ผมกับตัวเอกในนวนิยายเรื่องนี้เหมือนกันหลายอย่าง เช่น เศร้าบ่อยและวิตกกังวลง่าย ข้อสำคัญคือเราต่างหมกมุ่นกับความตายด้วยกันทั้งคู่
ผมหมกมุ่นกับความตายในแง่ที่ว่ามันคือ ‘ข้อเท็จจริงทางชีวภาพ’ ความตายคืออะไร ตายแล้วไปไหน มีวิธีการตายแบบใดบ้างที่ไม่ทรมาน ซึ่งก็คล้ายกับ ‘กิลด้า’ ที่มักคิดถึงการตายของตัวเองและคนรอบตัว เพียงแต่จุดที่ยากลำบากต่อความหมกมุ่นนี้ของเราทั้งคู่มีความแตกต่างกัน
กิลด้าเป็นโรควิตกกังวลปะปนกับอาการซึมเศร้า มองไม่เห็นคุณค่าในชีวิตของตน มองโลกในแง่ร้ายสุดๆ (ปะปนกับความโรแมนติกแบบมืดหม่น) ทำให้เธอใช้ชีวิตประจำวันได้ยากลำบากกว่าคนอื่น ไม่ราบรื่น แถมด้วยสถานการณ์ที่ทำให้เธอไม่สามารถเปิดเผยเพศภาพที่แท้จริงได้ ผลักให้เธอตกไปอยู่ในจุดอับของชีวิตอยู่บ่อยๆ
‘Everyone in this room will someday be dead’ หรือ ‘สักวันเราต่างลาลับดับสลาย’ ของ เอมิลี่ ออสติน (Emily Austin) เล่าเรื่องราวของกิลด้า สาววัย 27 ผู้ถูกรุมเร้าด้วยปัญหาชีวิตต่างๆ ที่พูดมาข้างต้นทำให้เธอเป็นคนสื่อสารกับใครไม่ค่อยได้ และมักปกปิดความคิด-ความรู้สึกจริงๆ ของตัวเอง ซึ่งพอถึงจุดที่กาต้มน้ำระเบิดเธอก็จะพูดแบบไร้ปรานีกับฝ่ายตรงข้าม แล้วค่อยมารู้สึกเสียใจทีหลัง
เอมิลี่ สร้างปมหลักของเรื่องให้กิลด้าจับพลัดจับผลูเข้าไปทำงานธุรการจุกจิกในโบสถ์คาทอลิก ภายใต้ศาสนาที่ยังมอง ‘เลสเบี้ยน’ แบบเธอ หรือเพศสภาพอื่นๆ นอกเหนือจากชาย-หญิงเป็นความผิดบาป หนักกว่านั้น กิลด้าเป็นคนไม่นับถือศาสนา ยิ่งเรื่องพระเจ้าเธอยิ่งไม่เชื่อ ถึงกระนั้น พระเจ้า (ถ้ามีอยู่จริง?) กลับกำหนดให้เธอต้องมาทำงานในอาณาจักรของพระองค์
คำถามที่ว่าทำไมมนุษย์ต้องปิดบังความรู้สึก และอัตลักษณ์ทางเพศของตนเพื่อให้มีงานทำ ยิ่งทวีคูณความวิตกกังวลของกิลด้า เธอกลัวว่าจะมีคนจับได้ในสิ่งที่ ‘เป็น’ ตัวตนของเธอ แล้วเธอก็จะตกงานเพราะสิ่งที่เธอ ‘เป็น’ จึงเลือกหลบซ่อนตัวตนที่แท้จริงเอาไว้อย่างมิดชิด และพาตัวตนแบบ ‘ผู้หญิงปกติ’ เข้าร่วมพิธีของโบสถ์แบบงงๆ พร้อมตั้งคำถามแบบที่ชาวคริสต์ที่ดีคงไม่ถามกัน
“เวลาคิดถึงศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกและศาสนาส่วนใหญ่โดยภาพรวม ทฤษฎีของฉันคือมันเป็นทางออกของความรู้สึกกลัวการดำรงอยู่ เรารู้สึกสบายใจเมื่อจินตนาการว่าทุกคนที่ตายไปแล้วนั่งรอเราอยู่ในห้องข้างๆ เราสบายใจเมื่อจินตนาการว่าทุกคนล้วนมีบิดาผู้ทรงพลังคอยเฝ้ามองและมอบความรักแก่เรา ทุกอย่างนั้นทำให้เรารู้สึกราวกับว่าชีวิตมีความหมายสูงส่ง มันช่วยให้เรามีความสุข น่าขำที่ระบบความเชื่อซึ่งในทางทฤษฎีถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วยให้ฉันรู้สึกปลอดภัยและมีความหมาย กลับพรากเอาหนึ่งในไม่กี่สิ่งที่ทำให้รู้ว่าชีวิตควรค่าแก่การดำรงอยู่ไปจากฉัน” (หน้า 185)
กิลด้าพะอืดพะอมเสมอยามต้องกลืนกินเนื้อ (ขนมปัง) และเลือด (ไวน์) ของพระเยซู ไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องทำอะไรที่ดูโหดร้ายขนาดนี้ด้วย
ความหมกมุ่นกับความคิดตัวเองจนเกินพอดีของกิลด้า ทำให้เธอได้รับคำแนะนำว่าควร “ใช้เวลาไปกับการทำให้คนรอบตัวมีความสุข” และนี่คงเป็นความตั้งใจของผู้เขียนที่สร้างฉากตลกร้ายให้ผู้อ่านเห็นว่า คำแนะนำอันงดงามนี้เอาเข้าจริงก็ไม่ได้มีผลลัพธ์สวยงามอย่างที่คิด
กิลด้าชมเสื้อโค้ตของผู้หญิงคนหนึ่ง แต่เธอตอบสนองด้วยความหวาดระแวงโดยไม่ปิดบัง
กิลด้าแสดงความขอบคุณคนขับรถประจำทาง แต่คนขับบอกให้เธอ “ช่วยรีบลงจากรถด้วยครับ”
กิลด้าเสนอตัวช่วยบาร์นีย์ถือของ แล้วเธอก็กลายเป็นผู้แบกรับกล่องทุกกล่องในมือของเขา ก่อนบาร์นีย์จะเดินจากไปอย่างไม่ไยดีจะช่วยเธอเปิดประตูโบสถ์ด้วยซ้ำ

เรื่องยังวายป่วงขึ้นไปอีกเมื่อหนุ่มอิตาลีนาม จูเซ็ปเป้ ผู้มีอาชีพเป็นผู้ประกอบการและไลฟ์โค้ชมาตามจีบเธอ กิลด้ากลัวว่าถ้าปฏิเสธเขาทุกครั้งจะถูกสงสัยว่าเธอเป็นผู้หญิงหรือเปล่า (มีอีกปมหนึ่งที่ซ้อนอยู่ในเรื่อง แต่คิดว่าปิดๆ ไว้บ้างจะดีกว่า)
จูเซ็ปเป้เป็นตัวละครขั้วตรงข้ามชนิดสุดโต่งกับกิลด้า หากกิลด้าเป็นสาวที่ขาดความมั่นใจ ไม่กล้าเป็นตัวของตัวเอง และยอมปล่อยให้สถานการณ์ลากถูลู่ถูกังจนฟกช้ำดำเขียว จูเซ็ปเป้ก็เป็นชายที่มั่นใจเกินตัว แสดงความเป็นตัวเองเกินไป แถมยังน่ารำคาญด้วย เพราะชอบสั่งสอนกิลด้า (และผู้ติดตามในโลกโซเชียล) ให้มีความสุข ให้เชื่อมั่นตัวเองสุดๆ เชื่อว่าตัวเองทำได้ แล้วจักรวาลจะจัดสรรความสำเร็จมาให้
ในยูทูบของจูเซ็ปเป้ เขาป่าวประกาศว่า “เราทุกคนมีความสามารถในการเป็นอะไรก็ได้ที่เราอยากเป็น! คุณมีทุกอย่างที่ต้องมีแล้วเพื่อทำสิ่งที่คุณอยากทำ!”
กิลด้าเถียงในใจว่า “แล้วคนจนล่ะ หรือคนที่ถูกเลือกปฏิบัติ คนที่มีปัญหาด้านสติปัญญาในการทำสิ่งที่พวกเขาอยากทำล่ะ ไหนจะผู้หญิงที่อยากเป็นพระคาทอลิกหรือผู้ชายที่อยากเป็นแม่ชีอีก” (หน้า 128)
ขณะเดียวกันกิลด้าก็หวาดกลัวว่าเอเลนอร์ หญิงที่เธอแคร์จริงๆ จะรู้เรื่องจูเซ็ปเป้ ผู้เขียนทำให้เห็นว่าเพียงปมเดียวที่กิลด้าต้องการปิดบัง มันกลับยิ่งขมวดปมให้แน่นขึ้นไปอีกจนแทบหายใจไม่ออก และด้วยการที่ตัวเธอยังสงสัยในคุณค่าของตน ความดี ความน่ารัก และการถูกมองเห็นที่เอเลนอร์มอบให้เธอยิ่งทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าว
“ฉันรู้สึกประหลาดเหลือเกินที่พบว่าตัวเองมีตัวตนและมีคนมองเห็น ฉันรู้สึกราวกับกำลังร่วงหล่นผ่านความว่างเปล่า แต่แล้วเอเลนอร์ก็ขว้างกุหลาบมาให้ฉัน มันเป็นการกระทำที่ไม่มีเหตุผล แต่แสนดีเหลือเกิน การร่วงหล่นนี้คงจะทำให้ปวดใจน้อยลงหากฉันอยู่คนเดียว ไม่มีใครหล่นลงมาพร้อมกับฉัน เวลามีคนทำดีด้วย ฉันมักจะรู้สึกอย่างชัดเจนว่า การได้รู้จักคนคนหนึ่งช่างแปลกและเศร้าขนาดไหน” (หน้า 148)
เอมิลี่สร้างสรรค์เรื่องราวชีวิตที่ถูกตีกรอบจากสังคมและตัวละครก็ยินยอมให้สังคมตีกรอบ การมีชีวิตจึงยากเหลือเกิน ยากกระทั่งบางครั้งก็เกินรับไหว ทั้งที่แท้จริงแล้ว กิลด้ามีความรู้สึกเฉกเช่นคนอื่น เธอเปราะบางได้ เข้มแข็งได้ เธอห่วงใยอีไลน้องชายของเธออย่างลึกซึ้ง เธอรู้สึกดีกับเอเลนอร์อย่างลึกล้ำ เธอใส่ใจความรู้สึกของโรสแมรีทั้งที่ไม่รู้จักกันเลย ฯลฯ เพียงแต่เธอไม่รู้วิธีแสดงออกที่เหมาะที่ควร
ถึงกระนั้น แรงบีบอัดและอาการหมกมุ่นกับความตายของกิลด้าก็ยิงคำถามแรงๆ ใส่คนอ่านว่า ถึงที่สุดแล้วชีวิตคืออะไร? การมีชีวิตคืออะไร? เมื่อความตายคือปลายทางที่ทุกคนมีร่วมกันแล้วชีวิตมีความหมายอะไรเล่า? เมื่อเธอถูกอีไลถามว่า “เกิดอะไรขึ้นเวลาที่เราตาย” กิลด้าตอบว่า
“ไม่รู้สิ ฉันยอมรับและรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กนิดเดียวเมื่ออยู่ภายใต้จักรวาลบนเพดาน”
แล้วผมล่ะคิดยังไงกับกิลด้า?
การหมกมุ่นกับความตายของเธอช่วยให้เธอเห็น ‘ความเปราะบางของเพื่อนมนุษย์’ ต่อให้สื่อสารได้ไม่ดี แต่เธอก็พร้อมจะช่วยเหลือคนรอบข้างในแบบของเธอ (ถ้าไม่กดเธอให้รู้สึกต้อยต่ำร่ำไปแบบจูเซ็ปเป้นะ) การปิดบังตัวเอง แสดงให้เห็นว่ามุมหนึ่ง เธอก็ทำเพื่อตัวเอง แต่อีกมุมหนึ่งก็มองได้ว่าเธอไม่ต้องการทำให้คนรอบตัวผิดหวังในตัวเธอ แม้ว่าเธอจะรู้ดีว่านั่นคือการทำร้ายตัวเอง
‘สักวันเราต่างลาลับดับสลาย’ เป็นนวนิยายรสขมปนขำแบบตลกร้าย บางช่วงตอนก็ช่างอึดอัดขัดใจกับพฤติกรรมของกิลด้า แต่ก็รู้สึกคอยเอาใจช่วยเธออยู่ตลอด มันยังตักเตือนเราด้วยว่ากี่ครั้งกันนะที่เราตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับกิลด้า สถานการณ์ที่อับๆ ทึบๆ งงๆ แล้วเราจัดการมันอย่างไร
เราเคยย้อนถามถึงการดำรงอยู่ของตัวเองหรือเปล่า?
ในเมื่อเรารู้ว่าสักวันเราต้องลาลับดับสลาย ถ้าอย่างนั้นระหว่างทางที่เราจะเดินไปถึงจุดดับสลาย…
เราจะใช้ชีวิตอย่างไร?
