หนังสือฮีลใจ (Healing Books/Fiction) ผมไม่แน่ใจระยะเวลาว่าเริ่มติดกระแสเมื่อไหร่ แต่คาดว่าน่าจะราวๆ สิบปีหรือมากกว่านั้นเล็กน้อย นักเขียนที่จุดกระแสน่าจะเป็นนิ้วกลมกับทรงกลด บางยี่ขัน (ผมอาจจะผิด) จากนั้นตลาดนี้ก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีโซเชียลมีเดีย
ในความเห็นของผมและในยุคที่ผมเติบโต หนังสือฮีลใจไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น ผมคิดว่างานเขียนเชิงสารคดีการเดินทางแนวศุ บุญเลี้ยง พิษณุ ศุภ หรือบางเล่มของภาณุ มณีวัฒนกุล รวมถึงงานเชิงความเรียงของวิรัตน์ โตอารีย์มิตร วรพจน์ พันธุ์พงศ์ โตมร ศุขปรีชา หรือกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ แม้กระทั่ง (บางเล่ม) ของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ก็อาจจัดได้ว่าเป็นหนังสือฮีลใจ
เพราะหากเรายึดตามความหมายของหนังสือฮีลใจที่พูดๆ กันว่า เป็นวรรณกรรมที่มุ่งเน้นการเยียวยาอารมณ์และจิตใจ ผ่านการเล่าเรื่องที่อบอุ่น สะท้อนปัญหาชีวิตที่จับต้องได้ และจบลงด้วยการยอมรับหรือการเติบโตในด้านมุมมองต่อโลกและชีวิตของผู้อ่าน งานของบรรดานักเขียนในย่อหน้า 2 ที่ผมเอ่ยชื่อก็น่าจะถูกนับรวม
แน่นอนว่างานทั้งสองยุคมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะเนื้อหา วิธีการนำเสนอ และรูปแบบ งานในยุคก่อนมีการวางเส้นเรื่อง การใช้กลวิธีการนำเสนอและระดับความลึกต่อการใคร่ครวญประเด็นหนึ่งๆ ตามเอกลักษณ์ของนักเขียนแต่ละคน รวมถึงความยาวของเนื้อหา ซึ่งเห็นความแตกต่างได้ชัดเจนที่สุด เนื่องจากงานความเรียงยุคหลังของนักเขียนที่เติบโตมาจากโลกออนไลน์มีขนาดสั้นกว่า อาจไม่มีการวางเส้นเรื่องชัดเจน แต่ใช้วิธีการจัดหมวดหมู่ของเนื้อหาที่คล้ายกันมาไว้ในกลุ่มเดียวกัน ขณะที่เนื้อหามักเป็นประโยคสั้นๆ ที่นำมาร้อยเรียงกันในประเด็นเฉพาะหนึ่งๆ ส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องความสัมพันธ์หรือภาพสะท้อนความทุลักทุเลของชีวิตศตวรรษที่ 21 สามารถอ่านจบ เข้าใจ และโดนใจได้ในเวลาสั้นๆ
ถ้าไม่ใช่รูปแบบความเรียงขนาดสั้น ก็เป็นนวนิยายซึ่งส่วนใหญ่แปลมาจากภาษาญี่ปุ่นและเกาหลี ตรงนี้ผมก็ไม่รู้สาเหตุว่าทำไมงานฮีลใจในรูปแบบนิยาย สำนักพิมพ์ไทยจึงเลือกแปลจากสองประเทศนี้ค่อนข้างเยอะเป็นพิเศษ
ไม่ต้องบอกก็คงรู้ว่า หนังสือฮีลใจถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักหน่วง อันเป็นเรื่องปกติของสังคมยามเมื่อกระแสใดร้อนแรงขึ้นมา ยิ่งในแวดวงนักอ่านด้วยแล้วย่อมเลี่ยงไม่พ้น เช่น ความฉาบฉวย เป็นสูตรสำเร็จ บวกเป็นพิษ ไม่แตะปัญหาเชิงโครงสร้าง และการกลายเป็นสินค้าที่บรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์มีหน้าตาเหมือนกันไปหมด
ส่วนตัวผมอ่านหนังสือฮีลใจอยู่บ้าง ผมชอบอ่านนวนิยายมากกว่าความเรียงขนาดสั้น เล่มล่าสุดมาจากฝั่งตะวันตก ผู้เขียนคือ James Norbury ที่มีการแปลเป็นภาษาไทยแล้ว 3 เล่ม ได้แก่ แมวสอนเซน (The Cat Who Taught Zen) แพนด้ายักษ์กับมังกรจิ๋ว (Big Panda and Tiny Dragon) และตามดวงจันทร์ (Following the Moon)
เล่มที่ผมอ่านคือเล่มหลังสุด

ตามดวงจันทร์เป็นนวนิยายประกอบภาพ ขนาดกะทัดรัด สามารถอ่านจบได้ภายในวันเดียว และใช่, เล่มนี้จัดอยู่ในแนวฮีลใจ
เส้นเรื่องไม่ซับซ้อน มันว่าด้วยเรื่องราวของลูกหมาตัวเล็กผู้พลัดหลงกับพ่อแม่ชื่ออะมะยา เริ่มเรื่องอะมะยาก็หลงอยู่กลางป่าหิมะโปรยขาวโพลนแล้ว ก่อนจะเดินพลาดเข้าสู่เขตแดนของฝูงหมาป่า และก่อนที่จะถูกฝูงหมาป่าฝังเขี้ยวและกินเป็นอาหาร อะมะยาก็ได้รับความช่วยเหลือจากหมาป่าจ่าฝูง ทั้งสองหนีมาได้ อะมะยาไร้รอยขีดข่วน ส่วนหมาป่าเต็มไปด้วยรอยแผล
การเดินทางของทั้งสองเริ่มจากจุดนี้ อะมะยาเล่าการพลัดหลงของตนให้หมาป่าผู้เจนโลกฟัง ตกลงกันว่าจะร่วมกันเดินทางตามหาพ่อแม่ของอะมะยา ปัญหาอยู่ที่ว่าเจ้าลูกหมาตัวน้อยไม่รู้จะเริ่มต้นการเดินทางจากตรงไหน คุณน่าจะพอเดาได้
หมาป่าพูดกับอะมะยาว่า “จะไปให้ถึงจุดหมายใดก็แล้วแต่ เราต้องรู้ทิศทางก่อน” (หน้า 31)
คำตอบของจุดตั้งต้นอยู่ในนิทานที่แม่ของอะมะยามักเล่าให้ฟังซึ่งเป็นที่มาของชื่อหนังสือ
“แม่บอกว่าถ้าเราตามดวงจันทร์ ด้วยหัวใจทั้งดวงที่มี มันก็จะพาเราไปในที่ที่เราต้องไป” (หน้า 32)
ในหน้าเดียวกัน หมาป่าเจนโลกพูดกับอะยะมาว่า “การตามดวงจันทร์อาจไม่ได้อะไรขึ้นมา แต่การนั่งพูดถึงมันเฉยๆ ที่นี่จะไม่ได้อะไรแน่นอน”
การเดินทางของทั้งคู่เริ่มต้นจากการแหงนหน้ามองดวงจันทร์แล้วเดินตามมันไปเรื่อยๆ มีบางครั้งที่พระจันทร์หายไปในเงาเมฆหรือรัศมีของดวงอาทิตย์ มันทำให้อะมะยาหวาดกลัวและไขว้เขว ต้องคอยให้คุณหมาป่าปลุกปลอบใจ เฝ้ารอให้ดวงจันทร์ปรากฏตัวอีกครั้งเพื่อสานต่อการเดินทางที่ปรากฏเป็นภาพสีน้ำโทนหม่นขรึม อ่อนโยน แฝงนัยความโดดเดี่ยว ความเศร้า การพลัดพราก สลับกับภาพที่มีโทนสีสดขึ้นจำนวนหนึ่งวางคั่นสายตาเพื่อบอกเล่าการเติบโตอย่างช้าๆ ของอะมะยา
ทว่า ถ้อยคำที่ถูกกล่าวถึงและส่งต่อมากที่สุดไม่ได้มาจากหมาป่า มันมาจากแมวตัวหนึ่งที่นอนเอกเขนกอยู่กลางหิมะใกล้น้ำตกที่จับตัวเป็นน้ำแข็ง (ทำไมไปอยู่ตรงนั้น?)
“There are times when we have done everything we can do. Then we must learn to step back and allow the universe to play out…”
“มันจะมีบางเวลานะ ที่เราทำทุกอย่างที่ทำได้ไปหมดแล้ว เมื่อนั้นเราก็ต้องเรียนรู้ที่จะถอย แล้วปล่อยให้เอกภพเผยความมหัศจรรย์เกินหยั่งถึงของมันเอง”
นั่นคือเรื่องราวทั้งหมดของหนังสือเล่มนี้
การเดินทางของอะมะยาหรือจริงๆ แล้วก็คือการเดินทางของเราทุกคนนั่นเอง ในชีวิตเราจะมีลูกหมาตัวน้อยกับหมาป่าเจนโลกประกบคู่กันไปเสมอ ทั้งสองจะสลับบทบาทกันไปในชีวิตของเราตามปริมาณเรี่ยวแรงที่มี ถ้าแรงเหลือน้อย ท้อและถอย สั่นและคลอน อะมะยาก็เล่นบทนำ เมื่อผ่านการพักฟื้นแล้ว ได้รับพลังงานแล้ว มั่นอกมั่นใจขึ้น ยืดตัวตั้งตรงได้อีกครั้ง หมาป่าเจนโลกก็จะนำทางให้เราเดินตามดวงจันทร์ของเราเอง ซึ่งบางครั้งเราก็ต้องการความช่วยเหลือบ้างจากแมวเจ้าปัญญาที่อาจเป็นตัวเราเองก็ได้
นั่นคือแก่นสารของหนังสือเล่มนี้ตามความเข้าใจของผม
ในเว็บไซต์ goodreads ตามดวงจันทร์ได้คะแนนที่ 3.99 มีทั้งคนชอบและไม่ชอบ ฟากนักวิจารณ์มีทั้งบวกและลบ ด้านบวกคือเห็นว่างานของ James Norbury มีพัฒนาการทางความคิดเพิ่มขึ้นจากเล่มก่อน ส่วนด้านลบก็เป็นคำวิจารณ์ตรงข้ามกับด้านบวกและเป็นคำวิจารณ์เดียวกันกับที่มีต่อแนวหนังสือฮีลใจ
แต่การถามว่าเหตุใดหนังสือแนวนี้จึงได้รับความนิยมล่ะ? ก็ดูน่าสนใจไม่น้อย ซึ่งก็มีคนที่ให้คำอธิบายอยู่
เราคงต้องย้อนกลับมาดูสภาพแวดล้อมที่เราอาศัยอยู่ โลกยุคทุนนิยม นี่ไม่ใช่ว่าเอะอะอะไรก็โทษทุนนิยมไปเรื่อยหรอก เราต้องกล้ายอมรับว่าระบบที่ครอบเราอยู่มีผลกระทบต่อชีวิต-โลกและวิธีที่เรามองมัน หนังสือฮีลใจคืออีกหนึ่งหนทางที่ผู้อ่านใช้หลีกลี้จากโลกที่น่าอึดอัด หลบเลี่ยงโลกที่บีบให้ต้องแข่งขันไม่รู้จบ หาทางคลี่คลายจากความสัมพันธ์ที่ชวนเหนื่อยหน่าย ปลอบประโลม เติมแรงใจ ตระหนักรู้ว่าไม่ใช่ฉันคนเดียวที่ชีวิตสู้กลับ หรือบางครั้งมันอาจช่วยชี้ทางออกให้อย่างไม่คาดคิด
หนังสือฮีลใจคือที่หลบภัย ผมเชื่อเช่นนั้น ส่วนประเด็นที่ว่าใครจะจมจ่อมอยู่ในที่หลบภัยแห่งนี้ไปตลอดหรือไม่ นั่นเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายได้
ผมเองก็ไม่ใช่คนที่มองโลกในแง่ดีสักเท่าไหร่ ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน ตำแหน่งแห่งที่ของผมบนโลกก็ดูเอาแน่เอานอนไม่ได้ เปราะบางเหมือนกับว่าพร้อมจะล่มสลาย เป้าหมายใดๆ ที่วางไว้ก็ดูพร่ามัว และผมเชื่อแน่ว่าไม่ใช่ผมคนเดียวบนโลกที่กำลังเผชิญ
“แต่ต้องจำเอาไว้ด้วยว่า บางครั้งเราก็ไม่ได้รับรางวัล บางครั้งความพยายาม ความอดทน และการมองโลกในแง่ดีของเราอาจไม่ให้อะไรตอบแทน แต่ตัวการเดินทาง วิธีที่เราเดินทางและผู้ที่เราเดินทางด้วยจะคงอยู่กับเราตลอดไป” คำพูดของหมาป่าในหน้า 124
โลกเป็นอย่างนั้นแหละ เรารู้อยู่เต็มอก แค่ไม่ค่อยอยากยอมรับมัน


