มีหลักตรรกะของตะวันตกที่อริสโตเติลสร้างและอยู่ยงมานับพันปีว่า ถ้า ก. คือ ก. ดังนั้น ก. ย่อมไม่สามารถเป็นทั้ง ก. และไม่ใช่ ก. ได้ พูดง่ายๆ คือสิ่งหนึ่งไม่สามารถเป็นและไม่เป็นตัวมันเองพร้อมกันได้
พอข้ามฟากกลับมาทางฝั่งตะวันออก พุทธศาสนาสายมหายานแนว 中觀 (จงกวน) หรือนิกายมัธยมิกา 四句分別 (ซื่อจวี้เฟินเปย๋) หรือจตุโกฏิ พูดไว้ประมาณว่า เพราะ ก. เป็น ก. ดังนั้น ก. จึงเป็นได้ทั้ง ก. และไม่ใช่ ก.
บางคนอาจรู้สึกว่าความคิดของมหายานแปลกและขัดกับหลักความเป็นจริง บางคนอาจคิดว่ามีความหมายลึกซึ้งและน่าสนใจ
อันที่จริงทั้งอริสโตเติลและมหายานไม่ถึงกับขัดแย้งกัน เพราะถ้าคุณหยิบมือถือขึ้นมาอ่านข้อเขียนชิ้นนี้ มือถือที่คุณจับอยู่ก็คงเป็นหนังสือ กระเป๋า แม่น้ำ หรือสิ่งอื่นไปไม่ได้ เพียงแค่ฝ่ายหลังต้องการใช้ ‘ภาษาธรรม’ สื่อแนวคิดทางปรัชญาเกี่ยวกับความว่างของตนและก่อกวน (ในทางที่ดี) ความจริงในระดับสมมติ
‘โลกหลายสายพันธุ์: ผัสสะ จริยศาสตร์ และการอยู่ร่วมกัน’ เขียนโดย เก่งกิจ กิตติเรียงลาภ และ พนา กันธา แบ่งเนื้อหาเป็นสองส่วนคือนิเวศผัสสะ: จริยศาสตร์แห่งการเปิดรับ โดยเก่งกิจ และ รูพรุนของเส้นขอบ: เงื่อนไขทางจริยศาสตร์ระหว่างสัตว์กับมนุษย์ โดยพนา โดยในส่วนแรกหยิบยืมแนวคิดปรัชญาจีนมาสร้างแนวทางใหม่ในการอยู่ร่วมกับโลกใบนี้
(ต้องเตือนก่อนว่าไม่ใช่หนังสือที่อ่านง่ายนัก โดยเฉพาะในส่วนแรกที่เน้นแนวคิดและมโนทัศน์ มากมายด้วยศัพท์แสงทางวิชาการ ส่วนที่ 2 เข้าใจง่ายกว่า)
แม้หนังสือจะพูดถึงแนวคิดซับซ้อน แต่ข้อสรุปนั้นไม่ซับซ้อนและตรงไปตรงมา กล่าวคือ…
ท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อม การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 6 ซึ่งมนุษย์กำลังเผชิญ วิธีคิดแบบเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ลัทธิสีเขียว สิทธิสัตว์ ที่ยึดโยงกับแนวคิดตะวันตกแบบทวิภาวะหรือการแบ่งสิ่งต่างๆ ออกเป็นสองขั้วตรงข้าม ผนวกกับการใช้มนุษย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาลแล้วแผ่สายตาออกไปมองสิ่งรอบตัว ไม่เพียงพอให้เราแก้ไขวิกฤตนี้ได้
ถ้ามนุษย์ (ยัง) อยากจะหลุดจากวิกฤตสิ่งแวดล้อม จำเป็นที่เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดในระดับลึก ระดับฐานราก ถอนตัวออกจากทวิภาวะ ธรรมชาติกับวัฒนธรรม สิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์กับมนุษย์ และยอมรับว่าทุกสิ่งรอบตัวมีสถานะเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ที่มีความรู้สึกนึกคิดและเป็นผู้กระทำได้เช่นเดียวกับมนุษย์ (ในหนังสือใช้คำว่า การเป็นองค์ประธาน) ซึ่งจะส่งผลให้มนุษย์ต้องรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนมากขึ้นและสร้างระบบจริยศาสตร์ใหม่ในการอยู่ร่วมกัน มิฉะนั้นแล้ว มนุษย์ก็จะวนเวียนกับการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเดิมๆ ซึ่งไม่ได้พาเราไปไหน นอกจากถลำลึกลงสู่หลุมดำที่เราสร้างขึ้นเอง
ว่าแต่มันจำเป็นขนาดนั้นเชียวหรือ? เก่งกิจเห็นว่าจำเป็น เขาอ้างอิงนักคิดตะวันตกหลายคนเพื่ออธิบายว่า โลกตะวันตกหมกมุ่นกับ ‘ธรรมชาติ’ แล้วใช้เป็นฐานในการอธิบายสิ่งอื่นๆ ดังนั้น ธรรมชาติในความเข้าใจของโลกตะวันตกย่อมต้องมีระบบระเบียบ ไม่วุ่นวาย คาดการณ์ได้ เพราะไม่อย่างนั้นคำอธิบายต่างๆ ที่สร้างจากฐานคิดว่าด้วยธรรมชาติก็จะสั่นคลอนไปด้วย
ธรรมชาติจึงเปรียบเสมือนสิ่งของหรือก้อนอะไรสักอย่างที่ตั้งอยู่ตรงหน้ามนุษย์ รอให้มนุษย์เข้าไปสังเกต วางกฎเกณฑ์ และหยิบฉวยมาใช้ประโยชน์
ทว่า โลกตะวันตกไม่ใช่โลกทั้งใบครับ สังคมมนุษย์ยังมีวิธีคิดแบบอื่นๆ อยู่อีก จีน อินเดีย และชนเผ่าอีกมากมายที่มองสิ่งรอบตัวต่างจากตะวันตก จุดนี้ เก่งกิจนำแนวคิดของ Francois Jullien นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสที่เชี่ยวชาญปรัชญาจีนมาเสริม
อย่างที่ผมยกตัวอย่างไปตั้งแต่ต้น ดูเหมือนปรัชญาจีนจะมีเครื่องมือทางความคิดที่สามารถนำมาพัฒนาเป็นหลักจริยศาสตร์ของการอยู่ร่วมกันได้มาหลายพันปี
เมื่อ “สิ่งทั้งหมด” ต่างหากที่เปลี่ยนแปลง การแยกความเป็น “ฉัน” ไม่ว่าจะในฐานะที่ฉันเป็นผู้กระทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือแม้แต่ฉันที่ถูกเปลี่ยนก็เป็นไปไม่ได้ในตัวมันเอง เพราะมันไม่ใช่แค่ “ฉันที่เปลี่ยนหรือถูกเปลี่ยน แต่มันคือสิ่งทั้งหมดที่ฉันเป็นส่วนหนึ่งที่กำลังเปลี่ยน
หน้า 53
“…นี่คือสาเหตุที่ปรัชญาจีนให้ความสำคัญกับ “สิ่งทั้งหมด” มากกว่า “บางสิ่ง”
การไม่แยก “ฉัน” ออกมาอย่างมีขอบเขตและเบ็ดเสร็จก็คือการปฏิเสธทวิภาวะที่แยก “ฉัน” ออกจากสิ่งอื่นๆ ซึ่งเป็นกรอบความคิดแบบตะวันตก เมื่อไม่มีฉันที่แยกออกจากสิ่งอื่นก็หมายความว่าเราไม่สามารถแยกระหว่างองค์ประธานออกจากตัววัตถุได้ เช่นเดียวกับที่เราไม่สามารถแยก “มนุษย์” ในฐานะที่เป็นคนละสิ่งกับสิ่งอื่นๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์
หน้า 54
เก่งกิจเสนอ ‘จริยศาสตร์แห่งการเปิดรับ’ ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์และฝึกฝน ‘การคร่อมข้ามผัสสะ’ เรียนรู้การใช้ผัสสะที่มากกว่าดวงตาเพียงอย่างเดียว เพื่อเปิดรับประสบการณ์การดำรงอยู่ของสิ่งต่างๆ แบบที่ดวงตามอบให้เราไม่ได้และพัฒนาแนวคิดการอยู่ร่วมกับสิ่งต่างๆ โดยไม่แบ่งเขาแบ่งเรา

พอเข้าส่วนที่ 2 พนาตอกย้ำปัญหาของวิธีแบบตะวันตกที่ชอบแบ่งนั่นนี่เป็นสองฝั่งอีกครั้ง โดยยกตัวอย่างการอนุรักษ์ธรรมชาติแบบที่กันคนออกจากป่า เพราะวัฒนธรรมกับธรรมชาติ มนุษย์กับสัตว์ (และสิ่งอื่นๆ) เป็นคู่ตรงข้ามกัน ซึ่งแสดงให้เห็นมานานแล้วว่าวิธีนี้ไม่ค่อยได้ผล (ดูตัวอย่างในประเทศไทย) ซ้ำร้ายยังเป็นการอนุรักษ์ที่ใช้มนุษย์เป็นศูนย์กลางเช่นเดิม
มนุษย์เป็นผู้กำหนดฝ่ายเดียวว่าอะไรควรอยู่ตรงไหน ป่าพื้นที่ใดต้องประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ สัตว์อะไรควรได้รับการอนุรักษ์ ก่อนจะเชื่อมโยงให้เห็นว่าแนวคิด ‘สิทธิสัตว์’ ที่แม้จะเกิดขึ้นด้วยมุ่งจะลดทอนความสำคัญของมนุษย์ลง ทว่า สุดท้ายแล้วก็ยังวนลูปที่มนุษย์นั่นเอง เพราะมนุษย์เป็นผู้ตัดสิน เป็นผู้หยิบยื่นสิทธิให้กับสัตว์ เปรียบเทียบสัตว์ว่ามีอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างเช่นเดียวกับมนุษย์ และดังนั้นพวกมันจึงควรมีสิทธิ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการให้สถานะ ‘บุคคล’ แก่สัตว์นั่นเอง
พนายกสุนทรพจน์ของหัวหน้าซีแอตเทิล ชนพื้นเมืองอเมริกันเผ่าซูความิชว่า
เรารู้ดีว่าโลกนี้ไม่ได้เป็นของมนุษย์ ทว่ามนุษย์คือส่วนหนึ่งของโลกนี้ สรรพสิ่งมีส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เฉกเช่นสายเลือดที่สร้างความผูกพันในครอบครัว ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนผูกพันต่อกัน
หน้า 194
จากนั้น พนาจึงขยับไปสู่ข้อเสนอการใช้ ‘พรมแดน’ แทนที่ ‘เขตแดน’ นั่นเพราะอย่างหลังมีความตายตัว ตัดแยกสิ่งต่างๆ ออกจากกันเด็ดขาด ขณะที่พรมแดนมีเส้นขอบที่ไม่ชัดเจน เปลี่ยนแปลงได้ สิ่งต่างๆ สามารถเคลื่อนย้าย ซึมผ่านพรมแดนได้
พรมแดนไม่ได้เพียงแต่ยอมรับหรือเปิดรับให้เกิดการเคลื่อนข้ามเท่านั้น แต่พรมแดนยังเชื้อชวนให้เกิดการหลอมละลายร่วมกันทางความคิด พิธีกรรม และวัฒนธรรมอื่นๆ ด้วย
หน้า 195
หนังสือใช้คำที่อาจจะเข้าใจยากหน่อยว่า ‘รูพรุนของเส้นขอบ’
ผมเข้าใจว่า เลิกตีเส้นแบ่งโลกนี้ซะ มองหาช่องอันมากมายระหว่างพรมแดนของสิ่งต่างๆ สัตว์ คน แม่น้ำ ท้องฟ้า อากาศ ก้อนหิน ฯลฯ แล้วรอดเข้าไปอยู่ รู้จัก สัมผัส ใช้ชีวิตกับสิ่งเหล่านี้ โดยพยายามปลดเปลื้องความเป็นมนุษย์ลงเสียหน่อย ปล่อยให้สิ่งต่างๆ รอบตัวมีสถานะไม่ต่างจากเรา (หรือบางสิ่งอาจจะเหนือกว่าเราด้วย)
เพราะการมีอยู่ของเราคือความสัมพันธ์ร่วมกันกับสิ่งอื่นๆ ทั้งสิ้น
เพราะถ้าไม่ ข. ค. ง. ฯลฯ มีแต่ ก. คงไม่มีสิ่งใดสร้างความแตกต่างให้ ก. เป็น ก. ได้ และด้วยเหตุนี้กระมัง ก. จึงเป็นสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ ก. ได้พร้อมกัน ต้นไม้ที่เราปลูก หมูสามสี่คอกที่เราเลี้ยง ไก่เป็นร้อยในฟาร์ม หมึกในท้องทะเล ปะการัง พื้นดิน กำลังคิดอะไร พวกเราปฏิสัมพันธ์กันอย่างไรและต่างสร้างความเปลี่ยนแปลง สร้างความรู้สึกนึกคิดต่อกันและกันอย่างไร ไม่นานเราจะเห็นว่า ไม่ใช่มนุษย์ฝ่ายเดียวหรอกที่เป็นผู้กระทำ แต่สิ่งอื่นๆ ก็กระทำต่อเราด้วย
คนที่สนใจงานเขียนเชิงความคิดและสิ่งแวดล้อมเป็นทุนเดิม หนังสือเล่มนี้จะช่วยเพิ่มมุมมองให้คิดต่อ
อย่างที่บอกไป อ่านยาก แต่ใจความนั้นไม่ซับซ้อน เรา-มนุษย์ต้องถ่อมตัวลงบ้าง เพราะวันที่โลกป่วยเกินเยียวยา (ซึ่งก็ใกล้หรืออาจจะเป็นอยู่แล้ว) มนุษย์จะไม่ต่างจากสิ่งอื่นๆ บนโลกเลยที่ต้องเผชิญความยากลำบาก
แล้วรู้อะไรมั้ย? ผมคิดว่าโลกไม่ได้แยแสเราเป็นพิเศษมากกว่าสิ่งอื่นๆ หรอก เพราะอีกหมื่นปี แสนปี ล้านปี โลกจะจัดการตัวเองจนหายดีและสร้างชีวิตใหม่ขึ้นอีกครั้ง ถึงตอนนั้นมนุษย์อาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นต่อโลกใบนี้แล้วก็ได้

