สังคมเมืองที่เติบโต ทำให้เราเคยชินกับสิ่งก่อสร้างในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะพื้นที่ศิลปะ หากจะเปิดประสบการณ์เข้าชมงานศิลป์ เรามักต้องเดินทางเข้าไปในป่าคอนกรีต และบางครั้งก็ได้ดูผลงานที่เล่าเรื่องชนบท (แม้ว่าจะไม่มีสิ่งแวดล้อมแบบชนบทใดๆ ให้เราเชื่อมโยง)
ความคิดสร้างสรรค์และความหลากหลายทางวัฒนธรรมไม่ควรเป็นของที่สงวนไว้ให้เมืองใหญ่เท่านั้น การได้รู้ว่าในบราซิลมีสถาบันศิลปะร่วมสมัยตั้งอยู่ในพื้นที่ไกลห่างจากเมืองหลวง เป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่ถูกโอบล้อมด้วยขุนเขา ธรรมชาติ แถมยังไม่เคยหยุดสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนท้องถิ่น จึงเป็นทั้งเรื่องที่ทั้งน่าทึ่งและสะท้อนความเป็นไปได้ที่ศิลปะ ชุมชน ธรรมชาติจะเดินไปข้างหน้าร่วมกัน
เรากำลังพูดถึงสถาบันศิลปะร่วมสมัยที่มีชื่อว่า Inhotim (อินโอติม) หรือ Instituto Inhotim สถาบันศิลปะร่วมสมัยขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในเมืองบรูมาดีญู (Brumadinho) รัฐมีนัชเจอไรช์ (Minas Gerais) ของประเทศบราซิล ที่แห่งนี้เป็นดินแดนของอุตสาหกรรมเหมือง เป็นแหล่งแร่เหล็กขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และอุตสาหกรรมดังกล่าวก็เคยเป็นสายน้ำหลักที่สร้างรายได้และอาชีพให้กับชุนชน
แล้วในวันหนึ่ง ความเป็นไปได้ใหม่ก็ถือกำเนิดขึ้นในเมืองเหมือง ซึ่งทุกวันนี้ได้กลายเป็นโอเอซิสแห่งชนบทที่มาในรูปแบบของสถาบันศิลปะและสวนพฤกษศาสตร์
สถาบันอินโอติมเริ่มต้นจากไอเดียอันเจิดจ้าของชายสูงวัยคนหนึ่งนามว่าเบอร์นาโด พาซ (Bernardo Paz) คหบดีเจ้าของเหมืองแร่ที่เริ่มต้นซื้อที่ดินในหมู่บ้านเล็กๆ ของเมือง หมู่บ้านนั้นถูกเรียกว่าอินโอติม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ทางธรรมชาติ เป็นความเขียวชอุ่มที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองอุตสาหกรรมที่เคล้าด้วยฝุ่นดินแดงมากนัก

แรกเริ่มเมื่อทศวรรษ 1980 เบอร์นาโด พาซ ซื้อที่ดินแห่งนี้เพื่อหวังสร้างให้เป็นบ้านพักในชนบท พร้อมกับใช้จัดเก็บและจัดแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัยของศิลปินชาวบราซิลที่เขาชื่นชอบ แต่อาจเพราะเขาเห็นความเปล่งประกายของพื้นที่ที่เปรียบเสมือนเพชรเม็ดงาม จึงค่อยๆ ซื้อพื้นที่เพิ่มขึ้นจนอาณาเขตกว้างขวาง บวกกับการที่เขาได้เชิญสถาปนิกที่ขึ้นชื่อเรื่องการใช้พืชพื้นเมืองในการออกแบบภูมิทัศน์ให้มาเยี่ยมเยือนบ้านพัก จึงได้รับคำแนะนำเรื่องการจัดการพื้นที่ ส่งผลให้วิสัยทัศน์ของเขาออกดอกงอกผล ขยายจากบ้านพักให้กลายเป็นสถาบันศิลปะขนาดใหญ่อย่างทุกวันนี้
ตั้งแต่ปี 2006 อินโอติมจึงกลายเป็นพื้นที่จัดแสดงศิลปะแบบเปิดโล่ง ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 350 เอเคอร์ ซึ่งผู้มาเยือนจะได้ชมศิลปะไปพร้อมกับอ้อมกอดของภูเขา และความหลากหลายทางนิเวศจากพืชทั้งธรรมดาและแปลกตาเกือบ 5,000 สายพันธุ์ ภายในประกอบไปด้วยพาวิลเลียนหลายหลังที่ใช้จัดแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัยของศิลปินที่ยังมีชีวิตอยู่ และศิลปินที่สร้างผลงานตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา และที่สำคัญที่สุด อินโอติมเป็นสถาบันศิลปะที่เต็มไปด้วยโครงการใหม่ๆ ที่เน้นทำงานร่วมกับคนในพื้นที่
ปัจจุบัน อินโอติมจัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัยเกือบ 600 ชิ้น มีพาวิลเลียนท่ามกลางธรรมชาติไว้แสดงผลงานถึง 24 หลัง และมีคนมาเยี่ยมชมถึง 350,000 คนต่อปี นี่จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนธรรมชาติให้กลายมาเป็นสถาบันศิลปะเท่านั้น แต่เมื่อมันเริ่มดึงดูดให้คนมาท่องเที่ยวในเมืองที่เคยเป็นแค่เหมือง เพิ่มภาพจำใหม่ๆ ให้กับบรูมาดีญู สถาบันแห่งนี้ได้กลายเป็นแหล่งรายได้และสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน ชาวบ้านได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมต่างๆ และเข้ามาทำงานรับจ้างที่นี่ สุดท้ายอินโอติมก็กลายเป็นสถานที่ประจำเมืองที่ผู้คนเข้าไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นธรรมชาติ
“ผมคิดว่าบางครั้งศิลปินก็ไม่สามารถสร้างความฝันของตัวเองในเมืองใหญ่หรือในมิวเซียมได้ ผมมีพื้นที่ตรงนี้ไว้สำหรับจัดแสดงนิทรรศการถาวรของศิลปินนับพัน และขั้นต่อไป ผมอยากจะสร้างหมู่บ้านที่ผู้คนสามารถอยู่อาศัยได้ โดยมีตั้งแต่คนรวยไปจนถึงคนจน อนาคตของมันคือการสลายเมืองใหญ่และเปลี่ยนให้เป็นหมู่บ้าน” นี่คือสิ่งที่คหบดีเจ้าของเหมืองคนเดิมวาดฝัน และบุกบั่นทำให้เกิดขึ้น
บุกป่าฝ่าศิลปะ ชื่นชมความงามแบบร่วมสมัยในอินโอติม
แม้เราจะพูดว่าสถานที่แห่งนี้คือสถาบันศิลปะ แต่อย่าลืมว่าคุณสมบัติประการสำคัญของมันตั้งแต่ต้นคือการเป็นพื้นที่ห้อมล้อมไปด้วยธรรมชาติ และรุ่มรวยด้วยความหลากหลายของพืชพรรณ
ผู้ที่เคยไปเยือนอินโอติมเคยเขียนบันทึกการเดินทางโดยเล่าว่า แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้มาเยือนจะเดินชมสถาบันให้หมดภายในวันเดียวเพราะความกว้างขวางของพื้นที่ แถมยังมีสภาพภูมิประเทศหลากหลายแบบ สะท้อนความหลากหลายทางนิเวศวิทยาอีกด้วย
ภายในอินโอติมมีทั้งบางส่วนที่เป็น ‘ป่าปิด’ (คำนี้ผู้รักในการเดินป่าจะเข้าใจร่วมกันว่าเป็นโจทย์ยาก เหมือนเดินในพงพนาที่ปกปิดซ่อนเร้นเส้นทาง) และในขณะเดียวกันก็มีส่วนที่ภูมิอากาศเป็นแบบทุ่งหญ้าสะวันนาหรือทุ่งหญ้าในอากาศอันร้อนชื้น
สำหรับบริเวณที่เป็นอาคารโครงสร้าง เช่น พาวิลเลียนที่ใช้จัดแสดงงานศิลปะ ก็จะถูกออกแบบมาให้เข้ากับธรรมชาติ ส่วนใหญ่พาวิลเลียนจะอยู่ในรูปทรงพื้นฐานอย่างทรงลูกบาศก์ ทรงกระบอก และโดมกระจายตัวอยู่ตามบริเวณต่างๆ เคล้าไปกับสิ่งแวดล้อมโดยรอบ นำเสนอความเชื่อมโยงของโลกภายในและนอกอาคาร บางหลังก็เป็นแบบเปิดโล่ง มองเห็นวิวทิวทัศน์ของต้นไม้

Photo: Matthew Barney
แม้จะอยู่ในป่าเขาลำเนาไพร ผลงานศิลปะที่จัดแสดงท่ามกลางบรรยากาศเหล่านี้กลับร่วมสมัยอย่างที่เราอาจคาดไม่ถึง ที่นี่จัดแสดงงานของศิลปินชื่อดังระดับโลก ยกตัวอย่างเช่น พาวิลเลียนทรงโดมที่ตั้งอยู่ในป่ายูคาลิปตัส พาวิลเลียนแห่งนี้จัดแสดงผลงาน From Mud, a Blade ของแมทธิว บาร์นีย์ (Matthew Barney)ในปี 2009 ซึ่งเป็นประติมากรรมยานพาหนะที่กำลังถอนรากต้นไม้
หากเราดูผลงานและชื่อเสียงของบาร์นีย์ก็จะพบว่าเขาเป็นศิลปินร่วมสมัยชาวอเมริกันและผู้กำกับภาพยนตร์ที่มักทำงานสำรวจความเชื่อมโยงระหว่างภูมิศาสตร์ ชีววิทยา ธรณีวิทยา ตลอดจนประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเรื่องเพศหรือข้อขัดแย้งต่างๆ
ศิลปินลายจุดชื่อดังแห่งยุค Yayoi Kusama ก็เคยจัดแสดง ‘Narcissus Garden’ ซึ่งเป็นผลงานดังที่เจ้าตัวเคยนำไปแสดงที่เทศกาล Venice Biennale เมื่อปี 1966 จนเป็นที่ฮือฮาไปทั่ว ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าสวนลูกบอลทรงกลมใสหลายร้อยลูกที่สะท้อนภาพของเราเมื่อก้มมอง จะถูกจัดแสดงไว้ที่สวนขนาดใหญ่ของอินโอติมด้วย

Photo: Daniela Paoliello
ทั้งหมดนี้ขับเน้นให้อินโอติมเป็นจุดนัดพบของนิเวศวิทยา ศิลปะ และภูมิสถาปัตยกรรม แม้จะฟังดูเป็นการเดินแกลเลอรีท่ามกลางเส้นทางสมบุกสมบันและไม่เหมือนที่ไหน แต่ผู้มาเยือนก็เหมือนจะได้ออกแบบการผจญภัยของตัวเองเมื่อลองใช้เวลาในพื้นที่แห่งนี้
อินโอติมมีสวนพฤกษศาสตร์เพื่อการเรียนรู้ หรือ Botanical Garden ที่เปิดให้คนได้สำรวจพื้นที่ป่า และได้รู้จักกับพันธุ์ไม้กว่า 4,300 ชนิดในบราซิลและพันธุ์ไม้หายากอื่นๆ ทั่วโลก อีกทั้งสภาพภูมิประเทศและลักษณะของป่าบางแบบที่อยู่ในสถาบันก็เป็นชีวนิเวศ (biome) ที่ถือว่าถูกคุกคามมากที่สุดในโลกข้างนอก นี่จึงเป็นการทำความรู้จักกับเรื่องราวธรรมชาติ ความรู้เชิงประสบการณ์ที่อาจหาไม่ได้ง่ายๆ ในโลกสมัยใหม่
อินโอติม ได้รับสถานะ สวนพฤกษศาสตร์ โดยคณะกรรมการสวนพฤกษศาสตร์แห่งชาติ (CNJB) ในปี 2021 และยังได้รับทุนจาก Global Botanic Garden Fund ซึ่งเป็นกองทุนสวนพฤกษศาสตร์ระดับนานาชาติ ที่มีเป้าหมายที่จะจัดสรรเงินอุดหนุน 30-40 ทุนต่อปี เพื่อยกย่องและสนับสนุนโครงการต่างๆ ที่มุ่งอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
นอกจากสวนพฤกษศาสตร์ในสถาบัน อินโอติมยังมีโครงการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่ขยายผลไปได้กว้างไกล นั่นคือโครงการ Jovens Agentes Ambientais ซึ่งเป็นโปรแกรมการศึกษาธรรมชาติและฝึกอบรมเด็กนักเรียนโรงเรียนรัฐ โดยพยายามผลักดันให้เอเจนต์ตัวน้อยๆ กลายเป็นตัวเอกในการสร้างประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม
โครงการดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลบราซิล เพราะเป้าหมายของมันดันไปตรงกับนโยบายจูงใจทางวัฒนธรรมของรัฐ ซึ่งวางเป้าหมายสนับสนุนโครงการทางวัฒนธรรมต่างๆ เช่น คอนเสิร์ต สิ่งพิมพ์ ละครเวที เทศกาลดนตรีและการเต้นรำ และอื่นๆ
ที่สำคัญ ถึงแม้ว่าโครงการนี้อาจเริ่มต้นในอินโอติมเมืองบรูมาดีญู แต่กลับค่อยๆ แตกแขนงไปยังนักเรียนในรัฐอื่นๆ อย่างกว้างขวาง ในโลกที่คนพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมกันทุกวี่วัน และความสูญเสียทางนิเวศวิทยาก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งแวดล้อมถือเป็นปัญหาส่วนรวมที่ต้องการความร่วมมือลักษณะนี้จากคนในวงกว้าง
ปูฟูกเพื่อรองรับคนในพื้นที่
ช่วงปี 2019 เกิดเหตุการณ์เขื่อนพังทลายในเหมืองแร่เหล็กที่ชื่อ Corrego do Feijao ซึ่งอยู่ไกลจากใจกลางเมืองบรูมาดีญูเพียงไม่กี่ไมล์ ทำให้เกิดมลพิษปนเปื้อนตามสายน้ำโดยรอบ และกวาดล้างทุกสิ่งที่กีดขวาง มีผู้เสียชีวิตหรือสูญหายกว่า 270 ราย รวมไปถึงบ้านเรือน โครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่เกษตรกรรม สัตว์ และระบบนิเวศก็ได้รับความเสียหายตามไปด้วย
แม้บริษัทจะพยายามฟื้นฟูความเสียหายร่วมกับเมือง สิ่งก่อสร้างต่างๆ ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ แต่เหตุการณ์เขื่อนถล่มก็ถล่มจิตใจคนในพื้นที่ไปไม่น้อย คล้ายเป็นบาดแผลใหญ่ของคนที่นั่น ชาวบ้านถึงได้ตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างชุมชนให้เข้มแข็งยิ่งกว่าเวลาไหนๆ
ในฐานะส่วนหนึ่งของชุมชน อินโอติมเองก็ตระหนักถึงความสำคัญนี้เช่นเดียวกัน อินโอติมเป็นสถานที่ที่โดดเด่นเรื่องการให้ความสำคัญกับชุมชนและการเชื่อมโยงกับคนในพื้นที่ ซึ่งจุดที่สะท้อนเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดีคือหลากหลายโครงการที่สถาบันพยายามทำเมื่อเมืองเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่สร้างผลกระทบกับชุมชนโดยรวม
ชาวบ้านหลายคนกลายเป็นคนว่างงานจากเหตุการณ์เขื่อนแตก สถาบันฯ จึงรับแรงงานกว่า 80% ที่ได้รับผลกระทบให้มาทำงานร่วมกับอินโอติม นอกจากนี้ยังพยายามเสริมสร้างความสัมพันธ์ในชุมชน โดยริเริ่มโครงการที่ชื่อว่า “Nosso Inhotim” ซึ่งโครงการนี้ศิลปินท้องถิ่นจะได้รับเชิญให้มาร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรม และยังออกนโยบายยกเว้นค่าธรรมเนียมแรกเข้าอินโอติมสำหรับชาวเมืองบรูมาดีญูทุกคนด้วย
เป้าหมายส่วนหนึ่งที่ตั้งต้นจากเหตุการณ์เลวร้ายนี้ คือการทำให้ชุมชนท้องถิ่นโอบรับอินโอติมไว้ในชีวิตประจำวัน และใช้ประโยชน์จากมันด้วย
“คนในชุมชนสามารถมาที่นี่เพื่อชมนิทรรศการหรือทำกิจกรรม ถ้าจะมาเดินเล่นเฉยๆ ก็ได้เช่นกัน เขาก็จะค่อยๆ เข้าใจว่าอินโอติมคือพื้นที่สาธารณะอีกแห่งหนึ่งในเมือง ไม่ใช่แค่พื้นที่ที่จะเข้าถึงได้ต่อเมื่อชำระค่าเข้าชมเท่านั้น เรากำลังพยายามอย่างยิ่งที่จะสร้างการรับรู้นี้ให้เกิดขึ้น” Janaina Melo ผู้อำนวยอีกคนของอินโอติมที่ดูแลด้านการศึกษากล่าว
นอกจากการสร้างพื้นที่ให้ชุมชน โครงการ Nosso Inhotim ยังเปิดพื้นที่พูดคุยเพื่อต่อยอดประโยชน์อีกทอด เช่น การจัดงานประชุมในสวนสาธารณะ ให้ชาวบ้านมาระดมสมองถกเถียงกันเรื่องการพัฒนาพื้นที่ การเข้าถึงสิทธิต่างๆ ไปจนถึงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่
พวกเขาเข้าถึงพื้นที่สาธารณะอย่างเดียวไม่พอ แต่ยังเข้าถึง ‘ไอเดียของประชาธิปไตย’ ที่จะสะท้อนกลับไปที่ชีวิตของผู้คนโดยตรงด้วย
นอกจากเหตุการณ์เขื่อนแตกเมื่อปี 2019 ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ยังมีสิ่งที่เราทุกคนบนโลกเผชิญร่วมกันอย่างลืมไม่ลง นั่นคือการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งทำให้ชีวิตประจำวันของคนพลิกผันอย่างไม่ทันตั้งตัว ประชากรกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างไม่อาจประเมินค่าได้ คือกลุ่มเด็กและเยาวชน โควิด-19 ทำให้พวกเขาไม่ได้ไปโรงเรียน ปิดโอกาสการมีปฏิสัมพันธ์กับคุณครูและเพื่อนๆ ไปจนถึงโอกาสที่จะได้ฝึกฝนทักษะการเรียนรู้
อินโอติม ตอบโต้วิกฤตการณ์ดังกล่าวผ่านโครงการที่ชื่อว่า ‘Pode entrar’ โดยสถาบันฯ พยายามจะชดเชยช่วงเวลาการขาดเรียนให้เด็กๆ ด้วยการจัดคลาสออนไลน์ผ่าน WhatsApp โดยใช้งานศิลปะจากอินโอติมมาเป็นสื่อการสอน ทรัพยากรทุกชนิดที่อินโอติมมี ไม่ว่าจะเป็นศิลปะหรือธรรมชาติถูกนำมาใช้เพื่อสร้างบทสนทนาให้เด็กๆ ได้คิดคำนึงเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ศิลปะ และตัวตนของพวกเขาเอง
ว่ากันว่าเมื่อปัญหาและความยากลำบากมาถึง สิ่งที่จะทำให้สังคมผ่านพ้นวิฤตใดๆ ไปได้คือการมีตาข่ายรองรับทางสังคม (social safety net) และสิ่งที่อินโอติมทำก็เป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยสร้างตาข่ายแบบที่ว่าให้แข็งแรง ให้คนในพื้นที่มีฟูกรองรับ และเกื้อหนุนพวกเขาในยามประสบภัย
ห้องสมุด ดนตรีดีต่อใจ ต่อยอดไปไกลถึงรากทางวัฒนธรรม
นอกเหนือจากการร่วมต่อสู้ในสถานการณ์ต่างๆ ไปพร้อมกับเมือง อินโอติมยังทำงานเพื่อเชื่อมโยงกับชุมชนด้วยการทำกิจกรรมกับครูและนักเรียนในโรงเรียนท้องถิ่น ออกแบบโครงการทางสังคมที่หลากหลาย และแน่นอนว่าพวกเขาไม่ลืมที่จะเชื่อมโยงโครงการเหล่านี้เข้ากับศิลปะ
ดนตรีคือหนึ่งในกุญแจสำคัญ อินโอติมประสบความสำเร็จในการดึงเด็กนักเรียนจำนวนมากให้เข้าร่วมโครงการ ในหนึ่งปี นักเรียนท้องถิ่นแห่งเมืองบรูมาดีญูจำนวน 70 คนจะได้รับคัดเลือกให้เข้าโปรแกรมนี้ อีกทั้งยังสร้างความร่วมมือกับโรงเรียนในพื้นที่อื่นๆ โดยรอบ จนรองรับเด็กนักเรียนได้ถึง 1,500 คนต่อสัปดาห์ จากโรงเรียนกว่า 70 แห่ง แสดงว่าเด็กๆ สามารถเดินเข้ามาในอินโอติมเพื่อซ้อมดนตรีได้อย่างสบายใจสัปดาห์ละสองสามครั้ง
โปรแกรมดนตรีของอินโอติมประกอบไปด้วย โครงการ Escola de Música ที่ร่วมมือกับสถาบันสอนดนตรีฝึกสอนเครื่องสายหลายชนิดให้เด็กนักเรียน เช่น ไวโอลิน วิโอลา เชลโล และอะคูสติกดับเบิลเบส ส่วนโครงการ Orquestra de Câmara Inhotim นำเด็กอายุ 18 ปีที่เข้าร่วมโปรแกรมก่อนหน้านี้มาแล้ว และเปิดรับนักเรียนดนตรีใน มีนัชเจอไรช์ ให้มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของวงออเครสตร้าอินโอติม โดยจะมีการออดิชันเป็นกิจลักษณะ และจะเล่นทั้งดนตรีคลาสสิก ดนตรีพื้นบ้าน ไปจนถึงเพลงร่วมสมัยที่เข้าถึงง่าย
บรรยากาศของงานแสดงส่วนใหญ่จะถูกจัดขึ้นในสวน ให้ภาพที่ค่อนข้างยิ่งใหญ่ เพราะพื้นที่ของอินโอติมออกแบบมาเป็นแบบนั้นอยู่ก่อนแล้ว

อีกโครงการดนตรีมีชื่อว่า Canto Coral เป็นโครงการที่ดึงคณะนักร้องประสานเสียงมาสร้างสีสันและความสนุกให้กับทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ โครงการนี้มีความน่าสนใจตรงที่คล้ายๆ กับการบำบัดด้วยดนตรี เพราะพวกเขาเชื่อว่าดนตรีสามารถกระตุ้นความทรงจำ ช่วยดูแลสุขภาพทางอารมณ์ เพิ่มความนับถือตนเอง ตลอดจนพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ได้ นอกจากกิจกรรมดนตรีเพียวๆ แล้ว ที่นี่ยังมีกิจกรรมที่เชื่อมโยงเรื่องเสียง ประสาทสัมผัส เข้ากับธรรมชาติ เช่น การเรียนรู้ในสวนพฤษศาสตร์ อีกด้วย
หากถามว่าแล้วโครงการแบบนี้ แตกต่างจากการส่งลูกไปเรียนพิเศษดนตรีที่อื่นตรงไหน ผู้ปกครองคนหนึ่งที่ส่งลูกมาเข้าร่วมโครงการได้สะท้อนว่า
“มันไม่ใช่แค่การซ้อมดนตรี แต่สภาพแวดล้อมของอินโอติมส่งผลต่อเด็กๆ มันเปลี่ยนทั้งมุมมอง วิธีการแต่งตัว ไปจนถึงการพูดของลูกชายผม มันเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเลย”
ในปี 2024 นี้ ชาวเมืองและแขกเหรื่อจะมีโอกาสได้เข้าชมเทศกาลดนตรี Jardim Sonoro ของอินโอติมเป็นครั้งแรกตลอดสามวัน ซึ่งนอกจากจะเป็นเทศกาลที่รวมการแสดงของศิลปินนานาชาติชาวบราซิลและศิลปินระดับโลกเอาไว้ ผู้เข้าร่วมยังจะได้พบปะกับนักดนตรีและนักเขียนชาวแองโกลาอีกด้วย
อินโอติมยังใช้พื้นที่อันกว้างขวางส่วนอื่นๆ อีกมากเพื่อเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ให้กับชุมชน และหนึ่งในนั้นคือ ‘ห้องสมุด’ ของโอติมที่ใช้ชื่อว่า Jaime Lauriano (ภายใต้โครงการชื่อ Ocupação Inhotim Biblioteca) ซึ่งถูกสร้างให้เป็นพื้นที่เปิดโล่งโปร่งสบาย หมายจะให้เป็นพื้นที่แห่งการอ่านและการเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชนโดยเฉพาะ ห้องสมุดแห่งนี้ดำเนินโดยสถาบัน ศิลปิน นักวิชาการ และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญจากโครงการต่างๆ ที่ร่วมกันเสนอสื่อการเรียนรู้ใหม่ๆ และช่วยเติมคอลเล็กชันหนังสือให้กับห้องสมุดแห่งนี้
ตัวอย่างของประเด็นเด็ดๆ ที่สะท้อนให้เห็นการใส่ใจในรายละเอียด คือ สื่อภาพและเสียง ที่คัดเลือกมาโดย Jaime Lauriano ศิลปินจากเซา เปาโล ที่พยายามสร้างทัศนคติทางสังคม การเมือง และปรัชญาเกี่ยวกับเรื่องราวของผู้มีเชื้อสายแอฟริกาหรือแอฟริกันพลัดถิ่น งานที่เขาสกัดมาไว้ที่ห้องสมุดแห่งนี้เกี่ยวกับความบอบช้ำทางจิตใจที่เกิดจากกระบวนการทางประวัติศาสตร์ การบอกเล่าประวัติศาสตร์ที่อาจจะกดทับคนบางกลุ่ม เป็นต้น
โอเอซิสแห่งพืชพันธุ์และสีสันของชุมชนโลก
เราเห็นได้ชัดเจนแล้วว่าอินโอติมเป็นสถาบันที่มีระบบนิเวศสมบูรณ์มาก ซึ่งความสมบูรณ์ในแง่นี้คือความสมบูรณ์ทั้งทางสิ่งแวดล้อม ศิลปะ และระดับสังคมชุมชน แต่ที่นี่เป็นสถาบันที่ไม่ยอมหยุดนิ่ง นอกจากจะการันตีได้ผ่านงานศิลปะจากศิลปินระดับโลก โครงการที่เกิดขึ้นมากมาย หรือการสนับสนุนจากองค์กรต่างๆ แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ยืนยันการเติบโตของสถาบันได้คือการทำงานกับเครือข่ายระดับโลก
อินโอติมร่วมกับ People’s Palace Projects ของ University of London คลอดโครงการที่ชื่อ Roots of Resilience ซึ่งเป็นโครงการที่สำรวจวิธีที่ศิลปะสามารถตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ทางสังคม โดยพยายามจะชวนชุมชนต่างๆ มาร่วมวัดคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมของภูมิภาคตัวเอง เช่น การนำทรัพยากรแร่ธาตุในรัฐมีนัชเจอไรช์ มาพูดคุยและประเมินค่าโดยร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่น หรือการที่อินโอติมผลักดันให้เยาวชนลองสร้างสรรค์ผลงานผ่านโครงการ Laboratório Inhotim หรือห้องปฏิบัติการอินโอติม
เยาวชนจากเมืองบรูมาดีญูจะได้รับเงินอุดหนุนเพื่อเข้าร่วมกับโปรเจกต์ด้าน การสร้างตัวตนในท้องถิ่น เช่น ในประเด็นมรดกทางวัฒนธรรม เด็กๆ จะได้ลองสำรวจงานศิลปะในสถาบันฯ หรือพืชพรรณในสวนพฤกษศาสตร์ แล้วมีหน้าที่สะท้อนการรับรู้ของตัวเองกับท้องถิ่นของตัวเองออกมา ซึ่งในภายหลัง โครงการนี้ก็ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรเอกชนต่างๆ ด้วย

Photo: inhotim
หากเราเข้าไปสำรวจในเว็บไซต์ของเครือข่ายก็จะพบการทำงานลักษณะนี้ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นลอนดอน ลิเวอร์พูล บราซิล หรืออาเซอร์ไบจาน ซึ่งความร่วมมือที่แพร่กระจายไปทั่วเหมือนเมล็ดพันธุ์ของพืชโตเร็วก็สะท้อนให้เห็นถึงการเปิดพื้นที่ให้แก่ความหลากหลายของสังคมควบคู่กันไป
ส่วนผสมของสถาบันอินโอติมฟังดูกลมกล่อม สวยหรู เพราะที่นี่ประกอบไปด้วยสิ่งแวดล้อม ศิลปะ การเรียนรู้ ความเป็นชุมชน แต่เส้นทางก็ไม่ได้ง่ายดาย เต็มไปด้วยทั้งจุดแข็งในแง่ของเงินทุน และจุดอ่อนในแง่ของความห่างไกลจากการเข้าถึงคนทั่วไป
สิ่งที่น่าประทับใจและตั้งคำถามเพื่อเรียนรู้ คือลักษณะของสถานที่แบบนี้ดูจะไม่ใช่สิ่งที่เราพบได้บ่อยครั้งสักเท่าไหร่ นั่นเพราะบางครั้งสังคมก็ไม่สามารถประสานความหลากหลายเข้าด้วยกัน และทำให้เรามองศาสตร์แต่ละชนิดอย่างแยกขาดกันเสมอ
อินโอติมเดินทางออกมาได้ไกลมากและยังพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องยืนระยะได้ขนาดนี้ นอกจากปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวถึง ส่วนหนึ่งและส่วนสำคัญมาจากวิสัยทัศน์ของเจ้าของเหมืองผู้บรรเจิดไอเดีย เพราะเขาพูดชัดถ้อยชัดคำว่าอินโอติมคือ ‘วิถีชีวิต’ มากกว่าจะเป็นแค่เพียงสวนสาธารณะหรือหอศิลป์ และเขาก็ตั้งใจให้วิถีชีวิตดังกล่าวสะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรมออกมา
“ผู้เยี่ยมชมของเราครึ่งหนึ่งมาจากชุมชนด้อยโอกาส คุณจะเห็นคนรวยเดินเคียงข้างคนจน ทุกคนเคารพและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพราะพวกเขาถูกรายล้อมไปด้วยบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า นั่นคือ ธรรมชาติและความงาม ความงามเปลี่ยนคนนะ…รู้ไหม ลองมองดูสิ คนจะทะเลาะกันที่อินโฮติมได้หรือ มันคงเป็นไปไม่ได้เลย แม้แต่คนที่เครียดที่สุด เมื่อกลับออกไปจากที่นี่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกไร้เดียงสาเหมือนกับเด็ก”
นั่นแหละ เวทมนต์ของอินโอติม โอเอซิสแห่งชนบทที่ปรากฏขึ้นในเมืองห่างไกลของประเทศบราซิล
ที่มา
บทความ “6 Astounding Facts About the Inhotim Institute” (Online)
บทความ “Voices of Brazil: the tycoon building his own Garden of Eden” (Online)
บทความ “In Brazil, a Museum Within a Museum Restores a Legacy” (Online)
บทความ “Inhotim: Contemporary Ruralities” (Online)
เว็บไซต์ของอินโอติม (Online)


