นักปรัชญารุ่นแรกๆ อย่างธาเลสหรืออะนักซาโกรัส สนใจปรัชญาธรรมชาติและเพียรหาคำตอบว่าธรรมชาติทำงานอย่างไร
ทว่า โสกราตีสผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นนักปรัชญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลกกลับต่างออกไป เขาสนใจคำถามเกี่ยวกับชีวิตที่ดี คุณธรรม ความยุติธรรม และอื่นๆ ที่จะช่วยให้ชีวิตอยู่บนหนทางที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นเช่นนั้นได้ เราต้องเพียรตั้งคำถามต่อความเชื่อของตน พยายามพิสูจน์ว่ามันผิดได้หรือไม่ และรู้ตัวว่าอะไรที่ฉันไม่รู้ ด้วยการตั้งคำถามอย่างที่ปัจจุบันเรียกว่า วิธีการแบบโสกราตีส
นี่เป็นที่มาของวาทะอันโด่งดังที่สุดของเขา
“The unexamined life is not worth living.” หรือ
“ชีวิตที่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบนั้น ไม่คุ้มค่าที่จะมีชีวิตอยู่”
ความยิ่งใหญ่ของโสกราตีสไม่ใช่เพียงปรัชญาและแนวทางที่เขาสร้าง หากยังรวมถึงวิถีชีวิตที่เขาปฏิบัติและการยอมรับโทษประหารโดยไม่หลบหนี เพื่อยืนยันว่าการเคารพกฎหมายของรัฐนั้นคือคุณธรรมประการหนึ่ง ยืนยันว่าผู้ที่ทำความผิดนั้นย่อมได้รับผลเสียมากกว่าผู้ถูกกระทำ และยืนยันตราบลมหายใจสุดท้ายว่าปรัชญาไม่ใช่การลวงหลอกเยาวชนของเอเธนส์ แต่เป็นการฝึกฝนหนทางสู่ชีวิตที่ดี
หนังสือ ‘HOW TO THINK LIKE SOCRATES’ หรือ ‘คิดแบบโสกราตีส’ โดยโดนัลด์ เจ. โรเบิร์ตสัน ผู้จบปริญญาตรีด้านปรัชญา ปริญญาโทด้านจิตบำบัด และปัจจุบันเป็นนักจิตบำบัดด้านพฤติกรรมและความคิด นี่เป็นความพยายามนำปรัชญากรีกโบราณประยุกต์กับแนวคิดทางจิตวิทยากลับมาตรวจสอบชีวิตในปัจจุบัน เพื่อทำให้มันเป็นทุกข์น้อยลง ไม่ใช่เพื่อให้รู้จักศัพท์แสงทางปรัชญายากๆ แต่ห่างไกลจากชีวิต
“นับตั้งแต่สิ้นสุดยุคคลาสสิก การศึกษาปรัชญาได้เปลี่ยนจากวิถีชีวิตซึ่งเน้นการปฏิบัติจริงมาเป็นการศึกษาเชิงทฤษฎีและเน้นตำราเป็นหลัก” (หน้า 7)
ต้องบอกว่าผมค่อนข้างเห็นต่างกับทางสำนักพิมพ์ที่จัดให้หนังสือเล่มนี้อยู่ในหมวดฮาวทูหรือการพัฒนาตนเอง แม้ว่าชื่อหนังสือจะมีคำว่า ฮาวทู อยู่โต้งๆ แต่เมื่อลงลึกในเนื้อหาของหนังสือ ผมคิดว่าไม่ใช่ ผมคิดไปอีกว่าอาจเป็นความตั้งใจของผู้เขียนที่ต้องการเสียดสีกระแสนิยมในหนังสือฮาวทูด้วยซ้ำ โดนัลด์ เจ. โรเบิร์ตสัน กล่าวเองว่า
“นี่ไม่ใช่หนังสือพัฒนาตนเองตามความหมายทั่วไปของคำคำนี้ ความจริงแล้วอาจมองว่าหนังสือเล่มนี้เป็นบทวิจารณ์ ว่าการพัฒนาตนเองในปัจจุบันได้กลายเป็นอะไรไปแล้ว” (หน้า 15)
เขายังเปิดเผยประสบการณ์ส่วนตัวด้วยว่าผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดส่วนใหญ่สารภาพว่า เป็นพวกบ้าหนังสือพัฒนาตนเอง สูญเสียเวลา พลังงาน เงินทองไปมากมายเพื่อซื้อสิ่งที่กูรูแนะนำ
“อินเทอร์เน็ตเต็มไปด้วยคำแนะนำเกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง คนหนุ่มสาวเป็นคนกลุ่มหลักที่มักเสพความคิดเห็นอันมากมายว่าพวกเขาควรใช้ชีวิตอย่างไร เยาวชนชาวเอเธนส์ก็ประสบปัญหานี้เช่นกัน “อินฟลูเอนเซอร์” ของพวกเขามีชื่อเรียกว่าพวกโซฟิสต์ (Sophist)” (หน้า 16)
โซฟิสต์เรียกเก็บค่าเรียนแสนแพง พร้อมคำมั่นสัญญาว่าผู้เรียนจะประสบความสำเร็จในชีวิตสาธารณะ ผู้เขียนมองว่าไม่ต่างจากเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ยุคใหม่ที่มักสอนวิธีประสบความสำเร็จ คนสองจำพวกนี้จะบอกสิ่งที่ผู้ฟังต้องการได้ยิน ดึงเอาอคติที่ผู้ฟังมีอยู่แล้วออกมาตอกย้ำ แทนที่จะท้าทายมัน

โดนัลด์ เจ. โรเบิร์ตสัน เห็นว่าการเอาแต่พึ่งพาความเห็นของคนอื่นโดยไม่ขัดขืนเป็นสิ่งอันตราย กฎเกณฑ์ที่กูรูบอก “จะใช้ได้ผลจนกว่าจะใช้ไม่ได้ คำแนะนำจะดีจนกว่าจะไม่ดี… มันจะได้ผลจนกว่าคุณจะหลงทางอีกครั้ง” (หน้า 17) ดังนั้น หนทางที่ดีที่สุดคือคุณต้องกำหนดเส้นทางชีวิตของตนเองด้วยคำถามที่ถูกต้อง
ผู้เขียนใช้วิธีนำเสนอผ่านการเล่าเรื่องราวความเป็นไปของเอเธนส์จากเรืองโรจน์สู่ล่มสลาย คู่ขนานไปกับชีวิตของอัลซิไบอะดิสศิษย์และสหายของโสกราตีส และบทสนทนาระหว่างโสกราตีสกับบุคคลต่างๆ เพื่อใช้เป็นบันไดทีละขั้นไปสู่เป้าหมายสูงสุดในชีวิตของกรีกโบราณ ยูไดโมเนีย (Eudaimonia) ซึ่งน่าจะหมายถึงชีวิตที่งอกงามมากกว่าความสุข (คำนี้หาคำแปลตรงตัวได้ยากทั้งในภาษาอังกฤษและภาษาไทย)
หนังสือฮาวทูส่วนใหญ่กำหนดเป้าหมายไว้ชัดเจนตั้งแต่ต้นว่า มันจะนำผู้อ่านไปสู่สิ่งใด การใช้เวลาอย่างคุ้มค่า การเพิ่มผลิตภาพ การสร้างมิตรภาพและสายสัมพันธ์ ความสำเร็จในหน้าที่การงาน ความมั่งคั่ง หนังสือจำนวนหนึ่งอาจเสนอให้คุณตั้งเป้าหมายที่คุณต้องการ แล้วค่อยบอกหนทางสู่เป้าหมายนั้น ซึ่งมักอยู่ในกรอบของสิ่งที่เรียกว่า การประสบความสำเร็จ โดยมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป
โสกราตีสเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ไร้ความหมายและเป็นกระบวนการที่ผิดทิศผิดทาง เวลา เงิน มิตรภาพ สุขภาพ ฯลฯ สังเกตให้ดีเหล่านี้ล้วนเป็นคำตอบ แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราต้องการคำตอบเหล่านี้ ถ้าเรายังไม่ได้ตั้งคำถามต่อตนเองอย่างเคร่งครัดว่าคำตอบที่เราต้องการจริงๆ คืออะไรกันแน่ และการ…
“นำความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่มาเป็นแนวทางในการตัดสินใจว่าสิ่งใดดีที่สุดในชีวิตนั้นเป็นเรื่องโง่เขลา” (หน้า 79) เพราะมันสำคัญเกินกว่าจะให้ผู้อื่นมาตอบ
ผู้เขียนแนะนำว่าเราต้องหมั่นประเมินต้นทุนการกระทำของเรากับผลประโยชน์ในระยะยาว ไม่ใช่ประโยชน์ที่วางอยู่เบื้องหน้าซึ่งมักล่อลวงเราได้ง่าย
นอกจากนี้ โดนัลด์ เจ. โรเบิร์ตสันยังแนะนำให้เราใช้อุปนิสัยของโสกราตีสในการตรวจสอบตนเองด้วยการฝึกสังเกตข้อผิดพลาดทางความคิด (Thinking Errors) ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับตรรกะวิบัติ (Logical Fallacies) เขาคิดว่าปัจจุบันผู้คนจำนวนไม่น้อยตกเป็นเหยื่อโวหารของเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ กูรู นักการเมือง นักปลุกระดม และแม้กระทั่งตัวเราเอง ซึ่งส่วนตัวผมรู้สึกว่ามันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในวันที่ความแตกแยกบานปลาย ทุกฝ่ายสามารถยกเหตุผลเพื่อยืนยันความถูกต้องของตนเองได้เสมอ ผู้เขียนอธิบายความผิดพลาดทางความคิดที่พบบ่อยไว้ 4 ประเภท
- การพูดเกินจริงหรือลดทอนความสำคัญหรือการคิดสุดโต่ง
- การคิดแบบเลือกสรร
- การด่วนสรุป
- การสรุปเหมารวมเกินไป
เมื่อนำสิ่งนี้ไปใช้ควบคู่กับการเว้นระยะห่างทางความคิด (Cognitive Distancing) หรือการมองความคิดของตนเองอย่างไม่มีอคติและเป็นกลางมากขึ้น เหมือนกับกำลังสังเกตความคิดของคนอื่น เพื่อไม่ให้เราถลำลึกไปกับสิ่งที่ตนเชื่อว่าเป็นความจริง
“บ่อยครั้งที่คนแสดงออกราวกับว่าความเชื่อของตนเองเป็นจริงอย่างเห็นได้ชัดและไม่มีอะไรต้องสงสัย นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าพวกเขายังขาดการเว้นระยะห่างทางความคิด และได้หลอมรวมความคิดเห็นของตนเองเข้ากับความเป็นจริงไปแล้ว” (หน้า 239)
เมื่ออ่านถึงจุดนี้ ผมพบว่ามันช่วยให้ผมมองเหตุผลของทุกฝ่ายอย่างเป็นกลางได้มากขึ้นจริงๆ เห็นจุดที่สมเหตุสมผล จุดที่ไม่มีน้ำหนัก พร้อมกับตรวจทานความคิดตนเองไปด้วย
และด้วยการเล่าเรื่องชีวิตตั้งแต่วัยเด็กของโสกราตีสควบคู่กับเอเธนส์ในขวบปีที่ทรงอำนาจที่สุด ผ่านวันเวลาแห่งความพลิกผันและผิดพลาด ถึงวันที่เอเธนส์ล่มสลายด้วยน้ำมือตนเองจนอยู่ภายใต้การควบคุมของสามสิบทรราชย์และโสกราตีสถูกตัดสินว่ามีความผิดจากการสอนให้เยาวชนชาวเอเธนส์มีความคิดวิพากษ์ สิ่งนี้ทำให้หนังสือเล่มนี้มีชีวิตชีวาชวนติดตาม มันให้ความรู้สึกเหมือนกันอ่านสารคดีประวัติศาสตร์ผสมผสานนวนิยาย
ทั้งยังทำให้เกิดความรู้สึกว่าความคิดของโสกราตีสต่อประชาธิปไตยแตกต่างไปจากโสกราตีสในคำบอกเล่าของเพลโต จริงว่าประชาธิปไตยสังหารโสกราตีส แต่เราไม่มีทางรู้ว่าแท้จริงแล้วโสกราตีสคิดอย่างไรกับระบอบการปกครองนี้ มันอาจเป็นเพียงความคิดของเพลโตที่ยืมปากโสกราตีสก็ได้
ขณะที่โดนัลด์ เจ. โรเบิร์ตสันใช้บทบาทของอัลซิไบอะดีสเป็นเครื่องหมายกลายๆ ว่าโสกราตีสไม่ได้รังเกียจประชาธิปไตย
ผู้ที่ชื่นชอบหนังสือพัฒนาตนเอง ผมไม่แน่ใจว่าคุณจะชอบหนังสือเล่มนี้ เพราะมันไม่ได้บอกวิธีการ ขั้นตอนหนึ่ง สอง สาม สี่เพื่อพาคุณไปสู่เป้าหมายรูปธรรมใดๆ ตรงกันข้าม มันน่าจะฉุดดึงคุณกลับมาจากหนทางที่คุณกำลังมุ่งไป ไม่ใช่เพื่อให้คุณถอยหลัง ลังเล แต่เพื่อให้คุณตรวจสอบตนเองอย่างจริงจังว่ามันคือเส้นทางที่คุณอยากไปจริงๆ หรือไม่
นั่นเพราะ…
“เราถูกหลอกให้ “ประเมินคุณค่าสิ่งที่สำคัญที่สุดต่ำเกินไป และประเมินคุณค่าสิ่งสำคัญน้อยกว่าสูงเกินไป” มาตลอดชีวิตของเราหรือเปล่า” (หน้า 48)

