EIFL และอนาคตของห้องสมุดโลก เมื่อการเข้าถึงความรู้คือการต่อสู้ครั้งสำคัญของศตวรรษที่ 21

329 views
10 mins
August 31, 2026

          ทุกอย่างบนกำลังเร็วขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน มนุษย์กลับเผชิญความย้อนแย้งบางอย่างร่วมกันโดยไม่รู้ตัว

          ยุคที่ข้อมูลมหาศาลไหลผ่านหน้าจอทุกวินาที แต่ผู้คนจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงความรู้ที่จำเป็นต่อชีวิต 

          ยุคที่ AI สามารถตอบคำถามแทบทุกอย่างได้ในไม่กี่วินาที แต่เด็กจำนวนมากยังไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้เรียนหนังสือ

          ยุคที่เทคโนโลยีถูกโฆษณาว่าจะสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิม ขณะที่ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและดิจิทัลกลับยิ่งขยายตัวเงียบๆ ในหลายมุมโลก

          ท่ามกลางสิ่งที่ว่ามาทั้งหมด ห้องสมุดก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ผู้คนอาจไม่ค่อยนึกถึงมากนัก ด้วยความที่ภาพจำของมันอาจเป็นพื้นที่เงียบๆ เต็มไปด้วยชั้นหนังสือเก่า และโต๊ะอ่านหนังสือที่แทบไม่มีใครใช้งานอีกต่อไปในยุคสมาร์ทโฟน

          แต่ในอีกหลายประเทศ ห้องสมุดกลับกำลังทำหน้าที่ที่ใหญ่กว่านั้นมาก

          ที่ประเทศกานา เด็กจำนวนมากใช้ห้องสมุดเป็นประตูแรกสู่โลกดิจิทัล แม้แต่ในคาซัคสถาน ห้องสมุดก็กำลังสอนเด็กให้เข้าใจวิกฤตสิ่งแวดล้อมผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ ขณะที่ในหลายประเทศของแอฟริกาและยุโรปตะวันออก ห้องสมุดยังเป็นพื้นที่สำคัญในการต่อสู้เพื่อสิทธิในการเข้าถึงองค์ความรู้ งานวิจัย และข้อมูลที่ไม่ควรถูกผูกขาดไว้หลังกำแพงราคาแพง

          เรื่องราวทั้งหมดนี้เชื่อมโยงเข้าด้วยกันผ่านองค์กรหนึ่งชื่อ EIFL (Electronic Information for Libraries) องค์กรไม่แสวงหากำไรระดับนานาชาติที่ทำงานร่วมกับเครือข่ายห้องสมุดกว่า 3,000 แห่งใน 37 ประเทศ เพื่อผลักดันแนวคิดง่ายๆ 

          “ความรู้ควรเป็นของทุกคน”

          ตลอดหลายปีที่ผ่านมา EIFL พยายามพิสูจน์ว่า ห้องสมุดในศตวรรษที่ 21 ไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงสถานที่เก็บหนังสือ แต่มันเป็นได้ทั้งพื้นที่เรียนรู้ พื้นที่นวัตกรรม พื้นที่ปลอดภัย และพื้นที่แห่งโอกาสสำหรับผู้คนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังจากโลกดิจิทัล

EIFL และอนาคตของห้องสมุดโลก เมื่อการเข้าถึงความรู้คือการต่อสู้ครั้งสำคัญของศตวรรษที่ 21
Photo: EIFL

พื้นที่ชนบทขาดอินเทอร์เน็ต เด็กไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้ ผู้สูงอายุไม่เข้าใจบริการออนไลน์ของรัฐ ห้องสมุดยืนอยู่จุดไหนหากต้องการไขปัญหา

          หลายประเทศกำลังพัฒนา ภาพจำของห้องสมุดมักเต็มไปด้วยชั้นหนังสือเก่า และบรรณารักษ์ที่นั่งเงียบอยู่หลังเคาน์เตอร์ แต่สำหรับองค์กรระหว่างประเทศอย่าง EIFL ห้องสมุดไม่เคยเป็นเพียงสถานที่เก็บหนังสือ แต่พวกเขาเห็นว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานของความหวังที่สามารถเปลี่ยนชีวิตผู้คนได้จริง

          EIFL ก่อตั้งขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ท่ามกลางช่วงเวลาที่โลกกำลังเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็ว มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยในโลกตะวันตกเริ่มเข้าถึงฐานข้อมูลออนไลน์ วารสารอิเล็กทรอนิกส์ และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ขณะที่อีกฟากหนึ่งของโลก ประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากกลับยังขาดทั้งอินเทอร์เน็ต งบประมาณ และโครงสร้างพื้นฐานในการเข้าถึงองค์ความรู้

          ในเวลานั้น นักวิชาการจากแอฟริกา เอเชียกลาง หรือยุโรปตะวันออกจำนวนมากไม่สามารถอ่านวารสารวิชาการร่วมสมัยได้ เพราะค่าใช้จ่าย (subscription) สูงเกินกว่ามหาวิทยาลัยจะจ่ายไหว ห้องสมุดหลายแห่งยังใช้ระบบบัตรรายการกระดาษ ขณะที่บางประเทศเพิ่งเริ่มเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วยความเร็วต่ำอย่างมาก EIFL จึงเกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหานี้ พวกเขามองว่าถ้าความรู้คือกุญแจของการพัฒนา แล้วทำไมคนจำนวนมหาศาลจึงยังถูกกันออกจากขุมทรัพย์ความรู้เหล่านั้น

          “การทำงานร่วมกับห้องสมุดเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงความรู้ในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนผ่าน” เป็นนิยามภารกิจ EIFL อาจฟังดูเรียบง่าย แต่ในทางปฏิบัติกลับหมายถึงการเข้าไปเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างมหาศาล ตั้งแต่ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ราคาของฐานข้อมูลวิชาการ การผูกขาดองค์ความรู้โดยสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่ ไปจนถึงกฎหมายลิขสิทธิ์ที่ทำให้การเรียนรู้กลายเป็นเรื่องราคาแพง

          หนึ่งในโครงการสำคัญที่สุดขององค์กรคือ EIFL Public Library Innovation Programme หรือ EIFL-PLIP ซึ่งเริ่มต้นจากความเชื่อที่ว่า ห้องสมุดสาธารณะควรกลายเป็นมากกว่า พื้นที่เงียบสำหรับอ่านหนังสือ หรือก็คือ พื้นที่แห่งนวัตกรรมเพื่อชุมชน 

          ในเว็บไซต์ของ EIFL มีประโยคหนึ่งที่สะท้อนวิสัยทัศน์ขององค์กรได้อย่างชัดเจนว่า

          “ห้องสมุดสาธารณะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยเหลือผู้คนให้พัฒนาชีวิตและชุมชนของตนเองผ่านการเข้าถึงข้อมูลและเทคโนโลยี”

          ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญมาก เพราะมันเปลี่ยนมุมมองต่อห้องสมุดโดยสิ้นเชิง เพราะห้องสมุดในสายตาของ EIFL เป็นพื้นที่สร้างอนาคต หลายประเทศที่องค์กรแห่งนี้เข้าไปทำงานด้วย มีปัญหาคล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาด พื้นที่ชนบทขาดอินเทอร์เน็ต เด็กไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้ ผู้สูงอายุไม่เข้าใจบริการออนไลน์ของรัฐ แรงงานไม่สามารถสมัครงานผ่านระบบดิจิทัล เกษตรกรไม่มีข้อมูลด้านตลาดหรือสภาพอากาศ และเยาวชนจำนวนมากไม่เคยได้สัมผัสการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยี

          แต่ในสังคมที่ว่ามา ห้องสมุดได้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะสุดท้ายของผู้คนไม่ว่าจะยากจนขนาดไหน คนคนหนึ่งก็ยังสามารถเดินเข้าไปใช้อินเทอร์เน็ต เรียนทักษะใหม่ อ่านหนังสือ หรือขอคำแนะนำจากบรรณารักษ์ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงิน นี่คือเหตุผลที่ EIFL เชื่อว่าห้องสมุดยังมีความหมายอย่างยิ่งในศตวรรษที่ 21

EIFL และอนาคตของห้องสมุดโลก เมื่อการเข้าถึงความรู้คือการต่อสู้ครั้งสำคัญของศตวรรษที่ 21
Photo: EIFL

EIFL และอนาคตของห้องสมุดโลก เมื่อการเข้าถึงความรู้คือการต่อสู้ครั้งสำคัญของศตวรรษที่ 21
Photo: EIFL

ผนึกกำลังห้องสมุดเครือข่าย ทลายกำแพงที่ขวางกั้นความรู้ ผ่านความร่วมมือระดับโลก

          หากมองจากภายนอก EIFL อาจดูเหมือนองค์กรด้านห้องสมุดทั่วไป (และดูจริงจังกว่าใคร) แต่ในอีกมิติหนึ่ง มันคือเครือข่ายระดับโลกที่กำลังพยายามต่อสู้กับความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงความรู้ ปัจจุบัน มีการทำงานร่วมกับเครือข่ายห้องสมุดใน 37 ประเทศ ครอบคลุมแอฟริกา เอเชียแปซิฟิก ยุโรปตะวันออก และเอเชียกลาง โดยเป็นตัวแทนของห้องสมุดมากกว่า 3,000 แห่ง ตัวเลขนี้สำคัญมาก เพราะมันสะท้อนว่า EIFL ไม่ได้ทำงานกับห้องสมุดเดี่ยวๆ แต่สร้างเครือข่ายขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงผู้คนหลายพันองค์กรเข้าด้วยกัน

          ในโลกที่ข้อมูลถูกผูกขาดโดยบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่และสำนักพิมพ์ระดับโลก เครือข่ายเช่นนี้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อรองอำนาจ ประเทศที่ EIFL ทำงานด้วยมีทั้งกานา เคนยา ยูกันดา แทนซาเนีย ซิมบับเว แซมเบีย เนปาล บังกลาเทศ ฟิลิปปินส์ คาซัคสถาน เซอร์เบีย ลิทัวเนีย ยูเครน และอีกหลายประเทศที่ระบบห้องสมุดมักไม่ได้รับการพูดถึงในเวทีโลก หลายแห่งมีปัญหาคล้ายกันคือ งบประมาณต่ำ อินเทอร์เน็ตไม่เสถียร ห้องสมุดขาดบุคลากร และมหาวิทยาลัยไม่สามารถจ่ายค่าฐานข้อมูลวิชาการราคาแพงได้ ในประเทศเหล่านี้ การเข้าถึงความรู้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง

          นักศึกษาอาจเรียนโดยไม่มีวารสารร่วมสมัยให้อ่าน นักวิจัยอาจไม่สามารถเข้าถึงเอกสารวิชาการสำคัญในสาขาของตัวเอง และเด็กชนบทอาจไม่เคยได้ใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเลยแม้แต่ครั้งเดียว EIFL จึงพยายามสร้างสิ่งที่อาจเรียกว่า Knowledge solidarity หรือความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันด้านองค์ความรู้ แทนที่แต่ละประเทศจะต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว ด้วยความเชื่อว่า การรวมตัวกันจะสร้างพลังต่อรองที่มากกว่า นั่นคือเหตุที่องค์กรมุ่งเน้นการทำงานผ่านกลุ่มเครือข่ายห้องสมุด

          “ห้องสมุดที่ทำงานร่วมกัน ย่อมทำอะไรได้มากกว่าห้องสมุดที่ทำงานเพียงลำพัง” รีมา กูปรีเต้ (Rima Kuprytė) ผู้อำนวยการของ EIFL พูดถึงการทำงานในอุดมคติของห้องสมุด เธอมองว่าในโลกขององค์ความรู้ อำนาจไม่ได้อยู่ที่ใครมีหนังสือมากที่สุด แต่อยู่ที่ใครสามารถเข้าถึง แบ่งปัน และต่อรองทรัพยากรได้มากที่สุด

          ตัวอย่างสำคัญคือการเจรจากับสำนักพิมพ์วิชาการระดับโลก หากมหาวิทยาลัยเล็กแห่งหนึ่งในแอฟริกาพยายามต่อรองราคาฐานข้อมูลเพียงลำพัง โอกาสสำเร็จแทบไม่มี แต่เมื่อมหาวิทยาลัยหลายสิบแห่งรวมตัวกันผ่านเครือข่ายของ EIFL พวกเขาจะมีอำนาจต่อรองมากขึ้นอย่างมหาศาล สิ่งนี้ทำให้ห้องสมุดจำนวนมากสามารถเข้าถึงวารสารวิชาการระดับโลกได้ในราคาที่ต่ำลงอย่างมาก

          ในหลายประเทศ เครือข่ายของ EIFL ยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างบรรณารักษ์ นักวิชาการ และผู้กำหนดนโยบาย เมื่อห้องสมุดแห่งหนึ่งในกานาพัฒนาหลักสูตร digital literacy สำเร็จ ห้องสมุดในเคนยาหรือยูกันดาก็สามารถเรียนรู้และนำไปปรับใช้ต่อได้ ความรู้จึงหมุนเวียนอยู่ในระบบเครือข่าย หรือจะเรียกว่า พื้นที่สาธารณะขององค์ความรู้ (commons) ก็ย่อมได้

          นอกจากนี้ในอีกด้านหนึ่ง เครือข่ายเหล่านี้ยังช่วยสร้างเสียงทางนโยบายให้ห้องสมุด ในหลายประเทศ งบประมาณด้านห้องสมุดมักถูกลดลงก่อนเสมอเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เพราะรัฐมองว่าไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วน แต่ EIFL พยายามเปลี่ยนมุมมองดังกล่าว โดยชี้ให้เห็นว่าห้องสมุดเกี่ยวข้องโดยตรงกับการศึกษา การพัฒนาเศรษฐกิจ การจ้างงาน และความเท่าเทียมทางสังคม องค์กรจึงสนับสนุนให้เครือข่ายห้องสมุดสามารถพูดคุยกับรัฐบาล ผู้กำหนดนโยบาย และผู้ให้ทุนได้โดยตรง โดยหลายประเทศใช้ข้อมูลจากห้องสมุดในการแสดงให้เห็นว่า ปริมาณของผู้คนที่ใช้ห้องสมุดเพื่อสมัครงาน เรียนออนไลน์ หรือเข้าถึงบริการรัฐเป็นจำนวนมาก

          นี่ทำให้บทบาทของห้องสมุดเชื่อมโยงกับวาระระดับโลกอย่าง SDGs ของสหประชาชาติด้วย โดยเฉพาะเป้าหมายด้านการศึกษา ความเท่าเทียม การลดความเหลื่อมล้ำ และการสร้างสังคมที่เข้าถึงข้อมูลได้อย่างเสรี

EIFL และอนาคตของห้องสมุดโลก เมื่อการเข้าถึงความรู้คือการต่อสู้ครั้งสำคัญของศตวรรษที่ 21
Photo: EIFL

Licensing Programme และการต่อสู้เพื่อสิทธิในการอ่าน

          แม้ข้อมูลจะไหลเวียนรวดเร็วเพียงใด แต่องค์ความรู้ทางวิชาการจำนวนมหาศาลยังถูกกักไว้หลังกำแพงราคาแพงของสำนักพิมพ์ระดับโลก วารสารวิชาการหลายฉบับมีค่า subscription หลายหมื่นหรือหลายแสนดอลลาร์ต่อปี มหาวิทยาลัยในประเทศร่ำรวยอาจมองว่านี่เป็นต้นทุนปกติ แต่สำหรับมหาวิทยาลัยในแอฟริกา เอเชียใต้ หรือยุโรปตะวันออก ค่าใช้จ่ายเหล่านี้แทบเป็นไปไม่ได้

          นักศึกษาจำนวนมากจึงเรียนโดยไม่มีงานวิจัยร่วมสมัยให้อ่าน ขณะที่นักวิจัยเองก็ไม่สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ใหม่ในสาขาของตัวเองได้ นี่คือปัญหาที่ EIFL Licensing Programme พยายามเข้าไปแก้ไขมาตลอดหลายทศวรรษ โปรแกรมนี้เกิดขึ้นจากแนวคิดง่ายๆ ว่า ความรู้ไม่ควรเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยสำหรับประเทศร่ำรวยเท่านั้น

          EIFL ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจากับสำนักพิมพ์และผู้ให้บริการฐานข้อมูลวิชาการระดับโลก เพื่อให้ห้องสมุดและมหาวิทยาลัยในประเทศกำลังพัฒนาสามารถเข้าถึงทรัพยากรเหล่านั้นในราคาที่เหมาะสม หากนักวิจัยในประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถอ่านงานวิจัยล่าสุดได้ พวกเขาย่อมเสียเปรียบอย่างมหาศาลในการผลิตองค์ความรู้ใหม่ นี่คือสิ่งที่นักวิชาการจำนวนมากเรียกว่าความเหลื่อมล้ำทางองค์ความรู้ (knowledge inequality)

          ห้องสมุดมหาวิทยาลัยในหลายประเทศของเครือข่ายเคยต้องเลือกว่าจะสมัครฐานข้อมูลใด เพราะงบประมาณไม่เพียงพอจะเข้าถึงทุกอย่าง บางแห่งไม่มีฐานข้อมูลด้านการแพทย์ บางแห่งขาดวารสารวิทยาศาสตร์ หรือบางมหาวิทยาลัยไม่สามารถเข้าถึงหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ร่วมสมัยได้เลย

          ผลลัพธ์คือ นักศึกษาและนักวิจัยต้องพึ่งพาเอกสารเก่า หรือใช้วิธีไม่เป็นทางการในการเข้าถึง paper ต่างประเทศ

          EIFL จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นนักต่อรอง แทนที่แต่ละมหาวิทยาลัยจะต่อรองเพียงลำพัง องค์กรใช้โมเดล consortium negotiation หรือการรวมเครือข่ายห้องสมุดหลายประเทศเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่ วิธีการนี้ทำให้หลายประเทศสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลสำคัญได้ในราคาที่ต่ำลงอย่างมาก

          EIFL ระบุว่า ในบางกรณีสามารถลดราคาได้มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ แต่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ องค์กรไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นเพียงการซื้อขายบริการ แต่มองว่าเป็นเรื่องของความเป็นธรรมในระบบความรู้โลก

          ในรายงานขององค์กร มีการตั้งคำถามอย่างชัดเจนว่า เหตุใดงานวิจัยจำนวนมากที่ได้รับทุนสาธารณะ จึงกลับถูกขายคืนให้มหาวิทยาลัยในราคาสูงลิ่ว ซึ่งคำถามนี้สะท้อนความขัดแย้งสำคัญของระบบวิชาการร่วมสมัย นักวิจัยผลิตงานด้วยทุนรัฐ มหาวิทยาลัยจ่ายเงินเดือนให้นักวิชาการ และผู้ประเมิน (peer reviewers) มักทำงานโดยไม่ได้ค่าตอบแทน แต่สุดท้ายสำนักพิมพ์กลับเป็นผู้ควบคุมการเข้าถึงองค์ความรู้เหล่านั้น

          นี่คือเหตุผลที่ EIFL ไม่ได้ทำงานเฉพาะเรื่อง licensing แต่ยังขยับไปสู่ประเด็น Open Access และ copyright reform ด้วย เพราะองค์กรตระหนักดีว่า หากโครงสร้างของระบบความรู้ยังเหมือนเดิม การลดราคาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ในอีกด้านหนึ่ง Licensing Programme ยังทำให้ห้องสมุดจำนวนมากสามารถเข้าถึงเครื่องมือดิจิทัลสมัยใหม่ ตั้งแต่ฐานข้อมูลวิชาการ e-books ซอฟต์แวร์ด้านการศึกษา ไปจนถึงแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์

          สิ่งนี้สำคัญมากหลังการระบาดของโควิด-19 เมื่อมหาวิทยาลัยทั่วโลกต้องเปลี่ยนไปสู่การเรียนออนไลน์อย่างรวดเร็ว หลายประเทศที่เคยขาดโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเริ่มตระหนักว่าการเข้าถึงความรู้ทางออนไลน์ คือสิ่งจำเป็นพื้นฐาน

          อย่างไรก็ตาม EIFL ยอมรับว่าปัญหานี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องราคา ต่อให้ฐานข้อมูลราคาถูกลง หากอินเทอร์เน็ตยังไม่เสถียร หรือผู้ใช้ไม่มีทักษะดิจิทัลเพียงพอ การเข้าถึงความรู้ก็ยังไม่เกิดขึ้นจริง พวกเขาจึงพยายามทำงานเชื่อมโยงระหว่างความรู้ทางดิจิทัล (digital literacy) และนวัตกรรมห้องสมุด (library innovation) ไปพร้อมๆ กัน เพราะสำหรับองค์กร ความรู้นอกจากเป็นข้อมูลที่เปิดเผยให้ดูได้แล้ว ผู้คนยังต้องสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง ซึ่ง EIFL วางเป้าหมายตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อช่วงชิงพื้นที่ในการแสวงหาความรู้แนวคิดนี้เชื่อว่าองค์ความรู้ไม่ควรถูกผูกขาดโดยมหาวิทยาลัยชั้นนำ บริษัทเทคโนโลยี หรือประเทศร่ำรวยเท่านั้น แต่ควรถูกแบ่งปันอย่างเท่าเทียมมากขึ้น

EIFL และอนาคตของห้องสมุดโลก เมื่อการเข้าถึงความรู้คือการต่อสู้ครั้งสำคัญของศตวรรษที่ 21
Photo: EIFL

ใครเป็นเจ้าของความรู้

          หาก Licensing Programme คือความพยายามลดกำแพงด้านราคา Copyright and Libraries Programme ก็คือความพยายามรื้อกำแพงด้านกฎหมาย สำหรับคนทั่วไป ลิขสิทธิ์มักถูกเข้าใจว่าเป็นกลไกปกป้องผู้สร้างสรรค์ผลงาน แต่สำหรับห้องสมุดและผู้ทำงานด้านการเข้าถึงความรู้ กฎหมายลิขสิทธิ์ยังมีอีกด้านหนึ่งที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก

          ในหลายประเทศ กฎหมายลิขสิทธิ์ที่เข้มงวดเกินไปอาจทำให้ห้องสมุดไม่สามารถสแกนหนังสือเพื่อการศึกษา ไม่สามารถแบ่งปันสื่อการเรียนรู้ให้ผู้พิการทางสายตา หรือไม่สามารถเก็บรักษาเอกสารดิจิทัลเพื่ออนาคตได้ ยิ่งในยุคดิจิทัล ปัญหานี้ยิ่งชัดเจนขึ้น

          เพราะแม้เทคโนโลยีจะทำให้การแบ่งปันข้อมูลเป็นเรื่องง่าย แต่กฎหมายจำนวนมากกลับถูกออกแบบมาตั้งแต่ยุคแอนะล็อก และไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของโลกออนไลน์ นี่คือจุดที่ EIFL Copyright and Libraries Programme เข้ามามีบทบาท

          ภารกิจของ EIFL นั้นค่อนข้างชัดเจน คือการสนับสนุนกฎหมายลิขสิทธิ์ที่เป็นธรรม ซึ่งเอื้อต่อการเข้าถึงความรู้เพื่อการศึกษา การเรียนรู้ และการวิจัย แต่อย่างไรก็ตามองค์กรไม่ได้ต่อต้านลิขสิทธิ์ แต่กำลังตั้งคำถามว่าระบบลิขสิทธิ์แบบใดจึงจะสมดุลระหว่างสิทธิของผู้สร้างสรรค์กับสิทธิของสาธารณะในการเรียนรู้

          ในหลายประเทศ ห้องสมุดเคยถูกจำกัดอย่างหนักจากกฎหมายลักษณะนี้ เช่นบางประเทศไม่มีข้อยกเว้นให้ห้องสมุดสามารถทำสำเนาเพื่อการอนุรักษ์ได้ หมายความว่าหากต้นฉบับเสื่อมสภาพ ห้องสมุดก็อาจสูญเสียเอกสารเหล่านั้นไปตลอดกาล บางแห่งไม่อนุญาตให้แปลงหนังสือเป็นไฟล์เสียง (audio formats) สำหรับผู้พิการทางสายตา ขณะที่บางประเทศยังไม่มีข้อยกเว้นสำหรับการเรียนออนไลน์หรือการศึกษาทางไกล

          EIFL จึงทำงานทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ เพื่อผลักดันให้กฎหมายลิขสิทธิ์มีความยืดหยุ่นมากขึ้นสำหรับการศึกษา ห้องสมุด และการวิจัย องค์กรยังร่วมทำงานกับองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) และเครือข่ายผู้สนับสนุน open knowledge จากหลายประเทศ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ การพยายามเปลี่ยนบทบาทของบรรณารักษ์ให้กลายเป็นผู้สนับสนุนเชิงนโยบายด้วย

          ในอดีต บรรณารักษ์อาจถูกมองว่าเป็นเพียงผู้ดูแลทรัพยากร แต่ภายใต้โปรแกรมนี้ พวกเขาถูกฝึกให้เข้าใจกฎหมายลิขสิทธิ์ วิเคราะห์นโยบาย และสามารถสื่อสารกับผู้กำหนดนโยบายได้ EIFL ยังพัฒนาคู่มือ copyright literacy และจัดการอบรมให้บรรณารักษ์ทั่วโลก เพื่อให้สามารถอธิบายประเด็นซับซ้อนเหล่านี้กับสาธารณะได้ ในหลายประเทศของแอฟริกาและยุโรปตะวันออก ห้องสมุดเริ่มกลายเป็นศูนย์กลางในการให้ความรู้เรื่อง Creative Commons และสิทธิของผู้ใช้งานในโลกดิจิทัล

          นี่เป็นเรื่องสำคัญมากในยุคที่คนรุ่นใหม่ใช้ข้อมูลออนไลน์มหาศาล แต่กลับไม่ค่อยเข้าใจโครงสร้างทางกฎหมายที่ควบคุมข้อมูลเหล่านั้น

          อีกด้านหนึ่ง EIFL ยังมองว่าการเข้าถึงความรู้เกี่ยวข้องโดยตรงกับความยุติธรรมทางสังคม เพราะหากกฎหมายลิขสิทธิ์เข้มงวดเกินไป คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดมักไม่ใช่มหาวิทยาลัยใหญ่หรือบริษัทเอกชน แต่คือคนจน โรงเรียนขนาดเล็ก ผู้พิการ และชุมชนชายขอบ นี่จึงเป็นเหตุผลที่องค์กรพยายามเชื่อมโยงประเด็นลิขสิทธิ์กับสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา

          EIFL พยายามเสนอว่า ระบบลิขสิทธิ์ที่ดีไม่ควรทำหน้าที่ปิดกั้นการเรียนรู้ แต่ควรสร้างสมดุลระหว่างแรงจูงใจในการสร้างสรรค์กับประโยชน์สาธารณะ ซึ่งในโลกที่ข้อมูลกลายเป็นทรัพยากรหลักของเศรษฐกิจและการศึกษา การต่อสู้เรื่องลิขสิทธิ์จึงเป็นการต่อสู้เรื่องสิทธิในการเรียนรู้ของมนุษยชาติ

บรรณารักษ์ในฐานะนักพัฒนาชุมชนและผู้นำด้านดิจิทัล

          ในมโนคติของคนจำนวนมาก บรรณารักษ์ยังคงเป็นภาพของผู้ดูแลชั้นหนังสือ พูดเสียงเบา จัดหมวดหมู่เอกสาร และคอยเตือนผู้ใช้ไม่ให้ส่งเสียงดังเกินไป

          แต่ในโลกของ EIFL ได้นิยามหน้าที่ของบรรณารักษ์ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด พวกเขาจะกลายเป็นผู้นำด้านดิจิทัล และบางครั้งยังเป็นนักพัฒนาสังคมอย่างเต็มตัว สิ่งนี้คือการดึงศักยภาพของบรรณารักษ์ออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่

          EIFL ตระหนักดีว่า ต่อให้ห้องสมุดมีคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต หรือ maker space ที่ทันสมัยเพียงใด หากไม่มีคนที่สามารถเปลี่ยนเทคโนโลยีเหล่านั้นให้กลายเป็นโอกาสสำหรับผู้คน โครงการทั้งหมดก็อาจล้มเหลว

          “ห้องสมุดที่แข็งแรงจำเป็นต้องมีบรรณารักษ์ที่มีทักษะและความมั่นใจ” รีมา พูดถึงไอเดียการพัฒนาบรรณารักษ์ในห้องสมุดที่องค์กรเข้าไปสร้างเครือข่าย

          สิ่งนี้อาจฟังดูตรงไปตรงมา แต่แท้จริงแล้วเป็นการเปลี่ยนวิธีคิดต่อวิชาชีพบรรณารักษศาสตร์อย่างลึกซึ้ง เพราะในหลายประเทศ บรรณารักษ์เคยถูกมองว่าเป็นเพียงตำแหน่งทางเทคนิค ไม่ใช่ผู้นำด้านนวัตกรรมหรือการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

          EIFL จึงพยายามลงทุนกับคน มากพอๆ กับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน

          พวกเขาได้จัดการอบรม เวิร์กชอป การเรียนออนไลน์ และ peer-learning programmes ให้กับบรรณารักษ์ทั่วโลก โดยหัวข้อที่สอนมีตั้งแต่ digital literacy, coding for kids, data management, copyright literacy, advocacy skills ไปจนถึง project management และ community engagement

          ความแตกต่างกับการอบรมในที่อื่นๆ คือ EIFL ไม่ได้ฝึกให้บรรณารักษ์ใช้เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่สอนให้พวกเขาเข้าใจบทบาททางสังคมของเทคโนโลยีด้วย

          อย่างเช่นในหลายประเทศ บรรณารักษ์ถูกฝึกให้ช่วยผู้สูงอายุใช้งานบริการภาครัฐออนไลน์ เพราะในยุคที่รัฐบาลจำนวนมากเปลี่ยนบริการไปสู่ระบบดิจิทัล คนที่ไม่มีทักษะด้านเทคโนโลยีอาจถูกกันออกจากสิทธิขั้นพื้นฐานทันที หรือแม้กระทั่งการสมัครงาน การลงทะเบียนวัคซีน การเข้าถึงบริการสุขภาพ หรือแม้แต่การขอเอกสารราชการ ล้วนต้องใช้อินเทอร์เน็ตทั้งสิ้น ในบริบทแบบนี้ บรรณารักษ์จึงกลายเป็นสะพานระหว่างรัฐ เทคโนโลยี และประชาชน

          ยิ่งไปกว่านั้น ในบางประเทศของแอฟริกา บรรณารักษ์ยังสอนเกษตรกรใช้ข้อมูลออนไลน์เกี่ยวกับสภาพอากาศ ราคาพืชผล หรือเทคนิคการเพาะปลูก

          “ห้องสมุดเปลี่ยนชีวิตผู้คนได้ เพราะบรรณารักษ์ช่วยเพิ่มพลังให้ผู้คน” รีมา ยืนยันถึงแนวคิดนี้ และยังพยายามที่จะกระจายไปสู่หลายๆ ห้องสมุดให้ได้มากที่สุด นี่เป็นการตอกย้ำว่า EIFL มองบรรณารักษ์ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมนุษย์ เพราะสิ่งที่ผู้คนต้องการไม่ใช่แค่ข้อมูล แต่คือคนที่ช่วยพาพวกเขาเดินผ่านโลกข้อมูลอันซับซ้อนนี้ไปได้

EIFL และอนาคตของห้องสมุดโลก เมื่อการเข้าถึงความรู้คือการต่อสู้ครั้งสำคัญของศตวรรษที่ 21
Photo: EIFL
EIFL และอนาคตของห้องสมุดโลก เมื่อการเข้าถึงความรู้คือการต่อสู้ครั้งสำคัญของศตวรรษที่ 21
Photo: EIFL
EIFL และอนาคตของห้องสมุดโลก เมื่อการเข้าถึงความรู้คือการต่อสู้ครั้งสำคัญของศตวรรษที่ 21
Photo: EIFL

เมื่อบรรณารักษ์จากทั่วโลกมานั่งโต๊ะเดียวกัน

          ทุกปี EIFL จะจัดการประชุม General Assembly ซึ่งอาจดูเหมือนการประชุมเครือข่ายทั่วไปในสายตาคนนอก แต่สำหรับผู้คนในโลกห้องสมุด นี่คือหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่สุดของการแลกเปลี่ยนอนาคตเกี่ยวกับสิทธิในการเข้าถึงความรู้”

          ตัวแทนจากเครือข่ายห้องสมุดในแอฟริกา เอเชียแปซิฟิก ยุโรปตะวันออก และเอเชียกลาง เดินทางมาพบกันเพื่อพูดคุยถึงปัญหาที่หลายคนในโลกพัฒนาอาจไม่เคยนึกถึง

          บางประเทศกำลังต่อสู้กับงบประมาณที่ถูกตัดลด บางแห่งเผชิญการเซ็นเซอร์ข้อมูล บางแห่งยังขาดอินเทอร์เน็ตที่เสถียร หรือบางแห่งต้องรับมือกับคำถามว่า “ห้องสมุดยังจำเป็นอยู่หรือไม่” ในยุคสมาร์ทโฟน

          แต่สิ่งที่ทำให้เวทีนี้น่าสนใจคือ ผู้เข้าร่วมจำนวนมากต่างค้นพบว่า แม้บริบททางสังคมและการเมืองจะต่างกันเพียงใด พวกเขากลับเผชิญความท้าทายคล้ายกันอย่างน่าประหลาด ไม่ว่าจะเป็นโลกดิจิทัลที่กำลังเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ของผู้คน หรือ AI กำลังเปลี่ยนระบบการศึกษาและแรงงาน และข้อมูลที่ถูกผูกขาดโดยแพลตฟอร์มขนาดใหญ่

          General Assembly จึงเป็นประชุมเชิงวิชาชีพที่ผู้คนจากหลายประเทศมาร่วมกันตั้งคำถามว่า 

          “ห้องสมุดจะมีความหมายอย่างไรในอนาคต”

          ในบางปี การประชุมเน้นเรื่อง Open Access บางปีพูดถึง copyright reform ขณะที่บางปีให้ความสำคัญกับ digital inclusion หรือบทบาทของห้องสมุดหลังโควิด-19 แต่ไม่ว่าหัวข้อจะเปลี่ยนไปอย่างไร แก่นสำคัญยังคงเหมือนเดิม นั่นคือการเข้าถึงความรู้ต้องไม่กลายเป็นอภิสิทธิ์ของคนบางกลุ่ม เวทีเหล่านี้ไม่ได้มีเฉพาะผู้บริหารหรือผู้กำหนดนโยบายเท่านั้น บรรณารักษ์ระดับปฏิบัติการจำนวนมากก็มีบทบาทสำคัญ เพราะพวกเขานำเรื่องเล่าจากชีวิตจริงเข้ามาในห้องประชุม

          เรื่องของเด็กที่ต้องเดินหลายกิโลเมตรเพื่อมาใช้อินเทอร์เน็ต เรื่องของผู้สูงอายุที่เพิ่งเรียนรู้การใช้สมาร์ทโฟนครั้งแรก หรือเรื่องของผู้ลี้ภัยที่ใช้ห้องสมุดเป็นพื้นที่เรียนภาษา ทำให้ในหลายๆ ครั้ง บรรณารักษ์จากประเทศหนึ่งก็พบว่า ปัญหาที่พวกเขาเผชิญมีทางออกที่อีกประเทศเคยทดลองมาก่อนแล้ว

          ห้องสมุดในลิทัวเนียอาจเรียนรู้เรื่อง digital literacy จากกานา ขณะที่ห้องสมุดในเซอร์เบียอาจนำโมเดลกิจกรรม STEM จากจีนไปปรับใช้ นี่คือสิ่งที่ทำให้ General Assembly เป็นมากกว่าการประชุมประจำปี

          นอกจากนี้ ในหลายประเทศ บรรณารักษ์ทำงานภายใต้ข้อจำกัดมหาศาล บางแห่งมีบุคลากรไม่พอ งบประมาณต่ำ หรือไม่ได้รับความสำคัญจากรัฐ

          การได้พบคนจากอีกฟากของโลกที่กำลังทำงานคล้ายกัน จึงช่วยให้พวกเขารู้ว่า สิ่งที่ตัวเองทำมีความหมายมากกว่าที่คิด นี่คือสิ่งที่เครือข่ายระดับโลกมอบให้ได้ ซึ่งเงินทุนหรือเทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้ง่ายๆ

          ในโลกที่การประชุมระดับนานาชาติจำนวนมากยังถูกครอบงำโดยมหาวิทยาลัยและองค์กรจากโลกตะวันตก การมีพื้นที่ที่เสียงจากแอฟริกา เอเชียกลาง หรือยุโรปตะวันออกถูกฟังอย่างจริงจังจึงมีความสำคัญอย่างมาก

          และอาจเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของ General Assembly เพราะมันคือการประชุมของห้องสมุด ที่ผู้คนจากหลายประเทศกำลังร่วมกันปกป้องแนวคิดหนึ่งเอาไว้ แนวคิดที่ว่าความรู้ควรเป็นของทุกคน

EIFL และอนาคตของห้องสมุดโลก เมื่อการเข้าถึงความรู้คือการต่อสู้ครั้งสำคัญของศตวรรษที่ 21
Photo: EIFL

EIFL และอนาคตของห้องสมุดโลก เมื่อการเข้าถึงความรู้คือการต่อสู้ครั้งสำคัญของศตวรรษที่ 21
Photo: EIFL

ห้องสมุดในกานา กับการต่อสู้กับความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล

          ในประเทศกานา เด็กจำนวนมากเติบโตขึ้นมาในโลกที่อินเทอร์เน็ตไม่ใช่สิ่งที่เข้าถึงได้ง่ายเหมือนในเมืองใหญ่ของโลกตะวันตก สำหรับหลายครอบครัว คอมพิวเตอร์ยังเป็นของราคาแพง ขณะที่อินเทอร์เน็ตมือถือมีค่าใช้จ่ายสูงเกินไปสำหรับการใช้งานเพื่อการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ห้องสมุดสาธารณะกลายเป็นหนึ่งในไม่กี่พื้นที่ที่ผู้คนยังสามารถเข้าถึงโลกดิจิทัลได้ฟรี

          นี่คือจุดเริ่มต้นของโครงการ Digital Learning @ Ghana Public Libraries ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก EIFL โครงการนี้เริ่มต้นจากคำถามพื้นฐานมากๆ ว่า หากโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล แล้วคนที่ไม่มีทักษะด้านดิจิทัลจะอยู่ตรงไหนในอนาคต

          EIFL และ Ghana Library Authority มองเห็นว่าความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ไม่ได้หมายถึงการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเพียงอย่างเดียว แต่มันเกี่ยวข้องกับโอกาสทั้งระบบ

          ในหลายเมืองของกานา ห้องสมุดเริ่มเปิดคอร์สฝึกทักษะคอมพิวเตอร์พื้นฐาน การใช้อินเทอร์เน็ต การค้นหาข้อมูล การเขียน CV ไปจนถึงการใช้เครื่องมือออนไลน์เพื่อการศึกษาและการทำงาน

          สำหรับเยาวชนจำนวนมาก นี่คือครั้งแรกที่พวกเขาได้สัมผัสคอมพิวเตอร์อย่างจริงจัง บางคนใช้ห้องสมุดเพื่อสมัครทุนเรียนต่อ บางคนเรียนทักษะใหม่ผ่าน YouTube ขณะที่บางคนเพียงต้องการพื้นที่เงียบๆ เพื่อเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสำหรับเรียนหนังสือ ทำให้ห้องสมุดกลายเป็นสิ่งที่มากกว่าพื้นที่ของการเรียนรู้ เพราะมันอาจเป็นประตูเข้าสู่โอกาสใหม่ของชีวิต ที่สำคัญ โครงการนี้ไม่ได้มอง digital literacy เป็นเพียงทักษะเชิงเทคนิค

          EIFL พยายามทำให้ผู้คนเข้าใจการใช้ข้อมูลอย่างปลอดภัย รู้เท่าทันข่าวปลอม และสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาของตัวเองได้จริง แต่โครงการนี้คงไม่สำเร็จ ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากห้องสมุดประชาชนภายใต้ Ghana Library Authority (GhLA) ซึ่งได้เข้ามามีบทบาทโดยการเปลี่ยนห้องสมุดภูมิภาคและอำเภอ 15 แห่งให้กลายเป็นศูนย์ฝึกอบรมทักษะดิจิทัลที่ทันสมัย เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมให้แก่เด็กอายุ 12-18 ปี

          การดำเนินงานหลักๆ จะเริ่มจากบรรณารักษ์และเจ้าหน้าที่ไอซีทีจะเดินทางไปยังโรงเรียนต่างๆ ทุกเดือนเพื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสั้น เช่น การสอนเรื่องความปลอดภัยออนไลน์ การใช้อีเมลเบื้องต้น และพื้นฐานการพิมพ์งาน 

          กิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการสอนทางทฤษฎี แต่เป็นการนำอุปกรณ์แล็ปท็อปและแท็บเล็ตจากห้องสมุดไปให้นักเรียนได้สัมผัสและฝึกปฏิบัติจริง ข้อมูลจากกานาระบุว่ามีนักเรียนมากกว่า 1,000 คนที่ได้รับประโยชน์จากการลงพื้นที่ในแต่ละเดือน ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจในการใช้งานเทคโนโลยีให้กับเยาวชนได้อย่างก้าวกระโดด

          จนถึงปี 2025 โครงการนี้ประสบความสำเร็จในการฝึกอบรมทักษะขั้นสูงให้กับนักเรียนมากกว่า 2,060 คน ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ที่ 1,000 คน ผลลัพธ์ที่น่าประทับใจนี้เกิดจากการใช้เกมและกิจกรรมเชิงตอบโต้ เช่น เกมการเขียนโค้ด Rangers เพื่อให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุกและเข้าถึงง่ายสำหรับเด็กทุกกลุ่ม

          ความสำเร็จของกานายังอยู่ที่การสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ครูและผู้ปกครองถึงประโยชน์ของอินเทอร์เน็ตในเชิงบวก โดยเฉพาะเรื่องการค้นคว้าข้อมูลวิชาการและการป้องกันภัยคุกคามออนไลน์ 

          ครูจากโรงเรียนที่เข้าร่วมระบุว่านักเรียนมีความเข้าใจในการใช้งานซอฟต์แวร์สำนักงานได้ลึกซึ้งขึ้นหลังจากได้รับประสบการณ์แบบลงมือทำจริง โมเดลของกานาจึงถือเป็นแบบอย่างที่ยอดเยี่ยมของการใช้ห้องสมุดประชาชนเป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเยาวชนที่ขาดโอกาสในภูมิภาคแอฟริกา

          ในยุคที่ข่าวปลอมและข้อมูลเท็จแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทักษะเหล่านี้สำคัญมาก เพราะการเข้าถึงข้อมูลเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าผู้คนจะสามารถใช้ข้อมูลนั้นอย่างมีวิจารณญาณได้

          สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ โครงการในกานาให้ความสำคัญกับเยาวชนและผู้หญิงอย่างมาก 

          ในหลายสังคม ผู้หญิงยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยีมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท ห้องสมุดจึงพยายามสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยและเปิดกว้างสำหรับการเรียนรู้  บรรณารักษ์หลายคนทำหน้าที่คล้ายพี่เลี้ยงที่ช่วยให้ผู้ใช้งานรู้สึกมั่นใจในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ซึ่งเป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่สำคัญ เพราะสำหรับคนจำนวนมาก ความกลัวเทคโนโลยีเป็นอุปสรรคใหญ่ไม่แพ้การขาดอุปกรณ์

          ในรายงานของ EIFL มีการกล่าวถึงผลกระทบของโครงการไว้ว่า ผู้เข้าร่วมจำนวนมากมีความมั่นใจในการหางานและใช้เทคโนโลยีมากขึ้นหลังจบหลักสูตร ซึ่งโครงการในกานาแสดงให้เห็นว่า แม้จะมีทรัพยากรจำกัด ห้องสมุดก็ยังสามารถทำหน้าที่สำคัญในการลดช่องว่างนี้ได้

EIFL และอนาคตของห้องสมุดโลก เมื่อการเข้าถึงความรู้คือการต่อสู้ครั้งสำคัญของศตวรรษที่ 21
Photo: EIFL

ตัวอย่างโครงการของ EIFL จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลและยากจนในประเทศกานา

ห้องสมุดที่ต่อสู้กับวิกฤตโลก และเด็กในคาซัคสถาน

          ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โลกเผชิญความเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรงมากขึ้นทุกปี

          ไฟป่า น้ำท่วม ภัยแล้ง อุณหภูมิที่สูงขึ้น และมลพิษทางอากาศ ไม่ได้เป็นเพียงข่าวในรายงานวิทยาศาสตร์อีกต่อไป หากกลายเป็นประสบการณ์ตรงของผู้คนจำนวนมากทั่วโลก

          แต่คำถามสำคัญคือ เด็กและเยาวชนจะเรียนรู้เรื่องวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างไร ในโลกที่ปัญหาเหล่านี้ซับซ้อนและมักถูกอธิบายผ่านข้อมูลวิชาการที่ห่างไกลจากชีวิตประจำวัน

          สำหรับ EIFL คำตอบหนึ่งคือห้องสมุด

          องค์กรเชื่อว่า ห้องสมุดสาธารณะสามารถกลายเป็นพื้นที่สำคัญในการสร้าง environmental literacy หรือ ความรู้เท่าทันด้านสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชน โดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชน EIFL จึงได้เปิดตัว Climate Action: Innovation Award เพื่อสนับสนุนห้องสมุดที่พัฒนาโครงการสร้างสรรค์ด้านสิ่งแวดล้อมและ climate action

          และหนึ่งในกรณีศึกษาที่ถูกพูดถึงมากคือโครงการจากประเทศคาซัคสถาน

          ห้องสมุดแห่งหนึ่งในเมืองอุสต์-คาเมโนกอร์สค์ (Ust-Kamenogorsk) พัฒนาศูนย์การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมภายในห้องสมุด โดยการจัดตั้งศูนย์นิเวศวิทยาชื่อ ‘JasylUi’ หรือ GreenHouse ขึ้นในเดือนธันวาคม 2022 เพื่อทำหน้าที่เป็นทั้งห้องปฏิบัติการและศูนย์ฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับเยาวชน 

          โครงการนี้มุ่งเป้าไปที่นักเรียนจากโรงเรียน 66 แห่งและเด็กอนุบาล 26 แห่งในพื้นที่ เพื่อปลูกฝังความรู้และความตระหนักรู้ด้านระบบนิเวศตั้งแต่วัยเยาว์

          ศูนย์ JasylUi ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้การเรียนรู้เป็นเรื่องที่สัมผัสได้จริง เช่น กล้องจุลทรรศน์ดิจิทัล เครื่องมือวัดคุณภาพอากาศ ดิน และน้ำ รวมถึงระบบปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ที่นักเรียนสามารถทดลองปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินได้ นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยี VR (Virtual Reality) เพื่อพานักเรียนไปสำรวจสภาพแวดล้อมเสมือนจริงและศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อุปกรณ์เหล่านี้ช่วยเปลี่ยนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนให้กลายเป็นการทดลองที่น่าสนใจและสร้างความอยากรู้อยากเห็นให้แก่เด็กๆ ได้

          แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ โครงการนี้ไม่ได้พยายามสอนเรื่อง climate change แบบในห้องเรียนทั่วไป แต่พยายามทำให้เด็กรู้สึกเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม เด็กๆ จะได้ทดลองกิจกรรมเกี่ยวกับการรีไซเคิล สำรวจข้อมูลมลพิษ เรียนรู้เรื่องพลังงานสะอาด และใช้สื่อดิจิทัลเพื่อเข้าใจผลกระทบของ climate crisis ต่อชีวิตประจำวัน

          ในหลายประเทศ เรื่อง climate change ยังถูกมองว่าเป็นประเด็นไกลตัว หรือเป็นเรื่องของนักวิทยาศาสตร์และรัฐบาลเท่านั้น แต่ห้องสมุดในคาซัคสถานพยายามเปลี่ยนสิ่งนั้น เด็กๆ ไม่ได้เป็นเพียงผู้ฟังอีกต่อไป แต่กลายเป็นผู้สำรวจ ผู้ตั้งคำถาม และผู้มีส่วนร่วมในการจินตนาการอนาคตด้านสิ่งแวดล้อมของชุมชนตัวเอง นี่คือสิ่งที่ทำให้บทบาทของห้องสมุดเปลี่ยนไปอย่างมาก

          ผลลัพธ์เชิงบวกของโครงการในคาซัคสถานเห็นได้จากการที่มีนักเรียนมากกว่า 1,800 คนมาใช้งานศูนย์แห่งนี้ภายในระยะเวลาไม่ถึงปี และเกิดเครือข่ายอาสาสมัครเยาวชนที่พร้อมจะส่งต่อความรู้ด้านนิเวศวิทยาให้แก่ผู้ที่มาเยือนใหม่ 

          ความสำเร็จนี้ได้รับการยอมรับในระดับชาติและทำให้ห้องสมุดได้รับรางวัลนวัตกรรมด้าน climate action ซึ่งยืนยันว่าห้องสมุดประชาชนสามารถเป็นผู้เล่นที่ทรงพลังในกระบวนการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศได้ 

          บทเรียนจากคาซัคสถานแสดงให้เห็นว่าเมื่อเทคโนโลยีมาเจอกับประเด็นทางสังคมที่เร่งด่วน ห้องสมุดจะกลายเป็นสถาบันที่มีความหมายและมีความจำเป็นต่อชุมชนอย่างยิ่ง

          พูดให้ถึงที่สุด ในยุคที่วิกฤตสิ่งแวดล้อมกลายเป็นปัญหาสำคัญระดับโลก การสร้างพลเมืองที่เข้าใจโลกอาจสำคัญไม่แพ้การสอนวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์เลยด้วยซ้ำ

          EIFL ยังมองว่า ห้องสมุดมีข้อได้เปรียบพิเศษในการทำงานเรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงผู้คนทุกวัย

          โรงเรียนอาจทำงานกับเด็ก  มหาวิทยาลัยอาจทำงานกับนักวิจัย แต่ห้องสมุดสามารถเชื่อมโยงเด็ก ผู้ปกครอง ผู้สูงอายุ และชุมชนเข้าด้วยกัน

EIFL และอนาคตของห้องสมุดโลก เมื่อการเข้าถึงความรู้คือการต่อสู้ครั้งสำคัญของศตวรรษที่ 21
Photo: EIFL

การพาชม ‘JasylUi’ หรือ GreenHouse

ห้องสมุดในศตวรรษที่ 21 เทคโนโลยีอาจเปลี่ยนโลก แต่พื้นที่ของมนุษย์ยังสำคัญเสมอ

          ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โลกพูดถึงอนาคตผ่านถ้อยคำชุดเดิมซ้ำๆ ในทำนองที่ว่า AI จะเปลี่ยนการศึกษา แพลตฟอร์มดิจิทัลจะเปลี่ยนการทำงาน เทคโนโลยีจะทำให้ทุกอย่างเร็วขึ้น ฉลาดขึ้น และเชื่อมต่อกันมากขึ้น

          แต่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ยังมีคำถามหนึ่งที่สำคัญมาก และบางครั้งกลับถูกมองข้าม ในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูล ผู้คนยังเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียมกันอยู่หรือไม่

          EIFL และเครือข่ายห้องสมุดทั่วโลกพยายามตอบคำถามนี้ผ่านสิ่งที่ดูธรรมดาอย่างน่าประหลาด นั่นคือห้องสมุด การลบภาพจำแบบเดิมที่ห้องสมุดเต็มไปด้วยชั้นหนังสือให้เป็นห้องสมุดที่กำลังเปลี่ยนตัวเองเป็นพื้นที่เรียนรู้ พื้นที่ทดลอง พื้นที่ปลอดภัย และพื้นที่ของชุมชน

          ในกานา ห้องสมุดกลายเป็นประตูแรกสู่โลกดิจิทัลของเด็กจำนวนมาก และในคาซัคสถาน มันกลายเป็นพื้นที่ที่เด็กเรียนรู้จะรักโลกที่กำลังเปราะบางลงทุกวัน ขณะที่ในหลายประเทศ ห้องสมุดยังคงต่อสู้เรื่อง Open Access ลิขสิทธิ์ และสิทธิในการเข้าถึงความรู้ของผู้คน

          เรื่องทั้งหมดอาจดูแตกต่างกันมาก แต่ที่จริงแล้วสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเดียวกันนั่นคือความเชื่อว่า ความรู้ไม่ควรเป็นอภิสิทธิ์ EIFL พยายามย้ำกับโลกอยู่ตลอดว่า เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างสังคมที่เท่าเทียมได้ เพราะต่อให้โลกมี AI ที่ทรงพลังเพียงใด หากผู้คนจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ต ไม่มีทักษะดิจิทัล หรือถูกกันออกจากระบบความรู้ ความเหลื่อมล้ำก็จะยิ่งลึกขึ้นเท่านั้น

          เหตุผลที่มาว่าทั้งหมด จึงกล่าวได้ทำไมห้องสมุดยังสำคัญอย่างยิ่งในศตวรรษที่ 21 เพราะมันยังเป็นหนึ่งในไม่กี่พื้นที่ที่เปิดประตูต้อนรับทุกคน ไม่ว่าจะเด็ก คนจน ผู้สูงอายุ ผู้ลี้ภัย คนพิการ หรือคนที่ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีที่ทางในโลกดิจิทัล ยังสามารถเดินเข้ามาในห้องสมุดและเริ่มต้นเรียนรู้อะไรบางอย่างได้

          ในโลกที่ทุกอย่างถูกวัดด้วยตัวเลข ประสิทธิภาพ และการแข่งขัน ห้องสมุดยังคงเป็นพื้นที่ที่ให้คุณค่ากับมนุษย์มากกว่านั้นและมันอาจเป็นหนึ่งในพื้นที่สาธารณะไม่กี่แห่งที่คุณไม่จำเป็นต้องซื้ออะไรเพื่อจะมีสิทธิอยู่ตรงนั้น นักสังคมวิทยา Eric Klinenberg เคยเรียกห้องสมุดว่า “พระราชวังของผู้คน” (palaces for the people) เพราะแม้พวกมันจะดูธรรมดา แต่กลับทำหน้าที่สำคัญอย่างมหาศาลในการรักษาความสัมพันธ์ ความไว้ใจ และโอกาสในการเรียนรู้ของสังคม

          EIFL เองดูจะเข้าใจสิ่งนี้อย่างลึกซึ้ง พวกเขาไม่ได้เพียงพยายามช่วยให้ห้องสมุดอยู่รอดในยุคดิจิทัล แต่กำลังพยายามทำให้ห้องสมุดกลายเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้ผู้คนก้าวไปข้างหน้าด้วยกันในศตวรรษที่ 21

EIFL และอนาคตของห้องสมุดโลก เมื่อการเข้าถึงความรู้คือการต่อสู้ครั้งสำคัญของศตวรรษที่ 21
Photo: EIFL


ที่มา

เว็บไซต์ EIFL Public Library Innovation Programme (Online)

เว็บไซต์ EIFL Licensing Programme (Online)

เว็บไซต์ EIFL Copyright and Libraries Programme (Online)

เว็บไซต์ โครงการ Digital Learning (Online)

เว็บไซต์ รางวัลนวัตกรรม Climate Action (Online)

เว็บไซต์ โครงการ STEM Whiz Kids (Online)

เว็บไซต์ โครงการ Isl@nd of Openness (Online)

รายงานประจำปี EIFL 2023 (Online)

รายงานประจำปี EIFL 2024 (Online)

เว็บไซต์ คู่มือกฎหมายลิขสิทธิ์ไนจีเรีย (Online)

เว็บไซต์ ข้อมูลลิขสิทธิ์และห้องสมุดในประเทศไทย (Online)

เว็บไซต์ ข้อมูลสนธิสัญญามาร์ราเคช (Online)

เว็บไซต์ Library Tech Trends (Online)

เว็บไซต์ EIFL General Assembly 2025 (Online)

Cover Photo: EIFL

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

PDPA Icon

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก