31 ธันวาคม 2542 ก็คล้ายจะเป็นวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เหมือนทุกๆ ปี แต่สำหรับวัยรุ่น 4 คนในกรุงเทพมหานคร วันนั้นสำคัญกับชีวิตพวกเขาเป็นอย่างมาก เพราะเป็นวันแรกที่ได้ทำการปล่อยเว็บไซต์ของพวกเขาออกสู่อินเทอร์เน็ต ซึ่งคือเว็บไซต์ Dek-D.com
25 ปีต่อมา เว็บไซต์นั้นยังคงอยู่ นอกจากจะมีคนมาใช้งานมากติดอันดับต้นๆ ของไทยแล้ว ยังเป็นพื้นที่ให้ความรู้ในด้านการศึกษาแก่เด็กไทยต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน ทั้งการตรวจสอบประกาศผลสอบเข้ามหาวิทยาลัย การแนะนำการสอบ เทคนิคการติวการทำข้อสอบต่างๆ ไปจนถึงเรื่องการเป็นกระบอกเสียง หรือศูนย์ร้องทุกข์เรื่องการสอบ TCAS
นอกจากเรื่องของเนื้อหาการศึกษาแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือ เรื่องการทำระบบการอ่านนิยายของวัยรุ่น ที่เป็นการสร้างให้เกิดชุมชนนักเขียนนักอ่านที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย และสร้างผลกระทบในวงกว้างอย่างมาก เพราะมีนิยายอยู่ในระบบไม่ต่ำกว่า 2 ล้านห้าแสนเรื่อง นักเขียนกว่า 6 แสนคน นักอ่านกว่า 14 ล้านคน อ่านนิยายไปกว่า 1,500 ล้านครั้ง (สถิติข้อมูลที่บันทึกไว้เมื่อสิ้นปี 2567)
และยังมีผลงานของนักเขียนที่ได้เคยฝากผลงานลงในเว็บแห่งนี้อีกจำนวนมากที่หลายคนรู้จักกันดี ไม่ว่าจะเป็น ไวท์โร้ด โดย ดร. ป๊อป, หัวขโมยแห่งบารามอส โดย แรบบิท, ยุทธภพออนไลน์ โดย ปากกาแดงดำ, The Last Fantasy โดย แสงจันทร์, เซวีน่า มหานครแห่งมนตรา โดย กัลฐิดา, กาหลมหรทึก โดย ปราปต์, มาเฟียที่รัก โดย นู๋ผักบุ้ง, นิยายวายอย่าง SOTUS พี่ว้ากตัวร้ายกับนายปีหนึ่ง โดย bittersweet มีแม้กระทั่งหนังสือรางวัลซีไรต์อย่าง สิงโตนอกคอก โดย ร. เรือในมหาสมุท ไปจนถึงละครโทรทัศน์ทั้ง บุพเพสันนิวาส, กาหลมหรทึก, มาเฟียที่รัก, เกมร้ายเกมรัก, 7 วันจองเวร, The Sixth Sense สื่อรักสัมผัสหัวใจ, เวียงร้อยดาว หรือ หัวใจ Ugly Duckling รักนะเป็ดโง่ ครั้งหนึ่งก็เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์นี้มาแล้ว
เราจึงมาหาคำตอบถึงที่มาที่ไป และการสร้างชุมชนนักอ่าน-เขียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ไปกับ โน้ต-วโรรส โรจนะ ผู้ก่อตั้งและ CEO ของเว็บไซต์ Dek-D.com แห่งนี้ไปร่วมกัน
“เราตั้งเป้าไว้ว่าเป็นเว็บสําหรับวัยรุ่น โดยนําเสนอสิ่งดีๆ ให้กับวัยรุ่น” โน้ตเล่าถึงวันแรกๆ ของการเริ่มต้นทำเด็กดี โดยเป็นการรวมตัวกันของเพื่อนๆ ร่วมห้องชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยทั้ง 4 คน ที่เริ่มต้นทำกันด้วยตัวเอง ทั้งเรื่องจดทะเบียนโดเมน เช่าพื้นที่โฮสติ้ง รวมไปถึงออกทุนกันด้วยตัวเอง ซึ่งก็มีอาจารย์หรือผู้ใหญ่หลายคนที่เห็นและช่วยสนับสนุนในการประชาสัมพันธ์ให้เติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป
“โดยในเว็บเด็กดีตอนนั้นจะมีเนื้อหาอยู่สองส่วน คือส่วน Content และ Community หรือก็คือเว็บบอร์ดเด็กดี และพื้นที่ซึ่งรวบรวมลิงก์ของเว็บบอร์ดของโรงเรียนอื่นๆ เลยทำให้เด็กดีเกิดเป็นเว็บยอดนิยมในช่วงนั้นขึ้นมา
“ตอนนั้นพวก URL ของเว็บบอร์ดมันยาวมาก แล้ว search engine ก็ยังไม่เป็นที่นิยม คนเลยจำเว็บบอร์ดกันไม่ได้ เราเลยรวบรวมลิงก์ต่างๆ มาไว้ในเว็บไซต์ของเรา ก็เลยทำให้เว็บเด็กดีคนเข้ามาเยอะจนทำให้เหมือนแจ้งเกิดเลย” โน้ตเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงของเว็บไซต์เด็กดีที่มองไว้เป็นหลายยุค

แรกเริ่มคือยุคของการรวบรวมลิงก์ของเว็บบอร์ดต่างๆ ยุคที่สองคือขยับมาเปิดในส่วนของนิยาย ก่อนจะเป็นในส่วนของยุคที่สามสี่ห้าคือเปิดในส่วนของการสอบ entrance – TCAS ส่วนต่างๆ ซึ่งสิ่งที่สำคัญมากอย่างตัวนิยายในเว็บนั้น มีที่มาจากคอนเทนต์ที่ผู้ก่อตั้งเป็นคนทำกันเองในวันแรกๆ
“คอนเทนต์ที่เราทำกันก็ต่างคนก็ทําสิ่งที่ตัวเองชอบ แต่ด้วยความที่เราเป็นเด็กเรียนและมีชีวิตที่น่าเบื่อ เราไม่ได้มีความสนุกในตัวเอง เลยทำคอนเทนต์เรื่องภาพยนตร์ กีฬา หรือบันเทิงไม่ได้ ดังนั้นคอนเทนต์แรกๆ ของเด็กดีคือ บทความเรื่องคณิตศาสตร์หรือฟิสิกส์ เพราะเราเขียนกันเองได้ ซึ่งผมก็รู้ว่ามันไม่เวิร์กหรอก” โน้ตหัวเราะให้กับความหลัง
ด้วยความคิดนี้เองทำให้พวกเขามักจะลงข้อความไว้ท้ายบทความว่า ใครอยากจะลงบทความในเว็บทางทีมจะเปิดให้ลงฟรี ซึ่งทีแรกก็ไม่ได้มีใครส่งมา แต่ในเวลาต่อมาก็ได้เจอกับนิยายเรื่องแรกของนักเขียนที่ใช้นามปากกาว่า ‘ติญญา’ โดยปกติเธอเขียนนิยายวนให้เพื่อนอ่านในห้อง เลยถูกแนะนำต่อๆ กันให้มาลงเผยแพร่ในเว็บ (โดยทุกวันนี้เธอก็ยังทำงานอยู่ที่ Dek-D.com และคอยดูแลกลุ่มนักเขียนนิยายอยู่ด้วย) ซึ่งหลังจากนั้นคนก็เริ่มมีการส่งนิยายเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวงการโลกการเขียนอ่านของไทยไปอย่างมาก
“ตอนนั้นผมเรียนอยู่ประมาณปีหนึ่ง ก็เริ่มมีคนส่งนิยายมาให้ลง ทุกอาทิตย์ผมก็เป็นคนเอามาลงในเว็บให้ สัปดาห์ละหนึ่งตอน ปรากฏว่าผลตอบรับดีมาก แต่ก็เป็นงานหนักมากๆ จนถึงจุดหนึ่งแล้วผมมีนิยายรอลงอยู่เป็นร้อยเรื่องเลย
“ตอนนั้นเลยแจ้งนักเขียนทุกคนว่าจะหยุดลงนิยายเรื่องใหม่ก่อน โดยจะลงเฉพาะเรื่องเก่าที่กำลังเผยแพร่ต่อเนื่องอยู่ เพราะอีกสองเดือนจะปิดเทอม แล้วผมจะเขียนโปรแกรมให้ทุกคนสามารถโพสต์เองได้ (หัวเราะ) แล้วเราค่อยตรวจสอบ ถ้าเจออะไรผิดจากเกณฑ์ก็ค่อยดำเนินการตามข้อกำหนดอีกที” โน้ตเล่าถึงช่วงการเปลี่ยนแปลงสำคัญ

อ่านมาถึงช่วงนี้ หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วนิยายในแบบฉบับของเด็กดีนั้นเป็นแบบไหนกัน?
โน้ตครุ่นคิดพักหนึ่งก่อนอธิบายต่อ “ด้วยความที่คนอ่านก็เป็นเด็ก คนเขียนก็เป็นเด็ก การเขียนนิยายเลยจะเป็นการใช้ภาษาที่ไม่ซับซ้อน ดำเนินเนื้อเรื่องรวดเร็ว ไม่เน้นการบรรยายฉากหรือบรรยากาศมาก มีการใช้การสนทนาและอีโมจิมาช่วยในการเล่าเรื่อง โดยมักจะมีเนื้อหาหลากหลาย ทั้งแนวแฟนตาซี นิยายวาย นิยายจีน
“ผู้ใหญ่หลายคนในตอนนั้นอาจไม่ได้มองว่ามันมีคุณค่าทางวรรณกรรม จนมีคำเรียกในตอนนั้นว่าเป็นนิยายแชต แต่จุดเปลี่ยนครั้งถัดมาก็เกิดขึ้นคือ การตีพิมพ์นิยายเด็กดีออกมาเป็นเล่มจริงๆ
“เรื่องนั้นชื่อว่า ไวท์โร้ด โดย ดร.ป๊อป ที่มียอดอ่านในสูงมาก จนมีสำนักพิมพ์กล้าที่จะนำเอาไปพิมพ์ขาย จนเกิดแรงบันดาลใจและจุดประกายให้เกิดนักเขียนและนิยายแบบนี้ขึ้นมา ซึ่งก็มีการนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นรูปแบบอื่นๆ อีกมากมาย”
“ผมคิดว่าพอคนเห็นนิยายที่เราลง ก็เหมือนไปจุดไฟให้คนอื่นๆ เขียนมาลงบ้าง ซึ่งหลายเรื่องมีคนอ่านเยอะ มีแฟนคลับ สำนักพิมพ์หลายแห่งเลยเริ่มสนใจและกล้าจะพิมพ์เป็นเล่ม และก็ขายได้เยอะมาก มีการต่อคิวขอลายเซ็นยาวมากในงานสัปดาห์หนังสือ จนเกิดแรงบันดาลใจและจุดประกายให้เกิดนักเขียนและแนวนิยายที่หลากหลายมากขึ้น” โน้ตเล่าถึงปรากฏการณ์ในตอนนั้น

นอกจากการมีพื้นที่เผยแพร่ในช่องทางของเว็บเด็กดีแล้ว ทีมงานยังมีการพัฒนาแอปพลิเคชัน ‘นิยาย Dek-D’ ที่มีช่องทางการซื้อขายนิยายแบบรายตอนผ่านระบบออนไลน์ได้อีกด้วย ซึ่งก็ช่วยสร้างให้เกิดชุมชนนักอ่านนักเขียนขึ้นอย่างแข็งแรงขึ้นไปอีก เพราะมีทั้งการจัดอันดับนิยายที่คนอ่านสนใจ และสามารถแนะนำนิยายที่สมาชิกแต่ละคนน่าจะสนใจได้ด้วย
รวมไปถึงยังมีสถานการณ์ที่ทำให้วงการเขียนอ่านนิยายออนไลน์พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด สิ่งนั้นคือโรคระบาดที่ชื่อว่าโควิด-19
“ช่วงนั้นมีคนที่ได้รับผลกระทบไม่ว่าจะเป็นเรื่องของธุรกิจร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า หรือธุรกิจท่องเที่ยว จากที่เคยเป็นนักอ่านก็ผันตัวมาเป็นนักเขียนเพื่อหารายได้ในช่วงนั้น จนในปัจจุบันก็มีนักเขียนที่หันมาเขียนนิยายจนเป็นอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้จำนวนหลายหมื่นคน
“โดยนิยายออนไลน์แบบรายตอนจะแตกต่างกับนิยายที่เป็นเล่มหรืออีบุ๊ก ที่เนื้อเรื่องจะถูกวางโครงเรื่องมาให้เป็นตอนสั้นๆ สามารถลงได้สม่ำเสมอทุกวัน และใช้เวลาไม่นานในการอ่าน โดยแต่ละตอนจะมีจุดที่ทำให้คนอ่านอยากอ่านต่อในวันต่อไป สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความผูกพันระหว่างผู้อ่านกับตัวละคร รวมไปถึงพัฒนาการและการเติบโตของตัวละคร ทำให้แฟนๆ เอาใจช่วยและอุดหนุนนิยายกัน” โน้ตอธิบายถึงรูปแบบเฉพาะของนิยายออนไลน์แบบรายตอน

นอกจากนี้ ทาง Dek-D ยังมีการให้ความรู้และพัฒนานักเขียนอยู่เป็นระยะ ทั้งทางออฟไลน์และออนไลน์ มีการนำเสนอเรื่องของแรงบันดาลใจ เทคนิคการเขียนจากนักเขียนรุ่นพี่ และยังมีการร่วมมือกับทางสำนักพิมพ์อมรินทร์ เพื่อช่วยพัฒนาต่อยอดจากนิยายออนไลน์ไปสู่รูปแบบอื่นๆ
แล้วอะไรทำให้ CEO และผู้ก่อตั้ง Dek-D ถึงต้องลงมือลงแรงมากขนาดนี้
“เราอยากพัฒนาวงการวรรณกรรม คนอ่านเองถ้าอ่านนิยายออนไลน์เหล่านี้แล้ว ก็อาจจะอยากขยับไปอ่านงานวรรณกรรมอื่นๆ มากขึ้น อีกอย่าง คือ เราอยากเห็นนักเขียนเก่งขึ้น พัฒนาฝีมือตัวเองให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น
“ส่วนเราในฐานะที่เป็นผู้เผยแพร่เราก็อยากสร้างคุณค่าแก่วรรณกรรมให้มากขึ้น มีระบบที่ช่วยสนับสนุนให้นักเขียนอยู่ได้ มีการหาช่องทางการพัฒนาหรือต่อยอดใหม่ๆ เช่น ถ้าสามารถเอานิยายแปลเพื่อเผยแพร่ไปต่างประเทศ หรือติดต่อหาพาร์ตเนอร์เพื่อปรับนิยายไปสู่รูปแบบใหม่ๆ เช่น เว็บตูนหรือละคร มันก็จะช่วยให้ระบบนิเวศของวงการพัฒนาต่อไป เพื่อให้ทุกคนมองในเรื่องการสร้างคุณค่ามากขึ้นไปอีกครับ” โน้ตสรุปให้เห็นถึงเป้าหมายระยะยาวของวงการวรรณกรรมไทย
จากวันส่งท้ายในปี 2542 กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเว็บไซต์ที่เปิดกว้างให้เด็กไทยที่มีฝันได้สร้างตัวตน สั่งสมประสบการณ์ จนกลายเป็นนักเขียน และเชื่อว่าการเดินทางในอนาคตของ Dek-D จะพาวรรณกรรมไทยไปได้ไกลจนคาดไม่ถึง เช่นเดียวกันกับที่ทำมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา



