“ทะเลมีมาตั้งแต่โลกถือกำเนิด ใครจะไปรู้ล่ะว่าจุดจบมันอาจจะเป็นทะเลเหมือนกันอีกก็ได้ สันติภาพที่สมบูรณ์แบบมีอยู่ที่นี่ เพราะไม่เป็นของทรราชคนใด…มนุษย์สามารถต่อสู้ กัดกินกันเองและยอมรับทุกความชั่วร้ายที่อยู่บนโลก แต่ที่ความลึก 30 ฟุตใต้ผืนน้ำทะเล เป็นที่ที่พลังของสิ่งต่างๆ ของมนุษย์เหล่านั้นเอื้อมลงมาไม่ถึง การรบกวนจางหาย และอำนาจก็สูญสิ้น”
ร้อยกว่าปีผ่านมาถ้อยคำจาก ‘ใต้ทะเล 20,000 โยชน์’ (Twenty Thousand Leagues Under the Sea) ของ ฌูลส์ แวร์น (Jules Verne) นวนิยายที่ตีพิมพ์ในปี 1872 ไม่เป็นความจริงอีกต่อไป มนุษย์ประดิษฐ์คิดค้นเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ซึ่งมีสมรรถนะเหนือกว่าเรือนอติลุส มีแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลลึก มหาสมุทรทั้งบนผิวน้ำและใต้ผิวน้ำเป็นพื้นที่แย่งชิงอำนาจที่ไม่มีประเทศใดยอมลดราวาศอก และจินตนาการการตั้งถิ่นฐานใต้ท้องทะเลก็ไม่ได้มีอยู่แค่ในนิยายอีกต่อไปแล้ว
มนุษย์มีศักยภาพในการทะลุทะลวงอย่างไม่น่าเชื่อ แต่หากพิจารณาให้ถ่องแท้ เราอ่อนแอกว่าที่เราเชื่อมาก เราไม่มีทางอยู่ใต้น้ำได้นานเกินกว่า 5 นาทีหรือน้อยกว่าโดยไม่มีอุปกรณ์หรือเทคโนโลยีคอยช่วยเหลือ เราแทบจะไร้ความสามารถโดยสิ้นเชิงเมื่ออยู่ใต้ท้องทะเล ทว่า Anthropocene หรือมนุษยสมัยทำให้เราเข้าใจผิดเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของตัวเราเอง
จักรกริช สังขมณี จากภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้บุกเบิกสาขา ‘มานุษยวิทยามหาสมุทร’ ในไทยจะพาเราดำดิ่งสู่โลกใต้น้ำ โลกที่มนุษย์เปราะบาง ไร้อำนาจ และแปลกปลอม พร้อมกับลดอหังการ์ของมนุษย์ลง ลดความเป็นศูนย์กลางของมนุษย์ และมองมหาสมุทรในฐานะสิ่งที่มีความคิด มีอำนาจในการสร้างความสัมพันธ์ และเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ที่ครอบครองโลกใบนี้
ไม่สำคัญหรอกว่าใต้มหาสมุทรจะมีปริศนาอะไรซุกซ่อนอยู่เท่ากับว่ามันกำลังบอกอะไรแก่มนุษยชาติ
มานุษยวิทยามหาสมุทรคืออะไร
มันไม่ได้มีมาก่อนหน้านี้ ต้องเข้าใจก่อนว่ามานุษยวิทยาเป็นการศึกษามนุษย์เป็นหลัก พูดง่ายๆ คือนักมานุษยวิทยาพยายามทำความเข้าใจความสัมพันธ์ทางสังคมและเข้าใจว่ามนุษยชาติมีที่มาที่ไปยังไง แล้วกําลังเผชิญกับอะไรบ้างในปัจจุบันและในอนาคต ทีนี้ ในช่วงหลังมานุษยวิทยาเองก็เริ่มตระหนักว่าการศึกษาเฉพาะมนุษย์ไม่ได้ทำให้เราเข้าใจมนุษย์ได้เพียงพอ เราต้องศึกษาสิ่งอื่นๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์ด้วยเพื่อที่จะเข้าใจมนุษย์ เช่น เราต้องศึกษาสัตว์ พืช บรรยากาศ สิ่งแวดล้อม ก็เป็นที่มาของสิ่งที่เราเรียกว่าเป็นมานุษยวิทยาหลังมนุษย์หรือพ้นมนุษย์ คือศึกษาไปให้ไกลกว่ามนุษย์ แต่เป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจมนุษยชาติ เช่นเราดูความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์หรือมนุษย์กับพืช เพื่อทำความเข้าใจว่าพืชบอกอะไรเกี่ยวกับตัวเราได้บ้าง
งานของผมก็คือการพยายามศึกษามหาสมุทรเป็นหลักเพื่อทำความเข้าใจว่าเราเรียนรู้อะไรจากมหาสมุทรได้บ้างเกี่ยวกับมนุษยชาติ มนุษย์กําลังเผชิญกับสภาวะอะไร โดยเฉพาะในเรื่องสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน การมีชีวิตรอดในอีกสิบยี่สิบปีหรือว่าอีกร้อยปีข้างหน้า มนุษยชาติจะมีชีวิตอยู่อย่างไร การทำความเข้าใจสิ่งนี้ได้ ผมบอกว่าต้องศึกษาผ่านมหาสมุทร
ทําไมต้องเป็นมหาสมุทร เพราะว่าโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ เรามีวิธีการคิดที่จํากัดมากเลย เราเป็นมนุษย์เดินดิน ทุกอย่างเราคิดบนฐานของการอยู่บนพื้นดินเป็นหลัก เช่น ระยะทาง ความใกล้ไกล ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นต่างๆ เป็นความสัมพันธ์ที่อยู่บนดิน มโนทัศน์ของเราถูกคิดโดยฐานของการเป็นมนุษย์บนดินนะครับ แต่มันเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของความเป็นจริงของโลกใบนี้เพราะโลกใบนี้ 70 เปอร์เซ็นต์ประกอบด้วยมหาสมุทร นั่นหมายความว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกเป็นพื้นที่ที่มนุษย์คิดไม่ออก คิดเกี่ยวกับมันไม่ได้ หรือแม้กระทั่งไม่เหมาะสมกับการเข้าไปอยู่อาศัยในพื้นที่เหล่านั้น
พอเรามีระยะห่างจากมหาสมุทรทำให้เรามองไม่เห็นว่ามันบอกอะไรกับเราได้บ้าง เราจึงไม่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับโลกใบนี้อย่างที่ควรจะเป็นเพราะว่า 3 ใน 4 ของโลกคือมหาสมุทร แต่เป็นพื้นที่ที่มนุษย์แทบจะมีความรู้เกี่ยวกับมันน้อยมาก กลับมาที่คําถามว่ามานุษยวิทยามหาสมุทรคืออะไร มานุษยวิทยามหาสมุทรคือการทำความเข้าใจความเป็นมนุษย์ของเราจากการศึกษาพื้นที่ที่มนุษย์ไม่ได้อยู่อาศัย จากพื้นที่ที่แปลกแยกจากมนุษย์ แล้วมันกลับมาบอกอะไรกับเราได้บ้าง

ปกติแล้วดำน้ำ มนุษย์อยู่ใต้น้ำได้ไม่เกิน 50 นาที ขณะที่งานภาคสนามทางมานุษยวิทยาต้องอาศัยการสังเกตและการมีส่วนร่วม เวลาที่คุณทำวิจัยเรื่องนี้ต้องออกแบบกระบวนการทำงานอย่างไรเพื่อจะสร้างการสังเกตอย่างมีส่วนร่วม
ใต้น้ำมีทั้งสิ่งที่มีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตอยู่ เราต้องเข้าไปสัมผัสกับสิ่งเหล่านั้นโดยใช้วิธีการฝังตัวเองเข้าไปอยู่ในนั้นก็คือการดำน้ำลึก แน่นอนล่ะ มันก็มีข้อจํากัดเพราะว่าก่อนหน้านี้วิธีการทางมานุษยวิทยาคือการฝังตัวเข้าไปอยู่ในชุมชนก็จริง แต่ใช้เวลาที่ยาวนานไปเรียนรู้ภาษา เรียนรู้วิธีการคิด ทำตัวให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ให้กลายเป็นคนใน แล้วมองโลกแบบคนในให้ได้ ทีนี้พฤติการณ์แบบเดิมแบบนี้ใช้ไม่ได้อีกต่อไปกับการศึกษามานุษยวิทยาแบบพ้นมนุษย์
การศึกษาแบบพ้นมนุษย์ทำให้เราต้องคิดใหม่ว่ามนุษย์สามารถเรียนรู้จากสิ่งเหล่านี้ได้โดยวิธีการไหนบ้าง หัวใจใหญ่ของมานุษยวิทยาคือการสังเกต เราเรียกว่าวิธีการสังเกตแบบมีส่วนร่วม เข้าไปทำกิจกรรมร่วมกัน ทีนี้เราก็ใช้วิธีดำน้ำที่จะเข้าไปสังเกตสิ่งต่างๆ ผมยกตัวอย่างว่านักชีววิทยาหรือนักสมุทรศาสตร์ศึกษาเกี่ยวกับทะเลว่าปะการังคืออะไร ปะการังมีชีวิตอยู่อย่างไร หรือว่าสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่อยู่ใต้น้ำมีความสัมพันธ์กันอย่างไร มานุษยวิทยาไม่ได้ศึกษาเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ใต้น้ำ แต่ศึกษาว่าสิ่งที่อยู่ใต้น้ำนั้นบอกอะไรกับเรา เราเข้าไปสังเกตแล้วเราคิดกับมัน มานุษยวิทยาจะมีแนวคิดที่ใช้ในการอธิบายสิ่งต่างๆ แนวคิดเกี่ยวกับเรื่องของวัตถุที่มีชีวิต แนวคิดเรื่องความสัมพันธ์ของชีวิต แนวคิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับวัตถุ ซึ่งเราเอาการสังเกตการณ์ในระยะสั้นนั้นมาประยุกต์เข้ากับแนวคิดที่เราใช้
แน่นอน วิธีการทำงานแบบใหม่นี้ต้องมีการออกแบบที่ทำให้มันกระชับมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเราดำ 50 นาทีแล้วจบแค่นั้น แต่เราดำซ้ำได้อีกในที่เดิมๆ แล้วในหนังสือที่เขียนผมใช้วิธีการดำน้ำอยู่ประมาณสองปีในการเก็บเรื่องราว แล้วก็ดูไปตามไซต์หรือพื้นที่ต่างๆ ที่แตกต่างกันไป เราก็จะเห็นความแตกต่างระหว่างพื้นที่ ไม่ใช่ว่าทุกครั้งเราได้เรียนรู้อะไรนะ บางทีเราไปเรียนรู้แล้วเราก็มองไม่ออก แต่บางครั้งก็จะมีชั่วขณะหรือว่าจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราเรียนรู้ได้บ้าง ก็ใช้วิธีการสังเกตแบบมีส่วนร่วมเหมือนเดิม แต่ว่าใช้ตัวเองเข้าไปสัมผัสกับมัน ในการที่จะรู้สึกหรือเรียนรู้สิ่งเหล่านั้นมากขึ้น
ที่ว่ามีส่วนร่วมหมายถึงการมีส่วนร่วมกับอะไร กับสรรพสิ่ง กับสรรพชีวิตใต้ท้องทะเล?
ใช่ฮะ จริงๆ คำว่ามีส่วนร่วมเราใช้เหมือนกับมนุษย์ไม่ได้ สมมติว่าเราไปอยู่ในชุมชนชาวนา เขาเก็บเกี่ยวข้าว เราก็ไปเกี่ยวข้าวกับเขา อันนั้นคือสังเกตไปด้วยเกี่ยวข้าวไปด้วย แต่ว่าเราคงไม่ได้ทำตัวเหมือนสัตว์หรือสิ่งที่อยู่ใต้ทะเล แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีส่วนร่วมกับเขา ในภาษาทางปรัชญามีแนวความคิดเรื่องของ affection ภาษาไทยเราใช้คําว่า ผัสสารมณ์ ผัสสะกับอารมณ์ หมายความว่าเรามีส่วนร่วมในเชิงผัสสะ แล้วก็มีส่วนร่วมในเชิงการรับรู้เกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นได้ เช่น วัตถุก่อให้เกิดความรู้สึก อารมณ์ ความนึกคิดอะไรขึ้นมา ขณะที่วัตถุอีกอย่างหนึ่งอาจจะไม่ได้ก่อให้เกิดสิ่งนั้น แค่เรามองเห็นสิ่งที่สวยงามหรือมองเห็นสิ่งที่ปราะบาง เราก็อาจจะมีความรู้สึกบางอย่าง เราใช้ความรู้สึก ใช้ผัสสารมณ์เป็นตัวเข้าไปจับ แทนที่จะใช้การมีส่วนร่วมแบบเดิม
ผมยกตัวอย่างในบทหนึ่งที่พูดถึงเรื่องปะการังซึ่งมีความสัมพันธ์เชิง symbiosis ถ้าใช้คําแบบธรรมดาก็คือมีความสัมพันธ์แบบเกื้อกูลพึ่งพากัน ถ้าในภาษาที่มันสวยงามหน่อยก็ สมานชีวิน เราจะเห็นว่าปะการังมีความสัมพันธ์แบบสมานชีวินกับหลายอย่างไปพร้อมๆ กันยกตัวอย่างเช่น นักวิทยาศาสตร์เรียกปะการังเป็นสัตว์ แต่ผมไม่ได้มองว่าเป็นสัตว์ ผมว่ามันเป็นสิ่งพันทางหรือสิ่งที่ผสมแบบหนึ่งก็คือว่ามันเป็นลูกผสมระหว่างสัตว์ พืช และแร่ธาตุ สามอย่างซึ่งทำให้มันเป็นอะไรก็ไม่รู้ซึ่งถูกจัดประเภทไม่ได้ในวิธีการทางมานุษยวิทยา แต่ว่าในทางวิทยาศาสตร์มองว่าเป็นสัตว์
ความจริงแล้วการมองว่าปะการังเป็นสัตว์เป็นการมองแบบลดทอนความเป็นตัวตนของปะการัง จริงๆ แล้วปะการังเกิดจาก symbiosis สามอย่างที่ทำงานร่วมกัน เราเรียนรู้กระบวนการ symbiosis ของปะการังแล้วเรามาอธิบายว่ามนุษย์เองก็อยู่กับสิ่งต่างๆ แบบ symbiosis เหมือนกัน มันเห็นแล้วว่าปะการังกําลังสอนเราเกี่ยวกับเรื่อง symbiosis ซึ่งเราเรียนรู้จากสิ่งอื่นไม่ได้ อันนี้เราเรียนรู้จากปะการัง ไม่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับปะการัง
หรือเราเรียนรู้เกี่ยวกับเรือจมที่อยู่ใต้น้ำ เรืออับปางกําลังบอกอะไรเรา เช่น บอกว่าสภาวะอับปางหมายถึงอะไรได้บ้าง ในโลกปัจจุบันเราอาจจะพูดถึงสภาวะอับปางในแง่ของการล่มสลาย จุดจบของชีวิต โศกนาฏกรรม หรือการไม่มีพลังอำนาจใดๆ อีกต่อไป ถ้าเกิดชีวิตอับปาง ชีวิตล่มสลายแล้ว แต่เมื่อเราเห็นเรืออับปาง อีกด้านหนึ่งของการอับปางคือการฟื้นคืนชีพ
เรือจมชี้ให้เห็นว่าเรือที่เคยมีแสนยานุภาพ มีพละกําลังด้านการทหาร เป็นเรือรบ แสดงถึงความเป็นใหญ่ของมนุษย์ แสดงถึงความเป็นชาย ความรุนแรง ความขัดแย้ง เมื่อชีวิตแบบนี้อับปางลงใต้น้ำแล้วมันทำงานร่วมกับธรรมชาติให้กำเนิดชีวิตใหม่ขึ้นก็คือปะการังเทียม กลายเป็นแหล่งบ่มเพาะชีวิตใหม่มหาศาลใต้ท้องทะเล เพราะฉะนั้นสภาวะอับปางไม่จำเป็นต้องหมายถึงการสิ้นสุด ในกรณีนี้ธรรมชาติเข้าไปทำงานร่วมกับสิ่งที่อับปางแล้วฟื้นมันขึ้นมา ก่อให้เกิดชีวิตใหม่ เราก็เรียนรู้ว่าสภาวะอับปางที่เราคิดในฐานะมนุษย์เป็นความจริงเพียงแค่ส่วนเสี้ยวเท่านั้น ไม่ได้เป็นสภาวะที่เป็นจริงในธรรมชาติ แต่ธรรมชาติกำลังบอกว่าการอับปางกับการฟื้นคืนชีพเป็นกระบวนการที่เกิดร่วมกัน มันเปลี่ยนนัยสิ่งที่เป็นความรุนแรง เป็นความเป็นชาย ความเป็นใหญ่ของมนุษย์ ให้กลายเป็นว่าธรรมชาติกําลังทำงานร่วมกับเรา มันบอกเราว่ามนุษย์ควรจะเข้าไปดูแลอะไรบางอย่างและควรถอยห่างจากบางอย่าง
ในกรณีเรืออับปาง มนุษย์เอาเรือไปทิ้งไปไว้ใต้น้ำ อันนี้เป็นการกระทำของมนุษย์ แต่หลังจากนั้นมนุษย์ก็ปล่อยมือออกมาแล้วอนุญาตให้ธรรมชาติทำงานร่วมกับวัตถุก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ฉะนั้น ถ้าเราเรียนรู้ที่จะปรับความสัมพันธ์ของเราให้เหมาะสมกับสรรพสิ่งที่อยู่รอบตัวเราในโลกนี้ เราก็จะเป็นส่วนหนึ่งของสมดุลของธรรมชาติได้ อันนี้คือสิ่งที่เราเรียนรู้จากเรืออับปาง

คุณบอกว่าใช้ ‘ผัสสารมณ์’ ในการเรียนรู้ เก็บข้อมูล มีส่วนร่วม สังเกต ถ้าคนว่ายน้ำไม่เป็นดำน้ำลงไปด้วยความกลัว ทุกสิ่งที่มองถูกครอบงำด้วยผัสสารมณ์ที่เป็นความกลัว แล้วเราจะได้อะไรจากตรงนั้น
ต้องตั้งคําถามว่าทําไมเราถึงกลัว
เพราะว่ายน้ำไม่เป็น
จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์แบบไหนเราเรียนรู้จากมันได้หมด ยิ่งเรากลัว มันก็สอนให้เราถ่อมตัวมากขึ้น ลงไปแล้วรู้สึกตื่นกลัว ไม่รู้สึกสะดวกใจ รู้สึกเกร็งไปหมด มันยิ่งบอกเรา มันมีบทหนึ่งที่พูดถึงเรื่องไซบอร์กเวลาเราดำน้ำ สิ่งที่มันสอนเราก็คือมนุษย์กร่างเวลาอยู่บนบก เราคิดว่าเราเป็นเจ้าของโลกใบนี้ เราบอกว่าธรรมชาติหรือทรัพยากรต้องถูกใช้เพื่อความต้องการหรือผลประโยชน์ของมนุษยชาติ นั่นคือวิธีการคิดแบบสมัยใหม่ แบบหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม เพราะเราคิดว่าเราควบคุมทุกอย่างได้
แต่ว่าสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นกําลังกลับมาบอกเราว่าเราควบคุมทุกอย่างในโลกไม่ได้ แต่เราก็ยังไม่ได้คิดว่ามันอยู่นอกเหนือจากน้ำมือของมนุษย์ มนุษย์เรายังมีความสามารถ มีศักยภาพที่จะจัดการต่างๆ เราพูดอย่างนี้ตลอดเวลาใช่มั้ยฮะ แต่ผมก็พาคุณไปอยู่ใต้น้ำแล้วเราก็รู้สึกว่านี่ไม่ใช่โลกของเรา แสดงว่าใต้น้ำกําลังบอกเราว่าโลกนี้ไม่ใช่พื้นที่ของคุณ แล้วพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกใบนี้ไม่ใช่พื้นที่ที่คุณมีศักยภาพในการจัดการ คุณไม่มีศักยภาพ คุณ hopeless คุณ helpless คุณแทบจะสิ้นเนื้อประดาตัว ภาษาซึ่งเป็นอารยธรรมของมนุษยชาติสูญสิ้นเมื่ออยู่ใต้น้ำ ความสามารถของมนุษย์ในการเดินเหิน หายใจ หรืออะไรก็แล้วแต่สูญสิ้นเมื่ออยู่ใต้น้ำ มันสอนให้มนุษย์ต้องถ่อมตัวในการอยู่บนโลกใบนี้มากขึ้น เพราะฉะนั้นถูกแล้วที่จะมีผัสสารมณ์แบบนั้น
แล้วตอนคุณดำน้ำครั้งแรกกลัวหรือเปล่า
ก็กลัว กลัวได้หลายอย่างเพราะว่ามันเป็นพื้นที่ที่ทุกอย่างถูกบิดเบือน ถ้าใช้คําว่าบิดเบือนก็ผิดอีกเพราะว่าเป็นคำที่เราเอาวิธีการคิดแบบบนบกเป็นที่ตั้ง แต่มันเป็นโลกที่มีสภาวะไม่เหมือนบนบกยกตัวอย่างว่าการมองเห็นก็มองไม่เห็นชัด มีความขุ่นมัว ความใกล้ไกลที่เกิดขึ้นเพราะการหักเหของแสงก็ไม่ได้เหมือนบนบก เราไม่รู้ว่ามันใกล้กับเราหรือมันใหญ่ เล็กขนาดไหน สีก็เปลี่ยนเพี้ยนไป หรือเราไม่รู้จักสัตว์ต่างๆ มากมายที่อยู่ใต้น้ำ เราไม่รู้มันอันตรายหรือไม่อันตรายกับเรา มันมีสิ่งที่ไม่รู้เยอะมาก ทำให้เรารู้ว่าจริงๆ แล้วมนุษย์มีความไม่รู้เกี่ยวกับระบบโลกเยอะมาก
แล้วไม่ใช่ว่าเราไม่รู้อย่างเดียว เราอาจจะไม่มีวันรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับมันก็ได้ แล้วเราไม่ควรจะต้องรู้เกี่ยวกับมันทั้งหมดด้วยซ้ำ เพราะไม่ใช่หน้าที่ของเรา เพราะเราไม่ได้เป็นเจ้าของ เราเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับมัน เราจึงไม่จำเป็นต้องรู้เพื่อจะครอบครองหรือจัดการกับมัน ความพยายามจะรู้เกี่ยวกับธรรมชาติทั้งหมดบางครั้งก็นําไปสู่การคิดแบบครอบงำจัดการ เราต้องถอนวิธีการคิดแบบจัดการออกไป แต่เราอาจจะเรียนรู้เกี่ยวกับเขาได้เพื่อจัดความสัมพันธ์ที่สมดุลกับเขา สภาวะใต้น้ำทำให้เรากลับมาตั้งคําถามใหม่กับสิ่งที่เรารู้และกับปริมณฑลความรู้ที่เราไม่รู้อีกเยอะว่าเราจะอยู่กับความไม่รู้เหล่านี้อย่างไร

การดำน้ำแต่ละครั้งของคุณต้องมีการวางแผนว่าจะได้ผลลัพธ์หรือความคิดอะไรกลับขึ้นมาหรือเปล่า
จริงๆ ไม่ได้วางแผนว่าจะไปมองอะไร งานแบบมานุษยวิทยาเป็นงาน grounded theory คือลงไปยังพื้นที่แล้วอนุญาตให้พื้นที่นั้นบอกเรา ไม่ใช่เอาคําถามไปจับ เราอาจจะมีคําถามกว้างๆ ก่อนแต่ไม่ใช่คําถามที่ต้องการพิสูจน์ว่าจริง แต่ลงไปแล้วมันบอกว่าเราได้เรียนรู้อะไรจากสิ่งเหล่านั้น มันเป็นคําถามเปิดมากเลยว่าเราจะเรียนรู้อะไรได้บ้าง บางครั้งเราอาจจะไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยก็ได้เพราะเราอาจจะยังสังเกตไม่ดีพอหรือไม่มีเลนส์ในการมองสิ่งเหล่านั้นดีพอ แต่บางครั้งเราก็มองเห็น อย่างผมดำน้ำเป็นร้อยครั้ง ไม่ใช่ว่าทุกครั้งที่เราเรียนรู้อะไรจากมัน บางครั้งก็เรียนรู้บ้าง แต่ว่ามันเป็นความรู้ที่อาจยังไม่ตกตะกอน
มันจึงอาศัยการบ่มเพาะหลายๆ ครั้งมากกว่า แล้วตกตะกอนกับมัน มากกว่าที่จะลงไปแล้วก็ได้ข้อมูลต่างๆ ขึ้นมาเลย อย่างที่ผมบอกว่าความรู้มันถูกสร้างขึ้น ไม่ได้ถูกค้นพบ เพราะฉะนั้นเราไม่ได้ลงไปแล้วเราไปเจอความรู้ แต่เราลงไปแล้วมีผัสสารมณ์กับมัน เราขึ้นมาและก็คิดไตร่ตรองเกี่ยวกับมันแล้วเราก็อาจจะลงไปอีก กระบวนการไปๆ กลับๆ เหล่านี้ก่อให้เกิดการสะท้อนย้อนคิด ใช้เวลาบ่มความคิดกับมัน ไม่ได้มีคําถามและก็ไม่ได้มีคําตอบในทุกๆ ครั้ง
การสร้างบทสนทนากับโลกใต้น้ำที่ไม่คุ้นเคยราบรื่นแค่ไหนและเนื้อหาของการสนทนาเป็นอย่างไร
การสร้างบทสนทนา (หยุดคิด) เอาเป็นว่าสร้างบทสนทนากับคนดีกว่าเพราะอย่างที่ผมบอกว่าปลายทางเราไม่ได้ทำความเข้าใจโลกใต้น้ำเพื่อที่จะเข้าใจเขาอย่างเดียว แต่เพื่อกลับมาบอกคนอื่น กลับมาเข้าใจตัวเอง มันเป็นกระจกสะท้อนตัวเอง สะท้อนความเป็นเรา การศึกษาโลกใต้น้ำอย่างที่ผมบอกนํากลับมาเปรียบเปรยกับความสัมพันธ์ของมนุษย์ทั้งสิ้น
ยกตัวอย่างในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาสิ่งที่อยู่บนหน้าฟีดของผม ข่าวใหญ่อันหนึ่งคือเรื่องปะการังฟอกขาวทั่วโลก เป็นการฟอกขาวครั้งใหญ่ที่สุดของโลกเป็นครั้งที่ 4 ซึ่งหมายความว่าประมาณมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของปะการังทั่วโลกจะฟอกขาวแล้วตาย มันแปลว่าความสัมพันธ์แบบ symbiosis ที่เกื้อกูลและเติบโตร่วมกันกําลังถูกทำให้พังลง ความสัมพันธ์นั้นมีความซับซ้อน เปราะบาง คําถามคือใครเป็นผู้ทำให้ความสัมพันธ์นี้พังลง ก็คือมนุษย์
มันกลับทำให้เราคิดอะไรบางอย่างได้ในสิ่งที่เราคิดไม่ได้ เช่น เราพูดถึงอุณหภูมิตอนนี้ว่ากี่องศา แต่มาตรวัดของเราอุณหภูมิเพิ่มขึ้นประมาณหนึ่งหรือสององศา เราไม่ได้ให้ความสำคัญ นอกจากว่าอุณหภูมิเพิ่มขึ้นประมาณ 10 องศามนุษย์ถึงจะรู้สึกว่าร้อนขึ้น แต่ว่าปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวทั่วโลกเกิดจากการที่อุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นเพียงแค่หนึ่งหรือสององศา ซึ่งก่อให้เกิดสภาวะล่มสลายทั่วโลก ขณะที่มนุษย์ไม่รู้สึกว่าหนึ่งสององศามันสำคัญ
มันทำให้เราปรับสเกลการคิดใหม่ว่าเราต้องไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง เวลาเราพูดถึงภาวะโลกร้อน เราเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นเท่านี้มนุษย์จะอยู่ไม่ได้ ไม่ถูกต้อง เพราะนั่นเป็นสเกลของมนุษย์ แต่การที่ปะการังฟอกขาวทั่วโลกกําลังบอกเราว่าหนึ่งถึงสององศาก็สำคัญ มันทำให้วงจรของสิ่งแวดล้อมในทะเลเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล เมื่อปะการังตาย ปลาก็จะไม่มีแหล่งหากินและอยู่อาศัย ส่งผลต่อห่วงโซ่อาหารและท้ายที่สุดก็จะส่งผลต่อมนุษย์ในอีกสิบยี่สิบปีข้างหน้าแน่นอน มันทำให้เรามีความละเอียดอ่อนขึ้นในการมองเห็นสภาวะต่างๆ จากการที่เราใช้ไม้บรรทัดแบบนี้เราต้องเปลี่ยนไม้บรรทัด ไม้บรรทัดเดิมที่เราใช้อยู่ยังไม่ละเอียดเพียงพอในการชั่งตวงวัดการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น อันนี้เป็นการสื่อสารกับมนุษย์ว่าเราต้องเปลี่ยนวิธีการคิดของเรา
ความสัมพันธ์พ้นมนุษย์ใต้ท้องทะเลคืออะไร
ความสัมพันธ์พ้นมนุษย์ใต้ท้องทะเลหมายความว่าเวลาเราพูดถึงความสัมพันธ์เราเอามนุษย์เป็นตัวตั้งตลอดไม่ได้ ต้องไม่คิดว่ามนุษย์เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตหรือตัวแสดงหลักซึ่งมีความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ เช่น เรามีระบบการปกครอง มีความสัมพันธ์ในทางสังคม มีระบบเศรษฐกิจ พวกนี้คือความสัมพันธ์ แต่ความสัมพันธ์พ้นมนุษย์หมายความว่าถ้าวันนี้มนุษย์สูญพันธุ์ไป คําถามว่าโลกใบนี้ยังทำงานอยู่มั้ย ทำงานอยู่แน่นอน แปลว่ามันมีความสัมพันธ์ของสิ่งอื่นๆ เกิดขึ้น มีหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งผมชอบชื่อว่า the world without us เมื่อโลกนี้ไม่มีเรา เขาจะบอกเลยว่าถ้าวันนี้มนุษย์สูญพันธุ์ไปตึกนี้จะหน้าตาเป็นยังไง อีก 10 ปี หรืออีก 5 ปีข้างหน้า ราจะขึ้น ต้นไม้จะเข้ามาปกคลุม วัชพืชอาจจะเข้ามา นกอาจจะเข้ามาทำรัง
แสดงว่าโลกนี้มีสรรพสิ่งซึ่งมีอำนาจในการกระทำการต่างๆ อยู่เยอะมากนอกเหนือจากมนุษย์ แต่เรามักจะมองไม่เห็นว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็มีความต้องการ มีอำนาจในการกระทำการ ในการสร้างความสัมพันธ์ต่างๆ ยกตัวอย่างว่าเราอยากจะพัฒนาเมืองกรุงเทพ คำว่าเมืองเป็นคําที่แคบมากเพราะมันหมายถึงพื้นที่อาศัยของมนุษย์เป็นหลัก ทําไมเราตีกรอบตรงนี้ แล้วเราบอกว่านี่คือเมือง เราต้องการเมืองสีเขียว เมืองที่ดี เมืองที่ยั่งยืน ที่สอดคล้องกับมนุษย์ สวนสาธารณะแปลว่าทุกคนเข้าไปใช้ได้ แต่ที่เข้าไปใช้ได้คือมนุษย์เท่านั้น สวนสาธารณะถูกออกแบบมาให้เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมกับการเข้าไปใช้ประโยชน์ วิธีการคิดแบบพ้นมนุษย์คือทุกสิ่งที่มีความสัมพันธ์ มีความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ต้องได้รับเกียรติ ต้องได้รับการเคารพสิทธิ์
ผมยกตัวอย่างสวนเบญจกิตติเป็นสวนสาธารณะที่แตกต่างจากสวนลุมพินี สวนลุมพินีเป็นสวนสาธารณะที่เอามนุษย์เป็นศูนย์กลาง แต่สวนเบญจกิติคําว่าสาธารณะแปลว่าทุกอย่าง งูก็อยู่ได้ นก ยุง ค้างคาวก็อยู่ได้ แล้วมนุษย์จะอยู่ยังไง มนุษย์ก็ต้องอยู่ร่วมกับสิ่งเหล่านี้ให้ได้เพราะมันคือพื้นที่สาธารณะแบบใหม่ที่รวม non-human เข้ามาอยู่ด้วย การเป็นประชาธิปไตยของพื้นที่หรือการคิดแบบประชาธิปไตยไม่ใช่เอามนุษย์เท่าเทียมกันเท่านั้น แต่ต้องหมายถึงสรรพสิ่งเท่าเทียมกันด้วย
วิธีการคิดแบบนี้มันผลักไปไกล คนก็จะรู้สึกว่าไม่ได้ งูมีพิษต้องเอาออก วิธีการคิดแบบนี้ก็ผิดในแง่ที่ว่างูมีพิษหรือคนมีพิษกับงู ใครอันตรายกับใครกันแน่ แล้วคนมีอันตรายกับสิ่งอื่นไหม ก็มี เพราะฉะนั้นเราจะอยู่ร่วมกับสิ่งเหล่านี้อย่างไรนั่นคือวิธีการคิดที่มานุษยวิทยาพยายามผลักไปข้างหน้า มันยังเป็นความคิดที่ใหม่มาก สวนเบญจกิตติก็เป็นความคิดที่ใหม่มากที่บอกว่าเราจะอยู่ร่วมกับสรรพสิ่ง สรรพชีวิตต่างๆ ได้อย่างไร มนุษย์จะต้องรู้ว่าขอบเขตของตัวเองอยู่ตรงไหนที่จะไม่รุกล้ำเข้าไป เราไม่ได้เป็นเจ้าของพื้นที่สาธารณะแล้ว เราเป็นส่วนหนึ่งที่ใช้พื้นที่สาธารณะ เราจะจัดความสัมพันธ์ที่ไม่ใช่มนุษย์เป็นศูนย์กลางได้อย่างไร แต่เป็นความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมกันระหว่างมนุษย์และสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ด้วย
ในกรณีใต้ท้องทะเลก็คืออนุญาตให้สิ่งเหล่านั้นมีสิทธิหรือได้รับการส่งเสียงออกมา ผมพยายามจะส่งเสียงให้เห็นว่าใต้ท้องทะเลมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นนะ แล้วเราควรจะให้สิทธิกับสิ่งเหล่านี้หรือให้เสียงกับสิ่งเหล่านี้บอกว่าเขามีตัวตนอยู่ในพื้นที่ที่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็น เข้าไม่ถึง เรายังไม่มีสิ่งที่เรียกว่าสิทธิมหาสมุทร แต่เชื่อมั้ยว่าในอีกสิบปียี่สิบปีข้างหน้าเราจะมีสิ่งนี้ เราจะมองว่ามหาสมุทรน่าจะมีสิทธิเหมือนกับสิทธิของแม่น้ำ สิทธิของสัตว์ สิทธิของสตรี
แต่คุณจะเห็นสิทธิของท้องทะเลได้คุณต้องรู้ว่าท้องทะเลนั้นมีเอเจนซีหรือมีอำนาจในการสร้างความสัมพันธ์อะไรบ้าง แล้วทําไมเราต้องมีสิทธิของท้องทะเลเพราะท้องทะเลเป็นพื้นที่ใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้ ถ้าเราไม่ให้สิทธิกับ majority เราจะให้สิทธิกับใคร
เพราะตอนนี้เป็นยุค Anthropocene การคิดหรือความสัมพันธ์แบบพ้นมนุษย์จึงจําเป็น?
ใช่ เพราะ Anthropocene ในภาษาไทยคือมนุษยสมัย คือยุคสมัยที่มนุษย์มีอำนาจในการจัดการและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับมหภาคต่อสภาพภูมินิเวศของโลกใบนี้ ถือว่าเราเป็นตัวแปรหลักในการเปลี่ยนแปลง แล้วผลกระทบมันก็เกิดขึ้นแล้วอย่างที่เราเห็น เพราะฉะนั้นเราจะต้องเปลี่ยน เราต้องไม่ยินดีปรีดากับยุคมนุษยสมัย แต่เราจะต้องทำให้มนุษย์ลดทอนความสำคัญของตัวเองลง ถ่อมตัวมากขึ้น จัดความสัมพันธ์ของตัวเองกับสรรพสิ่งในโลกนี้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง ไม่อย่างนั้นเราจะหลีกหนีจากสภาวะนี้ไม่ได้ ทำยังไงที่เราจะใช้ชีวิตโดยรบกวนสิ่งอื่นๆ น้อยลง
อย่างคนรุ่นก่อนหน้านี้ที่อาจจะอายุสี่สิบห้าสิบหรืออายุแก่หน่อย พูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมดูเหมือนเป็นเรื่องโรแมนติกมาก ไกลตัวมาก อุดมคติมาก คนอย่างผมอยู่กับนิสิตคนรุ่นอายุสิบเก้ายี่สิบปีหรือยี่สิบต้นๆ เรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องอุดมคติของเขา แต่มันเป็นเรื่องที่ pragmatic หรือเป็นในเชิงปฏิบัติ แล้วมันสำคัญกับเขา เรียกว่าแต่ละคนจะทำได้ ไม่ได้ มีเงื่อนไขมากน้อยต่างกันไม่เป็นไร แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่สมาทานรับเอาไอเดียเรื่องสิ่งแวดล้อมนิยมเข้าไปอยู่ในวิธีคิดของเขา
เขาพร้อมที่จะเลือกพรรคการเมืองซึ่งมีนโยบายจัดการกับปัญหาโลกร้อน นั่นหมายความว่ามันเข้ามาอยู่ในการเมืองกระแสหลักแล้ว ทำให้เห็นว่ามนุษยสมัยเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการคิดค่อนข้างเยอะโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ คนเหล่านี้สนใจสิ่งที่อยู่พ้นตัวเองมากขึ้น ทําไมคนถึงรู้สึกอยากจะแชร์ว่าเพนกวินมันกระโดดหน้าผา อยากจะแชร์ว่าวาฬถูกจับได้ เต่าทะเลขึ้นมาวางไข่ หรือปะการังฟอกขาว แสดงว่าเขามองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเสมือนกับเครือญาติหรือเพื่อนร่วมรุ่นซึ่งประสบหายนะอะไรบางอย่าง เราจะเริ่มเห็นว่ามันมีการผูกความสัมพันธ์ข้ามมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ มันเป็น multi species relationship เป็นความสัมพันธ์ข้ามพ้นสปีชีส์ เราต้องคิดถึงเพื่อนข้ามสปีชีส์มากขึ้นเรื่อยๆ อันนี้คือความสำคัญที่ Anthropocene ก่อให้เกิดวิธีการคิดแบบใหม่
การเรียกสัตว์เลี้ยงว่าน้องเกี่ยวกันมั้ย?
ใช่ วิธีการคิดแบบนั้นทำให้เห็นว่าเป็นสิ่งเปราะบาง เป็นสิ่งที่ต้องเลี้ยงดู ทำให้เราเห็นว่ามนุษย์เริ่มจะจัดความสัมพันธ์ตัวเองกับสิ่งใหม่มากขึ้น
มานุษยวิทยาพ้นมนุษย์คือการไม่ใช้ความคิดของมนุษย์เป็นศูนย์กลาง มันเป็นไปได้มากแค่ไหน อย่างที่คุณลงไปใต้ทะเลแล้วก็ใช้ผัสสารมณ์ในการศึกษา สุดท้ายมันก็ผ่านการคิด การกรองของมนุษย์
ผมยกตัวอย่างว่าเราเรียนรู้จากสิ่งต่างๆ ใช่ไหม การที่ไม่ได้เอามนุษย์เป็นศูนย์กลางไม่ได้หมายความไม่คิดเกี่ยวกับมนุษย์หรือไม่คิดผ่านมนุษย์ เรายังเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีอานุภาพที่จะคิดได้ เรียนรู้ได้ ซึมซับสิ่งต่างๆ ได้ แต่การคิดแบบพ้นมนุษย์แปลว่าไม่เอามนุษย์เป็นใหญ่หรือเป็นเพียงศูนย์กลางเพียงหนึ่งเดียวของการอธิบายสิ่งต่างๆ การคิดแบบเอามนุษย์เป็นศูนย์กลางแปลว่าเราคือหนึ่งเดียวเท่านั้นที่ถูกต้อง แต่การคิดแบบพ้นมนุษย์คือการบอกว่าเราใช้ตัวเราในการเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งอื่นๆ ได้แล้วกลับมาเป็นเราที่ดีกว่าเดิม
ดีกว่าเดิมไม่ได้หมายความว่าดีเพื่อเป็นมนุษย์ที่สูงส่งกว่าเดิม แต่เป็นมนุษย์ที่มีความสัมพันธ์ที่เข้ากันกับสิ่งต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เอาเราเป็นที่ตั้ง แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีเราเลย อย่างผมยกตัวอย่างสวนเบญจกิตินั่นคือวิธีการคิดแบบพ้นมนุษย์ที่บอกว่ามนุษย์ต้องอยู่ร่วมกับงู กับนก เวลาเราบอกว่าอะไรอันตราย คำว่า dangerous มันเป็นคําที่เอามนุษย์เป็นศูนย์กลางอย่างที่บอก ถ้าเราบอกว่าสัตว์ชนิดนี้มีพฤติกรรมแบบนี้ มันอันตรายกับสัตว์อื่นๆ ด้วย แต่การมีอันตรายต่อกันในระบบนิเวศเป็นเรื่องธรรมดามาก การกินกันหรือการทำร้ายกันระหว่างสัตว์นั่นเป็นธรรมชาติที่ก่อให้เกิดสมดุล ทีนี้มนุษย์จะอยู่ร่วมกับสิ่งเหล่านี้ได้ก็ต้องสร้างสมดุลเหมือนกัน จะอยู่ร่วมอย่างไร เช่นจํากัดเวลาในการใช้พื้นที่หรือจํากัดพื้นที่ในการเข้าไปว่าเราเข้าไปอยู่ตรงไหนได้ อยู่ตรงไหนไม่ได้ อันนี้เป็นการที่มนุษย์จํากัดจำเขี่ยตัวเองมากขึ้นว่าเราไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง

การศึกษามานุษยวิทยามหาสมุทรต้องคอยตรวจสอบตนเองหรือเปล่า ต้องพยายามถอดอคติภาคพื้นดินหรือถึงที่สุดแล้วไม่สามารถถอดได้ทั้งหมด หรือไม่จำเป็นต้องถอดอคติที่ว่านี้ แต่ต้องรู้เท่าทัน
ผมคิดว่าเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ในฐานะมนุษย์เดินดินเพราะมันคือสภาวะของเรา คือตำแหน่งแห่งที่ของเรา คือธรรมชาติของเรา แต่เราต้องรู้ว่านี่ไม่ใช่สภาวะเดียวบนโลกใบนี้ กลับไปเรื่องของการไม่เอามนุษย์เป็นศูนย์กลางก็แสดงว่าโลกใบนี้ไม่ได้ถูกรันด้วยวิธีการคิดแบบนี้เท่านั้น ใต้น้ำเราจะเห็นว่าสัตว์มันมี locality หรือความเป็นท้องถิ่นหรือถิ่นอยู่อาศัยของเขาที่แตกต่างจากเรา
ถ้าคนไม่เคยอยู่ใต้น้ำเลยจะนึกว่าปลามันว่ายน้ำ ปลาไม่ได้ว่ายน้ำ มันอยู่ตรงนั้น แบบผมที่ใช้ชีวิตอยู่ประมาณ 5 กิโลเมตรรอบๆ นี้ มหาสมุทรก็มีแผนที่ แผนที่ของปลา แผนที่ของสัตว์ใหญ่ แผนที่ของปลาหมึก ทุกอย่างมีแผนที่ของตัวเอง ทําไมมันถึงไม่หลง ทําไมสัตว์อพยพจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งข้ามมหาสมุทรเพื่อจะไปวางไข่หรือเพื่อผสมพันธุ์แล้วก็กลับมาที่เดิม มันรู้ได้ไง มันมีกระแสน้ำ มีกระแสแม่เหล็ก มีสิ่งต่างๆ มากมายที่ไม่ใช่แผนที่แบบมนุษย์
คําถามก็คือว่าสุดท้ายแล้วมนุษย์เป็นเพียงสัตว์ชนิดเดียวที่คิดได้หรือเปล่า เวลาเราบอกว่าปลาคิด ต้นไม้คิด หรือท้องทะเลคิด บอกว่าคิดไม่ได้ ใช่ คิดแบบคนไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าสิ่งเหล่านี้คิดไม่ได้ เขามีวิธีการคิด ถ้าเราใช้คําว่าคิดแบบมาตรฐานเดียวคือคิดแบบคน แสดงว่าสิ่งเหล่านี้คิดไม่ได้ แต่ทําไมเราไม่พูดบ้างว่าคนคิดแบบปลาหมึกไม่ได้หรือคนสื่อสารแบบวาฬไม่ได้ แสดงว่ามันมีวิธีการสื่อสาร วิธีการคิด หรือวิธีการมองโลกใบนี้ที่แตกต่างจากที่มนุษย์มอง
มันชี้ให้เห็นว่าท้ายที่สุดแล้ว มนุษย์ต้องกลับมาตระหนักว่าความจริงที่เราสร้างอยู่ภายใต้มโนทัศน์แบบหนึ่ง ไม่ใช่ความจริงสูงสุดของโลกใบนี้ เป็นเพียงแค่หนึ่งในความรู้ ความคิดเกี่ยวกับโลกที่เราอาศัยอยู่ แต่ว่าสิ่งอื่นๆ ก็มีความคิด มีความรู้ในแบบของเขา ไม่ใช่ว่าสัตว์ไม่มีความรู้หรือเรืออับปางไม่มีความสัมพันธ์ มันก็มีความสัมพันธ์กับสิ่งที่อยู่ใต้น้ำได้ไม่อย่างนั้นมันจะเพาะปะการังขึ้นมาได้ยังไง มนุษย์ไม่สามารถจะเอามาตรฐานวิธีการบอกว่าอะไรคือความรู้ อะไรคือความคิดของเราไปจับเขาได้
ก่อนหน้าที่จะพาคุณพูดว่ามหาสมุทรมีอำนาจที่จะสร้างความสัมพันธ์ มันก็คือสิ่งที่คุณเพิ่งพูดไป?
ใช่ๆ ผมยกตัวอย่างว่าอากาศที่เราใช้หายใจในโลกใบนี้ ส่วนใหญ่มาจากสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทร แต่ถ้าเราเรียนในสมัยเด็กๆ เราจะบอกว่าปลูกป่าๆ ถ้าอยากให้อากาศบริสุทธิ์ เชื่อมั้ยว่าอากาศบริสุทธิ์หรือออกซิเจนที่มาจากต้นไม้น้อยกว่าที่มาจากแพลงก์ตอนพืชหรือสาหร่ายในทะเล อากาศที่เราอาศัยอยู่เป็นอากาศที่ถูกฟอกโดยทะเล โลกควรจะร้อนมากกว่านี้ แต่ที่มันไม่ร้อนมากไปกว่านี้เป็นเพราะท้องทะเลมีความสามารถในการดูดซับความร้อน นี่คืออำนาจ คือความสามารถ คือพลังหรือเอเจนซีของสิ่งเหล่านี้ในการทำสิ่งต่างๆ เพราะฉะนั้นมนุษย์ไม่สามารถละเลยทะเลได้ ทะเลคือสิ่งที่เราหายใจ น้ำที่อยู่ในกระแสวัฏจักรของน้ำก็มาจากทะเล เราจะเห็นว่าทะเลมีพลวัต มีเอเจนซี ในการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมหาศาลกับโลกใบนี้
คุณยังพูดถึงการอนุรักษ์ใกล้ตัวหรือ conservation near แนวคิดนี้แตกต่างจากแนวคิดการอนุรักษ์ของรัฐไทยซึ่งน่าจะเป็น conservation far อย่างไร
แต่เดิมเราคิดถึงเรื่องการอนุรักษ์แบบที่แยกมนุษย์ออกจากธรรมชาติ การอนุรักษ์ที่ดีคือต้องไม่ไปยุ่งกับธรรมชาติ แล้วบอกว่ามนุษย์เข้าไปตรงนั้นได้เฉพาะเวลาใดเวลาหนึ่งเท่านั้น แล้วก็ต้องควบคุมกิจกรรม มีสมมติฐานว่าถ้ามนุษย์อยู่กับธรรมชาติ ธรรมชาติจะถูกทำลาย วิธีคิดแบบนี้ไม่ก่อให้เกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติเพราะเราอยู่ห่างจากมัน มองมันเป็นขั้วตรงข้ามหรือเป็นปฏิปักษ์ อยู่ร่วมกันไม่ได้
แต่แนวความคิดแบบใหม่ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ มนุษย์ต้องเรียนรู้ว่าการเข้าไปอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิดจะกระทำอย่างไร แล้วอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยกัน แบบที่ไม่รบกวนกันมากเกินไป อันนี้คือ conservation near หมายความว่าท้ายที่สุดแล้วการอนุรักษ์ที่ดีเกิดจากการที่เรามองเห็นว่าเรามีความสัมพันธ์ ไม่ใช่ว่าเราแยกขาดจากสิ่งนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เราแยกขาด เราจะไม่มีความคิดที่จะดูแลปกป้องรักษามัน แต่เราจะปกป้องดูแลรักษามันก็ต่อเมื่อเราเห็นว่าเรามีความสัมพันธ์ร่วมกับมัน เราเติบโตไปกับมัน เรามี symbiosis relation กับมัน
แม้กระทั่งท้องทะเล การฟื้นฟูเกาะมาหยาหรือพื้นที่หลายๆ แห่ง หรือว่าการปิดอุทยานแห่งชาติ แน่นอนปิดเพราะว่าฤดูมรสุมด้วย แต่ว่าส่วนหนึ่งก็มีวิธีคิดว่าจะฟื้นฟูต้องปิดช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ให้มนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้องเลย แล้วธรรมชาติจะฟื้นฟู ซึ่งในแง่หนึ่งโอเคไม่สุดโต่งเกินไป แต่ในแง่หนึ่งก็ยังมองมนุษย์กับธรรมชาติเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน จริงๆ แล้ววิธีการที่ยากกว่าแต่ว่าดีกว่าคือต้องบอกว่าเราจะอยู่ร่วมกับสิ่งเหล่านี้ยังไง เราจะเข้าไปท่องเที่ยวยังไงที่เป็นการท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบ เช่นคุณเที่ยวได้ทั้งปีถ้าไม่ใช่หน้ามรสุม แต่คุณต้องจํากัดนักท่องเที่ยวตั้งแต่วันแรก แล้วนักท่องเที่ยวต้องมีข้อมูล ต้องได้รับการศึกษา ต้องรู้วิธีการอยู่กับสิ่งเหล่านี้ยังไง
