก่อนจะไปทำความเข้าใจกับสิ่งที่เป็นรากฐานและแนวคิดของการทำสำนักพิมพ์ Biblio ที่ต้องการส่งต่อความเป็นมนุษย์ในแต่ละยุคสมัยด้วยหนังสือของสำนักพิมพ์แห่งนี้

การอ่านหนังสือช่วยเติมเต็มตัวตนที่ค้นหาอยู่
จีเล่าให้ฟังว่าจุดเริ่มต้นของการอ่านของเขาเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ คือ อ่านการ์ตูนและหนังสือทั่วไป แต่เมื่อเข้าเรียนสาขาโทรทัศน์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสมเด็จเจ้าพระยา ก็มีเพื่อนคนหนึ่งที่หยิบยื่นหนังสือให้เขาอ่าน แล้วชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปตลอดกาล
“เพื่อนคนนั้นคือ เหมา-กิตติ จินศิริวานิชย์ บรรณาธิการนิตยสารต้าเจียห่าว สมัยก่อนครับ เหมาถือเป็นคนสำคัญในประวัติศาสตร์ส่วนตัวของผมเลย เพราะเขาเป็นคนที่ยื่นหนังสือเล่มแรกให้ผมอ่าน แล้วมันเปลี่ยนผมไปโดยสิ้นเชิง มันเป็นจังหวะเดียวกับตอนที่เรารู้สึกว่าเราอยากรู้ อยากเติบโต คนเราพออายุประมาณ 19-20 ที่เริ่มจะเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมา เราจะคิดกับตัวเองว่าเราขาดอะไรอยู่ เรายังขาดสิ่งไหนที่จะมาเติมเต็มความเป็นผู้ใหญ่ของเราในอนาคต แล้วหนังสือเล่มนั้นทำให้เรารู้สึกว่า การอ่านแบบจริงจัง การอ่านที่มันได้กลับมาใคร่ครวญ หรือ สะสมความรู้สึกความคิดของเราต่อสิ่งต่างๆ นี่ต่างหากคือสิ่งที่ทำให้เราเติบโตอย่างแท้จริง”
การมีเพื่อนแนะนำหนังสือดีๆ ให้อ่านถือเป็นการหล่อหลอมความคิดของเขาและทำให้มีเป้าหมายที่จะอ่านหนังสือวรรณกรรมระดับโลกเพื่อยกระดับการอ่านของตัวเองให้เติบโตขึ้น
“ผมเลยอยากจะปักหมุดไว้ว่า ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยเป็นช่วงที่การอ่านเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อความคิดของเราอย่างมหาศาล และเริ่มสร้างรากฐานความเป็นตัวตนของเราขึ้นมา”
ถึงแม้ว่าเขาจะเลือกเรียนด้านโทรทัศน์ แต่เมื่อมีความสนใจเรื่องการอ่านหนังสือมากขึ้นจึงลงเรียนวารสารเป็นวิชาโท แล้วเข้าไปทำกิจกรรมกับชมรมวารสารมากขึ้น การได้คลุกคลีอยู่กับเพื่อนที่เรียนเอกวารสารทำให้เขาได้เรียนรู้กระบวนการทำวารสารมหาวิทยาลัยและหล่อหลอมทักษะด้านการเขียนไปโดยปริยาย
“แม้ว่าช่วงหนึ่งเราจะได้ลองไปทำงานในสายภาพยนตร์หรือสายโทรทัศน์แล้ว แต่ผมรู้สึกว่างานในสายนั้นไม่มีธรรมชาติแบบการทำหนังสือ เราชอบความครุ่นคิด เราชอบระยะทางระหว่างการอ่านกับตัวเรา มันมีระยะทางอยู่นะ แล้วระยะทางเหล่านั้นเราซึมซับเนื้อหาของมันเข้ามา มันจะเข้ามาเปลี่ยนมาปรุงความคิดของเรา ผมก็เลยชอบแล้วตั้งใจว่าจบมาจะขอทำงานสายหนังสือนี่แหละ” ความเรียบง่ายของหนังสือ ที่ไม่ได้เป็นแค่หนังสือของ Biblio
หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทำงานนิตยสารและสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่ เมื่อถึงเวลาที่จะก่อตั้งสำนักพิมพ์ร่วมกับ บิ๊ก-วีระวัฒน์ เตชะกิจจาทร เขาจึงอยากกลับมาสู่พื้นฐานอันเรียบง่ายของหนังสือผ่านชื่อ Biblio ซึ่งสื่อความหมายถึงคำว่าหนังสือในภาษากรีก แล้วนำกระบวนการทำหนังสือที่เขาหลงใหลมาใช้เป็นแนวทางการทำงานของสำนักพิมพ์ จนเป็นที่มาของคอนเซปต์ It’s not just about books.
“เรารู้สึกว่าหนังสือหนึ่งเล่มกว่ามันจะสำเร็จมาได้ มันมีกระบวนการข้างในเยอะมาก ทั้งกระบวนการทำงาน กระบวนการคิด และมูลค่าทางความรู้สึกของคนที่ทำ มันค่อนข้างมีความหมายมากกว่าที่คนอ่านจะได้จากการอ่านเนื้อหาเท่านั้น เวลาที่คุณหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมา คุณสัมผัสกระดาษ คุณสัมผัสทุกสิ่งทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นบนหนังสือเล่มนั้น มันมีเรื่องราวมากมายที่ซ่อนอยู่เยอะแยะไปหมด เหมือนคุณดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่งแล้วคุณได้เห็นเบื้องหลังการถ่ายทำ คุณจะรู้สึกว่า โอ้… กว่าจะเป็นหนังเรื่องหนึ่งมันยากนะ หนังสือก็เหมือนกัน เรารู้สึกว่าเราอยากนิยามว่ามันไม่ใช่แค่หนังสือเล่มหนึ่งนะ มันคือการเดินทางของทั้งคนทำ พอเราส่งให้คุณที่เป็นคนอ่านแล้ว มันก็จะเป็นการเดินทางของคนอ่านกับหนังสือของเราต่อไปอีก”
แล้ว Blibio ก็พาผู้อ่านเดินทางไปผจญภัยกับนิยายแปลเอเชียกับสำนักพิมพ์ในเครือ Bibli ข้ามไปรู้จักกับนิยายแปลฝั่งยุโรปและอเมริกาจากสำนักพิมพ์ Beat แล้วเสิร์ฟหนังสือนอนฟิกชั่นในนามสำนักพิมพ์ Be(ing) ที่นำเสนอรสชาติหลากหลายให้นักอ่านมากขึ้น
“ตอนแรกที่เปิดสำนักพิมพ์มา ภาพจำของ Biblio ในฝั่งนิยายญี่ปุ่นอาจจะเป็นนิยายฮีลใจ ฟีลกู๊ด แต่จริงๆ ในปีแรกเรามีนิยายของ ฮิงาชิโนะ เคโงะ ที่เป็นนิยายสืบสวนที่กำลังทำงานอยู่ เช่น ความลับใต้ทะเลสาบ หรือ ผู้พิทักษ์ต้นการบูร ที่สืบสวนแบบฟีลกู๊ดนิดหน่อย พอเทรนด์ของผู้อ่านตั้งแต่ปี 2564 ลงไป ผู้อ่านค่อนข้างที่จะชอบแนวสืบสวนมากขึ้น และมันคือกลุ่มหนังสือที่ผมเองสนใจอยู่แล้ว เลยมีการทำหนังสือแนวนี้ออกมา แต่กลุ่มหนังสือสืบสวนในเวลานี้อาจจะเป็นหมวดที่มีกระแสความนิยมสูง ดูได้จากเทรนด์โลกเราตอนนี้กระทั่งค่ายหนังที่เป็นค่ายอินดี้อย่าง A24, NEON หรือค่ายอื่นๆ เกือบครึ่งหนึ่งของหนังที่ได้รับความนิยมเป็นแนวทริลเลอร์หมดเลย บรรยากาศของการเสพมีเดียของคนค่อนข้างตื่นเต้นกับเรื่องพวกนี้มากกว่า แน่นอนว่ามันสอดคล้องกับการอ่านของคนด้วย มีคนถามผมบ่อยว่าทำไมเทรนด์การอ่านนิยายสืบสวนสอบสวนญี่ปุ่นถึงฮิต ผมก็ตอบไม่ค่อยได้ แต่ช่วงนี้ผมค่อนข้างแน่ใจว่ามันเป็นเทรนด์โลกเลยแหละ ไม่เฉพาะคนอ่านที่เป็นฝั่งเอเชียเท่านั้น”

ความปรารถนาที่จะสร้างความหลากหลายให้กับวงการหนังสือ
จริงอยู่ที่ Biblio มีการเลือกทำหนังสือที่อยู่ในกระแสและหนังสือยอดนิยมที่นำมาทำเป็นภาพยนตร์และซีรีส์มากมาย แต่สิ่งสำคัญที่สำนักพิมพ์นี้พยายามคัดเลือกมาให้นักอ่านทำความรู้จักกันคือ วรรณกรรมทางเลือก
“เรามีทีมกองบรรณาธิการฝ่ายลิขสิทธิ์ที่จะมานั่งคุยกันว่ามีหนังสือเล่มไหนน่าสนใจ เพราะอะไร ซึ่งอาจจะแบ่งได้สองประเภทคือ หนังสือกระแสหลัก เล่มไหนน่าสนใจแล้วคนอ่านบ้านเราน่าจะชอบด้วย อีกประเภทคือกลุ่มวรรณกรรมทางเลือกหรือวรรณกรรมที่มีความเฉพาะตัวสูง เรากำลังมีงานของนักเขียนคลาสสิกอย่าง The Catcher in the Rye ของ J. D. Salinger ออกมา ในกรณีที่หนังสือเล่มนั้นเคยถูกตีพิมพ์ออกมาแล้ว เราจะคิดว่าเราสามารถนำเสนอออกมาได้น่าสนใจไหม เพราะยังมีกลุ่มคนอ่านที่ไม่เคยสัมผัสกับงานเขียนแนวนี้มาก่อน
“ผมคิดว่ากลุ่มวรรณกรรมทางเลือกเป็นกลุ่มที่เราต้องให้ความสำคัญ เพราะว่าเราทำงานกระแสหลักมาแล้ว เหมือนมีของหวานที่ทานง่ายแล้วก็ต้องมีอะไรที่ดูคล้ายจะทานยากในช่วงแรก แต่เมื่อได้สัมผัสกลับให้รสชาติที่ลุ่มลึก เพราะผมรู้สึกว่ากรอบการอ่านไม่ควรจำกัดอยู่แค่การอ่านหนังสือตระกูลใดตระกูลหนึ่งเท่านั้น มันควรจะเพิ่มความหลากหลาย
“ทางสำนักพิมพ์เราเองก็พยายามจะทำหนังสือหลากหลายให้ได้มากที่สุดเท่าที่กรอบของเราจะขยายได้ ขณะเดียวกันเราก็ส่งเสริมการอ่านอยู่เสมอ Biblio เองมีการร่วมโปรโมตหนังสือนิยายของ Matt Haig กับสำนักพิมพ์ bookscape ซึ่งเราเองมีหนังสือ อัศจรรย์เกาะแห่งชีวิต (The Life Impossible) อยู่ แล้วทาง bookscape เขาทำเล่ม มนุษย์ต่างเดา (The Humans) เรามองว่าการทำให้คนอ่านได้เห็นว่ามีหนังสือทางเลือกอยู่ในกลุ่มของเพื่อนสำนักพิมพ์ด้วยกันก็สำคัญนะ ไม่ใช่ว่าคุณจะต้องมาอ่านหนังสือสำนักพิมพ์เราเท่านั้นคุณถึงจะเติมเต็มในฐานะคนอ่าน มันไม่ใช่เลย ถ้าหากว่ามันน่าสนใจ แล้วอยู่ในแนวทางเดียวกัน เราก็ทำการโปรโมตร่วมกันเพื่อช่วยกันผลักดัน ผมว่ามันเป็นอะไรที่น่ารักมาก น่ารักทั้งคนทำหนังสือและคนอ่าน เพราะว่าเราไม่ค่อยเห็นภาพแบบนี้บ่อยๆ”
โดยเขาให้เหตุผลว่า เพราะวงการหนังสือต้องการแรงผลักดันซึ่งกันและกันทั้งกลุ่มคนทำหนังสือด้วยกันเองและกลุ่มของคนอ่านนั่นเอง


ความยั่งยืนของสำนักพิมพ์ต้องมาจากวัฒนธรรมการอ่านที่เข้มแข็ง
นับตั้งแต่ก่อตั้งสำนักพิมพ์ Biblio ขึ้นมา
จีบอกว่าเป้าหมายของการทำงาน คือการทำหนังสือให้สำเร็จออกมาเป็นเล่ม และในการทำงานที่ผ่านมาจะมีบทเรียนให้ได้เรียนรู้อยู่เสมอ แต่เมื่อสำนักพิมพ์เริ่มดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ก็มีสิ่งอื่นที่
ต้องคำนึงถึงนอกจากการทำงานด้วยใจของคนรักหนังสืออย่างเดียว
“การทำสำนักพิมพ์มันคือการทำธุรกิจเนอะ เราต้องบาลานซ์กันให้ได้ระหว่างหนังสือที่ทำออกไปแล้วมีทั้งคุณภาพและความน่าสนใจ แล้วยังต้องตอบโจทย์ทางธุรกิจให้กับบริษัทด้วย มันยังเป็นประสบการณ์ที่ซับซ้อนขึ้น ยากขึ้น บทเรียนที่เกิดขึ้นมาจากการทำงานที่ผิดพลาด เราก็ต้องกลับมาย้อนดูตัวเองว่ามันผิดพลาดที่ขั้นตอนไหน เราจะแก้ไขยังไง
“แน่นอนว่ามันสนุกน้อยกว่าปีแรกเยอะ แม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่เบื้องหลังหนังสืออย่างเข้มข้นเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็มีความอิ่มเอมใจบางอย่างเกิดขึ้น เรารู้สึกว่าทีมงานของเราเอง ทีมกองบรรณาธิการ ทีมกราฟิก ทีมการตลาด รักในการทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายและทำให้ดีที่สุด หน้าที่ของเราจะปรับเปลี่ยนไปเป็นการซัพพอร์ตพวกเขามากขึ้น และทำให้บรรยากาศการทำงานดีที่สุดเท่าที่จะทำได้” ธุรกิจหนังสือถือว่าได้ผลตอบแทนที่ไม่ได้สูงมากนัก เมื่อเทียบกับธุรกิจอื่น เมื่อหักลบต้นทุนการผลิตออกไปอาจจะเหลือกำไรไม่มาก เพราะฉะนั้นคนที่ทำสำนักพิมพ์จึงต้องรักในการทำหนังสือมาก
“มันเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ในฐานะของความเป็นมนุษย์ด้วย การทำงานหนังสือไม่ได้มีฟังก์ชั่นแค่ให้เรามีเงิน มีกิน มีใช้ มันมีฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์ในแง่ที่ได้ทำงานสื่อสารกับนักอ่าน ได้เข้าใจสิ่งที่โลกกำลังพูดถึงอยู่ สิ่งเหล่านี้เป็นประสบการณ์ที่ผมคิดว่าคนทำหนังสือยังไม่อยากทิ้งงานนี้ไปไหน”
แต่จะดีแค่ไหน หากสำนักพิมพ์ต่างๆ มีความสามารถในการทำงานที่รักไปพร้อมๆ กับมีความมั่นคงทางธุรกิจไปด้วย ซึ่งนั่นขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมการอ่านที่เข้มแข็งของคนในประเทศ เขาแบ่งปันความคิดเห็นให้ฟังว่าในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว ไม่เพียงสำนักพิมพ์ต่างๆ จะได้รับผลกระทบเท่านั้น แต่ทุกภาคส่วนที่อยู่ในห่วงโซ่ของธุรกิจหนังสือก็ได้รับผลกระทบไปด้วย ดังนั้นแวดวงหนังสือในประเทศจึงต้องการการส่งเสริม การผลักดัน และความร่วมมือจากคนที่อยู่ในห่วงโซ่ธุรกิจนี้ทั้งหมด รวมถึงการสนับสนุนจากภาครัฐด้วย โดยเขามองว่าการส่งออกหนังสือเป็นเพียงแนวทางหนึ่งของการส่งออกซอฟต์พาวเวอร์ แต่สิ่งที่เป็นรากฐานของซอฟต์พาวเวอร์ที่แท้จริงคือการสร้างวัฒนธรรมการอ่านมากกว่า

การตามหาความเป็นมนุษย์ในแต่ละยุคสมัยในหนังสือ
สำหรับนักอ่านที่อ่านหนังสือมาเป็นเวลานานและพบพานหนังสือมาแล้วหลายเล่ม การจะได้อ่านหนังสือที่ให้ความรู้สึกตื่นเต้นหรือสดใหม่อาจจะเป็นโอกาสที่หาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ แต่หากย้อนกลับไปสู่ความเรียบง่ายของหนังสืออย่างที่สำนักพิมพ์ Biblio เป็น ก็จะพบว่าเขายังคงมองเห็นสิ่งที่ตามหาอยู่ในหนังสือเสมอ
“เราอ่านมากขึ้นก็จริง เพียงแต่เมื่อการอ่านอยู่ในการทำงานเลยค่อนข้างจะไม่ได้ตื่นเต้นกับหนังสือในสำนักพิมพ์มากขนาดนั้น ส่วนใหญ่ผมจะไปตื่นเต้นกับหนังสือที่เราไม่ได้ทำหรือไม่ได้ถูกทำมาก่อน เช่น ไปอ่านอีบุ๊กของต่างประเทศที่เป็นหนังสือเล็กมากๆ หรือเป็นหนังสือที่คอนเซปต์เล็กๆ แล้วไม่มีใครเอามาแปล แต่ขณะเดียวกันผมมักจะตื่นเต้นเสมอกับนิยายไซไฟที่มีความเป็นมนุษย์อยู่ในนั้น
“ถ้าจะนับตัวอย่างที่ตื่นเต้นมากที่สุดครั้งหนึ่งก็คือตอนได้อ่านหนังสือชุดมหาศึกแห่งดูน คือเรามีภาพจำสมัยที่เราฝึกอ่านหนังสือใหม่ๆ แบบหนึ่ง แต่พอเรามาทำเองอีกรอบก่อนที่หนังจะฉาย เรารู้สึกว่ามันเป็นงานไซไฟคลาสสิก ที่หยิบยกเอาอารยธรรมหลายอย่างของมนุษย์มาเปรียบเทียบในโลกของดูน ซึ่งมีทั้งเรื่องระบอบการปกครอง ภาษา ศาสนา ยุทธวิธีการรบ มันมีหลายมิติมากรวมถึงเรื่องจิตวิญญาณและการสืบทอดเจตจำนง ถ้าเทียบว่ามันเป็นนิยายที่เขียนเมื่อห้าสิบปีก่อน แต่ว่าพอมาอ่านตอนนี้ เรายังรู้สึกว่ามันล้ำมาก มันยังวิพากษ์โลกสมัยนี้ได้อยู่เลย ตั้งแต่ตอนที่ผู้เขียนเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา โลกมันไม่ได้เปลี่ยนแปลงขนาดนั้น เรายังเจอปัญหาเดิมๆ เรายังเจอปัญหาการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การครอบครองทรัพยากรโดยกลุ่มทุนใหญ่ หรือกระทั่งเรื่องศาสนาก็ยังเป็นความขัดแย้งกันอยู่ในโลกปัจจุบัน ผมเลยคิดว่าความเป็นนิยายไซไฟคลาสสิกในมุมมองของผมมันคือการกลับมาอ่านแล้วเรารู้สึกว่า โลกทุกวันนี้มันยังเป็นแบบนี้อยู่เลยนี่หว่า แล้วเราก็ร่วมลุ้นไปกับโลกของเราว่า ทางออกของปัญหาเหล่านี้มันจะเหมือนในนิยายหรือเปล่า ซึ่งมันอาจจะเหมือนหรือไม่เหมือนก็ได้ เราคงต้องรออีกยี่สิบหรือสามสิบปีต่อไป แล้วกลับมาอ่านอีกครั้งเพื่อดูว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน”
ขณะเดียวกันความเป็นมนุษย์ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่สำนักพิมพ์ตามหา เพื่อมานำเสนอควบคู่ไปกับการเปล่งเสียงของผู้คนในยุคสมัยนี้ ที่จำเป็นต่อการสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันด้วยหนังสือนั่นเอง
“ผมรู้สึกว่าสำนักพิมพ์ต่างๆ หรือสำนักพิมพ์ Biblio เอง กระทั่งวรรณกรรมแปลหรืองานนักเขียนไทยเองก็ตาม มันเหมือนจดหมายเหตุของยุคสมัย ยุคสมัยนี้เราอยู่ในห้วงความคิดแบบไหนกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือประเภทไหนก็ตาม สิ่งที่คนอ่านนิยมในช่วงนั้นมันก็คือห้วงความคิดของคนในช่วงนั้น อย่างน้อยมันจะมีแมสเสจที่สะท้อนความเป็นยุคสมัยของมัน
“สิ่งหนึ่งที่ยังท้าทายเราอยู่คือ เรายังหาประโยคนั้นเจอในการทำหนังสือของเราแต่ละเล่มหรือเปล่า ประโยคที่เป็นความหมายที่ว่า ผู้คนกำลังคิดอะไรกัน เพราะผมให้ความสำคัญกับความคิดของผู้คนในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นไหนก็ตาม เรากำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ไหนกันอยู่ เราคิดอะไรกันอยู่ แล้วสิ่งที่เขาโหยหามันจะสะท้อนกลับมาในรูปแบบของสื่อ หนังสือก็เป็นสื่อรูปแบบหนึ่งที่เป็นภาพสะท้อนของความคับข้องใจ หรือความต้องการบางอย่างของคนในช่วงเวลานั้น”
เป็นไปได้ว่า… ในความเป็นมนุษย์ที่มีอยู่ในหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งของ Biblio อาจจะเป็นหนังสือเล่มแรก ที่ทำให้ผู้อ่านค้นพบสิ่งที่กำลังค้นหาบ้างก็ได้



