ปั่นปั้นดัตช์ หลักสูตรวัฒนธรรมเมืองสองล้อเนเธอร์แลนด์

414 views
11 mins
November 2, 2023

          มีมุกตลกของชาวดัตช์ที่ว่า เด็กๆ ในเนเธอร์แลนด์ปั่นจักรยานเป็นก่อนที่จะเดินก้าวแรกด้วยซ้ำ!

          เมื่อได้มีโอกาสมาใช้ชีวิตที่เมืองรอตเทอร์ดาม ประเทศเนเธอร์แลนด์ แม้จะเป็นช่วงสั้นๆ ผมก็รู้สึกว่าคำกล่าวนั้นไม่ได้เหนือจริงเสียทีเดียวเพราะมองไปทางไหนก็เจอคนปั่นจักรยานทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กๆ ปั่นสองล้อไปโรงเรียน พนักงานบริษัทใส่สูทที่ดูเร่งรีบจนอดคิดไม่ได้ว่ากำลังไปทำงานสาย พ่อแม่ที่พาเด็กตัวจิ๋วนั่งซ้อนจักรยานไปที่สนามเด็กเล่นใกล้บ้าน วัยรุ่นแฮงเอาต์ตามร้านกาแฟ และผู้สูงวัยที่นั่งในสวนสาธารณะโดยมีสุนัขตัวจิ๋วและจักรยานเคียงข้างเสมือนเพื่อนรู้ใจ

          ถึงตอนอยู่ที่ไทยจะไม่เคยใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน แต่ผมกลับสามารถปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมจักรยานของชาวดัตช์ได้ไม่ยาก เพราะโครงสร้างพื้นฐานที่ต่อเนื่องแบบไร้รอยต่อ ตั้งแต่ที่จอดจักรยานขนาดยักษ์ทุกสถานีรถไฟประจำเมือง ทางจักรยานลอดใต้แม่น้ำ หรือกระทั่งทางด่วนที่เปิดบริการเฉพาะจักรยาน

          ทางจักรยานสีแดงระยะทางกว่า 37,000 กิโลเมตรรอบประเทศเนเธอร์แลนด์ไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียว จุดเริ่มต้นมาจากการต่อสู้เพื่อต่อต้านวัฒนธรรมรถยนต์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ตบเท้าเข้ารุกรานเมืองใหญ่ เปลี่ยนถนนที่เคยปลอดภัยสำหรับนักปั่นเป็นสถานที่แสนอันตราย

          เมื่อผนวกกับวิกฤตราคาพลังงานที่สะเทือนทั่วทั้งโลก รัฐบาลเนเธอร์แลนด์จึงดำเนินนโยบายชู ‘สองล้อ’ เพื่อแก้ปัญหาสองต่อคือราคาพลังงานและความปลอดภัยบนท้องถนน โครงการดังกล่าวเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากวันอาทิตย์ไร้รถยนต์ (Car-free Sundays) สู่การกำหนดพื้นที่ปลอดรถยนต์ ไปจนถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับจักรยานที่ซอกซอนไปทุกมุมเมือง รองรับนักปั่นทุกวัยที่กลับมาเดินทางบนหลังอานอีกครั้ง

          ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปอย่างไร ชาวดัตช์ก็ยังส่งต่อวัฒนธรรมการปั่นจักรยานอย่างเข้มข้นด้วยการปลูกฝังผ่านหลักสูตรนักปั่นทั้งในและนอกห้องเรียน พร้อมกับดำเนินสารพัดโครงการเพื่อหนุนเสริมให้ทุกคนมีโอกาสอย่างเท่าเทียมที่จะได้สัมผัสชีวิตที่ขับเคลื่อนด้วยสองล้อ

ปั่นปั้นดัตช์ วัฒนธรรมเมืองสองล้อเนเธอร์แลนด์

3 เสาหลักเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน บททดสอบ(แอบ)โหดหินสำหรับนักปั่นตัวน้อย

          ปฏิเสธไม่ได้ว่าเนเธอร์แลนด์ประสบความสำเร็จในฐานะเมืองจักรยาน แต่ความสำเร็จดังกล่าวก็อาจกลายเป็นดาบสองคม หากเด็กๆ ไม่เรียนรู้ว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรขณะใช้ท้องถนนร่วมกับรถยนต์ ความปลอดภัยบนท้องถนนจึงเป็นเรื่องที่ชาวดัตช์เคร่งครัดอย่างยิ่ง นี่คือที่มาของวลีที่ปรากฏอยู่ในวิสัยทัศน์การปั่นจักรยานของชาวดัตช์ (Dutch Cycling Vision) ที่ว่า

          ‘ความปลอดภัยบนท้องถนนไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานสำหรับปั่นจักรยาน!’

          หนึ่งในกลุ่มที่เสี่ยงจะประสบอุบัติเหตุบนท้องถนนคือเด็กๆ ด้วยช่วงวัยทำให้พวกเขามักจะขาดความระมัดระวัง ทำอะไรหุนหันพลันแล่น และมีพฤติกรรมที่ยากจะคาดเดา หลายครั้งเด็กๆ ก็ดูเบามาตรการความปลอดภัยพื้นฐาน เช่น การมองซ้ายมองขวาก่อนข้ามถนน นำไปสู่การสูญเสียชีวิตที่ความจริงแล้วสามารถป้องกันได้

          ปัจจุบัน เด็กนักเรียนชาวดัตช์กว่า 70% เดินทางไปโรงเรียนด้วยจักรยาน ไม่ว่าจะเป็นเด็กน้อยชั้นประถมที่ยังต้องนั่งซ้อนจักรยานไปโรงเรียนใกล้บ้าน หรือหนุ่มสาววัยมัธยมที่จะปั่นสองล้อไปโรงเรียนตามลำพัง นี่คือสาเหตุที่ชาวดัตช์ต้องปลูกฝังเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนตั้งแต่เล็กๆ ผ่าน 3 เสาหลักสำคัญคือครอบครัว โรงเรียน และพื้นที่ปลอดภัยในการปั่นจักรยาน

          ครอบครัวคือจุดเริ่มต้นของวิถีชีวิตบนหลังอาน เด็กๆ จะได้เรียนรู้ที่จะอยู่บนสองล้อตั้งแต่วินาทีที่พวกเขาเดินทางด้วยการซ้อนจักรยานพ่อแม่หรือปู่ย่าตายาย หรือใช้สองขาถีบจักรยานไถในสนามหลังบ้าน ก่อนจะค่อยๆ เสริมสร้างความมั่นใจจากที่ต้องมีล้อค้ำสู่การปั่นสองล้ออย่างมั่นคง และติดปีกโบยบินอย่างเป็นอิสระบนหลังอานเพียงลำพังเมื่ออายุมากขึ้น แต่นอกจากทักษะการปั่นจักรยานแล้ว พ่อแม่ยังเป็นครูคนแรกที่คอยสอนเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน แนะนำเรื่องป้ายจราจร การส่งสัญญาณมือบนหลังอาน รวมถึงการตรวจเช็กสภาพจักรยานเบื้องต้น

          เสาหลักที่สองคือการเรียนรู้เรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนอีกครั้งทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติซึ่งเป็นข้อบังคับตามกฎหมาย โดยแต่ละโรงเรียนสามารถกำหนดหลักสูตรขึ้นเองได้ หรืออาจใช้เครื่องไม้เครื่องมือในการสอนของภาครัฐตามช่วงชั้น เนื้อหาในส่วนนี้นับว่ามีรายละเอียดมากมาย เช่น การจัดการสัมภาระเมื่ออยู่บนหลังอาน รวมถึงข้อควรระวังเรื่องสิ่งเบี่ยงเบนความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลง คุยเล่นกับเพื่อน หรือโทรศัพท์มือถือที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ

          แต่หัวข้อที่โหดหินที่สุดคงเป็นเรื่องของการให้ทางและการจัดลำดับความสำคัญของผู้ใช้รถใช้ถนนเพื่อพิจารณาว่าใครคือทางหลัก ใครคือทางรอง และใครควรได้ไปก่อน รวมถึงการปฏิบัติตัวเวลาเจอกับรถบรรทุกขนาดใหญ่ซึ่งเด็กๆ จะต้องเว้นระยะห่าง รวมถึงตระหนักถึงมุมอับสายตาของผู้ขับขี่และพาตัวเองไปอยู่ในตำแหน่งที่มั่นใจว่าคนขับรถจะสังเกตเห็นเรา

          เสาหลักสุดท้ายคือพื้นที่ปลอดภัยในการปั่นจักรยาน การขับขี่จักรยานอย่างปลอดภัยต้องอาศัยประสบการณ์ ไม่ใช่ทุกบ้านที่จะมีสนามขนาดใหญ่ไว้ให้หนูน้อยฝึกซ้อม เมืองจึงต้องจัดสรรพื้นที่นันทนาการให้เด็กๆ มาเล่นสนุกบนหลังอานได้อย่างปลอดภัย สนามฝึกซ้อมเหล่านี้จะช่วยลับทักษะการควบคุมจักรยานและการรับมือเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันในวันที่เด็กๆ เติบโตพอที่จะขับขี่บนท้องถนนอย่างมั่นใจ

          หนึ่งในหมุดหมายของการเป็นพลเมืองนักปั่นอย่างเต็มภาคภูมิคือ การสอบประกาศนียบัตรนักปั่นจักรยาน (Verkeersexamen) การทดสอบประจำปีที่จัดขึ้นโดย Veilig Verkeer Nederland หรือ VVN ที่แปลเป็นภาษาไทยว่าองค์กรความปลอดภัยบนท้องถนนแห่งเนเธอร์แลนด์ หน่วยงานแห่งนี้เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ได้รับเงินสนับสนุนจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้าง ‘ความปลอดภัยบนท้องถนนสำหรับทุกคน’

          การทดสอบดังกล่าวริเริ่มมาอย่างยาวนาน โดยจัดครั้งแรกตั้งแต่ ค.ศ. 1932 ในทุกปีจะมีเด็กๆ ทั่วประเทศจำนวนกว่า 200,000 คน เข้าร่วมทดสอบทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

          หัวข้อที่ร่ำเรียนในห้องเรียนจะถูกกลั่นออกมาเป็นข้อสอบ 25 ข้อที่เด็กๆ ต้องตอบให้ถูกอย่างน้อย 16 ข้อจึงจะสอบผ่าน แถมคำถามก็ไม่ได้ตรงไปตรงมา แต่เป็นการอธิบายสถานการณ์ที่พบเจอได้จากการใช้รถใช้ถนนในชีวิตประจำวันพร้อมภาพประกอบแล้วให้เด็กๆ ตอบว่าควรจะรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวอย่างไร

          เริ่มสงสัยแล้วใช่ไหมครับว่าหน้าตาข้อสอบเป็นแบบไหน ผมมีตัวอย่าง 3 ข้อมาให้ผู้อ่านลองทำดูครับ


          ข้อ 1. นอราห์หยิบโทรศัพท์มือถือมาเปิดภาพที่ไปเที่ยวกับครอบครัวเมื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ให้จูดิธดูขณะปั่นจักรยาน การกระทำเช่นนี้เหมาะสมหรือไม่

ปั่นปั้นดัตช์ วัฒนธรรมเมืองสองล้อเนเธอร์แลนด์
Photo: Veilig Verkeer Nederland

               A. ไม่เหมาะสม เพราะการใช้โทรศัพท์มือถือขณะปั่นจักรยานเป็นเรื่องต้องห้ามและไม่ปลอดภัย

               B. เหมาะสม เพราะนอราห์ถือโทรศัพท์ไว้แน่นและปั่นจักรยานได้อย่างมั่นคง

               C. เหมาะสม เพราะถนนไม่มีรถยนต์คันอื่น การกระทำของทั้งสองคนจึงไม่ได้รบกวนใคร


           ข้อ 2. แฮนนาห์ปั่นจักรยานผ่านรถเมล์ซึ่งเข้าจอดที่ป้ายรถเมล์เพื่อแวะรับผู้โดยสารและกำลังจะออกจากป้ายโดยเปิดสัญญาณไฟ ใครควรได้ไปก่อน

ปั่นปั้นดัตช์ วัฒนธรรมเมืองสองล้อเนเธอร์แลนด์
Photo: Veilig Verkeer Nederland

               A. รถบัส เพราะป้ายรถเมล์อยู่นอกบริเวณเส้นทางหลัก

               B. แฮนนาห์ เพราะป้ายรถเมล์อยู่ในบริเวณเส้นทางหลัก

               C. แฮนนาห์ เพราะป้ายรถเมล์อยู่นอกบริเวณเส้นทางหลัก


           ข้อ 3. จัสตินปั่นจักรยานมาจนถึงสุดถนนที่เป็นสามแยก เขาเจอกับคนที่กำลังจะข้ามถนนและจักรยานที่ปั่นมาอีกทางหนึ่ง เขาควรทำอย่างไร

ปั่นปั้นดัตช์ วัฒนธรรมเมืองสองล้อเนเธอร์แลนด์
Photo: Veilig Verkeer Nederland

               A. จัสตินต้องให้ทางคนข้ามถนนและจักรยานไปก่อน

               B. จัสตินสามารถปั่นไปได้เลยเพราะเป็นทางหลัก

               C. จัสตินต้องรอให้คนปั่นจักรยานไปก่อน ส่วนคนข้ามถนนต้องยืนรอให้จัสตินไปก่อน


          คำตอบที่ถูกต้องคือ…

               ข้อ 1. ตอบ A. เพราะห้ามเล่นมือถือขณะปั่นจักรยานเด็ดขาด

               ข้อ 2. ตอบ C. รถบัสต้องให้ทางจักรยานที่อยู่บนเส้นทางหลัก

               ข้อ 3. ตอบ A. เมื่อขับมาถึงสุดถนน จะต้องให้ทางรถคันอื่นและคนเดินเท้าไปก่อน

          สำหรับผมที่เคยทำแบบทดสอบใบขับขี่ของไทยได้คะแนนเกือบเต็มยังยอมรับเลยครับว่าข้อสอบนี้ยากจนไม่อยากนึกภาพว่าสำหรับเด็กๆ แล้วข้อสอบเหล่านี้จะโหดแค่ไหน แต่ก็เข้าใจสาเหตุที่ VVN ตั้งมาตรฐานไว้สูงลิ่วเพราะเมื่อเผชิญกับสถานการณ์บนท้องถนนจริงย่อมไม่มีชอยส์ A. B. หรือ C. ให้เลือก แต่ต้องตัดสินใจโดยประมวลทุกรายละเอียดของสภาพแวดล้อมตรงหน้าแล้วจึงขยับแขนขาตามสัญชาตญาณ

ได้เวลาลงถนน! จากภาคทฤษฎีสู่การทดสอบบนถนนจริง

          ดาน สตีนแมน (Daan Steenman) คุณครูผู้สอนวิชาความปลอดภัยบนท้องถนนของโรงเรียนแห่งหนึ่งในเนเธอร์แลนด์อธิบายว่า “หลังจากเด็กๆ ช่วงชั้น ป.5 หรือ ป.6 ผ่านการสอบระดับชาติเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนภาคทฤษฎี พวกเขายังต้องสอบภาคปฏิบัติ การทดสอบนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กๆ จะสามารถขับขี่บนถนนได้อย่างปลอดภัย

          “สำหรับเด็กในวัยนี้ ประสบการณ์จริงบนท้องถนนคือสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง”

          ก่อนวันสอบภาคปฏิบัติประมาณ 6 สัปดาห์ คุณครูผู้ดูแลการสอบจะแจกแผนที่แสดงเส้นทางที่เด็กๆ ต้องสอบปั่นจักรยานระยะทางประมาณ 4-5 กิโลเมตรซึ่งต้องใช้เวลาปั่นประมาณ 30 นาที เส้นทางนี้จะผ่านทั้งย่านชุมชนที่มีรถยนต์พลุกพล่านและเผชิญสารพัดความท้าทายบนท้องถนน เหตุผลที่ครูต้องแจกแผนที่ล่วงหน้าก็เพื่อให้เด็กๆ ได้ซักซ้อมโดยมีผู้ปกครองเป็นเพื่อนร่วมทางก่อนลงสนามสอบจริง

          เมื่อวันสอบใกล้เข้ามา ภาพคุ้นตาของชาวเมืองดัตช์คือเหล่าเด็กๆ ที่ปั่นจักรยานมาพร้อมกันกับผู้ปกครองโดยถือแผนที่กระดาษขนาด A4 ทั้งสองคนจะหยุดตามจุดต่างๆ เพื่อพูดคุยแนะนำพฤติกรรมที่ต้องปรับเปลี่ยนและการตัดสินใจที่ต้องปรับปรุง เด็กหญิงคนหนึ่งเล่าว่าเธอมาซ้อมกับคุณแม่แบบวันเว้นวัน แต่ละวันก็จะเน้นทักษะคนละอย่าง เช่นวันนี้เธอตั้งใจจะฝึก ‘การส่งสัญญาณมือขณะเลี้ยว’ ที่เธอยังไม่คล่องเพราะต้องจับแฮนด์จักรยานมือเดียวแล้วบังคับให้เลี้ยว ส่วนอีกหนึ่งมือต้องยื่นออกไปด้านข้างซึ่งเป็นท่าทางที่ทำให้เสียการทรงตัวได้ง่าย

          ขณะที่ แอนนา-คอรินา โฮคสเตนบาค (Anna-corina Hochstenbach) ผู้ดูแลการทดสอบจาก VVN ที่มีประสบการณ์ร่วมยี่สิบปีแสดงความเห็นว่าเด็กๆ มักจะผิดพลาดเมื่อเผชิญกับทางแยกที่ไม่มีสัญญาณไฟจราจรซึ่งนับเป็นจุดที่อันตรายที่สุด ซึ่งเด็กๆ จะต้องตัดสินใจว่าใครควรได้ไปก่อนตามหลักการเรื่องทางหลักและทางรอง

          เมื่อถึงวันตัดสิน เด็กๆ ราว 40-50 ชีวิตก็จะมารวมตัวกันที่จุดเริ่มต้น แต่ละคนจะได้รับเสื้อสีส้มสะท้อนแสงที่มีหมายเลขตัวใหญ่กำกับอยู่ข้างหลัง ตลอดเส้นทางการทดสอบจะมีผู้คุมสอบ อาสาสมัคร รวมถึงผู้ปกครองคอยเฝ้าดูพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนเพื่อให้คะแนนเป็นรายบุคคลโดยที่เด็กๆ จะต้องได้คะแนนอย่างน้อย 80% จึงจะถือว่าสอบผ่าน

ปั่นปั้นดัตช์ วัฒนธรรมเมืองสองล้อเนเธอร์แลนด์
Photo: Veilig Verkeer Nederland

          เหล่าหนูน้อยที่ผ่านการทดสอบสุดโหดนี้จะสามารถยืดอกรับประกาศนียบัตรนักปั่นหน้าใหม่ได้อย่างภาคภูมิใจ แม้ว่าใบประกาศดังกล่าวจะไม่มีผลทางกฎหมาย แต่ก็เป็นการการันตีว่าเนเธอร์แลนด์ได้ผลิตนักปั่นจักรยานคุณภาพที่ใส่ใจวินัยจราจรและความปลอดภัยบนท้องถนนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน

          ขณะที่เด็กๆ หลายพันคนต้องเดินคอตกกลับบ้านเพราะสอบไม่ผ่านครั้งนี้ก็ไม่ต้องกังวล เพราะการทดสอบดังกล่าวมีอัตราการสอบตกสูงถึง 4-5% พวกเขายังมีโอกาสแก้ตัวใหม่อีกครั้งในปีหน้าและปีถัดไป ส่วนใครที่ยังสอบตกซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็จะหมดโอกาสสอบแก้ตัว ถึงขนาดที่โฆษกของ VVN เคยบอกกับผู้ปกครองที่ลูกหลานสอบตกว่า

          “เด็กๆ ที่ทำผิดพลาดขนาดนี้ ยังไม่พร้อมที่จะปั่นจักรยานบนท้องถนนเพียงลำพัง”

          นี่คือตัวอย่างของการ ‘พูดจาขวานผ่าซาก’ แบบชาวดัตช์ แต่หากไตร่ตรองความหมายระหว่างบรรทัด คำพูดดังกล่าวถึงแม้จะทำร้ายจิตใจพ่อแม่ผู้ปกครอง แต่มันก็สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง เนื่องจากท้องถนนเป็นพื้นที่ส่วนรวมที่ทุกคนต้องรู้จักกติกามารยาทเพื่อที่จะใช้งานร่วมกันได้อย่างปลอดภัย หากใครคนหนึ่งไม่สามารถปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ดังกล่าวได้อย่างเคร่งครัดก็อาจก่อให้เกิดอันตรายทั้งกับตนเองและผู้อื่นได้

          อย่างไรก็ตาม VVN ไม่เคยกล่าวโทษเด็กๆ ที่ทำผิดพลาด แต่เน้นทบทวน 3 เสาหลักว่าทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง เริ่มจากคุณครูและโรงเรียนว่าให้ความสำคัญกับการสอนเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนมากน้อยเพียงใด พ่อแม่ผู้ปกครองใส่ใจกับการพาลูกๆ ไปฝึกซ้อมมากน้อยแค่ไหน และเด็กๆ มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับฝึกซ้อมเพียงพอหรือยัง เพราะหาก 3 เสาหลักทำงานประสานกันอย่างแข็งขัน ก็ไม่ควรมีเด็กคนไหนที่ต้องผิดหวังกลับบ้านเพราะสอบไม่ผ่าน

          การสร้างประเทศปั่นได้จึงเป็นมากกว่าการทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน หรือการประกาศตัวว่าเป็นเมืองจักรยาน แต่คือการปลูกฝังวัฒนธรรมจักรยานและความปลอดภัยบนท้องถนนตั้งแต่เด็ก ด้วยความร่วมมือของสถาบันการศึกษา สถาบันครอบครัว และการออกแบบพื้นที่สาธารณะโดยรัฐ

ปั่นปั้นดัตช์ วัฒนธรรมเมืองสองล้อเนเธอร์แลนด์
Photo: Veilig Verkeer Nederland

ถ้าอยากให้ทุกคนอยู่บนหลังอาน ต้องทำเป็นวาระแห่งชาติ

          เสาหลักทั้ง 3 ประการทำงานประสานเพื่อสร้างรากฐานของเมืองจักรยาน แต่สภาพแวดล้อมบนท้องถนนที่ปลอดภัยเพียงลำพังก็ยังไม่เพียงพอที่จะบรรลุวิสัยทัศน์ “ปั่นสองล้อไร้พรมแดน” (Cycling Without Frontiers)

          เนเธอร์แลนด์ยกระดับจักรยานเป็นวาระแห่งชาติมาเนิ่นนานกว่าศตวรรษ ปัจจุบันเนเธอร์แลนด์ตั้งเป้าหมายระดับชาติที่แสนเรียบง่ายแต่วัดผลได้คือการเพิ่มระยะทางที่คนปั่นจักรยาน 20% ภายใน ค.ศ. 2017-2027 ตามแผน ‘Tour de Force’ หรือผลสัมฤทธิ์อันยิ่งใหญ่

          แม้ตัวเลข 20% อาจดูไม่ยาก แต่นับเป็นงานยากสำหรับประเทศที่คนส่วนใหญ่ปั่นจักรยานกันเป็นกิจวัตร การขยับให้ถึงเป้าหมายจึงต้องอาศัยการขับเคลื่อนองคาพยพทุกภาคส่วนในสังคม ตั้งแต่การมองให้เห็นปัญหาแล้วร่วมกันหาทางแก้ไขที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน

          อุปสรรคแรกที่ต้องขจัดคือ กำแพงที่กางกั้นไม่ให้คนขึ้นมาปั่นบนสองล้อ องค์กรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และโครงข่ายประชาสังคมต่างทำงานประสานกันเพื่อเชิญชวนคนทุกเพศทุกวัยให้มาใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน หากใครไม่มีจักรยานก็สามารถขอรับบริจาคจากเครือข่ายซ่อมแซมจักรยานมือสอง หากใครไม่มั่นใจมากพอที่จะปั่นลงถนน สถาบันและองค์กรหลายแห่งก็พร้อมรับนักเรียน ตั้งแต่เด็กน้อยอายุ 4 ขวบไปจนถึงผู้ใหญ่วัย 90 ปี สอนตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงขั้นสูง รวมถึงชาวต่างชาติที่ยังไม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมจักรยานให้มาร่วมเรียนวิถีบนหลังอานและกฎจราจรพื้นฐานกันแบบครอบครัว

          ส่วนกลุ่มเปราะบางก็ไม่ได้ถูกละเลยมองข้าม เช่น กลุ่มผู้หญิงจากทั่วทุกมุมโลกที่อพยพย้ายถิ่นฐานมาอยู่เนเธอร์แลนด์ แม้จะมีพื้นฐานทางวัฒนธรรมและศาสนาที่แตกต่างหลากหลาย บางคนพูดไม่ได้ทั้งภาษาดัตช์และภาษาอังกฤษ แต่พวกเธอก็มีห้องเรียนจักรยานที่พร้อมจะต้อนรับ เช่นเดียวกับผู้สูงอายุหลายคนที่เคยประสบอุบัติเหตุและกลัวเกินกว่าที่จะปั่นจักรยานบนท้องถนน พวกเขาจะได้รับการช่วยเหลือโดยอาสาสมัครและรัฐบาลท้องถิ่นที่จะฟื้นฟูให้กลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง

          อย่างที่สองซึ่งมองข้ามไม่ได้คือ รอยต่อระหว่างการเดินทางแต่ละแบบ จักรยานเป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับเดินทางระยะสั้น แต่สองล้อจะสามารถพาเราไปได้ทุกหนทุกแห่งหากเชื่อมอย่างไร้รอยต่อกับวิธีอื่นในการเดินทาง เช่น รถไฟ รถราง หรือเรือเฟอร์รี การออกแบบสถานีขนส่งจึงต้องอำนวยความสะดวกให้กับเหล่านักปั่น ทั้งเส้นทางจักรยาน ลานจอดจักรยาน รวมถึงบริการจักรยานเช่าที่สถานี

          อย่างที่สามคือ วิธีคิดตั้งแต่การออกแบบผังเมืองซึ่งต้องวางสถานที่สำคัญให้สามารถไปถึงได้ด้วยสองล้อ ไม่ว่าจะเป็นย่านที่พักอาศัย เขตธุรกิจ บริการด้านสุขภาพ โรงเรียน และร้านรวง ยิ่งเมืองมีชีวิตชีวาด้วยร้านค้าขนาดเล็กมากเท่าไหร่ ผู้อยู่อาศัยก็พร้อมจะใช้จักรยานในชีวิตประจำวันมากขึ้นเท่านั้น นั่นหมายความว่าห้างสรรพสินค้าขนาดยักษ์นอกเมืองซึ่งต้องเดินทางด้วยรถยนต์ย่อมเป็นสิ่งแปลกปลอมของเมืองที่เคลื่อนที่บนหลังอาน

          อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ กฎหมายซึ่งต้องปรับแก้ให้จักรยานเป็นใหญ่ นอกเหนือจากโครงสร้างพื้นฐานและการปลูกฝังที่เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน กฎหมายในเนเธอร์แลนด์ยังคุ้มครองเหล่านักปั่นราวกับไข่ในหิน เช่นกรณีที่เกิดอุบัติเหตุระหว่างรถยนต์กับรถจักรยาน ผู้ขับรถยนต์จะเป็นฝ่ายผิดโดยอัตโนมัติ เนื่องจากเป็นหน้าที่ของผู้ขับขี่ยานยนต์ซึ่งมีขนาดใหญ่และกำลังสูงที่จะต้องใส่ใจระมัดระวังผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ที่เปราะบางกว่า

          สำหรับชาวดัตช์ จักรยานเป็นมากกว่าพาหนะสองล้อที่เคลื่อนที่พาเราจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แต่สะท้อนถึงรากฐานทางวัฒนธรรมที่ส่งผ่านกันจากรุ่นสู่รุ่น หนุนเสริมความแข็งแกร่งด้วยสภาพแวดล้อมบนท้องถนนที่ปลอดภัย และทุกภาคส่วนในสังคมที่พร้อมทั้งขบคิดปัญหาเพื่อสร้างเมืองที่เป็นมิตรกับจักรยาน ไม่ใช่ยัดเยียดจักรยานเข้าไปในเมืองที่ออกแบบเพื่อรถยนต์

ปั่นปั้นดัตช์ วัฒนธรรมเมืองสองล้อเนเธอร์แลนด์
เส้นทางจักรยานในเนเธอร์แลนด์ ข้อมูลประจำปี 2022
Photo: OpenStreetMap
ปั่นปั้นดัตช์ วัฒนธรรมเมืองสองล้อเนเธอร์แลนด์


ที่มา

บทความ “Check your traffic knowledge” จาก dutchreview.com (Online)

บทความ “Cycling like a Dutchie? First, you have to pass their bike exam!” จาก vvn.nl (Online)

บทความ “Dutch Cycling Vision” จาก dutchcycling.nl (Online)

บทความ “Fascinating traffic lessons for groups 1 to 8” จาก vvn.nl (Online)

บทความ “Mama Agatha” จาก mama-agatha.com (Online)

บทความ “The Five Pillars of Dutch Children Cycling” จาก mobycon.com (Online)

บทความ “VVN practical traffic exam” จาก vvn.nl (Online)

บทความ “VVN theoretical traffic exam” จาก vvn.nl (Online)

บทความ “Why Dutch ‘bike banks’ are a game changer for kids” จาก bbc.com (Online)

รายงาน “Best Practices Dutch Cycling” จาก dutchcycling.nl (Online)

Cover Photo: Henk-Jan WinkeldermaatCC BY-NC-SA 2.0, via Flickr/ Cropped from original

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก