Happy City นี่แหละเมืองที่จะมอบชีวิตดีๆ ที่ลงตัว

1,051 views
7 mins
September 26, 2022

          มนุษย์พยายามที่จะมีความสุขมาตั้งแต่ยุคกรีกโรมัน เห็นได้จากการตีความการเข้าถึงความสุขในยุคยูไดโมเนียของกรีกโบราณ หรือนักวิชาการยุคเรืองปัญญาที่คิดเรื่องแคลลูลัสความสุขขึ้นมาเพื่อวัดค่าความสุข ความทุกข์ เชื่อมโยงกับการออกแบบสถาปัตยกรรมเพื่อพลเมือง

          สิ่งปลูกสร้างสะท้อนความสัมพันธ์และแนวคิดของผู้สร้าง รวมถึงจักรวาลการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยในแต่ละทศวรรษเสมอ ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์ในยุคกลาง สิ่งก่อสร้างที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวของเมือง หรือสถาปัตยกรรมที่แสดงถึงอำนาจของโจเซฟ สตาลิน ไปจนถึงนักปฏิรูปสมัยใหม่ที่มีไอเดียบรรเจิดว่า การหลีกหนีออกจากเมืองคือหนทางสู่ความสุข 

          ดิสนีย์แลนด์ ยูโทเปียแห่งความสุข เห็นจะเป็นภาพยนตร์บนโลกความเป็นจริงในยุคนี้ เพราะมันซ่อนความทรหดของชีวิตจริงเอาไว้ ปรุงทุกอย่างให้มีสีสัน โลกสวยงาม จงลืมทุกอย่างแล้วสนุกไปกับพี่มิกกี้ ดิสนีย์แลนด์ประสบความสำเร็จมากเสียจนสถาปนิกและนักผังเมืองเรียนรู้ และนำแนวคิดไปใช้ต่อกับการออกแบบศูนย์การค้าต่างๆ

          หนังสือ Happy City เปลี่ยนโฉมชีวิตด้วยการออกแบบเมือง โดย ชาร์ลส์ มอนต์โกเมอรี ชาวแวนคูเวอร์เล่าตั้งแต่ประวัติศาสตร์การประกอบสร้างความสุขให้กับเมือง เพลโต โสเครตีส อริสโตเติล ถกเถียงและเชื่อต่างกันอย่างไร ไปจนถึงวิเคราะห์ความแปลกแยกที่เราพบเจอ เมืองที่เห็นและเป็นอยู่ทั่วโลก ไปจนถึงเมืองต่างๆ ที่พยายามสร้างความสุขผ่านนโยบาย กฎหมาย และดีไซน์เพื่อชีวิตของพลเมืองจริงๆ

กางอดีตที่ผ่านมา ดูว่าคุณรู้สึกอย่างไรกับชีวิต

          Happy city เป็นหนังสือที่เอาเรื่องของเมืองไว้ทีหลัง แต่ทั้งหมดทั้งมวลของเล่มนี้เต็มไปด้วยกรณีศึกษา การวิเคราะห์ที่มาของเมืองมีสุข และงานวิจัยต่างๆ ของนักเศรษฐศาสตร์ นักจิตวิทยา นักปรัชญา และนักอื่นๆ อีกสารพัด ที่ดึงเอาปัจจัยที่ทำให้เมืองอยู่แล้วมีความสุขได้ออกมา

          ในยุคการซื้อความสุขที่วัดโดยเงินและการตัดสินใจใช้เงิน เราอาจจะย้อนดูหลักฐานความสุขของคนเมืองได้โดยสังเกตจากการใช้จ่าย หรือนำเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมมาปรับใช้ว่าทฤษฎีที่เคยใช้มันควรจะทิ้งแล้วหรือไม่

          อย่างการซื้อความสุขที่วัดโดยเงินและการตัดสินใจใช้เงิน การซื้อบ้านชานเมืองเป็นคำตอบใหญ่คำตอบหนึ่งที่อเมริกามอบให้พลเมือง มันอาจจะมอบอิสระ มอบความเป็นส่วนตัว และให้โอกาสหลีกหนีสภาพแวดล้อมแออัดจากใจกลางเมืองได้ ชาร์ลส์จึงพยายามยกกรณีศึกษานี้ขึ้นมาเป็นหนึ่งในแกนของเล่ม

          วิธีการจัดระบบขยายดินแดนไปสู่ชานเมืองนั้นมีช่องโหว่ ลักษณะโครงสร้างของเมืองกระจายตัวที่ต้องอาศัยระบบไฟฟ้า สาธารณูปโภค การออกแบบภูมิทัศน์ ทรัพยากรที่ใช้ต้นทุนสูงในการดูแลรักษา ใช้ที่ดินมากโข และส่งออกมลพิษมากมาย 

          แค่คิดง่ายๆ ว่าค่าเดินทางเข้าไปซื้อของอุปโภคบริโภค หรือค่าเชื้อเพลิงในการเดินทางต้องสมเหตุสมผลกัน การต้องขับรถไกลๆ กลับบ้านชานเมือง ก็อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดีนัก และเมืองสมัยใหม่เองก็มีปัญหาเมื่อต้องจ่ายภาษีการกินอยู่ไปกับโครงสร้างพื้นฐานของเมืองอย่างท่อ ถนนหนทาง หรือการจัดการขยะ

          ชาร์ลส์เล่าว่าการลงทุนกับบ้านจัดสรรที่ขอบเมืองก็เหมือนการวางเดิมพันกับอนาคตของน้ำมันและภูมิศาสตร์การเมืองโลก และมันส่งผลกระทบหนักต่อไปที่ปัญหาสังคม เพราะเมื่อคนเสียบ้าน ความสัมพันธ์ในชุมชนก็ร้าวฉานตามกันไป

          ทีมนักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาลีวิเคราะห์ว่าปัจจัยเดียวที่มีอิทธิพลมากพอที่จะตรึงค่าความสุขที่คนประเมินตนเองได้ก็คือทุนทางสังคมที่ลดต่ำลง และทุนนั้นจะเป็นอะไรไปไม่ได้เลยนอกจากความสัมพันธ์และการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่จะเชื่อมเรากับผู้อื่นไว้ เมื่อทุนทางสังคมนี้ต่ำ ความสุขก็ต่ำลง ความรวยความจนอาจจะไม่มีผลมากเท่า

          “เมืองไม่ใช่แค่สถานที่บรรจุความรื่นรมย์เท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีต่อสู้และฉากละครชีวิต เมืองช่วยเพิ่มหรือทำลายความสามารถในการรับมือกับอุปสรรคแต่ละวันของเรา เมืองขโมยอิสรภาพไปจากเราหรือมอบอิสระให้เราก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ เมืองมอบสภาพแวดล้อมที่ง่ายต่อการเคลื่อนที่ให้เราได้ หรืออาจสร้างอุปสรรคหนักหน่วงคราแล้วคราเล่าที่ทำให้เราเหนื่อยล้าทุกวัน สารในสถาปัตยกรรมและระบบต่างๆ กระตุ้นให้เราเกิดจิตสำนึกถึงอำนาจหรือความรู้สึกหมดสิ้นหนทางได้เช่นกัน เราจึงไม่ควรวัดเมืองที่ดีจากสิ่งหย่อนใจและความสะดวกสบายเท่านั้น แต่ควรคิดคำนึงถึงผลกระทบต่อเรื่องราวในชีวิตประจำวัน อย่างการดิ้นรนต่อสู้ การทำงาน และความหมายของชีวิตด้วย” จากบท‘เมืองเป็นโครงสร้างความสุขตลอดมา’

          ความสัมพันธ์ที่เรามีกับป้าข้างบ้าน น้าซอยถัดไป ครูที่โรงเรียน หรือแม้แต่คนแปลกหน้ามีความสำคัญ ผลสำรวจงานหลายชิ้นที่แคนาดาพบว่าเมืองที่คนตอบว่าเมื่อกระเป๋าสตางค์หาย แล้วคิดว่าจะได้คืน คือเมืองที่ประชาชนมักจะมีคะแนนความพึงพอใจในชีวิตสำคัญอยู่เสมอ ดังนั้นเมืองจึงถอดรหัสความสัมพันธ์ที่พลเมืองมีต่อกัน และที่สำคัญที่สุดคือ เมืองที่คนสบายใจที่จะไว้ใจกัน มีแนวโน้มที่จะมีความสุขที่สุด และมันสำคัญกว่ารายได้ด้วยซ้ำ

          แต่ความไว้วางใจเหล่านั้นมันเกิดมาจากคุณธรรมเดี่ยวๆ ไม่ได้ เราจะคาดหวังให้คนในสังคมเป็น ‘คนดี’ มีศีลธรรม มีน้ำใจแบบยิ่งให้ยิ่งได้ โดยไม่มีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกกับพวกเขาไม่ได้ เพราะความไว้ใจกันมันคือผลลัพธ์และการลงแรงศึกษาอีกฝ่ายด้วย

Happy City เปลี่ยนโฉมชีวิตด้วยการออกแบบเมือง

เมืองที่ยอมรับและเชิดชูชะตาร่วมของเรา

          เมืองที่มีคนเหงาทุกแห่งหนเป็นผลมาจากการกระจายอำนาจออกจากศูนย์กลาง การอยู่คนเดียวในเมืองเกิดจากการออกแบบโครงสร้างสังคมที่ทำให้คนแยกออกจากกัน 

          ระยะทางในการไปหาเพื่อนสักคนในเมืองใหญ่เป็นปัจจัยของระยะห่างในความสัมพันธ์ เวลาว่างที่น้อยลงเพราะต้องทำงานตลอดเวลา หลังจากทำงานต้องเดินทางไปหาใครสักคนด้วยตัวคนเดียว ฝ่ารถติดและฝ่าความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งวัน ดังนั้นการเลือกเป็นคนเหงาที่ไม่ได้เจอใครอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

          ในสมมติฐานแบบ ‘สัตว์เศรษฐกิจ’ ของเศรษฐศาสตร์สำนักนีโอคลาสสิกในช่วงหลังศตวรรษที่ 20 คนมักจะคิดว่าเรายอมเดินทางไกลได้ถ้ามีผลประโยชน์หอมหวาน อย่างบ้านใหญ่โตราคาถูก แต่หนังสือเล่มนี้ก็บอกว่า จริงๆ แล้วคนที่เดินทางไปกลับในหนึ่งชั่วโมง จะคำนวณในหัวหนักมาก ว่าตัวเองต้องมีรายได้เพิ่มมากเท่าไหร่ถึงจะคุ้มค่า หรือคนโสดที่ได้เดินทางระยะสั้นๆ ไปทำงาน อาจจะมีความสุขเหมือนได้รักครั้งใหม่เลยทีเดียว

          หนังสือ Happy City ชี้ให้เห็นปัจจัยมากมายที่แยกคนออกจากกันผ่านโครงการกระจายบ้านชานเมือง หรือหลักคิดของยุคสมัยที่ปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่ทำให้แนวคิดในการอยู่อาศัยของประชากรจำต้องบิดเปลี่ยนไปตามนั้นอย่างเสียไม่ได้ การขยับเข้ามาใกล้ขึ้น ค่อยๆ ชักใยความเป็นมิตรเข้ามาโดยใช้ภูมิทัศน์ของเมืองหรือพื้นที่สีเขียว ก็เป็นหนึ่งในทางแก้ที่หลายเมืองทั่วโลกทำได้ดี

          ตัวอย่างเช่น เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดาที่เกิดจากการที่พลเมืองไม่ยอมให้มีเส้นถนนทางหลวงตัดผ่านใจกลางเมือง อีกความหมายหนึ่งคือการบอกว่าคนเมืองนี้ไม่เอารถยนต์เป็นหลัก บวกกับการมีภูเขา มหาสมุทร และที่ดินเพาะปลูกก็กระตุ้นให้คนอยากเข้ามาอยู่ที่เมืองนี้มากขึ้นหลังจากทศวรรษ 1970 

          แวนคูเวอร์ยังมีโครงการทดลองที่น่าสนใจในการดึงผู้คนที่หลากหลายทางสถานะทางสังคม ฐานะทางเศรษฐกิจ เชื้อชาติ อายุ ให้เข้ามาอยู่ในละแวกบ้านเดียวกัน ซึ่งดูเป็นทฤษฎีที่หักล้างแนวคิดของยุคใหม่ในเรื่องความเป็นส่วนตัวและการหวงแหนพื้นที่เป็นอย่างมาก 

          แล้วจุดลงตัวของความเป็นส่วนตัวและการอยู่ร่วมกันอยู่ตรงไหนกันแน่

          แวนคูเวอร์ทดลองให้ประชากรสร้างบ้านในตรอกได้ นั่นหมายความว่าคนสามารถสร้างบ้านเล็กๆ แทนที่จอดรถของตัวเองแล้วปล่อยให้ญาติเช่าได้ อีกทั้งการปรับปรุงทัศนะใหม่ของการอยู่ร่วมกันนี้ ยังสร้างชุมชนเล็กๆ ที่กระจายอยู่ตามเมือง โดยให้พวกเขาจัดสรรหน้าที่กันเอง เช่น การจับจ่ายในร้านอาหารท้องถิ่น สระว่ายน้ำชุมชน หรือแม้กระทั่งดึงดูดรถประจำทางให้ขับผ่านได้บ่อยๆ เพราะท้องที่นั้นมีผู้คนใหม่ๆ ไหลเวียนมาเสมอ

          อีกหนึ่งเมืองที่แน่นอนว่าจะหลุดโผเมืองแห่งความสุขไปไม่ได้คือโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เมืองอันน่ารื่นรมย์ น่าอยู่ สูดกลิ่นอิสรภาพได้เต็มปอด และเต็มไปด้วยไรเดอร์

          ไรเดอร์ที่ปั่นจักรยานเต็มเมืองไปหมดคงเป็นภาพที่จินตนาการได้ยากมากในไทยและหลายประเทศ แต่โคเปนเฮเกนเป็นเมืองแห่งการลองผิดลองถูกที่สามารถออกแบบทัศนคติ ‘การขับขี่จักรยานอย่างปลอดภัย’ จนคนเลือกใช้มัน พลเมืองนี้อาจจะไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าการขี่จักรยานจะช่วยลดโลกร้อน แต่พวกเขาแค่เป็นไรเดอร์นักเดินทางที่คิดว่าจักรยานเป็นตัวเลือกที่เร็วและสะดวกที่สุดเท่านั้นเอง

ความเป็นเมืองเป็นเรื่องของเรา

          ย้อนไปถึงที่มาของชานเมืองแบบกระจายตัวที่เห็นในอเมริกา เราจะเห็นว่าการวางระบบผังเมืองแต่ละครั้ง มักจะตั้งอยู่บนเครือข่ายของอำนาจ เพราะมันถูกรบกวนด้วยแนวคิดการสร้างเมืองตามอุดมการณ์ทางการเมืองของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แนวคิดปฏิวัตินิยม การเหยียดเชื้อชาติ 

          และที่สำคัญที่สุดคือความกลัว

          การแบ่งโซนที่อยู่อาศัยตามกฎหมายที่ได้เห็นชัดว่านี่คือการเหยียดเชื้อชาติ เห็นได้ชัดเจนที่แอฟริกาใต้ก่อนที่การแบ่งแยกสีผิว (apartheid) จะสิ้นสุดลง คนผิวดำไม่มีสิทธิแต่งงานกับคนผิวขาว และพวกเขาต้องอยู่แยกกันคนละโซน เหมือนรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาในยุค 1880 ที่มีกฎหมายกีดกันร้านซักรีดที่อาจจะมีชาวจีนเป็นเจ้าของออกจากใจกลางเมือง หรือโครงการบ้านชานเมืองใหม่ๆ ในอเมริกาที่การกีดกันคนผิวดำจากการประกันสินเชื่อสะท้อนผ่านนโยบายของรัฐบาลกลาง

          “น่าเสียดายที่เมื่อเราต้องเลือกว่าจะอยู่หรือย้ายไปที่ไหน คนส่วนใหญ่ไม่ได้มีอิสระอย่างที่คิด ทางเลือกของเรามีจำกัดมาก และยังถูกกำหนดโดยนักผังเมือง วิศวกร นักการเมือง สถาปนิก นักการตลาด และนักเก็งกำไรที่ดิน ซึ่งประทับคุณค่าของตนลงบนภูมิทัศน์เมือง เมืองเป็นผลงานของความตลบตะแลงทางจิตวิทยา แรงขับดันจากสถานะ และความผิดพลาดตามระบบของการตัดสินใจโดยคนแปลกหน้าผู้มีอำนาจเหล่านี้”

          ทางเลือกของเรามีจำกัดมากก็จริง แม้กระทั่งการตื่นรู้เรื่องสิทธิเสรีภาพทั่วโลกก็ไม่อาจเป่าลมให้ตัวเรารู้สึกใหญ่ขึ้นได้ เพราะอำนาจของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กฎหมายที่จำแนกให้คนไม่เท่ากันคอยชี้นิ้วบอกว่าเธอควรอยู่โซนนั้น ไม่ควรอยู่โซนนี้ หรือรัฐบาลขี้โกงที่ไม่มีวันกระจายอำนาจสู่ส่วนกลาง 

          นั่นเป็นความจริง แต่ก็เป็นความลวงเช่นเดียวกัน

          เครือข่ายอำนาจล้นพ้นเหล่านี้ลวงให้เราไม่มีจินตนาการที่จะพัฒนาเมืองที่อยากอยู่เพราะเชื่อมั่นว่าเราต้องมอบหมายให้รัฐเป็นคนทำ แต่สิทธิในการใช้ชีวิตและออกแบบเมืองเป็นสิทธิทางธรรมชาติของเราเองตามที่อองรี เลอแฟบวร์ (Henri Lefebvre) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสได้กล่าวไว้

          และท้ายที่สุดแล้วการสร้างเมืองที่ดีเริ่มมาจากฐานรากที่เรียบง่าย นั่นคือ ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน สายสัมพันธ์ที่ปลดความกลัวออกจากขั้วหัวใจของเพื่อนร่วมสังคม และจินตนาการที่เห็นตัวเองอยู่ในบ้านที่มีความสุข 

          เมืองเป็นเมืองได้เพราะมีผู้คนอาศัยอยู่ในนั้น

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก