ทฤษฎีทางฟิสิกส์ที่ได้รับการยอมรับในปัจจุบัน (หมายความว่าในอนาคตมันอาจถูกหักล้างได้) อธิบายว่าก่อนการกำเนิดของเอกภพ ‘เวลา’ ไม่มีอยู่ แต่เวลาเกิดขึ้นเมื่อเอกภพถือกำเนิดขึ้นแล้ว
ในฐานะคนที่ตกวิทยาศาสตร์ตั้งแต่เด็ก ผมมีอาการสงสัยเฉียบพลันว่าแล้วสภาวการณ์ที่สิ่งต่างๆ ดำเนินไปจนก่อเกิดเป็นเอกภพ ห้วงยามที่มันดำเนินไปนั้น ไม่เรียกว่า ‘เวลา’ หรือ? โดยสามัญสำนึกพื้นฐานของเรา จากขณะหนึ่งสู่ขณะหนึ่งจะสามารถหลีกเลี่ยงเวลาได้อย่างไร? แม้ว่าถ้าเราเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงมากๆ เวลาของเราจะเดินช้ากว่าคนที่อยู่กับที่ก็ตาม แต่มันก็ดำเนินไปในเวลา
ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักฟิสิกส์ไปแล้วกัน
เวลาเป็นปริศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดประการหนึ่งของมนุษย์ ชีวิตเราเดินไปบนห้วงเวลาและเราไม่มีทางหลุดพ้นไปจากมันได้ (หรือเปล่า?) พลันเมื่อ ‘เวลา’ กับ ‘ระบบทุนนิยม’ จับมือกัน มันก็ยิ่งมีอานุภาพในการควบคุมชีวิตของเราชนิดที่การเป็นปฏิปักษ์กับมันอาจหมายความว่าคุณไม่สามารถดำรงชีวิตอย่างปกติสุขได้
สุธิดา วิมุตติโกศล อาจารย์จากสาขาวิชาภาษาและวรรณคดีอังกฤษ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จับเอาเวลา นาฬิกา ระบบทุนนิยม และวรรณกรรมคาดการณ์มาเปิดโปงการทำงานของ ‘เวลาทุนนิยม’ ที่กระทำต่อเราและท้าทายให้เราขบถต่อมัน (ซึ่งก็ยังคิดไม่ออกหรอกว่าต้องทำยังไง) ผ่านหนังสือที่มีชื่อเรียกร้องความสนใจว่า ‘ป่วนนาฬิกา: วรรณกรรมคาดการณ์กับอนาคตนอกเวลาทุนนิยม’
ว่าแต่ ‘วรรณกรรมคาดการณ์’ หรือ ‘Speculative Fiction’ คืออะไร?
เป็นกิ่งก้านใหม่ของวรรณกรรมกระนั้นหรือ?
ก็ไม่เชิง ตามคำอธิบายของสุธิดา คำนี้มีการกล่าวถึงตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20 โดยโรเบิร์ต เอ. ไฮน์ไลน์ นักเขียนนิยายแนววิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน เพราะนิยายประเภทนี้เป็นการคาดการณ์อนาคตที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อวิทยาศาสตร์รุดหน้า
อย่างไรก็ตาม “ในบริบทปัจจุบัน ไม่ได้หมายความว่าแค่การ “คาดการณ์” ว่าอะไรจะเกิดขึ้นได้อีกต่อไป แต่หมายรวมถึงการ “คาดหวัง” และ “จินตนาการ” ถึงสิ่งที่น่าจะเป็น อยากให้เป็นไปได้ หรือแม้แต่อยากลองเป็น” (หน้า 33) โดยผู้เขียนระบุว่าที่เลือกใช้คำว่า วรรณกรรมคาดการณ์ นั่นเพราะตอนนี้ยังไม่มี “ตัวเลือกที่ครอบคลุมความหมายของมันได้ดีกว่านี้”
วรรณกรรมคาดการณ์คือการยืดขยายจินตนาการเพื่อมองความจริงด้วยสายตาที่แตกต่างออกไป
และก็ตามชื่อหนังสือ ผู้เขียนสนใจวรรณกรรมคาดการณ์ที่มุ่งสำรวจ ‘เวลา’ การทำงานของมันในอนาคตอาจจะแตกต่างจากปัจจุบันไปโดยสิ้นเชิง ทว่า เป้าหมายยังคงเดิมนั่นคือการควบคุมมนุษย์ให้อยู่ในร่องในรอยที่ระบบทุนนิยมและผู้มีอำนาจต้องการ
ช่วงต้นของหนังสือ ผู้เขียนตั้งขอสังเกตต่อเวลาในระบบทุนนิยมไว้อย่างน่าสนใจ ชวนให้ใคร่ครวญว่าชีวิตที่ผูกติดกับนาฬิกาซึ่งปัจจุบันเป็นดิจิทัลเกือบหมดแล้ว ทำให้เวลาของคนทั้งโลกเดินไปด้วยจังหวะเดียวกัน ถูกจัดสรรโควตาไว้อย่างตายตัวคือ แปด-แปด-แปด หรือก็คือทำงานแปดชั่วโมง พักผ่อนแปดชั่วโมง และนอนอีกแปดชั่วโมง
ไม่รู้ว่าเคยมีใครสงสัยเหมือนผมหรือเปล่าว่า ใครกันเป็นคนคิดสร้างสัดส่วนการใช้เวลานี้แล้วบอกว่าเป็นการจัดสรรเวลาที่ควรจะเป็น บ้างก็ว่าดีต่อสุขภาวะเพราะคนเราควรพักผ่อนให้เพียงพอ ทั้งที่ในชีวิตจริง (เชื่อว่า) แทบไม่มีใครทำได้เป๊ะขนาดนั้นหรอก ซ้ำสิ่งนี้ยังเหมือนช่วยสร้างความชอบธรรมให้แก่ระบบทำงานว่าต้องทำงานอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง มากกว่านี้คือขยัน ถ้ามากขึ้นไปอีกอาจจะขยันหรืออาจจะแบ่งเวลาไม่เป็น ไม่มี work-life balance ถ้าน้อยกว่านี้ก็กลายเป็นคนขี้เกียจ เว้นเสียแต่คุณจะรวย
ดังนั้น คำพูดที่ว่าทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากันจึงไม่จริง
“การ “ไม่มีเวลา” จึงอาจมีนัยที่ซับซ้อนมากกว่าตัวภาษาที่ใช้พูดกันในบทสนทนาชีวิตประจำวัน มันพ่วงมากับความรู้สึกอึดอัดขัดใจและความรู้สึกผิด ขณะเดียวกันก็อาจแสดงว่าผู้พูดเชื่อว่าตนกำลังทำสิ่งที่ดีและถูกต้องที่สุดเท่าที่เป็นได้ คนเราไม่ได้ไม่มีเวลาทำอะไรเลยในแต่ละวัน แต่เวลาที่มีมักไม่เพียงพอสำหรับการทำอะไรที่ตนเองรู้สึกว่า “มีความหมาย” ไม่ว่าจะต่อตัวเอง…หรือต่อคนใกล้ตัว เพราะตารางเวลาของงานซึ่งอยู่ในตำแหน่งสูงสุดของลำดับความสำคัญ (priority) ผูกพันอยู่กับเวลาของคนอื่น…ที่เรียกร้องให้เราปรับ/ดัด/ตัดตารางชีวิตส่วนตัวให้เราลงรอยกับมัน เราจึงมักใช้ “เวลา” ไปกับสิ่งที่แทบไม่เกี่ยวข้องกับความปรารถนาของเรา” (หน้า 14)
ล่อหลอกให้เราเชื่อว่างานเป็นสิ่งเดียวที่หวังได้ในช่วงชีวิตแสนสั้นของเราว่า มันจะจูงมือเราไปสู่ความสำเร็จที่มันโฆษณาไว้ ละทิ้งอนาคตไกลๆ หรือมุ่งแสวงหาความเปลี่ยนแปลงไปซะ ก้มหน้าทำงานต่อไป

สุธิดายกงานวรรณกรรมคาดการณ์ที่มีประเด็นเกี่ยวกับเวลา 6 เรื่องมาบอกเล่า ตีแผ่ และวิเคราะห์ ประกอบด้วย The New Black (2018), Yellow Card Man (2006), Folding Beijing (2015), Oryx and Crake (2003), Carol & The End of The World (2023) (อันนี้เป็นซีรีส์มีฉายในเน็ตฟลิกซ์) และ Station Eleven (2014) (เผื่อใครอยากหามาอ่าน)
สามเรื่องแรก ผู้เขียนระบุว่าเป็นการสำรวจสิ่งรอบตัวด้วยสายตาของคนที่ติดอยู่ในเวลาของโลกทุนนิยม
ส่วนสามเรื่องหลัง เล่าถึงวันสิ้นโลกและความเป็นไปได้ของโลกใหม่
ยกตัวอย่างเรื่อง Folding Beijing เคยคิดเหมือนกับผมไหมว่า ถ้าเอไอและหุ่นยนต์สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้โดยสมบูรณ์ มนุษย์ก็น่าจะมีเวลาทำงานที่ตนเองรัก สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ใช้เวลากับครอบครัว ฯลฯ โดยไม่ต้องทำงานหาเงินตัวเป็นเกลียวอีก แล้วหาวิธีจัดสรรทรัพยากรให้แก่ทุกคนบนโลกให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี นี่เป็นมุมมองแบบโลกสวยที่ขัดกับตัวผมมาก แต่สถานการณ์ปัจจุบันคือเรากลัวว่าเอไอจะมาแย่งงานมนุษย์ คนจะตกงาน ผลกระทบต่างๆ จะตามมาเป็นพรวน
ใน Folding Beijing คือโลกยุคนั้นครับ ยุคที่มนุษย์ไม่ต้องทำงาน ทว่า…กลุ่มชนชั้นนำที่ถือครองอำนาจและทรัพยากรไม่ได้ใจดีแบบนั้น ทรัพยากรเดียวที่เอไอเข้ามาจัดการให้ไม่ได้คือเวลา ดังนั้น พวกเขาจึงจัดวงจรเวลาเสียใหม่เป็น 48 ชั่วโมง กลุ่มคนรวยซึ่งมีจำนวนน้อยที่สุดมีเวลา 24 ชั่วโมง ชนชั้นกลางมีเวลา 16 ชั่วโมง และอย่างที่เดากันได้ ชนชั้นล่างถูกโยนเศษเวลาอีก 8 ชั่วโมงที่เหลือให้และถูกมอบหมายให้ทำงานที่ไม่จำเป็นต้องทำ แต่ต้องทำเพื่อค้ำจุนระบบที่หลอกลวงนี้เอาไว้
หมายความว่าคนกลุ่มหลังสุดนี้ไม่มีโอกาสได้เห็นแสงอาทิตย์อีกเลย ชีวิต 8 ชั่วโมงที่ได้รับมาจมอยู่ในความมืดของราตรีกาล อีก 40 ชั่วโมงคือเวลาพักผ่อนหรือก็คือนอนไปตลอดจนกว่าเวลา 8 ชั่วโมงของตนจะวนกลับมาใหม่
มันเป็นความโหดร้ายของระบบเวลาทุนนิยมต่ออนาคตในจินตนาการที่อาจจะ ‘เป็นจริง’ หรือ ‘ไม่เป็นจริง’ ก็ได้ วรรณกรรมคาดการณ์แค่เปิดพื้นที่ให้แก่จินตนาการใหม่ๆ เพื่อกระชากเราให้ลองสำรวจปัจจุบัน
ขณะที่สามเรื่องหลังเล่าถึงช่วงเวลาก่อนวันสิ้นโลกกับหลังวันสิ้นโลกไปแล้ว เช่นในซีรีส์การ์ตูน Carol & The End of The World ที่เหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนโลกจะถูกดาวหางพุ่งชน ระบบเวลาทุนนิยมพังพินาศ ผู้คนใช้เวลาที่เหลืออยู่แบบสุดเหวี่ยงกับชีวิต
แต่ Carol ตัวเอกของเรื่องกลับไม่รู้สึกอินกับอวสานที่ใกล้เข้ามา เธอต้องการใช้ชีวิตเหมือนที่เคยเป็น ต้องการความปกติในชีวิตกลับคืนมา คือการตื่นเช้าไปทำงาน ตอนเย็นกลับบ้าน เธอไม่สนใจว่าโลกจะแตกหรือไม่ ความสุดเหวี่ยงกับความปกติจึงสะท้อนกันไปมาต่อวิธีการที่เราใช้เวลาในโลกทุนนิยม
น้ำเสียงจิกกัดแกมอารมณ์ขัน เนื้อหาเข้มข้นชวนให้คิดตามตลอดว่าเรากำลังใช้เวลาหรือถูกแย่งชิงไปอย่างไร
เรากำลังใช้ชีวิตเหมือนในภาพยนตร์ที่ตัวเอกติดอยู่ในลูปเวลา ต้องหาวิธีหลุดออกมาด้วยการรวบรวมเงื่อนงำต่างๆ เพื่อไขปริศนา
แต่สิ่งที่เราเผชิญอยู่ไม่จำเป็นต้องไขปริศนา เพราะระบบได้หล่อหลอมให้เชื่อไปแล้วว่านี่คือสิ่งที่ควรเป็น ไม่มีทางเลือกอื่นเหลืออยู่ อย่างไรก็ตาม คุณมีสิทธิ์ดื้อดึงหรือเล่นกับระบบ แต่อย่าคาดหวังว่าจะสำเร็จ
“เนื่องจากเราได้ขายเวลาของวันนี้ให้คนอื่นไปแล้วทันทีที่ถูกโยนเข้ามาใน “ลูป” ของนาฬิกาในระบบทุนนิยม ชีวิตในอนาคตอันใกล้จึงเป็นของคนอื่นอย่างไม่มีข้อแม้ จนกว่าจะถึงวันที่เราสามารถ “ซื้อ” เวลาให้ตัวเองได้” (หน้า 204)
ถ้าคุณมีเงินมากพอ

