ผมคิดว่าหนังสือหนา 500 หน้าเล่มนี้เป็นหนังสือที่กล้าหาญและบ้าบิ่น เปี่ยมความหวัง ท้าทาย แต่ก็ทะเยอทะยานเกินตัวในเวลาเดียวกัน
‘ที่ผ่านมา มนุษย์ไม่เคยไร้หัวใจ’ หรือ ‘Humankind: A HOPEFUL HISTORY’ เขียนโดย Rutger Bregman คือหนังสือเล่มที่ว่า ทำไมผมจึงคิดอย่างนั้น? เพราะผู้เขียนต้องการเปลี่ยนความเชื่อ ‘ฝังหัว’ ที่เรามีต่อธรรมชาติของมนุษย์ว่า จริงๆ แล้วมนุษย์เป็นคนดีและมีหัวใจ หาใช่สิ่งมีชีวิตที่ชั่วร้ายไม่
หัวข้อธรรมชาติของมนุษย์ ‘ดีงาม’ หรือ ‘ชั่วร้าย’ เป็นหัวข้อใหญ่ยักษ์ที่เถียงกันมาหลายพันปีทั้งในโลกฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก เมิ่งจื่อเชื่อว่าโดยธรรมชาติแล้วมนุษย์เป็นคนดี ส่วนหานเฟยกลับไม่ไว้วางใจมนุษย์
ส่วนปรัชญาตะวันตก คู่ปรับ (แต่เกิดคนละเวลา) ที่ถูกนำมาเปรียบเทียบกันเสมอคือโทมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes) นักปรัชญาการเมืองชาวอังกฤษผู้เชื่อว่าธรรมชาติของมนุษย์นั้นชั่วร้าย หากปล่อยให้มนุษย์อยู่ในสภาวะธรรมชาติโดยไม่มีอำนาจขนาดมหึมาและน่าพรั่นพรึงเช่นสัตว์ประหลาด Leviathan คอยกำกับแล้วล่ะก็ มนุษย์ทุกคนจะทำสงครามระหว่างกันและกันฉุดลากสังคมสู่การล่มสลาย ขณะที่ ฌอง ฌากส์ รุสโซ (Jean-Jacques Rousseau) คิดเห็นในทางตรงกันข้าม มนุษย์ในสภาวะธรรมชาติโดยเนื้อแท้แล้วเป็นคนดี อารยธรรมต่างหากที่ทำให้มนุษย์เห็นแก่ตัว
Rutger Bregman เข้าใจดีว่าการเขียนหนังสือเล่มนี้ไม่มีทางหนีพ้นการนำข้อเสนอทางปรัชญาของทั้งสองคนนี้มาอภิปราย และผมคิดว่าเขาเอนเอียงไปทางรุสโซ
ท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ ภัยสงคราม การเหยียดเชื้อชาติ เพศ สีผิว และอาชญากรรมร้ายแรงที่มีให้เห็นทุกวี่วัน การโน้มน้าวให้ผู้อ่านเชื่อย่อมไม่สามารถใช้แค่ความคิดทางปรัชญาและความเห็นของผู้เขียน มันต้องอาศัยการค้นคว้าวิจัยหลักฐานที่น่าเชื่อถือจำนวนมากมาแสดงให้เห็นว่า ธรรมชาติของมนุษย์นั้นชั่วร้ายเป็นความเชื่อที่ผิดมาโดยตลอด
ต้องยอมรับว่าผู้เขียนทุ่มเทแรงกาย แรงใจอย่างหนักเพื่อทำสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น ทั้งงานด้านวิวัฒนาการ โบราณคดี มานุษยวิทยา ประสาทวิทยา จิตวิทยา และอื่นๆ
Rutger Bregman เริ่มต้นจากคำถามพื้นฐานทางปรัชญาว่า ในสภาวะธรรมชาติมนุษย์เป็นเช่นไรกันแน่ เป็นแบบฮอบส์หรือว่ารุสโซ ก็อย่างที่เรารับรู้เอาจากภาพยนตร์ฮอลลีวูดประเภทโลกหลังหายนะ เรามักเห็นความวุ่นวาย ความเห็นแก่ตัว การกดขี่ และการทำทุกอย่างไม่ว่าเลวร้ายแค่ไหนเพื่อเอาตัวรอด ผู้เขียนสำรวจเรื่องนี้โดยตั้งต้นจากนวนิยายขึ้นหิ้งเรื่อง ‘วัยเยาว์อันสิ้นสูญ’ (LORD OF THE FLIES) วิลเลียม โกลดิ้ง (William Golding) ที่เล่าถึงกลุ่มเด็กเรือแตกติดเกาะ ความสนุกสนานจากความอิสระในช่วงต้นแปรเป็นความโหดร้ายและห้ำหั่น ก่อนจะพาเราไปชมหลักฐานการติดเกาะอะตากลางความเวิ้งว้างของมหาสมุทรแปซิฟิกของเด็ก 6 คน
สิ่งที่ผู้เขียนแสดงคือไม่มีการฆ่าฟันเกิดขึ้น มีเพียงการแบ่งงานกัน การดูแลกันและกัน การหาวิธีจัดการความขัดแย้ง…
ตามมาด้วยคำถามชวนคิดว่าทำไม homo sapiens จึงเป็นลิงใหญ่สายพันธุ์เดียวที่อยู่รอดมาได้ เพราะเราฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ลิงใหญ่อื่นๆ ตามที่เคยสมมติฐานกันมาหรือเปล่า หลักฐานที่เขารวบรวมมาให้คำตอบว่า ไม่ใช่ แต่เป็นเพราะ homo sapiens มีความเป็นมิตรและการเรียนรู้ทางสังคมที่ดีกว่าต่างหาก
จากนั้น Rutger Bregman ก็หาหลักฐานและข้อมูลอีกมากหักล้างงานวิจัยทางจิตวิทยาอันโด่งดังในอดีตอย่างงานทดลองเรือนจำสแตนฟอร์ดเคาน์ตีของฟิลิป ซิมบาร์โด (Philip Zimbardo) และงานทดลองช็อร์ตไฟฟ้าของสแตนลีย์ มิลแกรม (Stanley Milgram) ที่ชี้ว่ามนุษย์นั้นเห็นแก่ตัว ผู้เขียนค้นพบว่างานทดลองทั้งสองไม่ได้ทำขึ้นอย่างเที่ยงตรงตามหลักการทดลอง อาจจะเรียกว่าเป็นการลวงโลกก็ได้
และดังนั้น…มนุษย์ (อาจ) ไม่ได้เลวร้ายหรือเห็นแก่ตัวอย่างที่เชื่อกันมาตลอด
ดูเหมือนผู้เขียนจะมีความคิดส่วนหนึ่งคล้ายคลึงกับรุสโซ เมื่อพยายามชี้ว่าอารยธรรมต่างหากที่ทำให้มนุษย์เปลี่ยนไป เริ่มจากหยุดเดินทาง ปลูกพืช แล้วเราก็เริ่มล้อมรั้วผืนดินที่เราอ้างว่าเป็นทรัพย์สินของเรา เริ่มมีผู้นำและส่งต่ออำนาจให้กับสายเลือด มีการเกณฑ์แรงงาน มีองค์อธิปัตย์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนขัดแย้งกับความเป็นเผ่าพันธุ์ร่อนเร่หาสัตว์แต่ดั้งเดิม
ตามด้วยการหาหลักฐานมาสนับสนุนความคิดว่าโดยธรรมชาติแล้วมนุษย์นั้นดีงาม จากกรณีตัวอย่างต่างๆ เช่น การช่วยเหลือกันของผู้คนท่ามกลางภัยพิบัติพายุเฮอริเคนแคทรีนาปี 2548 ปรากฏการณ์พิกเมเลียน-ถ้าเราเชื่อว่ามนุษย์เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้และส่งเสริมมัน คนคนนั้นก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นจริงๆ และถ้าเราเชื่อตรงกันข้าม มันก็จะให้ผลตรงกันข้าม การฉลองคริสต์มาสร่วมกันของทหารสองฝ่ายในสงครามโลกครั้งที่ 1 องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยความไว้วางใจ โรงเรียนทางเลือก คุกที่ไม่มีรั้ว ผู้คุมกับนักโทษอยู่ร่วมกันแบบเพื่อน ประชาธิปไตยยุคใหม่ในเมืองตอเรส ประเทศเวเนซูเอลา การสร้างบทสนทนาระหว่างกันช่วยนำพาประเทศแอฟริกาใต้สู่ยุคใหม่อย่างไร

หนังสือเล่มนี้ให้ข้อมูลน่าสนใจมากมาย มันทำให้ผมอยากเปิดหน้าต่อไปเรื่อยๆ เพราะต้องการรู้ว่าผู้เขียนจะพาเราไปได้ไกลแค่ไหน? จะโน้มน้าวผู้อ่านสำเร็จหรือไม่?
และผมต้องสารภาพว่า ยังไม่สำเร็จเท่าที่ควร หรือถ้าธรรมชาติของมนุษย์นั้นดีงามจริง มันก็อาจเปลี่ยนไปตั้งแต่ตอนเริ่มมีอารยธรรมก็เป็นได้ หรืออาจเป็นตัวผมเองที่มองโลกหม่นมืดเกินไป พบเจอแต่ข่าวคราวชวนหดหู่ และใช่, Rutger Bregman บอกว่าข่าวนี่แหละตัวดี มันเป็นยาพิษชนิดหนึ่งที่ทำอันตรายต่อความดีงามในตัวมนุษย์เพราะข่าวดีมักไม่เป็นข่าว และนักข่าวยังมักบิดเบือนข้อเท็จจริงดังกรณีการฆาตกรรมแคทเธอรีน ซูซาน เจโนวีส
ถึงกระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เรายังเห็นข้อเท็จจริง (จำนวนหนึ่ง) ที่ไม่ยอมให้เราเชื่อว่ามนุษย์ไม่เห็นแก่ตัว การเสียดสีด่าทอไม่จบสิ้นระหว่างสองฝ่ายความคิด อาชญากรรม ฆาตกรรม เรื่องเล็กน้อยแต่ระเบิดโทสะเป็นความตาย สแกมเมอร์ กลุ่มทุนออกมาคัดค้านกฎหมายคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและกฎหมายเพิ่มคุณภาพชีวิตแรงงาน การค้ามนุษย์ สงครามในกาซา ซีเรีย การกดขี่ผู้คนในนามศาสนา อาการคลั่งชาติจนอยากให้คนอีกชาติหนึ่งตายตก ฯลฯ
ผมตั้งคำถามขณะอ่านว่า Rutger Bregman หักล้างการทดลองกำมะลอได้ ดังนั้น ข้อสรุปจาก ‘การทดลอง’ ที่ว่ามนุษย์เห็นแก่ตัวจึงไม่เป็นความจริง แต่มันไม่ได้บอกแก่เราว่าเมื่อการทดลองนี้ผิดพลาด ดังนั้น ‘มนุษย์จึงดีงาม’ มันเป็นคนละเรื่องกัน
ขณะเดียวกัน ตัวอย่างต่างๆ ที่ผู้เขียนยกมาก็ไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้ว่าเป็นกรณีทั่วไปหรือเป็นกรณียกเว้น ออกจะทึกทักเกินไป หากใช้กรณีเหล่านี้เพื่ออ้างว่ามนุษย์นั้นดีงามโดยธรรมชาติ
แล้วมันบอกอะไรกับเราบ้างล่ะ…
ผมคิดว่าตัวอย่างที่ Rutger Bregman ยกมาแค่กำลังบอกว่า อย่าเพิ่งหมดหวังในตัวมนุษย์ หากเราสร้างระบบที่ดี กระบวนการที่ดี มีความไว้วางใจ เชื่อในคุณงามความดีของมนุษย์ เราย่อมสามารถดึงเอาความดีงามของมนุษย์ออกมาได้และจะทำให้โลกน่าอยู่ขึ้นอย่างแน่นอน
คำถามว่าธรรมชาติของมนุษย์นั้นดีหรือเลว? ยังคงเป็นคำถามสำคัญและน่าสนใจมาตลอดหลายพันปี ไม่เสียหายถ้าจะยังถามกันต่อไป ซึ่งอาจจะไม่มีคำตอบไปอีกหลายร้อยปี การพยายามหาหลักฐานสนับสนุนธรรมชาติอันดีงามของมนุษย์ก็ไม่ใช่เรื่องเปล่าประโยชน์ อย่างไรก็ตาม เราต้องเตือนตัวเองไว้เสมอว่าความคิดเรื่อง ‘ธรรมชาติ’ ของมนุษย์หรือสิ่งใดๆ ก็ตามเป็นแนวคิดแบบตะวันตกที่มองธรรมชาติแยกเป็นคนละส่วนกับมนุษย์และอารยธรรม ขณะที่ ‘ธรรมชาติ’ ในแนวคิดปรัชญาจีนต่างออกไปมาก
ในส่วนท้ายของหนังสือ ผู้เขียนแนะนำ ‘กฎสิบข้อในการใช้ชีวิต’ หรือก็คือกฎที่น่าจะช่วยให้โลกดีขึ้น เช่น เมื่อสงสัย จงสันนิษฐานในทางที่ดีที่สุดไว้ก่อน ถามให้มากขึ้น ควบคุมความสงสารและฝึกฝนความเห็นอกเห็นใจ พยายามทำความเข้าใจคนอื่น เป็นต้น
ย้อนกลับมามองตัวเราเอง เปิดมือถือของคุณ ดูหน้าโซเชียลมีเดีย คุณจะรับรู้ได้ทันทีว่าทุกวันนี้เราตัดสินผู้อื่นกันรวดเร็วเพียงใด เมื่อเราไม่ได้เห็นหน้าค่าตากัน แต่รู้จักผู้คนจากสถานการณ์สถานการณ์เดียว จากนั้นเราจะแห่นั่งรถทัวร์ไปรุมสาปแช่งในนามของความดี
ลองทำตามคำแนะนำของ Rutger Bregman และช้าลงหน่อยดีมั้ย?
เผื่อว่าโลกจะน่าอยู่ขึ้น เริ่มกันตอนนี้เลย

