(มีการเปิดเนื้อหาบางส่วนของหนังสือ)
ความรู้สึกของการเป็นพนักงานดีเด่นนี่มันเป็นยังไงนะ?
ผม…ซึ่งไม่เคยทำงานในบริษัทแบบที่ต้องตอกบัตรเข้าออกทุกเช้า-เย็นย่อมไม่เคยได้รับโอกาสเช่นนั้น การเป็นพนักงานบริษัทดีเด่นคงต้องอาศัยความพยายามไม่น้อย เข้างานตรงหรือก่อนเวลา มีความโปรดักทีฟให้เห็นชัดๆ ไม่ลาหยุด ลาป่วย ลากิจ ทำยอดขายได้ทะลุเป้า ฯลฯ ก็แค่คาดเดา แต่คิดว่าน่าจะมีส่วนถูกอยู่บ้างล่ะ ใช่มั้ย?
คุณเคยเป็นพนักงานดีเด่นของบริษัทหรือเปล่า? แบบที่มีรูปตัวเองติดอยู่บนบอร์ดให้พนักงานคนอื่นๆ ได้ชื่นชม ตอนที่คุณเห็นรูปตัวเองติดอยู่บนนั้น คุณรู้สึกยังไงบ้าง?
ดีใจ ภูมิใจ หรือว่าเฉยๆ?
แล้วก่อนที่ชื่อและใบหน้าของคุณจะไปอยู่บนนั้น คุณต้องแลกอะไรไปบ้างนะ? คุ้มค่าหรือเปล่า? ผมยินดีด้วยถ้าสิ่งที่คุณทุ่มเทลงไปแล้วรู้สึกว่าสิ่งที่ได้กลับคืนมานั้นคุ้มค่า คุณทั้งมีความสามารถและโชคดี เพราะมีคนอีกเป็นล้านคนทั่วโลกใบนี้ที่กำลังหมดไฟ ตั้งคำถามกับงานที่ตนเองทำ ไม่หลงเหลือคุณค่าใดๆ ให้ยึดเหนี่ยว…
แต่ไม่ใช่ความผิดของคุณ ไม่ใช่ความผิดปกติของคุณ มีหนังสืออธิบายไว้มากมายว่าโลกทุนนิยมทำอะไรกับเราบ้าง ทั้งแบบที่ใช้อำนาจลุ่นๆ เขาข่มและแบบแนบเนียนจับไม่ติด
คุณเคยตอกบัตรออกจากบริษัทตรงเวลาหรือเปล่า? แบบว่า 5 โมงปุ๊บก็กลับเลย ถ้าเคย แล้วคุณถูกมองจากเพื่อนร่วมงานด้วยสายตาแบบไหน? ดูถูก โกรธ ขี้เกียจ เห็นแก่ตัว ฯลฯ ในโลกการทำงานการกลับบ้านตรงเวลากลายเป็นบาปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้
ดังนั้น ถ้าใครสักคนประกาศตัวว่า ‘ยังไงฉันก็จะเลิกงานตรงเวลาค่ะ’ แถมยังทำได้ตามที่พูด ก็ต้องยอมรับใช่มั้ยล่ะว่าทั้งกล้าหาญ ทั้งเข้มแข็ง ทั้งเป็นตัวของตัวเองจนต้องยอมใจ ฮิงาชิยามะ ยุย คือหญิงสาวสุดแกร่งคนนี้ เธอเกิดขึ้นจากปลายปากกาของอาเกโนะ คาเอรุโกะ
ฮิงาชิยามะ ยุย เป็นบุคคลอันตรายสำหรับระบบการทำงานในโลกทุนนิยม ไม่ใช่แค่ตัวเธอเองที่เลิกงานตรงเวลา เธอยังโน้มน้าวเพื่อนร่วมงานคนอื่นให้เลิกงานตรงเวลาด้วย คุณคงพอรู้อยู่บ้างว่าวัฒนธรรมการทำงานของคนญี่ปุ่นเข้มงวดแค่ไหน แถมยุยยังเป็นผู้หญิงอีก การจะเติบโตในหน้าที่การงานจึงเป็นเรื่องยากเข็ญ
ทำไมยุยเลือกสวนทางกับโลก เพราะเธอมีพ่อที่บ้างานเอามากๆ น่ะสิ บ้างานขนาดสร้างรอยแผลไว้ให้กับเธอและแม่ ยุยเลือกจะไม่เดินซ้ำรอยความผิดพลาดในอดีต พ่อเธอเองก็ซึมซับเอาวัฒนธรรมการทำงานแบบบ้าคลั่งในยุคที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังพุ่งทะยานเสียด้วย มันเป็นโรคระบาดที่แพร่ไปทั่วสังคมผู้ชายในเวลานั้น การนอนออฟฟิศ ทำงานยันเช้า หรือตายเพราะงาน ไม่ต่างจากเหรียญเกียรติยศประดับอก ในห้วงยามนั้นไม่มีใครตั้งคำถามหรอกว่าการแลกทั้งชีวิตกับงานมันคุ้มหรือเปล่า?
คำถามจึงถูกส่งต่อมาสู่ยุยและเธอกล้าจะท้าทายมัน
ฉากในร้านอาหารที่ยุยไปประจำ เธอสนทนากับลุงๆ พนักงานบริษัทรุ่นเก่า น่าจะคล้ายๆ ประเทศแถบนี้ คนรุ่นก่อนเชื่อว่าตนทำสิ่งต่างๆ ไว้อย่างดี แต่มาเสียเพราะคนรุ่นใหม่ไม่เอาถ่าน…
“สิ่งสำคัญคือพลังใจที่จะทนรับความไร้เหตุผลได้ต่างหาก ช่วงที่อายุยังน้อย ไม่ต้องคิดอะไรด้วยตัวเองหรอก ถึงจะมองว่าแปลก ก็ทำตามคำสั่งไปก่อนน่ะดีแล้ว”
หน้า 214
ยุยตั้งคำถามว่า
“ถ้าทนรับความไร้เหตุผลจนผ่านมันมาได้…แล้วจุดหมายปลายทางข้างหน้าจะมีชัยชนะรออยู่รึเปล่า”
หน้า 215
ถึงยุยจะเลิกงานตรงเวลา แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพ-ประสิทธิผลในการทำงานของยุยด้อยกว่าคนอื่น แสดงว่าเธอจะต้องวางแผนการทำงานในแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ แต่ละเดือนอย่างรัดกุม เธอยังทำให้เพื่อนร่วมงานเห็นด้วยว่าการเอาสุขภาพ ชีวิตครอบครัว หรือความหมายของชีวิตมาแลกกับงาน มันไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
แต่แล้วสถานการณ์ก็หยิบยื่นความท้าทายให้ยุย เมื่อเธอต้องคุมโปรเจกต์ที่ถูกบีบด้วยงบประมาณและเวลา ซ้ำเติมด้วยการมีหัวหน้าไม่เอาไหนและเห็นแก่ตัว ขณะที่เธอต้องพยายามทุกวิถีทางให้ทุกคนในทีมได้เลิกงานตรงเวลา ระหว่างทางยุยยังต้องคอยแก้ปัญหาไม่คาดคิดสารพัด ไหนจะงานแต่งงานที่กำลังใกล้เข้ามา ไหนจะเรื่องราวหัวใจที่ยังค้างคาอีก
คุณคงอยากรู้ว่าเธอทำสำเร็จมั้ย?
ไม่ครับ ยุยทำไมสำเร็จ เธอช่วยเพื่อนร่วมงานให้เลิกงานตรงเวลาไม่ได้ เธอเองก็ต้องละเมิดกฎที่ตัวเองตั้งไว้ เธอต้องทำงานล่วงเวลา
แต่เธอก็ไม่ได้พ่ายแพ้
ผู้เขียนวางรายละเอียดเรื่องอย่างพิถีพิถัน ผสมผสานความหวาน ความขม ปมในอดีต และเงื่อนในปัจจุบันที่ต้องหาคำตอบเพื่อจัดการงานให้ลุล่วง เราได้เห็นความลังเล ความมั่นคง ความหวาดกลัว ความเด็ดเดี่ยว ความใจดีของตัวละครแต่ละตัวที่ช่วยให้เรื่องมีมิติ ทำให้อ่านได้ไม่เบื่อ
แล้วในท้ายที่สุด หลังจากยุยได้มีโอกาสสัมผัสโลกทั้งสองฝั่ง โลกของคนที่เลิกงานตรงเวลากับโลกของคนบ้างาน มันยังช่วยให้เธอค้นพบเป้าหมายที่ใหญ่กว่าเดิม มีความหมายมากกว่า นั่นคือการทำให้เจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งบริษัทเป็นจริง
พนักงานของบริษัท เน็ต ฮีโรส์ จำกัด ทุกคนจะต้องได้เลิกงานตรงเวลา
ผมแค่เดา อาจจะมีใครสักคนอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วเสียน้ำตา แม้จะไม่ใช่นวนิยายแสนเศร้า แต่ส่งแรงสั่นสะเทือนถึงชีวิตจริงของตน เกิดคำถามมากมายภายในใจว่าฉันกำลังทำอะไร สิ่งที่ฉันทำอยู่มอบความหมายอะไรให้แก่ชีวิตของฉันกันแน่
ถ้าเลือกได้ ใครๆ ก็อยากเลือกงานที่ทำให้ชีวิตของตัวเองไม่ว่างเปล่า งานที่ทำแล้วสร้างความเปลี่ยนแปลง จะน้อยแค่ไหนก็ไม่เป็นไร งานที่ช่วยจุดประกายไฟในทุกวันที่ตื่น แต่เป็นไปไม่ได้หรอก

World Social Report 2023 ขององค์การสหประชาชาติ (UN) รายงานว่า ประชากรวัยทำงานหรือ working-age population ในปี 2021 มีอยู่ราวๆ 4.5 พันล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 5.4 พันล้านคนภายในปี 2050 เราไม่มีทางทำให้คน 4.5 ล้านคนได้ทำงานที่ตัวเองรักได้ทุกคน แต่สิ่งที่ภาครัฐและภาคธุรกิจควรทำให้ได้ก็คือยกระดับคุณภาพชีวิตคนทำงาน ค่าแรงที่ไม่ขูดรีด สวัสดิการที่ดี การเพิ่มอำนาจต่อรองให้แก่คนทำงาน ลบมายาคติหรือความเชื่อผิดๆ ว่าการทำงานเกินเวลาหมายถึงความเป็นคนขยันและทุ่มเทให้แก่องค์กร และแน่นอน การกำหนดเวลาทำงานที่เหมาะสม
คงไม่มีใครเถียงว่างานทำให้มนุษย์มีรายได้เลี้ยงปากท้อง แต่งานก็ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต หากมนุษย์คนหนึ่งจมในหลุมหลืบของงาน กระทั่งงานกลายเป็นเป้าหมายในตัวมันเองเพราะไม่เหลือเป้าหมายอื่นใดให้ชีวิตรู้สึกมีคุณค่า มันจะน่าเศร้าแค่ไหนกัน?
จะดีไม่น้อยถ้าคุณอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วอยากจะเลิกงานตรงเวลาเหมือนยุย คุณอาจจะอยากทำให้ทุกคนในองค์กรที่คุณอยู่ได้เลิกงานตรงเวลา และผมจะยุให้คุณทำ
ปัญหาคือมันไม่พอหรอก ระบบใหญ่โตเกินไปที่ยุยคนสองคนหรือร้อยคนจะแก้ได้ เราคงต้องไปไกลถึงระดับกฎหมายและโครงสร้างเพื่อก่อร่างระบบการทำงานที่เป็นธรรมและเห็นความเป็นมนุษย์สำหรับทุกคน
แต่ในสังคมไทยอาจจะยากสักหน่อย ทำไมน่ะเหรอ? เพราะเรามีคนทำงานจำนวนหนึ่งที่ยอมทำงานสิบปีชนิดไม่ลา ไม่ขาด เพื่อหวังรางวัลตอบแทนที่บริษัทสัญญาว่าจะให้ พอถึงเวลาบริษัทกลับไม่ให้เพราะรางวัลดันแพงขึ้นมาก นายจ้างกับลูกจ้างก็ต้องเจรจากัน ผลคือคนเยอะแยะเลยที่ด่าลูกจ้างและเห็นใจนายจ้างทั้งที่ยังรู้ข้อมูลไม่ครบด้วยซ้ำ
ถึงจะน่าช้ำใจอยู่บ้างก็ใช่ว่าเราต้องนิ่งเฉยๆ ซะเมื่อไหร่
ถ้าเราคิดว่าการเลิกงานตรงเวลา ได้ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม สวัสดิการที่ดี และอื่นๆ อีกมากมาย คือการยืนยันว่าเราคือมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรี มิใช่เครื่องจักรไร้หัวใจที่ต้องก้มหน้ายอมรับการเอารัดเอาเปรียบ…
การเลิกงานตรงเวลาก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

