วิกฤตการณ์การศึกษา เมื่อ ‘การเข้าเรียน’ ไม่ได้ก่อให้เกิด ‘การเรียนรู้’

1,649 views
12 mins
August 3, 2022

          การศึกษานับเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่ทุกประเทศต่างเน้นย้ำและให้ความสนใจ ปัจจุบันนี้เยาวชนจึงได้มีโอกาสเข้าเรียนในสถานศึกษามากกว่ายุคไหนๆ ในประวัติศาสตร์ การประเมินวิเคราะห์ข้อมูลรวม 164 ประเทศทั่วโลกชี้ให้เห็นว่าผู้ใหญ่ที่สำเร็จการศึกษาแล้วในปี 2010 ได้ใช้เวลาไปกับการศึกษาในโรงเรียนโดยเฉลี่ยถึง 7.6 ปี ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยในปี 1950 เกิน 2 เท่า ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนี้คล้ายจะแสดงให้เห็นความก้าวหน้าอย่างยิ่งของมนุษยชาติ และเป็นตัวบ่งชี้ถึงเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศกำลังพัฒนาที่ส่งผลต่อจำนวนผู้เข้ารับการศึกษา ใครๆ ต่างพูดกันว่าอัตราการเข้ารับการศึกษาที่เพิ่มขึ้นนี้เองที่จะช่วยยกระดับเศรษฐกิจทั้งยังช่วยเสริมคุณภาพชีวิตของคนให้ดีขึ้นด้วยทักษะและความรู้ที่ได้จากการศึกษา

          แต่จะเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่?

          งานศึกษาของ Noam Angrist, Simeon Djankov, Pinelopi Goldberg และHarry Patrinos ให้คำตอบที่อาจไม่ตรงกับความคาดหวัง และยังแสดงถึงความน่าเป็นห่วง เมื่อข้อมูลที่ศึกษานั้นชี้ให้เห็นว่าแม้อัตราการเข้าเรียนในโรงเรียนของทุกภูมิภาคจะสูงขึ้นถึง 90 เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ช่วงปี 2010 แต่ระดับการเรียนรู้นั้นกลับยังต่ำและไม่มีท่าทีจะเพิ่มขึ้นเลยในช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมานี้

          “วิกฤตการณ์ทางการเรียนรู้” (Learning Crisis) กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ประเทศที่ร่ำรวยก็ยังไม่ทันได้ระแวดระวังถึงปัญหานี้ เพราะถึงแม้ว่าการเข้าถึงการศึกษาที่มากขึ้นจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ และอาจมีประโยชน์อื่นๆ แต่หากสังคมไม่ได้ตระหนักว่าการเข้าเรียนนั้นไม่ได้การันตีว่าผู้เข้าเรียนจะเกิดการเรียนรู้ และความสัมพันธ์ระหว่างการเข้ารับการศึกษากับผลลัพธ์การเรียนรู้ (learning outcome) นั้นไม่ได้แปรผันตรงตามกันเสมอไป มนุษย์คงสูญเสียโอกาสในการเรียนรู้อย่างมหาศาล เช่นเดียวกับคุณภาพของชีวิตตนเองและสังคมที่อาจพัฒนาไปไม่ถึงเป้าหมายที่คาดหวังเช่นกัน

ฐานข้อมูลใหม่กับช่องว่างที่ค่อยๆ หายไป

          ในการศึกษาครั้งนี้ทีมผู้ศึกษาได้สร้างฐานข้อมูลใหม่ที่เรียกว่า Harmonized Learning Outcomes ด้วยการเทียบหัวข้อทางวิชาการในประเทศที่กำลังพัฒนา กับการสอบประเมินผลระดับนานาชาติที่ใช้ทั่วไปในประเทศที่มั่งคั่งของโลก อย่าง PISA (โปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล) หรือ TIMMS (แนวโน้มการจัดการศึกษาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์นานาชาติ) เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สามารถวัดระดับเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางการศึกษาได้อย่างเป็นมาตรฐานและครอบคลุม เพราะการประเมินผลสัมฤทธิ์ระดับสากลที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันนี้ ยังไม่สามารถนำไปประยุกต์กับประเทศรายได้ต่ำ และปานกลางอีกจำนวนมาก ซึ่งจะก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการวิเคราะห์รูปแบบการเรียนรู้สำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่สมควรจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการปรับปรุงคุณภาพการศึกษา

          เพื่อลดช่องโหว่เกี่ยวกับข้อมูลดังกล่าว ทีมผู้ศึกษาจึงได้เริ่มสร้างฐานข้อมูลที่ครอบคลุมการวัดผลการเรียนรู้ของประชากร 98 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก และเก็บข้อมูลผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนตั้งแต่ช่วงปี 2000-2017 โดย 164 ประเทศในฐานข้อมูลนี้เป็นประเทศกำลังพัฒนาถึงกว่า 2 ใน 3 ผู้สร้างฐานข้อมูลใช้วิธีการเทียบการประเมินผลระดับนานาชาติกับการประเมินผลระดับภูมิภาคที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในกลุ่มประเทศเหล่านั้น เช่น การสอบ Laboratorio Latinoamericano de Evaluación de la Calidad de la Educación ซึ่งเป็นที่นิยมในแถบละตินอเมริกามากกว่า PISA หรือ TIMMS ที่เป็นการวัดผลแบบสากล

          ฐานข้อมูลใหม่นี้เก็บรวบรวมข้อมูลการประเมินผลการเรียนรู้ทั้งสิ้น 7 รูปแบบ เป็นการทดสอบในระดับสากล 3 รูปแบบ การทดสอบในระดับภูมิภาค 3 รูปแบบ และแบบสุดท้ายคือแบบประเมินการอ่านก่อนวัยเรียน โดยข้อมูลชุดหลังนี้ทำให้ทีมวิจัยได้ข้อมูลเพิ่มเติมชุดใหม่จาก 48 ประเทศในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา  การทดสอบแต่ละรูปแบบที่กล่าวมานั้น มีประเทศที่ใช้งานอยู่ตั้งแต่ 10 จนถึง 72 ประเทศ

          เพื่อให้ข้อมูลคะแนนในแต่ละรูปแบบการประเมินผลนั้นสามารถเทียบแทนกันได้ ทีมผู้ศึกษาได้ใช้วิธีการแปลงคะแนนสอบระดับภูมิภาคให้กลายเป็นคะแนนสอบในระดับสากล ซึ่งสามารถทำได้ในวิชาเดียวกัน เช่น วิชาคณิตศาสตร์ การอ่าน และวิทยาศาสตร์ และในระดับการศึกษาเดียวกัน เช่น ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น เกณฑ์ในการแปลงคะแนนนั้นได้มาจากการเทียบคะแนนในกลุ่มประเทศที่จัดการสอบทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับสากลในช่วงปีที่ใกล้กัน และในระหว่างช่วงเวลาที่ทีมงานดำเนินการเก็บข้อมูล (ค.ศ 2000 – 2017) เกณฑ์ในการแปลงผลการสอบนี้ได้ถูกนำไปใช้กับประเทศที่มีการจัดสอบวัดระดับในระดับภูมิภาคแต่เพียงอย่างเดียวอีกด้วย คะแนนที่แปลงออกมาเป็นหน่วยเดียวกัน และสามารถเทียบแทนกันได้นี้คือ Harmonized Learning Outcome นั่นเอง ในฐานข้อมูลนี้คะแนนการเรียนรู้ในระดับตั้งแต่ 625 คะแนนขึ้นไปจะถูกจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ “สูง” ตัวอย่างคะแนนหลังจากแปลงให้เทียบแทนกันได้แล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา และยูกันดา มีคะแนนอยู่ที่ 545 และ 391 ตามลำดับ

วิกฤตการณ์การศึกษา เมื่อ ‘การเข้าเรียน’ ไม่ได้ก่อให้เกิด ‘การเรียนรู้’
การเพิ่มขึ้นของการลงทะเบียนเรียนทั่วโลก แต่การเรียนรู้กลับมีการเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย

เช็คชื่อทุกคาบ แต่ไม่ทราบสักสิ่ง

          เมื่อเกณฑ์การวัดคะแนนมีมาตรฐานตรงกันแล้ว ข้อมูลที่ได้ก็ทำให้ทีมผู้ศึกษาได้พบข้อเท็จจริงอันน่าตกใจ เมื่อคะแนนที่แปลงออกมาแสดงให้เห็นว่าผลการเรียนรู้ของเด็กนั้นไม่ได้ก้าวหน้าไปมากเท่าไหร่นักในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมานี้  จากข้อมูลโรงเรียนในระดับประถมศึกษาใน 72 ประเทศ ทีมศึกษาค้นพบข้อมูลที่สำคัญ 2 ชุด คือข้อมูลการเข้าศึกษา (enrollment) และการเรียนรู้ (learning) ข้อมูลอัตราการลงทะเบียนเข้าเรียนที่ Jong-Wah Lee และ Hanol Lee ได้รวบรวมเผยให้เห็นถึงจำนวนผู้ลงทะเบียนเรียนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปี 2010 แต่เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับแนวโน้มการเรียนรู้ของนักเรียนที่ประมาณการได้จากฐานข้อมูล ข้อมูลคะแนนการเรียนรู้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่มีเพียงเล็กน้อยหรือแทบจะไม่มีเลยในทุกภูมิภาคของโลก

          ยกตัวอย่างเช่น ในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือมีอัตราการลงทะเบียนเรียนอย่างก้าวกระโดดไปถึง 99 เปอร์เซ็นต์ในปี 2010 แต่ระดับการเรียนรู้ในช่วงปี 2000-2015 กลับยังอยู่คงที่ที่ช่วง 380 คะแนน ซึ่งนับว่าใกล้เคียงกับผลการศึกษาในระดับ “ต่ำ” ซึ่งถูกกำหนดไว้ที่ 300 คะแนน เมื่อพิจารณาข้อมูลรายประเทศก็พบว่าประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากยังเผชิญกับปัญหาเรื่องอัตราการเรียนรู้ที่ยังไม่สูงเท่าที่คาดหวัง แม้ระยะเวลาที่ประชากรใช้ไปกับการศึกษาจะอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจเช่น ในประเทศกานา ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษาโดยประมาณอยู่ที่ 11.6 ปี แต่อัตราการเรียนรู้กลับอยู่ที่ 229 คะแนนเท่านั้น

          ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนถึงความไม่สอดคล้องของระยะเวลาการเข้าเรียนกับอัตราการเรียนรู้ที่ได้รับ การศึกษาครั้งนี้ย้ำชัดถึงข้อความในรายงานของธนาคารโลกในปี 2018 ที่ชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ที่สาหัสระหว่างการเข้ารับศึกษาและระดับการเรียนรู้ในประเทศกำลังพัฒนาเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น เด็กๆ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  (อายุประมาณ 8-9 ปี) กว่า 75 เปอร์เซ็นต์ในเคนยา แทนซาเนีย และยูกันดายังไม่สามารถอ่านประโยคง่ายๆ อย่าง “the name of the dog is Puppy” ได้ อีกทั้งยังมีเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ในชนบทของอินเดีย และยูกันดามากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ที่ยังไม่สามารถลบเลขสองหลักที่มีค่ามากกว่า 10 อย่างเช่น 46 – 17 ได้เสียด้วยซ้ำ

          อย่างไรก็ตาม ผู้ศึกษาก็มองเห็นปัจจัยหนึ่งที่อาจทำให้อัตราการเรียนรู้ค่อนข้างคงที่ ในบางภูมิภาค นโยบายส่งเสริมการศึกษาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาภาคบังคับหรือการยกเว้นค่าธรรมเนียมการศึกษาในประเทศกำลังพัฒนาทำให้มีจำนวนนักเรียนใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่ระบบการศึกษาเพิ่มมากขึ้นอย่างมหาศาลในเวลาอันสั้น เด็กนักเรียนที่สอบได้คะแนนน้อยลงและมีอัตราการเรียนรู้ต่ำกว่าเข้ามาอยู่ในกลุ่มตัวอย่างการคำนวณคะแนนเฉลี่ยมากขึ้น จึงส่งผลต่อคะแนนอัตราการเรียนรู้ในภาพรวม ดังที่เรียกว่า Selection Effect (กลุ่มตัวอย่างไม่ได้เป็นตัวแทนของประชากรทั้งหมด)

          ถึงแม้ว่าข้อสันนิษฐานนั้นอาจเป็นไปได้ แต่โลกก็ยังหนีความจริงไม่ได้ว่าแม้ในภูมิภาคที่มีอัตราการเข้าเรียนที่ค่อนข้างคงที่และสูง ก็ยังเห็นความก้าวหน้าของอัตราการเรียนรู้ที่ช้ากว่าที่ควรจะเป็นอยู่ดี ข้อสังเกตตรงนี้แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น มีสาเหตุจากปัจจัยอื่นด้วย นอกเหนือไปจากความคลาดเคลื่อนของกลุ่มตัวอย่าง หรือ Selection Effect

          ผู้ศึกษายังได้วิเคราะห์ค่าเฉลี่ยระดับการเรียนรู้ในวิชาพื้นฐานอย่างคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่านของ 164 ประเทศในฐานข้อมูล และพบว่าระดับการเรียนรู้โดยเฉลี่ยของประเทศที่มีรายได้สูงล้ำหน้าไปกว่าประเทศกำลังพัฒนา หากประเมินเป็นภูมิภาคแล้วอเมริกาเหนือมีระดับการเรียนรู้โดยเฉลี่ยสูงที่สุด ตามมาด้วยยุโรปและเอเชียกลาง ส่วนพื้นที่แถบแอฟริกาใต้สะฮารา (Sub-Saharan Africa) และเอเชียใต้มีระดับการเรียนรู้โดยเฉลี่ยต่ำที่สุด ถึงกระนั้นระดับการเรียนรู้ของแต่ละประเทศในแต่ละภูมิภาคก็มีความแตกต่างหลากหลาย บ้างก็สวนทางกับภาพรวมภูมิภาคด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างเช่น เคนยา และแทนซาเนีย สองประเทศในแอฟริกาใต้สะฮาราที่มีระดับการเรียนรู้โดยเฉลี่ยสูงเทียบเท่าแถบละตินอเมริกา หรือประเทศอย่างสิงคโปร์ที่มีคะแนนสูงกว่าอเมริกาเหนือหรือยุโรปเสียอีก

วิกฤตการณ์การศึกษา เมื่อ ‘การเข้าเรียน’ ไม่ได้ก่อให้เกิด ‘การเรียนรู้’
ความแตกต่างในการเรียนรู้ของนักเรียนทั่วโลก

หรือระดับการเรียนรู้จะคู่การพัฒนาทางเศรษฐกิจ

          อัตราการเรียนรู้ หรือ Rates of Learning ที่แตกต่างกันดังที่กล่าวมาข้างต้นนี้มีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม แต่ยังไม่เคยมีการนำตัวแปรนี้ไปวัดผลในเครื่องมือสากลที่ใช้วัดระดับการพัฒนาของประเทศอย่างเป็นทางการ  ยกตัวอย่างเช่น ดัชนีการพัฒนามนุษย์ (the Human Development Index) ที่จัดทำโดยองค์การสหประชาชาติ ซึ่งถูกนำมาใช้วัดระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศต่างๆ ทั่วโลกโดยพิจารณาจากอายุขัยเฉลี่ย การศึกษา และมาตรฐานการครองชีพ ในส่วนของการศึกษานั้น ดัชนีการพัฒนามนุษย์ใช้ข้อมูลจำนวนปีที่ประชากรเข้ารับการศึกษาเป็นตัวชี้วัดกำหนดคุณค่าทุนมนุษย์ เครื่องมือวัดระดับความเป็นอยู่หลายชุดเลือกที่จะใช้การเข้าถึงการศึกษาหรือระยะเวลาที่ใช้ไปกับการศึกษาเป็นตัวชี้วัด ทั้งที่งานวิจัยที่ผ่านมาได้บ่งบอกว่าความสัมพันธ์ระหว่างเวลาที่ใช้ไปกับการศึกษากับการเติบโตของเศรษฐกิจมีน้อยมาก แต่ความสัมพันธ์ระหว่างการเรียนรู้กับการเติบโตของเศรษฐกิจนั้นกลับมองเห็นได้ชัดเจนกว่า

          ข้อมูลจาก Harmonized Learning Outcomes ช่วยให้ทีมผู้ศึกษาได้บันทึกรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มดังกล่าวได้ทั่วโลก เมื่อนำผลคะแนนการสอบมาใช้วัดระดับทุนมนุษย์ พบว่าสามารถอธิบายถึงความแตกต่างระหว่างรายได้ประชากรในประเทศต่างๆ ได้อย่างชัดเจนมากกว่าใช้ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษาในการวัดผลถึง 2 เท่า ระดับการเรียนรู้ของเด็กที่วัดผ่านคะแนนสอบจึงมีความสัมพันธ์ที่แปรผันตามกันกับการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าระยะเวลาที่เด็กเข้าเรียน

วิกฤตการณ์การศึกษา เมื่อ ‘การเข้าเรียน’ ไม่ได้ก่อให้เกิด ‘การเรียนรู้’
ความเชื่อมโยงระหว่างการเรียนรู้ของนักเรียนกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ

          รายได้ที่มากกว่าอาจจะไม่ได้ช่วยสร้างสังคมแห่งการศึกษาหรือเปี่ยมไปด้วยทักษะเสมอไป เมื่อพิจารณารายได้เฉลี่ยต่อหัวเทียบกับอัตราการเรียนรู้เฉลี่ยในฐานข้อมูล พบว่าแม้ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้อยู่ในระดับใกล้เคียงกันนั้นก็ยังมีระดับการเรียนรู้ที่แตกต่างกันไป บางประเทศนั้นรายได้เฉลี่ยต่อบุคคลมีความสอดคล้องกับระดับการเรียนรู้เฉลี่ยเป็นปกติ เช่น สหรัฐอเมริกา แต่สำหรับบางประเทศอย่างโปแลนด์ และเวียดนาม แม้ว่าจะมีระดับการพัฒนาที่น้อยกว่าแต่กลับมีค่าอัตราการเรียนรู้ที่สูงทัดเทียมกับสหรัฐอเมริกา หลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางก็มีระดับการเรียนรู้ที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นเมื่อเทียบกับรายได้ต่อหัวที่สูงลิ่ว ซึ่งสาเหตุอาจเป็นเพราะระบบเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติเป็นอย่างมาก ประเทศจึงมิได้ลงทุนกับการศึกษามากเท่ากับประเทศอื่นๆ และแรงงานที่มีทักษะสูงหรือมีทุนมนุษย์สูงก็อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานในสังคมนั้นมากนัก

วิกฤตการณ์การศึกษา เมื่อ ‘การเข้าเรียน’ ไม่ได้ก่อให้เกิด ‘การเรียนรู้’
ความสัมพันธ์ที่ไม่สอดคล้องกันระหว่างการเรียนรู้และรายได้ต่อหัว

ถึงเวลาโฟกัสกับอัตราการเรียนรู้

          การศึกษาวิเคราะห์เบื้องต้นนี้แสดงให้เห็นถึงความก้าวกระโดดของระบบการศึกษาในการเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนได้เข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม แต่กระนั้นเองพัฒนาการเรื่องการเรียนรู้กลับมีน้อยหรือแทบไม่มีเลย และวิกฤตการณ์การศึกษาที่ทั่วโลกกำลังต้องเผชิญอยู่นี้นับว่าเป็นเรื่องใหญ่ ตอกย้ำด้วยผลจากการศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่าการใช้ผลลัพธ์การเรียนรู้มาประเมินการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ผลดีกว่าการประเมินจากจำนวนผู้ลงทะเบียนเรียน หรือระยะเวลาที่ใช้ไปกับการศึกษา

          ดังนั้นจึงอาจถึงเวลาที่เราจะย้ายความสนใจของเราไปที่การพัฒนา “การเรียนรู้” และรณรงค์ให้การเรียนรู้กลายเป็นเป้าหมายที่สำคัญทั่วโลก เช่นเดียวกับที่เราเคยให้ความสำคัญกับการให้เด็กๆ ทุกคนสามารถเข้าเรียนในระบบมาตลอด 50 ปีนี้ นอกจากนี้ความสำเร็จของการส่งเด็กเข้าเรียน ณ สถานศึกษาส่วนหนึ่งนั้นเกิดจากการวัดผลสัมฤทธิ์อย่างรอบคอบและสม่ำเสมอ ฉะนั้นการวัดระดับการเรียนรู้ก็ควรจะได้รับความเอาใจใส่ในแบบเดียวกัน

          การพัฒนาฐานข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลนำไปสู่การพัฒนาในอนาคต แบบทดสอบที่เป็นมาตรฐานเดียว วัดผลได้ทั่วทุกประเทศในโลกทำให้สามารถวัดผลการเรียนรู้ได้อย่างแม่นยำและสมบูรณ์มากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา ข้อมูลชุดนี้ได้จุดประกายและบอกให้โลกได้รู้ว่าก้าวต่อไปที่สำคัญคืออะไรกันแน่ เพราะประชากรทั่วโลกต่างไม่ได้ต้องการแค่เพียงการเข้าถึงโอกาสในการศึกษา แต่ต้องการประสบการณ์ทางการศึกษาที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ให้เพิ่มพูนมากขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่าโลกในศตวรรษที่ 21 และอนาคตข้างหน้าจะยังคงวิวัฒน์ต่อไปอย่างยั่งยืน


ที่มา

บทความ “Human Capital” จาก investopedia.com (Online)

บทความ “Mapping the Global Learning Crisis” จาก educationnext.org (Online)

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก