สมมติฐานของหนังสือ ‘FILTERWORLD: How Algorithms Flattened Culture’ หรือ ‘โลกฟิลเตอร์ อัลกอริทึมทำให้วัฒนธรรมแบนราบอย่างไร’ ของ KYLE CHAYKA คือเทคโนโลยีดิจิทัลที่ป้อนข้อมูล รูปภาพ เรื่องเล่า เพลง ศิลปะ ฯลฯ ให้แก่เรา ส่งผลให้วัฒนธรรมรอบตัวเราแบนราบไปหมดหรือก็คือดูคล้ายๆ กันไปหมด จนขาดชีวิตชีวา ขาดการคัดสรร และมนุษย์ในฐานะผู้เสพกลายเป็นเครื่องรับสัญญาณที่ปราศจากตัวตน เพราะอัลกอริทึมทำหน้าที่เลือกให้เราทุกสิ่งอย่าง
ขณะเดียวกัน อัลกอริทึมก็บีบศิลปินหรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์ต้องผลิตเนื้อหาที่คล้ายคลึงกัน เพื่อให้เป็นไวรัลเร็วที่สุด ได้รับการตอบสนอง การแชร์ การกดไลก์เร็วที่สุด เพื่อให้อัลกอริทึมช่วยส่งเสริมให้มันแพร่กระจายได้เร็วยิ่งขึ้น เปลี่ยนความไวรัลเป็นรายได้และเปลี่ยนผู้ผลิตเนื้อหาเป็นอินฟลูเอนเซอร์ อาชีพในฝันอาชีพหนึ่งของศตวรรษที่ 21
หนังสือของ KYLE CHAYKA เล่มนี้มีทั้งส่วนที่ผมเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
ลองเริ่มส่วนที่ผมเห็นด้วยก่อน ผู้เขียนเริ่มต้นด้วยข้อสังเกตของตนในฐานะนักข่าวฟรีแลนซ์ที่ต้องเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก อย่างที่คุณพอจะนึกออก คนกลุ่มนี้มักไปนั่งทำงานตามร้านกาแฟ แล้วร้านกาแฟเหล่านี้ก็ดันมีหน้าตาคล้ายๆ กันไปหมดถึงกับทำให้ KYLE CHAYKA รู้สึกอึดอัด เขาจึงค้นหาคำตอบของปรากฏการณ์นี้
คำตอบที่เขาได้รับคือ โลกฟีลเตอร์ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ Facebook, Twitter (หรือ X), Instagram, TikTok หรือ Pinterest ได้ผลิตรสนิยมและวิธีการเสพบางอย่างขึ้นมาผ่านการคัดสรรของอัลกอริทึม พูดให้เข้าใจง่ายๆ ได้ว่า พอมีร้านกาแฟสักแห่งที่จัดองค์ประกอบได้ถูกใจผู้บริโภค คนกลุ่มนี้ก็จะไปถ่ายรูป เช็กอิน แล้วโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย ถ้าได้รับความสนใจ อัลกอรึทึมก็จะแนะนำเนื้อหาลักษณะนี้ให้แก่ผู้ใช้ที่มันคิดว่าน่าจะสนใจ ธุรกิจร้านกาแฟก็จะเรียนรู้โดยอัตโนมัติว่าการตกแต่งร้านแบบไหนที่ถูกตาต้องใจผู้บริโภคและอัลกอริทึม จากนั้นร้านกาแฟต่างๆ ก็จะตกแต่งร้านให้ตอบโจทย์
ผลคือต่อให้ไม่เหมือน แต่โดยภาพรวมแล้วไม่ต่างกัน
ปรากฏการณ์ที่ว่าไม่ได้หยุดแค่ร้านกาแฟ มันแพร่ระบาดไปสู่การเสพวัฒนธรรมและรูปแบบการใช้ชีวิตอื่นๆ
“แม้การเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยลดอุปสรรคในการเข้าสู่โลกวัฒนธรรม เนื่องจากใครๆ ต่างเผยแพร่งานของตัวเองบนโลกออนไลน์ได้ แต่ก็นำไปสู่ทรราชของข้อมูลเรียลไทม์ (tyranny of real-time data)…ความแบนราบในที่นี้หมายถึงความผสมกลมกลืนและการลดทอนจนเหลือเพียงความเรียบง่าย ชิ้นงานวัฒนธรรมที่มีความกำกวมน้อยที่สุด ไม่รบกวนที่สุด และบางทีอาจไร้ความหมายที่สุด แต่กลับได้รับการโปรโมตมากที่สุด ความแบนราบคือจุดร่วมขั้นต่ำที่สุด” (หน้า 32)
“วัฒนธรรมของโลกฟิลเตอร์คือวัฒนธรรมของการตั้งค่าไว้ล่วงหน้า รูปแบบที่กำหนดไว้แล้วและซ้ำซาก เทคโนโลยีจำกัดเราให้บริโภคในบางรูปแบบเท่านั้น คุณไม่อาจออกนอกกรอบที่วางไว้ได้” (หน้า 33)
อัลกอริทึมแนะนำสิ่งที่มันคิดว่าเราสนใจซ้ำๆ ไม่ใช่เพราะมันใส่ใจคุณ แต่เพราะมันสร้างรายได้จากการโฆษณา เราเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคในเวลาเดียวกัน โพสต์ที่ได้รับความสนใจจะถูกแพร่กระจายและได้รับความสนใจมากขึ้นๆ ต่อให้ยังไม่มีการสร้างรายได้เข้ามาเกี่ยวข้อง แค่มีคนมากดไลก์สิ่งที่คุณโพสต์มากขึ้นคุณก็รู้สึกดีแล้ว ความรู้สึกนี้จะยิ่งส่งเสริมให้คุณผลิตโพสต์ลักษณะคล้ายๆ กัน มันแทบจะเหมือนการเสพติดเลยก็ว่าได้

โดยเฉพาะในแง่ข่าวสารและความเห็นทางการเมือง ข่าวปลอมหรือความคิดเห็นที่ดุเดือดและไร้น้ำหนักเชิงตรรกะจึงแพร่ระบาด เมื่อคุณกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์และมีคนติดตาม มีคนเออออห่อหมกกับสิ่งที่คุณพูดตลอด มันอาจทำให้คุณเคลิบเคลิ้มและติดอยู่ในห้องสะท้อนเสียง (echo chamber) ที่มีแต่สิ่งที่คุณต้องการได้ยิน ซึ่งประเด็นทางการเมืองหนังสือเล่มนี้ไม่ได้กล่าวถึง แต่ผมจะเชื่อมโยงไปสู่สิ่งที่ผู้เขียนเรียกว่า
“การถูกกดขี่โดยยอดไลก์เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศอัลกอริทึม…ทุกปุ่มที่กดคือสัญญาณข้อมูลอีกชุดหนึ่งที่ถูกดูดซับ เป็นสัญญาณเล็กๆ ว่าคุณกำลังสนใจเนื้อหาชิ้นหนึ่ง”
KYLE CHAYKA กล่าวว่าการกดขี่ด้วยยอดไลก์ทำให้วัฒนธรรมแบนราบลง เนื้อหาที่ถูกผลิต งานศิลปะ ร้านกาแฟ มาตรฐานความงาม หรือแม้กระทั่งแหล่งท่องเที่ยว แปรสภาพเป็นเพียงส่วนเสริมรสนิยมเพื่อถูกใช้ผลิตเป็นเนื้อหาที่เรียกยอดไลก์อีกรอบและอีกรอบ มันทำให้ ‘คุณค่า’ ถูกวัดได้ง่ายด้วยการแปลงมันเป็น ‘ปริมาณ’
เมื่อปริมาณผู้ติดตามมีจำนวนมาก คนคนหนึ่งก็กลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ผู้เขียนเรียกว่า ระบบเศรษฐกิจแบบอินฟลูเอนเซอร์ บางคนเปลี่ยนชีวิตส่วนตัวเป็นเนื้อหา เช่น ตระกูลคาเดเชียน บ้างเลือกทำอะไรห่ามๆ และบ้างก็ข้ามเส้นความพอดีไปไกลเพื่อเรียกยอดไลก์ซึ่งเราเห็นกันบ่อยขึ้น เกิดดราม่าที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ทุกวี่วัน
มันเกิดค่าเฉลี่ยขั้นต่ำสำหรับใครก็ตามที่อยากเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ยูทูบเบอร์ ครีเอเตอร์ต้องปฏิบัติตาม ถ้าคุณทำสำเร็จ คุณก็จะมี ‘ทุนทางคอนเทนต์’ ไว้ต่อยอดไปสู่สถานะ ชื่อเสียง หรือรายได้
ผมยกตัวอย่างหนังสือแนวฮีลใจที่เป็นข้อความสั้นๆ ใช้ถ้อยคำกระทบใจ เน้นเรื่องความสัมพันธ์หรือปลอบประโลมใจ ประกอบด้วยภาพที่เป็นเอกลักษณ์ของผู้เขียน เมื่อมีคนติดตามถึงจุดหนึ่ง เนื้อหาบนเพจจะถูกผลิตเป็นหนังสือ และแน่นอนว่าบนปกหนังสือจะมีคำโฆษณาประมาณว่า “จากเพจที่มีคนติดตามถึง…คน”
วัฒนธรรมแบนราบลงด้วยเหตุนี้ เราอยู่กับเนื้อหาซ้ำๆ ไร้ทางต่อกร ดู-ฟัง-อ่าน สิ่งที่เหมือนจะแตกต่าง แต่จริงๆ แล้วไม่แตกต่าง เพลงบน Spotify จะต้องดึงดูดคนฟังให้เร็วที่สุดภายในไม่กี่สิบวินาทีแรก ไม่อย่างนั้นจะถูกกดข้าม เพลงเพลงนั้นอาจจมหายไปในคลังเพลงมหาศาล ศิลปินไม่ได้รับส่วนแบ่งรายได้ KYLE CHAYKA อธิบายว่ามันบีบให้ศิลปินต้องผลิตเพลงที่สอดคล้องกับการทำงานของแพลตฟอร์มนั้นๆ
หรือหนังสือในร้าน Amazon ที่จัดหนังสือตามความนิยม เขาบอกว่ามันเหมือนร้านขายของชำมากกว่า ปกหนังสือที่จัดเรียงก็ให้ความรู้สึกเหมือนไอคอนดิจิทัลจำนวนมาก ไม่ได้จัดประเภทหนังสือตาประเภทอย่างสม่ำเสมอ “แต่จัดตามความสำเร็จของมันบนโลกออนไลน์” (หน้า 78)
ถ้าอย่างนั้นเราจะแก้ไขอย่างไร ในเมื่อโลกตอนนี้ถูกผูกขาดโดยแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียไม่กี่ราย?
KYLE CHAYKA เสนอว่า เราต้องเรียกคืนการคัดสรรกลับสู่มือมนุษย์ เช่นที่ในอดีตเรามีดีเจนักจัดรายการที่ไม่ใช่แค่เปิดเพลง หากต้องมีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับศิลปิน เพลง จัดชุดเพลงอย่างมีจังหวะจะโคน มีเรื่องราว มีบรรณาธิการ ภัณฑารักษ์ หรือเจ้าของร้านหนังสือผู้รักหนังสือทำหน้าที่คัดสรร ไม่ใช่ปล่อยให้อัลกอริทึมทำหน้าที่แทน
ผมคิดว่าผู้เขียนตั้งข้อสังเกตหลายข้อได้น่าสนใจ ชี้ให้คิดต่อ และกระทำการบางอย่างเพื่อป้องกันการแบนราบทางวัฒนธรรม
แต่ใช่ว่าผมเห็นด้วยโดยตลอดกับผู้เขียน จากมุมมองของคนที่ไม่ได้เติบโตมากับอินเทอร์เน็ตตั้งแต่เด็ก พบว่า โซเชียลมีเดียมีส่วนเพิ่มความหลากหลายในการเสพวัฒนธรรม ผมรู้จักแนวเพลง วรรณกรรม งานศิลปะมากมายจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ เป็นแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ที่โคตรสำคัญ
ผมชอบฟังเพลงลูกทุ่งและลูกกรุงเก่าๆ ถ้าไม่มี Facebook YouTube หรือ TikTok ผมน่าจะพลาดเพลงเพราะๆ ไปมากโข ไม่ได้รับรู้ประวัติความเป็นมาของเพลงและผู้แต่ง และยังใช้ค้นหาแนวเพลงอื่นๆ ที่ไม่เคยรู้จักเพื่อทดลองฟัง ผมยังชอบดูคลิปหมา-แมว เพราะรู้สึกผ่อนคลาย ถ้าอัลกอริทึมจะฟีดสิ่งเหล่านี้ให้ ผมไม่แน่ใจว่านี่เป็นความแบนราบทางวัฒนธรรมหรือเปล่า

อีกทั้งเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นข้อคิดเห็นของผู้เขียนที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงผู้สื่อข่าวด้านนี้ มีการอ้างอิงงานเขียนหรืองานศึกษาวิจัยบ้าง ส่งผลให้เหตุผลในบางประเด็นมีน้ำหนักเบา การจับเอางานศิลปะ-เพลง-วรรณกรรมกับร้านกาแฟ-สถานที่ท่องเที่ยว-อินฟลูเอนเซอร์มาเป็นตัวอย่างการอธิบายความแบนราบทางวัฒนธรรมก็มีช่องว่างของความต่างมากเกินกว่าจะเทียบเคียงให้ได้ภาพเดียวกัน
นอกจากนี้ ในบทสุดท้าย ‘ตามหาการคัดกรองโดยมนุษย์’ ขณะที่อ่านผมรู้สึกถึงความล้นในการพยายามบอกเล่ารสนิยมการเสพศิลปะของผู้เขียน (จริงๆ ก็มีแทรกอยู่เป็นช่วงๆ ตลอดทั้งเล่ม) เกิดความรู้สึกถูกชี้นำว่าการเสพศิลปะหรืองานวัฒนธรรมที่ดีควรเป็นแบบไหน
ผมคิดว่ามันมีทั้งความหลากหลายและไม่หลากหลายปนๆ กันอยู่ จริงว่าต้องลดการผูกขาดของบริษัทยักษ์ใหญ่ลง ลดอิทธิพลของอัลกอริทึมลง พร้อมๆ กับให้อิสระแก่ผู้เสพวัฒนธรรมที่จะเลือกหรือไม่เลือก เราน่าจะเห็นพ้องกันในระดับหนึ่งใช่ไหมว่า อินเทอร์เน็ตทำให้เราเข้าถึงวัฒนธรรมที่หลากหลาย ศิลปินมีพื้นที่ปล่อยของ การใช้รสนิยมหรือความรู้ของผู้เชี่ยวชาญคัดกรองมีทั้งคมที่งดงามและคมที่อันตราย
ส่วนตัวผมเชื่อว่าคนที่ชอบเสพงานวัฒนธรรมมีพัฒนาการในแบบของตัวเอง เมื่อถึงจุดหนึ่ง การเสพของเขาอาจจะแผ่กว้างออกด้านข้างหรือดำดิ่งลงลึก นี่ก็น่าจะเป็นการป้องกันความแบนราบทางวัฒนธรรมได้เหมือนกัน

